ยา

ยาแก้ปวดหลัง: กินอะไรได้ผลจริง และเมื่อไรที่ยาไม่ใช่คำตอบ

บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำแทนการวินิจฉัยของแพทย์ — ห้ามปรับหรือหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง หากมีอาการฉุกเฉินให้โทร 1669

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): บทความนี้บอกสาเหตุของอาการปวดหลังของคุณไม่ได้ การกินยาแก้ปวดเป็นการบรรเทาอาการระหว่างรอการประเมิน ไม่ใช่การรักษาต้นเหตุ ห้ามซื้อยากินเองต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากเภสัชกรหรือแพทย์ และถ้ามีอาการในหัวข้อธงแดงท้ายบทความ ต้องพบแพทย์ทันที

ปวดหลังส่วนล่างพบบ่อยจนแทบทุกบ้านมียาแก้ปวดหลังเตรียมไว้ คำถามยอดนิยมคือ “ปวดหลังกินยาอะไรดี” แต่หลักฐานสิบปีหลังเปลี่ยนคำตอบไปมาก พาราเซตามอลซึ่งคนไทยได้รับบ่อยที่สุดไม่ได้ดีกว่ายาหลอกในงานทดลองขนาดใหญ่[1],[2] ขณะที่ยาที่ได้ผลกว่าเล็กน้อยแลกมาด้วยความเสี่ยงกระเพาะ ไต และหัวใจ[3]

ข่าวดีคืออาการส่วนใหญ่ดีขึ้นเอง การวิเคราะห์อภิมานของผู้ป่วย 11,166 คนพบว่าคะแนนความปวด (เต็ม 100) ลดจาก 52 เหลือ 23 ที่ 6 สัปดาห์ และ 6 ที่ 52 สัปดาห์[4] บทความนี้จึงแยกดูทีละกลุ่มว่าหลักฐานมีแค่ไหน เพดานยาอยู่ที่เท่าไร และเมื่อไรที่คำตอบไม่ใช่ยา

ปวดหลังส่วนใหญ่หายเองได้ แต่ต้องรู้ว่า “แบบไหนหายเอง”

อาการดีขึ้นเองได้ไม่ได้แปลว่าปวดหลังทุกคนเหมือนกัน แนวทางอังกฤษเน้นให้แยกโรคอื่นก่อน เช่น มะเร็ง การติดเชื้อ หรือการบาดเจ็บ[5] กรณีพบบ่อยที่สุดคือปวดหลังชนิดไม่จำเพาะ ซึ่งตรวจไม่พบพยาธิสภาพชัดเจนและมักสัมพันธ์กับการนั่งนานหรือยกของผิดท่า

การฟื้นตัวมีรูปแบบคงที่ คือดีขึ้นเร็วใน 6 สัปดาห์แรกแล้วช้าลง[4] ในกลุ่มที่ปวดเรื้อรังอยู่แล้ว ความปวดลดจาก 51 เหลือ 33 ที่ 6 สัปดาห์ และยังอยู่ที่ 23 เมื่อครบปี คือดีขึ้นแต่ไม่หายสนิท

ระยะเวลา ปวดเฉียบพลัน (เต็ม 100) ปวดเรื้อรัง (เต็ม 100)
ก่อนมีอาการ 52 51
6 สัปดาห์ 23 33
26 สัปดาห์ 12 26
52 สัปดาห์ 6 23

“หายเอง” จึงหมายถึงทุเลาพอใช้ชีวิตได้ ไม่ใช่กลับไปเหมือนไม่เคยปวด และใช้ได้เฉพาะกรณีที่ไม่มีอาการผิดปกติร่วม เพราะปวดร่วมกับชาหรืออ่อนแรง หรือปวดหลังอุบัติเหตุ อยู่นอกเส้นทางปกติ[5]

ยาแก้ปวดหลังมีกี่กลุ่ม และแต่ละกลุ่มเหมาะกับอะไร

ยาแก้ปวดหลังที่ใช้กันในไทยมี 5 กลุ่มหลัก ซึ่งมีหลักฐานและข้อจำกัดต่างกัน

กลุ่มยา หลักฐานในปวดหลัง จุดแข็ง ข้อจำกัด
พาราเซตามอล ไม่ต่างจากยาหลอก (หลักฐานสูง) ปลอดภัยต่อกระเพาะและไต ไม่ได้ช่วยเรื่องความปวด
NSAID ชนิดกิน ลดปวดเล็กน้อย (หลักฐานปานกลาง) ได้ผลชัดที่สุดในกลุ่มยากิน กระเพาะ เลือดออก ไต หัวใจ
NSAID ชนิดทา ข้อมูลในปวดหลังจำกัด เข้าสู่เลือดน้อยกว่ากินมาก ผื่น ระคายผิว
ยาคลายกล้ามเนื้อ ลดปวดเล็กน้อยใน 2 สัปดาห์แรก ช่วยเรื่องเกร็งตัว ง่วง ขับรถไม่ได้
ยากลุ่มแก้ปวดเส้นประสาท ไม่ได้ผล (หลักฐานสูง) ใช้ได้ในปวดเส้นประสาทสาเหตุอื่น ง่วง บวม ต้องมีใบสั่งแพทย์

ภาพรวมจากการทบทวน Cochrane ที่รวบรวมงานทดลอง 103 ชิ้น ผู้เข้าร่วม 22,238 คนสรุปว่าไม่มีกลุ่มยาใดให้ผลขนาดกลางหรือใหญ่ต่อความปวด NSAID ทำได้เพียงประมาณ 7 คะแนนจาก 100 ขณะที่พาราเซตามอลให้ผลต่าง 0.5 คะแนน ซึ่งเท่ากับไม่ต่าง[6],[2]

แนวทางอเมริกันปี 2017 ให้เริ่มด้วยวิธีไม่ใช้ยาก่อน แล้วจึงเลือก NSAID หรือยาคลายกล้ามเนื้อ[7] ขณะที่แนวทางอังกฤษฉบับปรับปรุงปี 2020 ระบุว่าไม่ให้พาราเซตามอลเดี่ยว ๆ และให้ใช้ NSAID ขนาดต่ำสุดระยะสั้นสุด[5]

พาราเซตามอล: ทำไมยังเป็นตัวแรกที่คนไทยได้ และเพดานขนาดที่ห้ามข้าม

พาราเซตามอลถูกจ่ายเป็นอันดับต้น ๆ เพราะความปลอดภัย ไม่ใช่ประสิทธิภาพ หลักฐานคุณภาพสูงระบุว่าขนาด 4 กรัมต่อวันไม่ต่างจากยาหลอกทั้งที่ 1, 2, 4 และ 12 สัปดาห์[2] และงานทดลอง PACE ในผู้ป่วย 1,652 รายพบว่าเวลาจนหายอยู่ที่ 17 วันในกลุ่มกินยาสม่ำเสมอ 17 วันในกลุ่มกินเมื่อปวด และ 16 วันในกลุ่มยาหลอก (hazard ratio 0.99, 95% CI 0.87–1.14)[1]

เหตุผลที่ยังใช้คือพาราเซตามอลแทบไม่ทำร้ายกระเพาะและไตเมื่อใช้ขนาดถูกต้อง จึงเหมาะกับผู้มีข้อห้ามใช้ NSAID หรือใช้ร่วมเพื่อลดขนาด NSAID แต่เป็นการลดความเสี่ยง ไม่ใช่เพิ่มฤทธิ์แก้ปวด

เพดานในผู้ใหญ่คือ 500–1,000 มก. ต่อครั้ง ทุก 4–6 ชั่วโมง และไม่เกิน 4,000 มก. ต่อวัน[1] ผู้มีโรคตับหรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำต้องให้แพทย์กำหนดเพดานต่ำกว่านี้[8] กับดักที่พบบ่อยคือพาราเซตามอลที่ซ่อนในยาแก้หวัด ยาแก้ไอ และยาชุด ทำให้ได้ยาเกินโดยไม่รู้ตัว[9] ทางที่ปลอดภัยคืออ่านชื่อสามัญบนฉลากแล้วบวกปริมาณเอง

NSAID: ได้ผลกว่าในปวดที่มีการอักเสบ แต่แลกด้วยกระเพาะ/ไต

ยาแก้ปวดหลังกลุ่ม NSAID มีหลักฐานดีที่สุดในบรรดายากิน โดยลดความปวดราว 7 คะแนนจาก 100 ทั้งในปวดเฉียบพลันและเรื้อรัง[6] แนวทางอังกฤษให้พิจารณาชนิดกินโดยคิดถึงความเสี่ยงเฉพาะบุคคล ใช้ยาป้องกันกระเพาะร่วมด้วย ในขนาดต่ำสุดและระยะสั้นสุด[5]

อันตรายสะสมตามเวลา ข้อมูลผู้ป่วยกว่า 350,000 คนพบว่า NSAID ทุกตัวเพิ่มภาวะแทรกซ้อนทางเดินอาหารส่วนบน โดย ibuprofen เพิ่มราว 4 เท่า naproxen 4.2 เท่า diclofenac 1.9 เท่า และ coxib 1.8 เท่า[3] ความเสี่ยงหัวใจล้มเหลวเพิ่มราวสองเท่าในทุกตัว และ diclofenac กับ coxib เพิ่มเหตุการณ์หลอดเลือดหัวใจราว 1.7 เท่า หรือราว 3 รายต่อผู้ใช้ 1,000 คนต่อปี[3]

ไตได้รับผลกระทบแบบเงียบ ๆ การศึกษาในผู้ใช้ยาลดความดัน 487,372 คนพบว่าการใช้ NSAID ร่วมกับยาขับปัสสาวะและ ACE inhibitor หรือ ARB พร้อมกันเพิ่มความเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน 1.31 เท่า และช่วง 30 วันแรกเสี่ยง 1.82 เท่า[10]

NSAID ยังตีกับยาหลายกลุ่ม และบางอันตรกิริยาไม่ได้เกิดจากระดับยาในเลือดสูงขึ้นแต่เกิดจากกลไกชนกัน

ยาที่ใช้ร่วม ผลที่เกิด สิ่งที่ควรทำ
warfarin และยาต้านเกล็ดเลือด เสี่ยงเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบนราว 1.9 เท่า แจ้งแพทย์ ห้ามซื้อกินเอง[11]
ยาขับปัสสาวะ + ACE inhibitor หรือ ARB ไตเสื่อมเฉียบพลัน โดยเฉพาะเดือนแรก เลี่ยงหรือใช้ระยะสั้นและติดตามค่าไต[10]
แอสไพรินขนาดต่ำเพื่อป้องกันหัวใจ ibuprofen แย่งที่เกล็ดเลือด ทำให้แอสไพรินได้ผลน้อยลง กินแอสไพรินก่อนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง หรือเลี่ยง NSAID[12]
NSAID อีกตัวหรือยาชุด ได้ยาเกินขนาด เสี่ยงกระเพาะและไต ห้ามใช้สองตัวพร้อมกัน
สเตียรอยด์ชนิดกิน เสี่ยงแผลกระเพาะและเลือดออกร่วมกัน ต้องอยู่ภายใต้การสั่งของแพทย์
พาราเซตามอลขนาดสูงในผู้กิน warfarin INR อาจสูงขึ้น ใช้เท่าที่จำเป็นและแจ้งแพทย์[13]

ยาชุดเป็นจุดเสี่ยงที่สุดเพราะมักมี NSAID และสเตียรอยด์ผสมในซองเดียวโดยไม่บอกชื่อยา ดูรายละเอียดในบทความ ยานี้คือสเตียรอยด์ไหม และ NSAID: diclofenac กับ ibuprofen ต่างกันอย่างไร

ยาคลายกล้ามเนื้อกับยากลุ่ม benzodiazepine: ต่างกันและติดใจไหม

ยาคลายกล้ามเนื้อมีสองแบบ คือกลุ่มที่ไม่ใช่ benzodiazepine เช่น tolperisone และ eperisone ซึ่งลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ กับกลุ่ม benzodiazepine เช่น diazepam ซึ่งออกฤทธิ์ผ่านระบบประสาทส่วนกลางทั้งลดเกร็งและลดวิตกกังวล

หลักฐานของทั้งสองกลุ่มอ่อนกว่าที่คนเข้าใจ งานทบทวน BMJ จากงานทดลอง 49 ชิ้นพบว่ากลุ่มที่ไม่ใช่ benzodiazepine ลดความปวดได้ 7.7 คะแนนจาก 100 ที่ 2 สัปดาห์หรือน้อยกว่า แต่ไม่ลดข้อจำกัดในการทำกิจกรรม และเพิ่มผลข้างเคียง 1.6 เท่า[14] ภาพรวม Cochrane ได้ผลสอดคล้อง คือบรรเทาปวดได้มากขึ้น (RR 0.58) แต่ผลข้างเคียงเพิ่มชัดเจน (RR 1.50)[6]

ผลข้างเคียงที่กระทบชีวิตจริงคือความง่วงและเวียนศีรษะ ทำให้ขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักรไม่ปลอดภัย และไม่ควรกินร่วมกับแอลกอฮอล์ ผู้สูงอายุต้องระวังเป็นพิเศษเพราะเกณฑ์ Beers จัดยากลุ่มนี้ไว้ในรายการที่ควรเลี่ยง[15]

benzodiazepine มีปัญหาเพิ่มคือดื้อยาและอาการถอนเมื่อหยุด แนวทางอังกฤษถึงกับระบุว่าไม่ให้ใช้ในปวดร้าวลงขา เพราะไม่มีหลักฐานว่าได้ประโยชน์และมีหลักฐานว่าเกิดอันตราย[5] หลักการคือใช้ระยะสั้นระดับวัน ไม่ใช่เดือน และต้องมีแผนหยุดยา

ยาแก้ปวดเส้นประสาท (gabapentin/pregabalin) ใช้เมื่อไร

ชื่อสองตัวนี้ถูกเข้าใจว่าเป็นคำตอบของปวดร้าวลงขา แต่หลักฐานไม่สนับสนุน งานทดลอง PRECISE ในผู้ป่วย 209 รายให้ pregabalin 150 มก. ต่อวัน ปรับได้ถึง 600 มก. นาน 8 สัปดาห์ พบว่าคะแนนปวดขาที่สัปดาห์ที่ 8 อยู่ที่ 3.7 ในกลุ่มยา และ 3.1 ในกลุ่มยาหลอก (ผลต่างที่ปรับแล้ว 0.5, 95% CI −0.2 ถึง 1.2) ขณะที่เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์พบ 227 ครั้งในกลุ่มยา เทียบกับ 124 ครั้งในกลุ่มยาหลอก[16]

การวิเคราะห์อภิมานของงานทดลอง 9 ชิ้น ผู้ป่วย 859 คนสรุปว่ากลุ่ม anticonvulsant ซึ่งรวมสองตัวนี้ไม่ได้ผลลดปวดหรือลดข้อจำกัดในปวดหลังและปวดร้าวลงขา โดย 14 จาก 15 การเปรียบเทียบไม่พบประโยชน์ และมีความเสี่ยงผลข้างเคียงสูงกว่าชัดเจน[17] แนวทางอังกฤษจึงไม่ให้ใช้ gabapentinoid ทั้งในปวดหลังและปวดร้าวลงขา[5]

ที่ยังใช้กันเพราะมีที่ทางในปวดเส้นประสาทจากสาเหตุอื่น เช่น ปวดหลังงูสวัด ซึ่ง gabapentin ได้ผลชัดกว่า (NNT 6.7)[18] แต่ต้องมีแพทย์สั่งและติดตามผล ดูเพิ่มในบทความ gabapentin

ยาทาและแผ่นแปะ: ช่วยได้จริงไหมในปวดหลัง

คำตอบคือได้ในบางกรณี แต่หลักฐานในปวดหลังโดยตรงยังบาง งานทบทวน Cochrane ของ NSAID ชนิดทาในปวดกล้ามเนื้อและกระดูกเฉียบพลันพบว่า diclofenac emulgel มี NNT 1.8 (95% CI 1.5–2.1), ketoprofen gel 2.5 และ ibuprofen gel 3.9[19]

ในความปวดเรื้อรังภาพไม่สดใสเท่า งานทบทวนพบ NNT ของ diclofenac ทา 9.8 และ ketoprofen ทา 6.9 โดยผู้ป่วยราว 60% รายงานว่าปวดลดลงมาก และข้อมูลเกือบทั้งหมดมาจากผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม ไม่ใช่ปวดหลัง[20]

ข้อดีคือระดับยาเข้าสู่เลือดต่ำกว่ากินมาก ผลข้างเคียงจึงมักจำกัดที่ผิวหนัง เช่น ผื่น แสบ หรือคัน[20] ข้อห้ามที่คนมองข้ามคือห้ามใช้ความร้อนร่วมกับยาทา เช่น ประคบร้อนหรือแผ่นความร้อนวางทับ เพราะเพิ่มการดูดซึมและระคายผิวจนไหม้ได้

ส่วนแผ่นแปะสมุนไพรที่โฆษณาว่าทำให้หมอนรองกระดูกกลับมาเป็นปกติไม่มีหลักฐานรองรับ หมอนรองกระดูกที่เสื่อมหรือยื่นออกไม่กลับรูปเพราะยาทา

นอนพักหรือขยับ: หลักฐานชี้ทางไหน

คำถาม “ปวดหลังต้องนอนพักไหม” มีคำตอบชัดพอสมควร การทบทวน Cochrane ของงานทดลอง 10 ชิ้นพบว่าในปวดหลังเฉียบพลัน การแนะนำให้ลุกเคลื่อนไหวตามปกติให้ผลดีกว่าให้นอนพักบนเตียงเล็กน้อย ทั้งเรื่องความปวด (SMD 0.22, 95% CI 0.02–0.41) และการทำกิจกรรม (SMD 0.29, 95% CI 0.09–0.49)[21] แนวทางอังกฤษจึงเน้นให้คงกิจกรรมปกติและจัดโปรแกรมออกกำลังเป็นกลุ่ม[5]

การนอนนิ่งหลายวันทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและกลับมาใช้งานช้าลง ที่พอทำได้คือพักในท่าสบายช่วงสั้น ๆ แล้วขยับต่อ ท่าที่ปลอดภัยสำหรับผู้ไม่มีอาการธงแดงคือโก่งหลัง-แอ่นหลังเบา ๆ 10 ครั้ง ท่าสะพานก้นค้าง 5 วินาที 8–10 ครั้ง และเดินสั้น ๆ 5–10 นาทีหลายรอบต่อวัน ทุกท่าต้องไม่ทำให้ปวดร้าวลงขาเพิ่ม ถ้าแย่ลงให้หยุดและปรึกษาแพทย์

อาการ “ธงแดง” ที่ห้ามรอดูเอง

อาการกลุ่มนี้เปลี่ยนคำถามจาก “กินยาอะไรดี” เป็น “ต้องไปโรงพยาบาลเมื่อไร”

อาการ สิ่งที่ต้องคิดถึง สิ่งที่ต้องทำ
กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ชาบริเวณก้นและขาทั้งสองข้าง กลุ่มอาการ cauda equina ไปห้องฉุกเฉินทันที[22]
ขาอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ เดินเขย่งหรือยกปลายเท้าไม่ได้ เส้นประสาทถูกกดรุนแรง พบแพทย์ภายในวันนั้น
ปวดหลังหลังจากอุบัติเหตุรุนแรงหรือมีรอยฟกช้ำ กระดูกสันหลังหัก ไปห้องฉุกเฉิน[23]
ใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องนานแล้วปวดหลังใหม่ กระดูกพรุนและกระดูกหัก พบแพทย์โดยเร็ว[23]
มีประวัติมะเร็งแล้วปวดหลังใหม่ การแพร่กระจายไปกระดูก พบแพทย์โดยเร็วที่สุด[23]
ไข้สูงร่วมปวดรุนแรง หรือภูมิคุ้มกันต่ำ การติดเชื้อที่กระดูกหรือข้อสันหลัง ไปห้องฉุกเฉิน
ปวดมากขึ้นตอนกลางคืนร่วมน้ำหนักลด มะเร็งหรือการติดเชื้อเรื้อรัง พบแพทย์ ไม่ใช่ซื้อยากินเอง[23]
อายุเกิน 50 ปีและเพิ่งปวดครั้งแรก ความเสี่ยงกระดูกหักและมะเร็งสูงขึ้น ปรึกษาแพทย์

ต้องรู้ข้อจำกัดด้วย การทบทวนอย่างเป็นระบบพบว่าอาการธงแดงหลายตัวทำนายมะเร็งหรือกระดูกหักได้น้อยมาก ตัวที่ทำนายได้ดีคือประวัติมะเร็ง (33%), การใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่อง (33%), รอยฟกช้ำ (62%) และการมีหลายอาการร่วมกัน (90%)[23] รายการนี้ใช้ตัดสินใจว่าจะไปพบแพทย์หรือไม่ ไม่ใช่ใช้วินิจฉัยตัวเอง

ถ้ากินยาแล้วยังปวดเกิน 4 สัปดาห์ ต้องทำอะไรต่อ

ถ้าผ่านไป 4 สัปดาห์แล้วยังปวดมากพอรบกวนชีวิต คำตอบไม่ใช่การเพิ่มขนาดยาหรือเปลี่ยนยาบ่อย ๆ เพราะขนาดผลของยาทุกกลุ่มอยู่ราว 7 คะแนนจาก 100 และไม่มีตัวไหนให้ผลขนาดกลางหรือใหญ่[6]

สิ่งที่ควรเกิดคือประเมินใหม่ว่าอาการเข้าได้กับสาเหตุอื่นหรือไม่ เช่น ไตอักเสบ กระดูกหัก โรคข้ออักเสบ หรือปัญหาจากอวัยวะในช่องท้อง การตรวจภาพไม่ใช่ขั้นตอนแรกของทุกคน เพราะงานทดลอง 6 ชิ้น ผู้ป่วย 1,804 คนพบว่าการตรวจภาพทันทีไม่ได้ทำให้ความปวดหรือการทำงานดีขึ้น[24] แนวทางอังกฤษจึงไม่ให้ตรวจภาพเป็นกิจวัตร แต่มีประโยชน์เมื่อผลมีโอกาสเปลี่ยนแนวทางรักษา เช่น มีอาการธงแดง[5]

ทางเลือกที่เหลือและมีหลักฐานรองรับคือโปรแกรมออกกำลังกายแบบมีผู้แนะนำ กายภาพบำบัด และจัดการปัจจัยที่ทำให้หายช้า เช่น นอนไม่พอ งานยกของหนัก หรือความกังวลเรื่องอาการมากเกินไป[7] ถ้ากินยาหลายเดือนแล้วยังปวด ต้องทบทวนว่ายังจำเป็นไหม เพราะ NSAID ระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงต่อเนื่อง[3],[10]

เก็บยาแก้ปวดที่บ้านอย่างไรให้ปลอดภัย

บ้านที่มียาแก้ปวดหลายชนิดเสี่ยงกินซ้ำโดยไม่รู้ตัว วิธีที่ได้ผลคือแยกตามกลุ่มอาการ เก็บในซองที่เขียนชื่อสามัญ ขนาด และวันที่เริ่มใช้ไว้ข้างนอก ไม่เก็บทั้งแผงรวมกันในกระเป๋าเดียว

ควรตรวจวันหมดอายุปีละครั้งและทิ้งยาที่หมดอายุหรือเปลี่ยนสีที่สถานพยาบาลหรือร้านยาที่รับคืนยา ไม่ทิ้งลงชักโครกหรือถังขยะเพราะสารยาปนเปื้อนแหล่งน้ำได้

ข้อสำคัญที่สุดคือไม่กินยาของคนอื่น แม้อาการจะดูเหมือนกัน เพราะขนาดยาขึ้นกับน้ำหนักตัว อายุ โรคไต โรคตับ และยาอื่นที่กินอยู่ ถ้าไม่แน่ใจให้ถามเภสัชกรก่อนเสมอ

คำถามที่พบบ่อย

ปวดหลังกินยาอะไรดีที่สุด

ไม่มีตัวที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่ NSAID ชนิดกินให้ผลลดปวดมากที่สุดในบรรดายากิน คือราว 7 คะแนนจาก 100 ขณะที่พาราเซตามอลไม่ต่างจากยาหลอก[6],[2] ถ้าไม่มีข้อห้ามใช้ แนวทางอังกฤษให้พิจารณา NSAID ขนาดต่ำสุดระยะสั้น ร่วมกับการขยับตัวและประคบร้อน[5],[7] ผู้มีโรคไตหรือกินยาละลายลิ่มเลือดต้องถามแพทย์ก่อน

ยาแก้ปวดหลังกินติดต่อกันได้กี่วัน

NSAID ควรใช้ขนาดต่ำสุดและระยะสั้นที่สุดเท่าที่จำเป็น เพราะความเสี่ยงกระเพาะและไตเพิ่มตามเวลา[5],[3] ยาคลายกล้ามเนื้อมีข้อมูลสนับสนุนเฉพาะ 2 สัปดาห์แรก[14] และไม่ควรซื้อยากินเองต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์โดยไม่ได้รับคำแนะนำ ถ้ายังปวดเกิน 4 สัปดาห์ควรประเมินสาเหตุ ไม่ใช่เพิ่มยา[6]

ปวดหลังต้องนอนพักบนเตียงแข็งไหม

ไม่จำเป็น การนอนนิ่งหลายวันไม่ได้ช่วยให้หายเร็วขึ้น Cochrane พบว่าการแนะนำให้ลุกเคลื่อนไหวตามปกติให้ผลดีกว่าให้นอนพักบนเตียงเล็กน้อย[21] เตียงแข็งหรือนุ่มไม่ได้แก้สาเหตุ สิ่งที่ช่วยคือขยับเบา ๆ ประคบร้อน และกลับไปทำกิจกรรมปกติเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้[7]

ยาคลายกล้ามเนื้อกับพาราเซตามอลกินพร้อมกันได้ไหม

กินร่วมกันได้ และมีผลิตภัณฑ์ที่ผสมกันอยู่แล้ว แต่ต้องระวังสองเรื่อง หนึ่งคืออย่าให้พาราเซตามอลรวมทุกแหล่งเกิน 4,000 มก. ต่อวัน[1] สองคือยาคลายกล้ามเนื้อทำให้ง่วง จึงไม่ควรขับรถหรือกินร่วมกับแอลกอฮอล์[14],[15] ถ้าเป็นยาชุดที่ไม่ระบุชื่อยา ควรให้เภสัชกรตรวจก่อน

ปวดหลังแบบไหนต้องไปหาหมอทันที

ไปทันทีถ้ากลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ชาบริเวณก้นและขาทั้งสองข้าง ขาอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ปวดหลังหลังจากอุบัติเหตุรุนแรง มีไข้สูงร่วมปวดรุนแรง หรือมีประวัติมะเร็งแล้วปวดหลังใหม่[22],[23] อาการเหล่านี้อาจเป็น cauda equina กระดูกหัก หรือการติดเชื้อ ซึ่งต้องได้รับการประเมินก่อนให้ยาแก้ปวด

ปวดหลังเกิดจากไตได้ไหม

ได้ แต่รูปแบบต่างจากปวดหลังทั่วไป ปวดจากไตมักปวดสีข้างหรือเอวด้านหลังข้างเดียว ร่วมกับไข้ หนาวสั่น หรือปัสสาวะแสบขัด[25] ส่วนปวดจากกล้ามเนื้อหรือข้อมักปวดหลังส่วนล่างและสัมพันธ์กับท่าทาง หากมีไข้ร่วมกับปวดสีข้างควรพบแพทย์เพื่อตรวจปัสสาวะ ไม่ใช่กินยาแก้ปวดรอ

กิน NSAID แล้วยังปวด ควรเพิ่มขนาดเองไหม

ไม่ควร เพราะขนาดผลอยู่ที่ราว 7 คะแนนจาก 100 การเพิ่มขนาดไม่ได้เพิ่มผลตามสัดส่วน แต่เพิ่มความเสี่ยงกระเพาะ ไต และหัวใจชัดเจน[6],[3] ถ้ายังปวดควรประเมินว่าได้รับการวินิจฉัยถูกหรือไม่ มีอาการธงแดงหรือไม่ และพิจารณาทางเลือกที่ไม่ใช่ยา เช่น กายภาพบำบัด[7]

ปวดหลังเรื้อรังต้องกินยาตลอดชีวิตหรือเปล่า

ไม่ต้อง และไม่ควรด้วยซ้ำ หลักฐานไม่พบว่าการกินยาต่อเนื่องทำให้ปวดหลังเรื้อรังหายขาด ขนาดผลของยาทุกกลุ่มอยู่ระดับเล็ก และความเสี่ยงสะสมเพิ่มตามเวลา[6],[3] แนวทางสากลให้น้ำหนักกับโปรแกรมออกกำลังกายและการให้ความรู้เป็นหลัก ส่วนยาใช้เพื่อให้เคลื่อนไหวได้ในช่วงที่ปวดมาก[7]

สรุป

ปวดหลังส่วนล่างเป็นอาการที่คนส่วนใหญ่ดีขึ้นเอง แต่ไม่ได้แปลว่ายาทุกตัวที่กินเข้าไปช่วย พาราเซตามอลไม่ได้ผลในปวดหลัง NSAID ได้ผลเล็กน้อยแต่แลกด้วยความเสี่ยงกระเพาะ ไต และหัวใจ ยาคลายกล้ามเนื้อใช้ได้ระยะสั้นและต้องระวังความง่วง ขณะที่ gabapentin และ pregabalin ไม่ได้ผลในปวดหลังและปวดร้าวลงขา[2],[16],[17]

สิ่งที่ทำได้จริงคือขยับตัวแต่เนิ่น ๆ ใช้ยาเท่าที่จำเป็นในขนาดต่ำสุดและระยะสั้นสุด ระวังยาซ้ำและอันตรกิริยากับยาที่กินประจำ และรู้จักอาการธงแดงที่ต้องพบแพทย์ทันที ถ้าปวดเกิน 4 สัปดาห์ คำตอบไม่ใช่ยาที่แรงขึ้น แต่คือการประเมินสาเหตุใหม่[5],[24]

บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำแทนการวินิจฉัยของแพทย์ — ห้ามปรับหรือหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง หากมีอาการฉุกเฉินให้โทร 1669

แหล่งอ้างอิง