สุขภาพ

หูดับเฉียบพลัน ได้ยินหายข้างหนึ่ง ต้องพบแพทย์ภายใน 72 ชม.

ตื่นเช้ามาแล้วยกหูโทรศัพท์ขึ้นฟังข้างหนึ่ง ปรากฏว่าเงียบสนิท อีกข้างยังได้ยินปกติ คนส่วนใหญ่มักคิดว่าหูอื้อจากการนอนทับหรือมีขี้หูอุด แล้วรอดูอีกสองสามวัน ซึ่งทำให้เสียโอกาสมาก เพราะอาการแบบนี้คือหูดับเฉียบพลัน (sudden sensorineural hearing loss) การสูญเสียการได้ยินแบบประสาทรับเสียงที่เกิดรวดเร็วและเป็นเหตุฉุกเฉินทางหู

หูดับเฉียบพลันหมายถึงการได้ยินลดลงอย่างน้อย 30 เดซิเบลในความถี่ต่อเนื่องกัน 3 ความถี่ ภายใน 72 ชั่วโมง[1],[2],[3] มากกว่าร้อยละ 90 ไม่พบสาเหตุชัดเจน ส่วนน้อยที่พบสาเหตุจริง เช่น เนื้องอกเส้นประสาทหู หลอดเลือดสมอง ซิฟิลิส หรือภูมิต้านตนเองในหูชั้นใน ถ้าได้ยินข้างหนึ่งหายไปเฉียบพลัน ต้องพบแพทย์ภายใน 72 ชม. และควรได้ตรวจการได้ยินในวันนั้น

หูดับเฉียบพลันคืออะไร และทำไมนิยามจึงสำคัญ

นิยามข้างต้นเป็นเครื่องมือคัดแยกผู้ป่วยออกจากคนที่หูอื้อชั่วคราวจากความดันเปลี่ยนหรือขี้หูอุด คนที่ลดลง 15 เดซิเบลความถี่เดียวไม่เข้าเกณฑ์ แต่คนที่ลดลง 40 เดซิเบลในสามความถี่ติดกันภายในเช้าวันเดียวเข้าเกณฑ์เต็มตัว

สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด สมมติฐานหลักคือการอักเสบจากไวรัส การไหลเวียนเลือดลดลงชั่วคราว และภูมิต้านตนเอง หลักฐานบางส่วนคือสเตียรอยด์ได้ผลชัดกว่าในผู้ป่วยที่ได้ยินลดลงระดับปานกลาง[3]

อุบัติการณ์อยู่ที่ 5–27 คนต่อประชากร 100,000 คนต่อปี และเพิ่มตามอายุ จาก 11 ต่อ 100,000 ในคนอายุต่ำกว่า 18 ปี ถึง 77 ในคนอายุ 65 ปีขึ้นไป[4] สหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วยใหม่ราว 66,000 รายต่อปี[1]

ทำไมต้องรีบ: หน้าต่างการรักษาที่ปิดลงทุกวัน

คำถามที่ผู้ป่วยถามบ่อยคือ ถ้ารออีกสองสามวันจะต่างกันไหม คำตอบคือต่างกัน การศึกษาตามธรรมชาติของโรคในผู้ที่ไม่ได้รับยาพบว่า 3 เดือนหลังเริ่มมีอาการ มีเพียงร้อยละ 36 ที่ได้ยินดีขึ้นอย่างน้อย 30 เดซิเบล และร้อยละ 70 ที่ดีขึ้นอย่างน้อย 10 เดซิเบล[5] ราวสองในสามจึงยังได้ยินไม่กลับมาเต็ม

การติดตามไปข้างหน้าอีกชิ้นพบว่าร้อยละ 31.7 ฟื้นตัวบางส่วนหรือหายขาดภายในสัปดาห์แรกโดยไม่ต้องรักษา โดยตัวทำนายที่แข็งแรงที่สุดคือระดับการได้ยินเริ่มต้น ผู้ที่มี pure tone average ตั้งแต่ 71 เดซิเบลขึ้นไปมีโอกาสฟื้นเองต่ำมาก[6] แต่เราแยกสองกลุ่มนี้ไม่ได้ตั้งแต่ชั่วโมงแรก การรอหนึ่งสัปดาห์จึงเป็นการเดิมพันที่แพงเกินไป

แนวปฏิบัติ American Academy of Otolaryngology–Head and Neck Surgery ปี 2019 ระบุว่าแพทย์ “อาจเสนอ” สเตียรอยด์เป็นยาเริ่มต้นภายใน 2 สัปดาห์นับจากเริ่มมีอาการ และให้ตรวจการได้ยินเร็วที่สุดภายใน 14 วัน[1] แต่ 2 สัปดาห์ไม่ได้แปลว่ามีเวลาอย่างสบาย ผู้ที่เริ่มเร็วมีสัดส่วนหายขาดสูงกว่า[11] และผลของการรักษาช่วยเหลือลดลงตามเวลาที่ล่าช้า[12]

หูอื้อจากน้ำในหูชั้นกลางหลังเป็นหวัดมักดีขึ้นเองเมื่อเยื่อบุโพรงจมูกลดบวม แต่ถ้าได้ยินข้างหนึ่งหายไปทันทีโดยไม่มีหวัดนำและยังไม่ดีขึ้นภายในหนึ่งถึงสองวัน ให้ถือว่าเข้าเกณฑ์ต้องตรวจการได้ยินทันที

อาการที่ต้องแยก “หู” กับ “สมอง”

หูดับเฉียบพลันส่วนใหญ่เกิดจากหูชั้นใน แต่มีภาวะที่อันตรายกว่าซ่อนอยู่ คือโรคหลอดเลือดสมองในระบบไหลเวียนหลัง ซึ่งอาจมาด้วยเวียนหัวและได้ยินผิดปกติโดยไม่มีอาการอ่อนแรงเลย การศึกษาในผู้ป่วย 218,656 คนพบว่ากลุ่มที่มีทั้งหูดับและเวียนหัวมีอัตราเกิดโรคหลอดเลือดสมองร้อยละ 5.5 เทียบกับร้อยละ 3.0 ในกลุ่มที่หูดับอย่างเดียว และความเสี่ยงสูงกว่า 1.93 เท่า[16]

สัญญาณว่าไม่ใช่เรื่องของหูอย่างเดียวคืออาการทางระบบประสาท เช่น อ่อนแรงครึ่งซีก หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด ตามัว กลืนลำบาก ชุดทดสอบ HINTS (head impulse, nystagmus (การกระตุกของลูกตา), skew deviation) ช่วยแยกได้เร็ว ในผู้ป่วย 101 คนที่มีความเสี่ยงหลอดเลือดสมองพบว่า HINTS แม่นยำกว่าภาพ MRI diffusion ระยะแรก[15]

ลักษณะ ปลายเหตุอยู่ในหู (peripheral) ปลายเหตุอยู่ในสมอง (central)
การได้ยิน ลดลงข้างเดียว ร่วมกับเสียงในหู ปกติ หรือลดลงทั้งสองข้าง
เวียนหัว รุนแรง หมุนเป็นรอบ ๆ มีคลื่นไส้ อาจรุนแรงหรือเพียงเดินเซ
nystagmus ทิศทางเดียว ไม่เปลี่ยนตามท่ากวาดตา เปลี่ยนทิศทางเมื่อกวาดตา
head impulse test ผลผิดปกติ (มี corrective saccade) ผลปกติ
อาการระบบประสาท ไม่มี อ่อนแรง พูดไม่ชัด ตามัว กลืนลำบาก
สิ่งที่ต้องทำ ตรวจการได้ยิน เริ่มรักษาเร็ว MRI/MRA ปรึกษาประสาทวิทยาด่วน

ต้องขอ CT หรือ MRI ด่วนเมื่อมีอาการทางระบบประสาทร่วม มีความเสี่ยงหลอดเลือดสมองสูง หรือมี nystagmus เปลี่ยนทิศทาง ในรายทั่วไปแนวปฏิบัติไม่แนะนำให้ทำ CT ศีรษะแบบ routine เพราะให้ภาพกกหูไม่ดีพอ แต่ให้ใช้ MRI internal auditory canal หรือ auditory brainstem response แทน[1]

การตรวจที่ต้องได้เมื่อไปถึงโรงพยาบาล

ลำดับแรกคือแยกว่าการได้ยินที่ลดลงเป็นแบบนำเสียงหรือแบบประสาทรับเสียง เพราะการรักษาต่างกันมาก แนวปฏิบัติจัดเป็นข้อแนะนำระดับแข็งแรงอันดับแรก[1] วิธีที่เร็วที่สุดคือส่องหูด้วย otoscope เพื่อตัดขี้หูอุดออกจากสมการ ทดสอบ Weber และ Rinne ด้วยส้อมเสียง แล้วยืนยันด้วย pure tone audiometry

การตรวจ ตอบคำถามอะไร หมายเหตุ
Otoscopy มีขี้หูอุด เยื่อแก้วหูทะลุ หรือน้ำในหูชั้นกลางหรือไม่ ต้องทำก่อน เพราะแก้ได้ทันที
Weber / Rinne นำเสียงหรือประสาทรับเสียง ตรวจเร็วที่เตียงผู้ป่วย
Pure tone audiometry ลดกี่เดซิเบล ความถี่ใด รูปแบบใด ต้องได้ภายใน 14 วันตามแนวปฏิบัติ
Tympanometry หูชั้นกลางมีความดันผิดปกติหรือไม่ ช่วยแยกหูอื้อจากน้ำในหู
Speech audiometry แยกคำได้กี่เปอร์เซ็นต์ ใช้พยากรณ์และวางแผนฟื้นฟู
MRI internal auditory canal มีเนื้องอกหรือ lesion หลังหูหรือไม่ ทางเลือกทดแทนคือ ABR
น้ำตาลในเลือด / HbA1c ก่อนเริ่มสเตียรอยด์ จำเป็นเมื่อมีเบาหวานหรือเสี่ยง

แนวปฏิบัติไม่แนะนำให้ตรวจเลือดแบบเหมารวมเพราะผลแทบไม่เปลี่ยนการรักษา[1] แต่การตรวจน้ำตาลก่อนให้สเตียรอยด์ยังจำเป็น ส่วนการตรวจซิฟิลิสหรือภูมิต้านตนเองให้ทำเมื่อมีข้อบ่งชี้

MRI มีประโยชน์เพราะการศึกษาในผู้ป่วย 291 คนพบความผิดปกติที่อธิบายสาเหตุได้ 13 ราย ส่วนใหญ่เป็น vestibular schwannoma ขนาดเล็กในรูหูชั้นใน[14] จึงแนะนำให้ตรวจหาความผิดปกติของเส้นประสาทหลังหูทุกราย

การรักษามาตรฐาน: สเตียรอยด์กินและฉีดเข้าหูชั้นกลาง

การรักษาหลักคือสเตียรอยด์ซึ่งลดการอักเสบและลดบวมในหูชั้นใน งานทดลองแบบสุ่มที่อ้างอิงมากที่สุดใช้เพรดนิโซน 60 มก. ต่อวัน นาน 14 วัน แล้วลดขนาดใน 5 วัน หรือราว 1 มก. ต่อกิโลกรัมต่อวัน[7] ส่วนการศึกษาย้อนหลังพบว่าปริมาณยาสะสม 600–800 มก. และขนาดเฉลี่ยต่อวันต่ำกว่า 2 มก./กก. สัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่ดีกว่าโดยไม่เพิ่มผลข้างเคียง[10] ตัวเลขนี้เป็นหลักการ ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อยากินเอง เพราะขนาดต้องปรับตามน้ำหนัก โรคประจำตัว และผลตรวจน้ำตาล

ทางเลือกที่ใช้กันมากคือฉีดสเตียรอยด์เข้าหูชั้นกลาง (intratympanic steroid) ผ่านเยื่อแก้วหูให้ซึมเข้าหูชั้นในโดยตรง งานทดลองแบบสุ่มในผู้ป่วย 250 คนพบว่าการฉีด methylprednisolone 40 มก./มล. 4 ครั้งใน 14 วัน ให้ผลไม่ด้อยไปกว่ากินยา (ได้ยินดีขึ้น 28.7 เทียบกับ 30.7 เดซิเบล)[7] ข้อดีคือเลี่ยงผลข้างเคียงทั้งตัว ข้อเสียคือต้องมาหลายครั้งและอาจเยื่อแก้วหูทะลุค้าง

หลักฐานจาก Cochrane ซึ่งรวบรวมงานทดลอง 30 ชิ้น ผู้เข้าร่วม 2,133 คนสรุปได้สามข้อ คือเมื่อใช้เป็นการรักษาหลัก การฉีดเข้าหูไม่ได้เหนือกว่ากินยาอย่างชัดเจน เมื่อใช้ร่วมกันอาจได้ผลดีขึ้นเล็กน้อยแต่ความเชื่อมั่นต่ำ และเมื่อใช้เป็นการรักษาช่วยเหลือหลังกินยาไม่ได้ผล การฉีดเข้าหูทำให้สัดส่วนผู้ที่ได้ยินดีขึ้นสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาอย่างชัดเจน (risk ratio 5.55) แม้หลักฐานระดับต่ำ[8]

ทางเลือก หลักฐาน ข้อดี ข้อจำกัด
สเตียรอยด์กิน งานทดลองสุ่ม 250 คน[7] ทำได้ง่าย ครอบคลุมทั้งตัว น้ำตาลขึ้น นอนไม่หลับ กระเพาะระคาย
ฉีดเข้าหูชั้นกลาง Cochrane 30 การศึกษา[8] เลี่ยงผลข้างเคียงทั้งตัว มาหลายครั้ง เจ็บหู เยื่อแก้วหูทะลุได้
ฉีดเข้าหูเป็นยาช่วยเหลือ หลักฐานคุณภาพต่ำ[8],[13] ได้ผลกว่าไม่ทำอะไร ต้องเริ่มภายใน 2–6 สัปดาห์
ออกซิเจนความดันสูง Cochrane 7 การศึกษา 392 คน[9] เพิ่มโอกาสได้ยินดีขึ้น ต้องไปศูนย์ที่มีถัง ใช้เวลาหลายครั้ง
ยาขยายหลอดเลือด / ต้านไวรัส แนวปฏิบัติแนะนำไม่ให้ใช้เป็นประจำ[1] ไม่มี ไม่มีหลักฐานว่าได้ผล

ออกซิเจนความดันสูง (hyperbaric oxygen) เป็นทางเลือกเสริมบางกรณี งานรีวิว Cochrane ที่รวบรวม 7 การศึกษา ผู้ป่วย 392 คนพบว่าช่วยเพิ่มโอกาสได้ยินดีขึ้นร้อยละ 25 (risk ratio 1.39) จำนวนผู้ที่ต้องรักษาเพื่อให้ได้ผลดีเพิ่มหนึ่งรายคือ 5 ราย และระดับการได้ยินดีขึ้นเฉลี่ย 15.6 เดซิเบลมากกว่ากลุ่มควบคุม แต่ไม่พบประโยชน์ในผู้ที่มารักษาช้าเกิน 6 เดือน[9] แนวปฏิบัติจึงให้ใช้ร่วมกับสเตียรอยด์ภายใน 2 สัปดาห์ และใช้เป็น salvage ภายใน 1 เดือน[1]

ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านไวรัส และยาขยายหลอดเลือด แนวปฏิบัติแนะนำไม่ให้สั่งจ่ายเป็นประจำ[1] ส่วนวิตามินบีรวมและสารต้านอนุมูลอิสระที่โฆษณาว่าบำรุงประสาทหูยังไม่มีหลักฐานระดับงานทดลองสุ่มรองรับ

ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันสูง และตั้งครรภ์: ปรับแผนอย่างไร

สเตียรอยด์ทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นได้แม้ในคนที่ไม่มีเบาหวานมาก่อน และพบได้ในผู้ที่ได้รับยามากกว่าหนึ่งในสาม[18] ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรวัดน้ำตาลบ่อยขึ้นระหว่างกินยา และควรมีแผนปรับยาลดน้ำตาลหรือใช้ยาฉีดชั่วคราวร่วมด้วย

ผู้ป่วยเบาหวานไม่ได้ฟื้นตัวแย่กว่าในแง่ระยะที่ได้ยินเพิ่มขึ้น การศึกษาในผู้ป่วย 317 คนพบว่ากลุ่มที่ไม่มีเบาหวาน คุมได้ดี และคุมได้ไม่ดี มีการได้ยินเพิ่มขึ้น 6.3, 7.5 และ 8.8 เดซิเบล ซึ่งไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผู้ป่วยเบาหวานเริ่มต้นแย่กว่า การได้ยินสุดท้ายจึงยังต่ำกว่า[19] ทางเลือกที่ลดภาระนี้คือการฉีดยาเข้าหู ในผู้ป่วยเบาหวาน 89 รายพบว่าได้ยินดีขึ้นเฉลี่ย 14.9 เดซิเบล และหายขาดร้อยละ 9.0[20]

สำหรับผู้ตั้งครรภ์ ข้อมูลสำคัญคือการตั้งครรภ์ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อหูดับเฉียบพลัน การศึกษาในเกาหลีใต้เปรียบเทียบผู้คลอดกับหญิงวัยเดียวกันที่ไม่ได้คลอด พบอุบัติการณ์ต่อประชากร 1,000 คนต่ำกว่าในกลุ่มที่ตั้งครรภ์ (1.08–1.17 เทียบกับ 1.52–1.80)[23] เมื่อเกิดอาการจริง แนวทางที่ใช้บ่อยคือฉีดสเตียรอยด์เข้าหูเพื่อลดการรับยาสู่ระบบ การศึกษาในผู้ตั้งครรภ์ 25 รายพบว่าร้อยละ 60 ได้รับการฉีดเข้าหู และในกลุ่มนี้ร้อยละ 53.3 ได้ยินดีขึ้น ขณะที่ผู้ที่สูญเสียการได้ยินรุนแรงมากและไม่ได้รับยาเลยไม่มีการดีขึ้น[21] มีรายงานชุดผู้ป่วยที่ใช้ dexamethasone ฉีดเข้าหูโดยไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรง[22] แต่ต้องตัดสินใจร่วมกับสูติแพทย์เสมอ

ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรวัดความดันซ้ำระหว่างกินยา เพราะสเตียรอยด์ทำให้ความดันสูงขึ้นและนอนไม่หลับได้

เวียนหัวและเสียงในหูที่มาพร้อมกัน

ผู้ป่วยราวร้อยละ 28–57 ของหูดับเฉียบพลันชนิดไม่ทราบสาเหตุมีเวียนหัวร่วมด้วย[17]

โรค ลักษณะเด่น การได้ยิน หมายเหตุ
หูดับเฉียบพลัน (sudden sensorineural hearing loss) เวียนหัวรุนแรงครั้งเดียวร่วมกับหูดับ ลดลงข้างเดียว ต้องเริ่มสเตียรอยด์เร็วที่สุด
โรคเมนิแยร์ เวียนหัวเป็นรอบ ๆ ครั้งละ 20 นาทีถึงหลายชั่วโมง ลดลงแบบขึ้น ๆ ลง ๆ ความถี่ต่ำ มีเสียงในหูและหูอื้อร่วม
เวสติบิวลาร์ นิวไรติส เวียนหัวรุนแรงต่อเนื่องหลายวัน ปกติ ไม่มีเสียงในหู ไม่มีอาการทางสมอง[28]
เนื้องอกเส้นประสาทหู หูดับข้างเดียว ค่อย ๆ เป็น หรือเป็น ๆ หาย ๆ ลดลงข้างเดียว พบได้ใน MRI แม้รักษาแล้วดีขึ้น[14]
หลอดเลือดสมอง เวียนหัวกับอาการทางระบบประสาท อาจปกติหรือลดลง ความเสี่ยงสูงขึ้นเมื่อมีทั้งหูดับและเวียนหัว[16]

ระยะแรกใช้ยาแก้เวียนหัว เช่น dimenhydrinate หรือ prochlorperazine เพื่อบรรเทาอาการ แต่ควรใช้เพียง 2–3 วัน เพราะกดการชดเชยของระบบทรงตัวและทำให้ฟื้นช้า ยาเหล่านี้ไม่ช่วยให้การได้ยินกลับมา เมื่อคลื่นไส้ลดลงควรเริ่มกายภาพฟื้นฟูการทรงตัว (vestibular rehabilitation) ซึ่งดีกว่าการนอนพักเฉย ๆ

เสียงในหู (tinnitus) พบร่วมได้บ่อยและมักรบกวนจิตใจมากกว่าการได้ยินที่ลดลง ควรอธิบายว่าเป็นอาการที่เกิดตามมา ไม่ใช่สัญญาณว่าโรคลุกลาม

พยากรณ์โรค: ใครกลับมาได้มาก ใครได้บางส่วน

ผู้ป่วยจำนวนมากคาดหวังว่าจะกลับมาเหมือนเดิมทั้งหมด ในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการเวียนหัวและได้รับสเตียรอยด์ขนาดสูง การศึกษาพบอัตราหายขาดร้อยละ 52.9 หายบางส่วนร้อยละ 17.6 และไม่ดีขึ้นเลยร้อยละ 29.4[24] การหายขาดจึงเกิดได้ประมาณครึ่งหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมด

ปัจจัย ผลต่อการพยากรณ์
อายุน้อย (ต่ำกว่า 40 ปี) ดีกว่า ผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 40 ปีหายขาดราวร้อยละ 60[11]
ระดับการได้ยินเริ่มต้นเหลือมาก ดีกว่า ค่า PTA ตั้งแต่ 71 เดซิเบลขึ้นไปฟื้นเองได้ยาก[6]
เริ่มรักษาเร็ว ดีกว่า ผู้ที่เริ่มเร็วหายขาดมากกว่า[11]
ความถี่ต่ำได้รับผลกระทบ ดีกว่าความถี่สูงหรือหูดับทั้งช่วง
เวียนหัวรุนแรงร่วมด้วย แย่กว่า และเพิ่มความเสี่ยงหลอดเลือดสมอง[16]
เบาหวานที่เริ่มต้นแย่ ได้ยินสุดท้ายต่ำกว่า แม้ระยะที่เพิ่มขึ้นใกล้เคียงกัน[19]
การได้ยินระดับรุนแรงมากและไม่รักษา แย่มาก ในผู้ตั้งครรภ์กลุ่มนี้ไม่มีการดีขึ้นเลย[21]

ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยจากกลุ่มผู้ป่วย ไม่ใช่คำทำนายรายบุคคล การประเมินที่แม่นที่สุดคือตรวจการได้ยินซ้ำ แนวปฏิบัติแนะนำให้ตรวจเมื่อจบการรักษาและภายใน 6 เดือน[1] เพราะบางรายยังดีขึ้นต่อเนื่อง และช่วยตัดสินว่าควรฉีดยาเข้าหูเพิ่มหรือไม่ในช่วง 2–6 สัปดาห์

หลังรักษา: เครื่องช่วยฟัง การปรับตัว และการป้องกันอีกข้าง

เมื่อรักษาด้วยยาเสร็จแต่การได้ยินยังเหลือไม่เต็ม ผู้ป่วยจำนวนมากยังได้ประโยชน์จากเครื่องช่วยฟัง ในรายที่หูข้างหนึ่งไม่ได้ยินเลย (single-sided deafness) เครื่องช่วยฟังแบบ CROS หรือ BiCROS จะรับเสียงจากข้างที่หูเสียส่งไปยังข้างที่ดี ช่วยลดผลของ head shadow และทำให้สื่อสารในที่เสียงรบกวนดีขึ้น แต่งานรีวิวชี้ชัดว่า CROS และอุปกรณ์นำเสียงผ่านกระดูกไม่ได้ฟื้นการได้ยินแบบสองหูและไม่ช่วยระบุทิศทางเสียง[27] การปลูกถ่ายประสาทหูเทียมเป็นทางเดียวที่ฟื้นการได้ยินสองหูได้ แต่ต้องคัดเลือกผู้ป่วย

เสียงในหูที่ยังคงอยู่ควรจัดการด้วยวิธีที่มีหลักฐานรองรับ งานรีวิว Cochrane พบว่าการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) ช่วยลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต[25] ส่วนเครื่องช่วยฟังช่วยลดความรบกวนในผู้ที่มีหูตึงร่วม โดยงานรีวิว 28 การศึกษาพบผลทางบวกร้อยละ 68[26]

การป้องกันอีกข้างเริ่มจากหลีกเลี่ยงเสียงดังสะสมและใส่ที่อุดหูเมื่ออยู่ในที่เสียงดัง ผู้ที่หูดับข้างหนึ่งแล้วควรนั่งหันข้างที่ดีเข้าหาคู่สนทนา ส่วนการติดตามระยะยาวควรตรวจการได้ยินซ้ำ เพราะมีรายงานผู้ที่กลับมาเป็นซ้ำ

ความเข้าใจผิดที่ทำให้มาช้า

ความเข้าใจผิดสี่ข้อนี้ทำให้เสียเวลาหลายวัน

ข้อแรก “รอให้หายเองก่อน” ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งหายเองได้จริง แต่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มนั้น และการรอทำให้พ้นช่วงที่การรักษาได้ผลดีที่สุด

ข้อที่สอง “คิดว่าเป็นขี้หูอุด” ขี้หูอุดทำให้หูอื้อได้จริง แต่การได้ยินที่หายทันทีพร้อมเสียงในหูไม่ใช่ภาพปกติของขี้หูอุด และการแหย่ไม้แคะหูเองเสี่ยงทำเยื่อแก้วหูทะลุ

ข้อที่สาม “กลัวสเตียรอยด์” ผลข้างเคียงระยะสั้นมีจริง แต่มักควบคุมได้และหายไปหลังหยุดยา ขณะที่การไม่ได้ยินถาวรกระทบการทำงานและการสื่อสารมากกว่า

ข้อที่สี่ “รอคิวหู คอ จมูก หลายสัปดาห์” ถ้านัดได้ช้ากว่า 3–4 วัน ควรไปห้องฉุกเฉินหรือคลินิกที่มีเครื่องตรวจการได้ยินแทน

แนวทางที่ถูกต้องคือ เมื่อตื่นมาแล้วได้ยินข้างหนึ่งหายไป ให้ไปพบแพทย์ในวันนั้น แจ้งเวลาเริ่มอาการให้ชัด และขอตรวจการได้ยิน ถ้าเข้าเกณฑ์หูดับเฉียบพลันให้เริ่มรักษาทันทีและถามถึงทางเลือกทั้งกินยาและฉีดเข้าหู

คำถามที่พบบ่อย

หูดับเฉียบพลันต้องรีบแค่ไหน

ต้องพบแพทย์ภายใน 72 ชม. นับจากเริ่มมีอาการ และควรได้ตรวจการได้ยินในวันนั้น การรักษาด้วยสเตียรอยด์ควรเริ่มภายใน 2 สัปดาห์ และยิ่งเร็วผลยิ่งดี[1],[11]

หูดับข้างหนึ่งหายเองได้ไหม

ได้ แต่ไม่บ่อยอย่างที่คิด ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยามีเพียงร้อยละ 36 ที่ได้ยินดีขึ้นอย่างน้อย 30 เดซิเบล และร้อยละ 70 ที่ดีขึ้นอย่างน้อย 10 เดซิเบล[5] อีกราวสองในสามจึงยังได้ยินไม่เต็ม

ฉีดยาสเตียรอยด์เข้าหูเจ็บไหม

เจ็บชั่วขณะตอนฉีดและอาจเวียนหัวชั่วครู่ งานรีวิว Cochrane พบว่าเจ็บหูร้อยละ 10.5–27.1 เวียนหัวร้อยละ 1–21 และเยื่อแก้วหูทะลุค้างร้อยละ 0–5.5[8] ทำที่ห้องตรวจ ไม่ต้องดมยาสลบ

กินสเตียรอยด์แล้วน้ำตาลขึ้นทำอย่างไร

แจ้งแพทย์และวัดน้ำตาลบ่อยขึ้น แพทย์อาจปรับยาลดน้ำตาลหรือเปลี่ยนไปฉีดยาเข้าหู ภาวะนี้พบได้ในผู้ที่ได้รับยามากกว่าหนึ่งในสาม[18]

หูดับกับเวียนหัวบ้านหมุนเกี่ยวข้องกันไหม

เกี่ยวข้องได้ถึงร้อยละ 28–57 ของผู้ป่วย[17] แต่ต้องแยกจากโรคเมนิแยร์และหลอดเลือดสมอง การมีทั้งหูดับและเวียนหัวเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในระยะยาว[16]

ต้องทำ MRI ทุกคนไหม

แนวปฏิบัติแนะนำให้ตรวจหาความผิดปกติของเส้นประสาทหลังหูทุกราย ด้วย MRI internal auditory canal หรือ auditory brainstem response[1] เพราะพบเนื้องอกได้ราวร้อยละ 3 ของผู้ป่วยที่ตรวจ[14]

ได้ยินกลับมาไม่เต็ม ต้องใส่เครื่องช่วยฟังไหม

ปรึกษานักแก้ไขการได้ยินเมื่อการได้ยินคงที่แล้ว เครื่องช่วยฟังช่วยในรายที่เหลือการได้ยินเพียงพอ และ CROS ช่วยในรายที่หูข้างหนึ่งเสียทั้งหมด แม้ไม่ได้ฟื้นการได้ยินสองหู[27]

ป้องกันหูดับอีกข้างได้อย่างไร

ไม่มีวิธีป้องกันที่พิสูจน์ได้ชัด แต่ลดความเสี่ยงได้ด้วยการหลีกเลี่ยงเสียงดัง ควบคุมความดันและน้ำตาล ตรวจการได้ยินตามนัด และรีบมาพบแพทย์ทันทีถ้าเกิดอาการอีกครั้ง

สรุป

หูดับเฉียบพลันคือการได้ยินลดลงอย่างน้อย 30 เดซิเบลใน 3 ความถี่ต่อเนื่องกันภายใน 72 ชั่วโมง ส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุ และฟื้นตัวตามธรรมชาติเพียงบางส่วน ราวหนึ่งในสามอาจดีขึ้นเองในสัปดาห์แรก แต่เพราะเราแยกไม่ได้ว่าใครอยู่ในกลุ่มนั้น การรอจึงเป็นการเสี่ยงที่ไม่ได้อะไรตอบแทน[5],[6]

การรักษาหลักคือสเตียรอยด์ทั้งแบบกินและแบบฉีดเข้าหูชั้นกลาง ซึ่งให้ผลใกล้เคียงกันเมื่อใช้เป็นการรักษาหลัก และการฉีดเข้าหูยังมีบทบาทชัดเจนในฐานะการรักษาช่วยเหลือหลังกินยาไม่ได้ผล[7],[8] ออกซิเจนความดันสูงเป็นทางเลือกเสริมในบางราย[9] ส่วนยาขยายหลอดเลือดและอาหารเสริมบำรุงประสาทหูยังไม่มีหลักฐานรองรับ[1] สิ่งที่ผู้ป่วยควบคุมได้เองคือเวลา ถ้าได้ยินข้างหนึ่งหายไปเฉียบพลัน ต้องพบแพทย์ภายใน 72 ชม. และควรได้รับการตรวจการได้ยินในวันนั้น

  1. Bae CH, Na HG, Choi YS. Current diagnosis and treatment of vestibular neuritis: a narrative review. J Yeungnam Med Sci. 2022;39(2):81–88. PMID: 34411472

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): ถ้าได้ยินข้างหนึ่งลดลงเฉียบพลัน ต้องพบแพทย์ภายใน 72 ชม. ที่แผนกหู คอ จมูก หรือห้องฉุกเฉิน โดยเฉพาะเมื่อมีเวียนหัวรุนแรง พูดไม่ชัด ตามัว หรือเดินเซ ห้ามซื้อยาสเตียรอยด์กินเองและห้ามใช้น้ำมันหยอดหูหรือสมุนไพรแทนการพบแพทย์ เพราะทั้งสองอย่างทำให้เสียเวลาทองในช่วงที่การรักษาได้ผลดีที่สุด

แหล่งอ้างอิง