สุขภาพ

ริดสีดวงจมูก ติ่งเนื้อในจมูก รักษาอย่างไรไม่ให้กลับซ้ำ

ริดสีดวงจมูก (nasal polyps) คือติ่งเนื้อที่งอกจากเยื่อบุโพรงจมูกและไซนัส ส่วนใหญ่เกิดบริเวณช่องกลางจมูก (middle meatus) ทางระบายของไซนัสเอธมอยด์ เนื้อเยื่อนี้ไม่ใช่เนื้อร้าย และไม่ใช่ “ริดสีดวง” แบบที่ทวารหนัก แม้คนไทยจะเรียกชื่อเดียวกัน ติ่งเนื้อโตขึ้นจนบังทางลมและทางระบายน้ำมูก ทำให้จมูกอุดตลอดเวลา และได้กลิ่นลดลง

การส่องกล้องในประชากรเกาหลี 19,152 คนพบติ่งเนื้อร้อยละ 2.5 แต่ในกลุ่มนี้มีเพียงร้อยละ 34.4 ที่มีอาการชัดเจน [3] ความชุกของไซนัสอักเสบเรื้อรังที่ได้รับการวินิจฉัยในสเปนอยู่ที่ร้อยละ 5.1 และหนึ่งในห้าเป็นชนิดมีติ่งเนื้อ [2]

ริดสีดวงจมูกคืออะไร: ติ่งเนื้อเยื่อบุที่งอกในโพรงจมูก

เยื่อบุโพรงจมูกบวมและหนาตัวได้เมื่อถูกกระตุ้นด้วยการอักเสบเรื้อรัง ในผู้ที่เป็นติ่งเนื้อ กระบวนการอักเสบชนิดที่ 2 (type 2 inflammation) ซึ่งมีเซลล์อีโอซิโนฟิลและสารสื่อกลางอย่าง IL-4, IL-5 และ IL-13 เป็นตัวนำ จะทำให้เยื่อบุบวมจนย้อยออกมาเป็นก้อนเนื้อสีนวล ลักษณะนุ่ม เคลื่อนไหวได้ ไม่เจ็บ และมักมีหลายก้อนทั้งสองข้าง

ติ่งเนื้อขนาดเล็กเห็นได้เฉพาะเมื่อแพทย์ส่องกล้อง เมื่อโตขึ้นจึงโผล่ตอนแหงนหน้า ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จะเห็นก้อนในโพรงไซนัสและผนังไซนัสที่หนาตัว

ติ่งเนื้อไม่ใช่เนื้องอก แต่ติ่งเนื้อข้างเดียวเป็นคนละเรื่อง เนื้องอกอย่าง inverted papilloma และเชื้อราที่ขึ้นเป็นก้อนก็หน้าตาคล้ายติ่งเนื้อได้ แนวทาง EPOS 2020 จึงกำหนดให้โรคที่มีติ่งเนื้อข้างเดียวต้องตรวจเพิ่มเติมและส่งตรวจชิ้นเนื้อ ไม่ใช่รักษาเหมือนติ่งเนื้อสองข้างทั่วไป [1]

อาการที่เข้าได้ และอาการที่ต้องแยกออก

อาการหลักที่ควรสงสัยคือจมูกอุดสองข้างแบบเป็นตลอด ไม่ใช่เป็น ๆ หาย ๆ ตามฤดูกาล ร่วมกับน้ำมูกไหลหรือไหลลงคอเรื้อรัง และที่สำคัญคือได้กลิ่นลดลงจนแยกกลิ่นไม่ออก ผู้ป่วยจำนวนมากบอกว่าอาหาร “ไม่อร่อย” เพราะกลิ่นเป็นส่วนใหญ่ของรส นอกจากนี้ยังมีอาการแน่นหน้า ปวดหัวบริเวณหน้าผากหรือรอบตา และนอนกรน

ลักษณะ ติ่งเนื้อจมูก ภูมิแพ้จมูก ไซนัสอักเสบเรื้อรัง (ไม่มีติ่ง) เนื้องอกในโพรงจมูก
ด้านที่เป็น สองข้าง สองข้าง สองข้าง ข้างเดียวเป็นส่วนใหญ่
อาการเด่น จมูกอุดตลอด ได้กลิ่นลด จาม คันจมูก น้ำมูกใส น้ำมูกข้น ปวดหน้า มีกลิ่นปาก อุดข้างเดียว เลือดออก
ตามฤดูกาล ไม่ บ่อย ไม่ ไม่
สิ่งที่เห็นตอนส่องกล้อง ก้อนเนื้อนุ่มหลายก้อน เยื่อบุบวมแดง ไม่มีก้อน น้ำมูกหรือหนองในช่องกลางจมูก ก้อนเนื้อผิดปกติ อาจมีเลือด
การได้กลิ่น ลดชัดเจน ปกติหรือลดเล็กน้อย ลดได้บ้าง ลดได้ถ้าอุดช่องกลิ่น

คนมักเข้าใจผิดว่าตัวเอง “เป็นภูมิแพ้ไม่หาย” ทั้งที่อาจมีติ่งเนื้ออยู่ ภูมิแพ้มักมีจามและคันจมูกเป็นชุด ๆ ต่างจากติ่งเนื้อที่อุดตลอดเวลา ถ้าใช้ยาพ่นจมูกหลายสัปดาห์แล้วยังอุดไม่ดีขึ้น ควรส่องกล้อง

ทำไมบางคนจึงเป็นติ่งเนื้อ: การอักเสบ การแพ้ และพันธุกรรม

แกนของโรคคือการอักเสบเรื้อรังที่ร่างกายควบคุมไม่พอ ผู้ที่มีภูมิแพ้อากาศหรือหอบหืดมีเยื่อบุจมูกไวต่อสิ่งกระตุ้น จึงเกิดติ่งเนื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ในผู้ป่วยติ่งเนื้อที่คลินิกหู คอ จมูก การตรวจสมรรถภาพปอดพบหอบหืดร้อยละ 44 และเกือบครึ่งไม่เคยรู้ตัวมาก่อน [5] ในกลุ่มที่ต้องผ่าตัด ตัวเลขนี้สูงถึงร้อยละ 65

กลุ่มที่ต้องรู้จักเป็นพิเศษคือผู้ที่แพ้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน และไดโคลฟีแนค อาการแพ้ชนิดนี้เกิดจากการรบกวนสมดุลของกรดอะราคิโดนิก ทำให้เกิดติ่งเนื้อ หอบหืด และเยื่อบุจมูกอักเสบพร้อมกัน การวิเคราะห์งานวิจัย 27 ฉบับพบภาวะการแพ้ NSAIDs ในผู้ป่วยหืดทั่วไปร้อยละ 7.15 และร้อยละ 14.89 ในกลุ่มหอบหืดรุนแรง [6] ขณะที่ศูนย์ตติยภูมิพบติ่งเนื้อร่วมกับการแพ้ NSAIDs ถึงร้อยละ 16 [7]

ในเด็ก ติ่งเนื้อต้องคิดถึงโรคพันธุกรรมเสมอ โดยเฉพาะซิสติกไฟโบรซิส ซึ่งพบติ่งเนื้อในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคนี้ถึงร้อยละ 37 [8] เด็กเล็กที่พบติ่งเนื้อแพทย์มักส่งตรวจคัดโรคนี้ ส่วนปัจจัยด้านพันธุกรรม ควันบุหรี่ และมลพิษก็ทำให้เยื่อบุจมูกอักเสบเรื้อรังง่ายขึ้น

โรคที่มาด้วยกันซึ่งเปลี่ยนวิธีรักษา

โรคที่มาด้วยกันเป็นตัวกำหนดว่าใช้ยาอะไรและต้องระวังอะไร โรคหืดทำให้การอักเสบในทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่างเชื่อมโยงกัน ผู้ป่วยที่คุมหอบหืดได้ไม่ดีมักมีติ่งเนื้อกำเริบมากกว่า และการรักษาติ่งเนื้อให้ดีขึ้นมักทำให้คุมหอบหืดดีขึ้นด้วย

การแพ้ NSAIDs เป็นข้อห้ามที่สำคัญที่สุด ผู้ที่เคยแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หรือต้องไปห้องฉุกเฉินหลังกินยาแก้ปวด ต้องแจ้งแพทย์และเภสัชกรทุกครั้ง และควรหลีกเลี่ยงยาทั้งกลุ่ม ทั้งชนิดกิน ชนิดฉีด ยาปวดประจำเดือน และยาผสมชื่อการค้าที่อาจมีส่วนประกอบกลุ่มนี้ซ่อนอยู่

โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้และไซนัสอักเสบเรื้อรังมักเป็นเพื่อนร่วมทางของติ่งเนื้อ การควบคุมภูมิแพ้จึงช่วยลดการกำเริบ ส่วนโรคที่ต้องคัดออกในรายที่มีติ่งเนื้อข้างเดียวหรือมีเลือดออกบ่อยคือเนื้องอกในโพรงจมูก ซึ่งต้องส่งตรวจชิ้นเนื้อ ไม่ใช่รักษาด้วยยาพ่นต่อเนื่อง

เมื่อไรต้องพบแพทย์ และเมื่อไรต้องไปทันที

อาการที่ไม่ควรรอได้แก่ จมูกอุดต่อเนื่องเกิน 10 สัปดาห์โดยไม่ดีขึ้นหลังใช้ยาพ่นสเตียรอยด์อย่างถูกวิธี ได้กลิ่นลดลงจนกระทบการกินอาหาร นอนกรนหรือหยุดหายใจขณะหลับ และปวดหัวบริเวณใบหน้าซ้ำ ๆ เหล่านี้ควรส่องกล้องเพื่อดูว่ามีติ่งเนื้อหรือไม่

กลุ่มที่ต้องไปโรงพยาบาลโดยเร็วคือก้อนเนื้อข้างเดียว เลือดออกจากจมูกซ้ำ ๆ ในผู้ใหญ่ที่เพิ่งเป็น ตาโปน ตาเหล่ เห็นภาพซ้อนหรือตามัว ชาที่แก้มหรือใบหน้า ปวดหัวรุนแรงตอนเช้าที่ไม่ตอบสนองยาแก้ปวด มีไข้ร่วมกับบวมรอบตา หรือมีหนองปนเลือดในจมูก อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้การติดเชื้อลุกลามเข้าตาและฐานกะโหลก หรือเนื้องอกที่ต้องรักษาเร็ว

สัญญาณ อาจบ่งชี้ ควรทำ
จมูกอุดสองข้างเรื้อรังเกิน 10 สัปดาห์ ติ่งเนื้อหรือไซนัสอักเสบเรื้อรัง พบแพทย์เพื่อส่องกล้อง
ติ่งเนื้อข้างเดียว ร่วมกับเลือดออก เนื้องอก เช่น inverted papilloma พบแพทย์เร็วและส่งตรวจชิ้นเนื้อ
ตาโปน เห็นภาพซ้อน ตามัว การติดเชื้อหรือเนื้องอกลุกลามเข้าตา ไปโรงพยาบาลทันที
ปวดหน้า ไข้ และบวมรอบตา ภาวะแทรกซ้อนของไซนัส ไปห้องฉุกเฉิน

อีกกลุ่มที่ต้องระวังคือผู้ที่ใช้ยาพ่นสเตียรอยด์แล้วเลือดกำเดาไหลบ่อย หรือปวดตาและมองเห็นผิดปกติหลังเริ่มยา ควรหยุดยาและปรึกษาแพทย์

การตรวจวินิจฉัย: ส่องกล้องคือมาตรฐาน

การวินิจฉัยที่แม่นที่สุดคือการส่องกล้องจมูก (nasal endoscopy) ด้วยกล้องขนาดเล็กที่สอดทางรูจมูกหลังพ่นยาชา แพทย์จะเห็นติ่งเนื้อ ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะเยื่อบุโดยตรง ใช้เวลาไม่กี่นาที และให้ข้อมูลที่การดูด้วยไฟฉายให้ไม่ได้

ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) ไซนัสไม่ได้ใช้ยืนยันว่ามีติ่งเนื้อ แต่ใช้เมื่อวางแผนผ่าตัด เมื่อสงสัยภาวะแทรกซ้อนอย่างการติดเชื้อลุกลามออกนอกไซนัส หรือเมื่อการรักษาไม่ได้ผล คะแนน Lund-Mackay บอกขอบเขตโรคและใช้ติดตามผลได้ แต่ภาพผิดปกติอย่างเดียวไม่พอสำหรับการวินิจฉัย ต้องอ่านคู่กับอาการและการส่องกล้อง [1]

การตรวจภูมิแพ้ทางผิวหนังหรือ IgE มีประโยชน์เมื่อสงสัยภูมิแพ้ร่วม ส่วนการส่งชิ้นเนื้อทำเมื่อติ่งเนื้อเป็นข้างเดียว ผิวไม่เรียบ มีเลือดออกง่าย หรือโตเร็ว เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่เนื้องอก

ยาพ่นสเตียรอยด์คือแกนของการรักษา

ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์ (intranasal corticosteroid) เป็นการรักษาหลักที่ทุกแนวทางเห็นตรงกัน เพราะลดการอักเสบโดยตรงและดูดซึมเข้ากระแสเลือดน้อยมาก การทดลองแบบสุ่มในผู้ป่วยติ่งเนื้อสองข้าง 354 คนพบว่าโมเมทาโซนฟูโรเอตสเปรย์ 200 ไมโครกรัม วันละหนึ่งหรือสองครั้ง นาน 4 เดือน ลดขนาดติ่งเนื้อได้มากกว่ายาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้จมูกโล่งและได้กลิ่นดีขึ้น [10]

วิธีพ่นสำคัญไม่น้อยกว่าตัวยา เพราะติ่งเนื้อเกิดในช่องกลางจมูกซึ่งสเปรย์พ่นตรง ๆ อาจไปไม่ถึง ให้ใช้มือข้างเดียวกับรูจมูกที่พ่น สอดหัวพ่นแล้วเอียงออกทางหูข้างเดียวกัน สูดเบา ๆ พร้อมพ่น และไม่สั่งน้ำมูกแรงหลังพ่น

การประเมินผลควรให้เวลาอย่างน้อย 12 สัปดาห์ เพราะการทดลองส่วนใหญ่ประเมินที่ 12–16 สัปดาห์ [10],[11] ผู้ป่วยจำนวนมากหยุดยาเองหลังหนึ่งสัปดาห์เพราะคิดว่าไม่เห็นผล ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือคันจมูกหรือเลือดกำเดาไหลเล็กน้อย ซึ่งแก้ได้ด้วยการปรับท่าพ่น ส่วนความกังวลว่าใช้แล้วจะติดหรือเยื่อบุบางจนทะลุพบได้น้อยเมื่อใช้ขนาดปกติ

ยาเสริมและยาที่ใช้เฉพาะบางราย

การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือปลอดภัยและราคาถูก และ Cochrane พบหลักฐานคุณภาพต่ำว่าน้ำเกลือปริมาณมากชนิดเข้มข้นสูงอาจทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นในผู้ป่วยไซนัสอักเสบเรื้อรัง [14]

สเตียรอยด์ชนิดกินใช้ระยะสั้นระหว่างรอผลยาพ่น การทดลองในผู้ป่วย 114 คนพบว่าเพรดนิโซโลน 50 มิลลิกรัม นาน 2 สัปดาห์ช่วยให้อาการ จมูกโล่ง และขนาดติ่งเนื้อดีขึ้นกว่ายาหลอกชัดเจน แต่เมื่อตามด้วยยาพ่นต่ออีก 10 สัปดาห์ ความแตกต่างส่วนใหญ่หายไป [12] การวิเคราะห์รวมยืนยันว่าประโยชน์เป็นระยะสั้นและต้องชั่งน้ำหนักผลข้างเคียงอย่างน้ำตาลสูง กระเพาะอักเสบ และผลต่อกระดูก [13]

มอนเทลูกาสต์มีที่ใช้ในหอบหืด แต่หลักฐานในติ่งเนื้อไม่หนุนให้ใช้เป็นยาเสริมประจำ การทดลองในผู้ป่วยหลังผ่าตัด 72 คนพบว่าเมื่อให้ต่อเนื่อง 1 ปี ผลด้านอาการและขนาดติ่งเนื้อไม่ต่างจากยาพ่นสเตียรอยด์อย่างเดียว [15] ส่วนยาแก้แพ้ชนิดกินไม่ช่วยลดขนาดติ่งเนื้อ และยาหยอดจมูกหรือสมุนไพรพ่นจมูกที่โฆษณาว่าละลายติ่งเนื้อไม่มีงานวิจัยรองรับ

ในรายรุนแรงที่ยังคุมอาการไม่ได้แม้รักษามาตรฐานและผ่าตัดแล้ว แพทย์อาจใช้ยาชีววัตถุ (biologic) กลุ่มต้าน IL-4/IL-13 หรือ IL-5 เช่นดูพิลูแมบ ในการทดลองระยะที่ 3 ด้วยยา 300 มิลลิกรัม ทุก 2 สัปดาห์ พบว่าคะแนนติ่งเนื้อลดลงมากกว่ายาหลอก 2.06 คะแนนที่สัปดาห์ที่ 24 [16] และการได้กลิ่นดีขึ้นเร็วภายในไม่กี่วัน [17] แต่ต้องใช้ตามเกณฑ์ EPOS/EUFOREA คือมีหลักฐานการอักเสบชนิดที่ 2 และยังคุมโรคไม่ได้ [18]

ผ่าตัด FESS: เหมาะกับใคร และกลับมาเป็นซ้ำแค่ไหน

การผ่าตัด endoscopic sinus surgery (FESS) เหมาะกับผู้ที่อาการยังรบกวนชีวิตมากหลังใช้ยาพ่นสเตียรอยด์อย่างถูกวิธีต่อเนื่องเพียงพอ หรือมีติ่งเนื้อขนาดใหญ่จนบังทางระบาย หรือมีปัญหาการนอนและหอบหืดกำเริบ

การทดลอง MACRO ในผู้ป่วยไซนัสอักเสบเรื้อรัง 514 คน ซึ่ง 410 คนมีติ่งเนื้อ พบว่าการผ่าตัดร่วมกับการรักษาทางจมูกให้คะแนนคุณภาพชีวิต SNOT-22 ดีกว่าการใช้ยาปฏิชีวนะขนาดต่ำที่ 6 เดือน ต่างกัน 18.13 คะแนน และไม่สนับสนุนการใช้คลาริโทรมัยซินระยะยาว [20] การผ่าตัดจึงมีที่ทางจริงในผู้ที่ยาเอาไม่อยู่

การผ่าตัดเป็นการเปิดทางระบายและตัดติ่งเนื้อออก ไม่ได้รักษาต้นเหตุ การศึกษาในผู้ป่วยไทย 437 คนพบว่ากลับมาเป็นซ้ำถึงร้อยละ 54 โดยปัจจัยเสี่ยงได้แก่ ประวัติแพ้ NSAIDs หอบหืด จำนวนอีโอซิโนฟิลในเลือด และความรุนแรงของโรคจากภาพ CT [9] การทบทวนอย่างเป็นระบบยืนยันว่าหอบหืด การแพ้แอสไพริน และการอักเสบชนิดที่ 2 เป็นตัวพยากรณ์การกลับซ้ำ [21]

การดูแลหลังผ่าตัดสำคัญไม่น้อยกว่าการผ่าตัด ต้องล้างจมูกตามที่แพทย์สั่ง พ่นยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง มาพบแพทย์ตามนัด และหลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรงหรือว่ายน้ำในระยะแรก ความเสี่ยงได้แก่ เลือดออก ติดเชื้อ น้ำไขสันหลังรั่ว และภาวะแทรกซ้อนทางตา ซึ่งพบได้น้อยมาก การทบทวนข้อมูลผู้ป่วย 204,286 คนพบภาวะแทรกซ้อนทางตารวม 358 ครั้ง หรือประมาณร้อยละ 0.18 [22] จึงควรผ่าตัดกับทีมที่มีประสบการณ์

ทางเลือก หลักฐานที่มี ข้อควรระวัง
ยาพ่นสเตียรอยด์ ลดขนาดติ่งเนื้อและอาการได้ในการทดลอง 4 เดือน [10] ต้องพ่นถึงช่องกลางจมูกและต่อเนื่อง 12 สัปดาห์
ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ หลักฐานคุณภาพต่ำ อาจช่วยคุณภาพชีวิต [14] ใช้น้ำสะอาดและล้างอุปกรณ์ให้แห้ง
สเตียรอยด์กินระยะสั้น อาการดีขึ้นเร็ว แต่ผลหายหลังหยุด [12],[13] เสี่ยงน้ำตาลสูง กระเพาะอักเสบ ใช้ซ้ำบ่อยไม่ได้
มอนเทลูกาสต์ ไม่ต่างจากยาพ่นอย่างเดียวหลังผ่าตัด [15] ไม่ใช่ยาเสริมประจำ
ยาชีววัตถุ (ดูพิลูแมบ) ลดคะแนนติ่งเนื้อ 2.06 ที่ 24 สัปดาห์ [16] ราคาสูง ต้องเข้าเกณฑ์และติดตามผล

อยู่กับโรคระยะยาว: ลดการกำเริบ

ติ่งเนื้อเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องบริหารระยะยาว เป้าหมายคือทำให้จมูกโล่ง ได้กลิ่นดี และลดการกำเริบที่ต้องใช้สเตียรอยด์กินหรือผ่าตัดซ้ำ เพราะโรคนี้กระทบคุณภาพชีวิตทั้งการนอนและอารมณ์ [4] สิ่งที่ได้ผลที่สุดคือใช้ยาพ่นสเตียรอยด์สม่ำเสมอตามแผนแม้ในช่วงที่อาการดีแล้ว เพราะการหยุดยาเองมักทำให้ติ่งเนื้อโตกลับมา

การควบคุมสิ่งแวดล้อมและโรคข้างเคียงช่วยได้จริง ผู้ที่แพ้ไรฝุ่นควรลดการสัมผัส ผู้ที่สูบบุหรี่ควรเลิก ผู้ที่เป็นหอบหืดต้องควบคุมให้ดี และผู้ที่แพ้ NSAIDs ต้องหลีกเลี่ยงยาทั้งกลุ่มอย่างเคร่งครัด ในบางรายแพทย์อาจพิจารณาการทำให้ร่างกายทนต่อแอสไพริน (aspirin desensitisation) ซึ่ง Cochrane ระบุว่าเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้ NSAIDs หรือมีโรคทางเดินหายใจกำเริบหนัก [19]

การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือทำได้ทุกวันและช่วยให้ยาพ่นทำงานดีขึ้น ส่วนการติดตามแพทย์ควรทำทุก 3–6 เดือนในระยะแรก แล้วจึงเว้นห่างได้เมื่อควบคุมโรคได้ดี

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

ความเชื่อแรกคือ “ติ่งเนื้อจะกลายเป็นมะเร็ง” ความจริงคือติ่งเนื้ออักเสบไม่ใช่ระยะก่อนมะเร็ง แต่ติ่งเนื้อข้างเดียวหรือก้อนที่มีเลือดออกอาจเป็นเนื้องอกตั้งแต่แรก จึงต้องตรวจให้ชัดก่อนสรุป

ความเชื่อที่สองคือ “ผ่าตัดแล้วหายขาด” การผ่าตัดช่วยให้จมูกโล่งและคุณภาพชีวิตดีขึ้นจริง แต่โรคยังดำเนินต่อ และการกลับมาเป็นซ้ำพบได้บ่อยถึงประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยในการติดตามระยะยาว [9] การพ่นยาต่อเนื่องหลังผ่าตัดจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา

ความเชื่อที่สามคือ “ยาพ่นสเตียรอยด์อันตรายและทำให้ติด” ยาชนิดนี้ไม่ทำให้ติดและเข้ากระแสเลือดน้อยมากเมื่อเทียบกับยาชนิดกิน ผลข้างเคียงที่พบคือแสบจมูกและเลือดกำเดาไหลเล็กน้อยซึ่งปรับวิธีพ่นได้ อันตรายที่แท้จริงคือยาหยอดจมูกผสมสเตียรอยด์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน

ความเชื่อสุดท้ายคือ “สมุนไพรพ่นจมูกละลายติ่งเนื้อได้” ยังไม่มีงานวิจัยรองรับ และบางตัวมีสเตียรอยด์ปลอมปนที่ทำลายเยื่อบุจมูก

คำถามที่พบบ่อย

ริดสีดวงจมูกอันตรายไหม

โดยทั่วไปไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตและดำเนินไปช้า แต่กระทบการหายใจ การนอน และการได้กลิ่น ต้องระวังติ่งเนื้อข้างเดียวหรือเลือดออกซ้ำ

ต้องผ่าตัดทุกคนไหม

ไม่ต้อง ผู้ป่วยจำนวนมากควบคุมอาการได้ด้วยยาพ่นสเตียรอยด์และการล้างจมูก การผ่าตัดจะพิจารณาเมื่อยาเอาไม่อยู่หรือมีภาวะแทรกซ้อน

ยาพ่นสเตียรอยด์ใช้ติดกันได้นานแค่ไหน

ใช้ต่อเนื่องได้หลายเดือนถึงหลายปีภายใต้การติดตามของแพทย์ เพราะออกฤทธิ์เฉพาะที่และเข้ากระแสเลือดน้อย

ผ่าตัดแล้วกลับมาเป็นซ้ำไหม

เป็นซ้ำได้บ่อย ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยในการติดตามระยะยาว โดยเฉพาะผู้ที่มีหอบหืด แพ้ NSAIDs หรืออีโอซิโนฟิลสูง การพ่นยาต่อเนื่องช่วยลดโอกาสกำเริบได้

ได้กลิ่นลดลงจะกลับมาไหม

มีโอกาสกลับมาดีขึ้นหากลดการอุดกั้นและลดการอักเสบได้ ยาพ่นสเตียรอยด์ช่วยได้ในผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง และยาชีววัตถุอย่างดูพิลูแมบทำให้กลิ่นดีขึ้นเร็ว

ติ่งเนื้อจมูกกับมะเร็งต่างกันอย่างไร

ติ่งเนื้ออักเสบมักเป็นสองข้าง ผิวเรียบนุ่ม โตช้า ส่วนมะเร็งมักเป็นข้างเดียว มีเลือดออก ผิวไม่เรียบ การวินิจฉัยที่แน่นอนต้องส่องกล้องและตรวจชิ้นเนื้อ

ล้างจมูกทำอย่างไรให้ถูก

ใช้น้ำเกลือสะอาดอุณหภูมิห้อง เอียงศีรษะเล็กน้อยให้น้ำไหลผ่านโพรงจมูกข้างหนึ่งออกอีกข้าง ทำวันละหนึ่งถึงสองครั้ง และล้างอุปกรณ์ให้แห้ง

ภูมิแพ้ทำให้เป็นติ่งเนื้อไหม

ภูมิแพ้ไม่ใช่สาเหตุเดียว แต่ทำให้เยื่อบุจมูกอักเสบเรื้อรังและเพิ่มโอกาสเกิดติ่งเนื้อ ผู้ป่วยจำนวนมากมีหอบหืดร่วม การคุมภูมิแพ้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา

สรุป

ติ่งเนื้อจมูกคือการงอกของเยื่อบุจากการอักเสบเรื้อรัง ไม่ใช่เนื้อร้าย แต่อาการจมูกอุดตลอด ได้กลิ่นลดลง และน้ำมูกไหลลงคอกระทบการนอนทุกคืน การวินิจฉัยที่ถูกคือการส่องกล้อง ไม่ใช่การเดาจากอาการ การรักษาหลักคือยาพ่นสเตียรอยด์ที่พ่นถูกตำแหน่งและต่อเนื่องอย่างน้อย 12 สัปดาห์ ร่วมกับการล้างจมูกและควบคุมโรคข้างเคียง ส่วนสเตียรอยด์กินและยาชีววัตถุมีที่ใช้เฉพาะราย และการผ่าตัดช่วยผู้ที่ยาเอาไม่อยู่แต่ไม่ได้ทำให้หายขาด เพราะการกลับมาเป็นซ้ำพบได้ถึงครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้คือสังเกตว่าจมูกอุดตลอดหรือเป็น ๆ หาย ๆ หลีกเลี่ยง NSAIDs หากเคยแพ้ และไปส่องกล้องเมื่ออาการไม่ดีขึ้นภายใน 10 สัปดาห์

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): บทความนี้ให้ความรู้เพื่อช่วยสังเกตอาการและเตรียมข้อมูลคุยกับแพทย์ ไม่ใช่การวินิจฉัยแทนแพทย์ ห้ามซื้อยาพ่นหรือยาหยอดจมูกที่ผสมสเตียรอยด์เอง และห้ามหยุดยาที่แพทย์สั่งโดยไม่ปรึกษาก่อน หากมีติ่งเนื้อข้างเดียว มีเลือดออกจากจมูก ตาโปน เห็นภาพซ้อน ชาที่ใบหน้า หรือปวดหัวรุนแรง ต้องพบแพทย์โดยเร็วเพราะต้องแยกเนื้องอกออกจากติ่งเนื้อธรรมดา

แหล่งอ้างอิง