จิตเวชเด็กและวัยรุ่นดูแลปัญหาสุขภาพจิต อารมณ์ พฤติกรรม และพัฒนาการของคนอายุต่ำกว่า 18 ปี ตั้งแต่เรื่องที่พ่อแม่กังวลว่า “ลูกซนเกินไป” ไปจนถึงภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นที่พูดไม่ออกว่าตัวเองกำลังแย่ จุดที่ต่างจากจิตเวชผู้ใหญ่คือผู้ป่วยมักไม่ได้เล่าอาการเองทั้งหมด ข้อมูลจึงต้องมาจากพ่อแม่ ครู และการสังเกตในชีวิตจริงร่วมกัน[1][2]
บทนี้ตอบสามคำถามที่พ่อแม่ถามบ่อย คืออาการแบบนี้เป็นวัยหรือเป็นโรค ควรเริ่มที่ใคร และถ้าต้องพาลูกไปจิตแพทย์จริงต้องเตรียมอะไร เพราะการรอให้ “โตแล้วจะหายเอง” ได้ผลกับบางเรื่อง แต่กับอีกหลายเรื่องยิ่งรอ ปัญหาการเรียนและความสัมพันธ์ยิ่งสะสม[3][10]
จิตเวชเด็กและวัยรุ่นดูแลอะไร และต่างจากจิตเวชผู้ใหญ่ตรงไหน
ขอบเขตงานครอบคลุมอาการที่เริ่มในวัยเด็ก ได้แก่ สมาธิสั้น (ADHD) ดื้อต่อต้าน (ODD) ออทิสติก วิตกกังวล ซึมเศร้า ความผิดปกติการเรียนรู้ ปัญหาการนอน และ โรคติกส์ (Tic disorders) รวมถึงผลกระทบต่อการเรียน[1][6][7]
ความต่างมีสามข้อ ข้อแรก เด็กเล่าอาการเองได้ไม่ครบ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังไม่มีคำศัพท์อธิบายอารมณ์ ข้อสอง อาการต้องตีความเทียบกับพัฒนาการตามวัย ข้อสาม การรักษาไม่ได้จบในห้องตรวจ แต่ต้องทำงานร่วมกับบ้านและโรงเรียน เพราะนั่นคือที่ที่ความช่วยเหลือเกิดผลจริง การวินิจฉัยจึงต้องแยกโรคที่คล้ายกันก่อน เด็กที่กลัวโรงเรียนอาจถูกมองว่าเป็นปัญหาวินัย และเด็กที่เครียดจากครอบครัวอาจมีอาการคล้ายสมาธิสั้นแต่ไม่ใช่[1][2][3][21]
สัญญาณเตือนตามช่วงอายุ: อะไรคือ “วัย” อะไรคือ “ควรตรวจ”
สิ่งที่ใช้ตัดสินไม่ใช่อาการอย่างเดียว แต่คือความต่อเนื่อง จำนวนสถานที่ที่เกิด และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน[1][9]
| ช่วงอายุ | สัญญาณที่พบบ่อย | สิ่งที่ทำให้ต้องประเมิน |
|---|---|---|
| ก่อนเข้าเรียน (2–5 ปี) | พูดช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน ไม่สบตา ไม่ชี้นิ้วบอกความต้องการ กรีดร้องนานผิดปกติ โกรธจนทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น | พัฒนาการถอยหลังหรือไม่เดินหน้า 6 เดือนขึ้นไป แยกตัวจากเด็กคนอื่นชัด ไม่เล่นสมมติเลย |
| ประถม (6–11 ปี) | ลุกจากที่นั่งบ่อย ทำการบ้านไม่จบ ฟังคำสั่งยาว ๆ ไม่ได้ ทะเลาะกับเพื่อน กลัวการไปโรงเรียน ปัสสาวะรดที่นอนกลับมาใหม่ | อาการต่อเนื่องเกิน 6 เดือน เกิดทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน ผลการเรียนตกจากเดิมชัด ถูกครูบ่นซ้ำ ๆ |
| วัยรุ่น (12–18 ปี) | แยกตัวในห้อง ไม่คุยกับครอบครัว นอนผิดเวลา อารมณ์หงุดหงิดตลอด ผลการเรียนตกฮวบ เลิกสนใจสิ่งที่เคยชอบ พูดถึงตัวเองในแง่ลบ | อาการต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ ร่วมกับกินไม่ได้หรือกินมากเกิน นอนไม่หลับ พูดถึงการตายหรือไร้ค่า ใช้สารเสพติด |
เกณฑ์ “ควรตรวจ” มีสี่ข้อ อาการต่อเนื่องนานกว่าที่คาดของวัยนั้น เกิดในหลายสถานที่ ไม่ใช่แค่ที่บ้านหรือแค่ที่โรงเรียน ทำให้เสียการเรียนหรือความสัมพันธ์ และต่างจากเด็กวัยเดียวกันชัดเจนเมื่อเทียบกับเพื่อนส่วนใหญ่[1][2] คำอธิบายที่ปิดประตูอย่าง “แค่ขี้เกียจ” มักทำให้เด็กที่ต้องการความช่วยเหลือจริงถูกปล่อยไว้หลายปี[10]
กลุ่มอาการที่พบบ่อยและอายุที่มักเริ่ม
ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและวัยรุ่นทั่วโลกราว 13.4% โดยความวิตกกังวลราว 6.5% พฤติกรรมเกเรราว 5.7% ซึมเศร้าราว 2.6% และสมาธิสั้นราว 3.4% ตัวเลขต่างกันได้ตามเครื่องมือคัดกรอง และกลุ่มนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปีที่มีชีวิตอยู่กับความพิการในวัยรุ่น[4][5][26]
| กลุ่มอาการ | อายุที่มักเริ่มเห็น | จุดสังเกตสำคัญ |
|---|---|---|
| สมาธิสั้น (ADHD) | ก่อน 12 ปี อาการชัดช่วงประถม | ขาดสมาธิ ซน หรือหุนหัน เกิดในอย่างน้อย 2 สถานที่ และกระทบการเรียนหรือความสัมพันธ์ |
| ดื้อต่อต้าน (ODD) | ก่อน 8 ปี | อารมณ์หงุดหงิดต่อเนื่อง เถียงคำสั่ง ไม่ทำตามกฎ บางครั้งพยาบาทแก้แค้น |
| ออทิสติก (ASD) | ก่อน 3 ปี ส่วนใหญ่ | ขาดทักษะสื่อสารทางสังคม และมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ หรือความสนใจแคบและหมกมุ่น |
| วิตกกังวลและการแยกจากพ่อแม่ | วัยก่อนเรียนถึงประถม | กลัวการพลัดพราก กลัวการไปโรงเรียน ปวดท้องก่อนออกจากบ้าน |
| ซึมเศร้า | วัยรุ่นมากกว่าเด็กเล็ก | หงุดหงิดมากกว่าเศร้าในวัยรุ่น ถอนตัว รู้สึกไร้ค่า |
| ความผิดปกติการเรียนรู้ (LD) | เห็นชัดเมื่อเริ่มอ่านออกเขียนได้ | ผลการเรียนต่ำกว่าศักยภาพชัดในด้านใดด้านหนึ่ง ทั้งที่พยายามแล้ว |
| ปัญหาการนอน | ทุกวัย | หลับยาก ตื่นกลางคืน หรือตื่นเช้าไม่ได้จนกระทบโรงเรียน |
| tic | วัยประถม | กระตุกหรือเปล่งเสียงซ้ำ ๆ ที่เริ่มมาเองและเปลี่ยนรูปแบบได้ |
ความชุกของสมาธิสั้นมีรายงานสูงถึง 7.6% ในเด็ก 3–12 ปี และ 5.6% ในวัย 12–18 ปี ส่วนการศึกษาในโรงเรียนประถมของไทยพบ 6.5% ซึ่งใกล้เคียงภาพรวมสากล[5][23] ODD พบราว 3–5% และมักเริ่มก่อนอายุ 8 ปี[6] และ tic ส่วนใหญ่ทุเลาลงเองภายในหนึ่งปี แต่บางรายคงอยู่และกระทบการเรียน[20] หลายภาวะเกิดร่วมกันบ่อย ทั้ง ADHD กับ ODD และซึมเศร้ากับวิตกกังวล การประเมินจึงต้องครอบคลุมทั้งภาพ ไม่ใช่หาชื่อโรคเดียว[4][6][25]
“ดื้อ” กับ “ผิดปกติ” แยกกันที่อะไร
คำว่า “ดื้อ” ใช้กับเด็กทุกคนได้ในบางวัน สิ่งที่ทำให้เข้าเกณฑ์ ODD ไม่ใช่ความถี่ของอารมณ์เสีย แต่เป็นรูปแบบที่คงอยู่นานและขยายวงกว้าง
เกณฑ์ใช้งานได้สี่ข้อ ข้อแรก ต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน ไม่ใช่ช่วงสองสามสัปดาห์หลังย้ายบ้าน ข้อสอง เกิดในหลายสถานที่ ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน ไม่ใช่เฉพาะกับพ่อหรือแม่คนเดียว ข้อสาม ต่างจากเด็กวัยเดียวกันชัดเจน และข้อสี่ รบกวนการเรียนหรือความสัมพันธ์จนเกิดผลจริง เช่น ไม่มีเพื่อนหรือถูกพักการเรียน[3][6]
เด็ก 9 ขวบที่เถียงเมื่อถูกสั่งให้ปิดเกมเป็นเรื่องปกติ แต่เด็กที่ทะเลาะกับครูทุกวัน ต่อต้านการบ้านทุกคืน และที่บ้านก็ทะเลาะกับทั้งพ่อและแม่จนไม่มีใครกินข้าวร่วมโต๊ะได้ คือภาพที่ต้องประเมิน เพราะรูปแบบนี้กำลังทำลายการเรียนและความสัมพันธ์[6]
จุดที่ต้องระวังคือการเรียก ODD ทั้งที่จริงเป็นอย่างอื่น เด็กที่ถูกกลั่นแกล้งอาจกลับมาโมโหที่บ้าน เด็กที่มีสมาธิสั้นอาจถูกมองว่าดื้อเพราะทำตามคำสั่งหลายขั้นตอนไม่ได้ การแยกให้ถูกทำให้การช่วยเหลือตรงกับสาเหตุ ไม่ใช่แค่สอนวินัยเพิ่ม[2][6]
เรื่องที่พ่อแม่กลัวที่สุด: “พาไปจิตเวชแล้วลูกจะติดประวัติ”
การพบจิตแพทย์เป็นการบันทึกทางการแพทย์เหมือนการไปหาหมอกุมารแพทย์ ไม่ใช่ทะเบียนประวัติอาชญากรรม และไม่ตัดสิทธิการศึกษาและการสอบ เวชระเบียนถูกเก็บเป็นความลับ การเปิดเผยต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง หรือจากตัวผู้ป่วยเมื่ออายุถึงเกณฑ์ ส่วนสิทธิการรักษาขึ้นกับระบบที่ใช้ ทั้งข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง ซึ่งโดยหลักครอบคลุมการรักษาสุขภาพจิตในสถานพยาบาลที่อยู่ในระบบ[27]
ต้นทุนของการรอหนักกว่าที่คิด ปัญหาการเรียนสะสมจนตามเพื่อนไม่ทัน ความสัมพันธ์กับเพื่อนและครูเสียไป และในวัยรุ่นที่ซึมเศร้า การรอเพิ่มความเสี่ยงต่อการทำร้ายตัวเอง ซึ่งเป็นเหตุผลให้แนวทางสากลเน้นการรักษาแต่เนิ่น ๆ[10][22]
ขั้นตอนพาลูกไปพบจิตเวชเด็ก: เตรียมอะไร ใครควรไป
การเตรียมตัวดีทำให้การนัดครั้งเดียวได้ข้อมูลมากกว่าการไปหลายรอบ แพทย์จะถามถึงพัฒนาการ การนอน การกิน และเหตุการณ์สำคัญในครอบครัว คำตอบที่แม่นจึงต้องมาจากบันทึก ไม่ใช่ความจำ[1][2]
สิ่งที่ควรเตรียม ได้แก่ แบบประเมินจากพ่อแม่และจากครู ซึ่งโรงเรียนมักทำให้ได้หากขออย่างเป็นทางการ วิดีโอสั้น ๆ ของพฤติกรรมช่วงที่อาการชัด สมุดรายงานและผลการเรียนย้อนหลัง 2–3 เทอม รายชื่อยาทุกตัวรวมทั้งอาหารเสริมและสมุนไพร และประวัติสุขภาพจิตในครอบครัว[1][3]
การเตรียมลูกสำคัญไม่แพ้กัน อธิบายว่าไปพบคุณหมอที่ช่วยเรื่องการเรียนและอารมณ์ ไม่ใช่ไปเพราะลูกเป็นคนไม่ดี และหลีกเลี่ยงการขู่ว่า “ถ้าไม่หยุดจะพาไปหาหมอ” สำหรับวัยรุ่น ควรบอกล่วงหน้าว่ามีอะไรจะคุยบ้าง[9][10]
ผู้ปกครองตามกฎหมายเป็นผู้ให้ความยินยอมในการรักษาเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี การนัดครั้งแรกควรมีผู้ปกครองไปด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน แต่ระหว่างประเมิน วัยรุ่นมักต้องการพื้นที่คุยส่วนตัวกับแพทย์ เพราะบางเรื่องเขาจะไม่พูดต่อหน้าพ่อแม่[3][22]
การรักษาที่ไม่ใช้ยามาก่อนในหลายกรณี
ไม่ใช่ทุกกรณีที่ต้องเริ่มด้วยยา แนวทางส่วนใหญ่ให้การรักษาไม่ใช้ยาเป็นขั้นแรกในเด็กเล็กและอาการระดับน้อยถึงปานกลาง[1][2][11]
การฝึกทักษะการเลี้ยงดู (Parent Management Training) มีหลักฐานดีที่สุดสำหรับเด็กเล็กที่มีปัญหาพฤติกรรมและสมาธิสั้น โดยสอนพ่อแม่ปรับวิธีสั่งและวิธีให้คำชม การศึกษาในเด็ก 3–5 ปีพบว่าช่วยให้การทำงานในชีวิตประจำวันดีขึ้นชัดเจน ขณะที่ยาลดอาการได้มากกว่า แต่ทั้งสองวิธีมีผลข้างเคียงต่างกัน[6][14]
การปรับพฤติกรรมที่บ้านและโรงเรียนได้ผลเมื่อทำสม่ำเสมอ ทั้งการแบ่งงานเป็นขั้นเล็ก คำสั่งสั้นทีละข้อ ตารางกิจวัตร และการชมทันทีเมื่อทำได้ ซึ่งโรงเรียนทำพร้อมกันได้ผ่านแผนช่วยเหลือรายบุคคล[1][21]
การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT) ได้ผลชัดในกลุ่มวิตกกังวล งานทบทวนของ Cochrane ที่รวม 87 การศึกษาและผู้เข้าร่วม 5,964 คน พบว่าหลังรักษาเด็กที่ได้ CBT หายจากภาวะวิตกกังวลหลัก 49.4% เทียบกับ 17.8% ในกลุ่มรอรับบริการ หรือต้องรักษา 3 คนเพื่อให้หายเพิ่ม 1 คน[12] การฝึกทักษะสังคมและการบำบัดด้วยการพูดคุยช่วยวัยรุ่นในเรื่องที่แก้ด้วยคำแนะนำทั่วไปไม่ได้ เช่น ความสัมพันธ์กับเพื่อน[7][8]
ยาในเด็กและวัยรุ่น: ต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ
ยาเป็นเครื่องมือที่มีที่ทางในบางกรณี แต่หลักการคือเริ่มจากขนาดต่ำ ปรับขึ้นช้า และติดตามผลอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เริ่มด้วยขนาดเต็มแล้วปล่อยให้พ่อแม่สังเกตเอง[1][2]
| กลุ่มยา | ใช้ในกรณี | สิ่งที่ต้องติดตาม |
|---|---|---|
| ยากระตุ้น (methylphenidate) | ADHD ที่มีอาการชัดและกระทบชีวิต | ส่วนสูง น้ำหนัก ความอยากอาหาร การนอน ความดันและชีพจร |
| Atomoxetine | ADHD โดยเฉพาะเมื่อมีวิตกกังวลร่วม หรือไม่ตอบสนองยากระตุ้น | อารมณ์หงุดหงิด คลื่นไส้ การทำงานของตับ |
| SSRI | ซึมเศร้าหรือวิตกกังวลระดับปานกลางถึงรุนแรง | อารมณ์และความคิดทำร้ายตัวเองช่วงเริ่มยา การนอน อาหาร |
| Melatonin | ปัญหาการนอนที่ปรับพฤติกรรมแล้วไม่พอ | เวลาหลับ เวลาตื่น และผลในวันถัดไป |
งานวิเคราะห์อภิมาน 18 การศึกษาพบว่าการใช้ methylphenidate ระยะยาวสัมพันธ์กับส่วนสูงและน้ำหนักที่ลดลงเมื่อเทียบค่ามาตรฐาน แต่ขนาดผลเล็ก (SMD 0.27 สำหรับส่วนสูง และ 0.33 สำหรับน้ำหนัก) โดยผลต่อน้ำหนักชัดในช่วง 12 เดือนแรก และต่อส่วนสูงในช่วง 24–30 เดือนแรก[15] จึงควรวัดส่วนสูงและชั่งน้ำหนักทุกครั้งที่พบแพทย์ ส่วนความเสี่ยงหัวใจและหลอดเลือดโดยรวมต่ำ แต่ยังต้องคัดกรองประวัติโรคหัวใจก่อนเริ่มยา[13][16]
จุดที่ต้องระวังที่สุดคือยาต้านซึมเศร้าในวัยรุ่น ข้อมูลจากการทดลองที่ส่งให้องค์การอาหารและยาสหรัฐวิเคราะห์พบว่ากลุ่มที่ได้ SSRI มีความเสี่ยงต่อความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตัวเองสูงกว่ายาหลอก (risk ratio 1.66, 95% CI 1.02–2.68) โดยสูงสุดช่วงเริ่มยา[18] จึงมีคำเตือนกรอบดำกำกับยาต้านซึมเศร้าทุกตัวสำหรับผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 18 ปี และขยายถึงกลุ่ม 18–24 ปีในปี 2007[19]
อย่างไรก็ตาม งานวิเคราะห์เครือข่ายของ Cochrane ที่รวม 26 การศึกษา สรุปว่ายาต้านซึมเศร้ารุ่นใหม่ส่วนใหญ่ลดอาการได้น้อยเมื่อเทียบกับยาหลอก ขณะที่บางรายตอบสนองดีกว่าค่าเฉลี่ย[17] การใช้ยาจึงต้องชั่งกับความรุนแรงของอาการ
คำเตือนกรอบดำไม่ได้แปลว่าห้ามใช้ยา แต่ต้องนัดติดตามถี่ในช่วง 1–2 เดือนแรก สังเกตการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ พลังงาน และการนอน ทั้งนี้ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด เพราะการหยุดทันทีทำให้อาการกลับมา[11][19]
บทบาทโรงเรียน: ขอความช่วยเหลืออย่างไรไม่ให้ลูกถูกตีตรา
จุดเริ่มที่ได้ผลที่สุดคือขอคุยกับครูประจำชั้นโดยตรง พร้อมข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่ “ลูกไม่มีสมาธิ” แต่เป็น “ลูกทำการบ้านคณิต 10 ข้อไม่จบใน 40 นาที เพราะลุกจากโต๊ะทุก 5 นาที อยากให้ลองแบ่งเป็นชุดละ 5 ข้อและเตือนก่อนหมดเวลา” ข้อมูลแบบนี้เปลี่ยนการสนทนาจากการตำหนิเด็กเป็นการแก้ปัญหา[21]
สิ่งที่ขอได้ ได้แก่ จัดที่นั่งหน้าห้องหรือห่างทางเดิน แบ่งงานยาวเป็นช่วงสั้น ขอเวลาสอบเพิ่มในวิชาที่ต้องอ่านยาว ให้ครูช่วยตรวจสมุดการบ้านแทนการพึ่งความจำของเด็ก และประชุมติดตามผลทุก 4–6 สัปดาห์ การขอเป็นลายลักษณ์อักษรลดการตีความผิด[21]
เรื่องสิทธิขึ้นกับสังกัดโรงเรียนและระบบที่เกี่ยวข้อง โรงเรียนรัฐบาลมีกลไกสนับสนุนการจัดการเรียนรวมสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ควรสอบถามสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือสถานศึกษาโดยตรง เพราะเงื่อนไขและการขอเอกสารต่างกันในแต่ละพื้นที่[27] และควรเล่ารายละเอียดการวินิจฉัยเท่าที่ครูจำเป็นต้องรู้ เพื่อไม่ให้ลูกถูกติดป้าย[21][22]
สิ่งที่ทำได้ที่บ้านตั้งแต่วันนี้
เริ่มที่การนอน เพราะการนอนน้อยทำให้สมาธิแย่ลงและอารมณ์แปรปรวนง่ายขึ้น กำหนดเวลาเข้านอนและตื่นให้ตรงกันทุกวัน งดหน้าจออย่างน้อย 30–60 นาทีก่อนนอน สำหรับวัยรุ่น การเจรจาเรื่องเวลาหน้าจอได้ผลกว่าการห้ามเด็ดขาด เพราะการห้ามมักจบด้วยการแอบใช้[1][2]
คำชมที่เฉพาะเจาะจงได้ผลกว่าคำด่า “วันนี้ลูกนั่งทำการบ้านได้ 20 นาทีโดยไม่ลุก ดีมาก” บอกเด็กได้ว่าพฤติกรรมไหนควรทำซ้ำ ขณะที่ “ทำไมถึงไม่ตั้งใจ” บอกแค่ว่าเขาเป็นคนไม่ดี และทำลายความสัมพันธ์[6][14]
ขอบเขตที่สม่ำเสมอสำคัญกว่าความเข้มงวดเป็นครั้งคราว ใช้กติกาเดียวกันทุกวันและทุกผู้ใหญ่ในบ้าน การลงโทษทางร่างกายไม่ช่วยและเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาพฤติกรรมในระยะยาว ใช้การตัดสิทธิ์ที่สั้นและเป็นเหตุเป็นผล[3][6]
การเฝ้าดูสัญญาณทำร้ายตัวเองเป็นหน้าที่ที่พ่อแม่ต้องทำโดยไม่ตื่นตระหนก สังเกตแผลใหม่ การเก็บของมีคม การพูดถึงการตาย และการแจกของที่รัก ถ้าเห็นสัญญาณเหล่านี้ ให้ถามตรง ๆ ว่า “ลูกคิดเรื่องทำร้ายตัวเองหรือเปล่า” การถามไม่ทำให้เด็กคิดมากขึ้น แต่ทำให้เขารู้ว่ามีคนที่ถามได้[22]
เมื่อไรต้องพบจิตแพทย์ (เด็กและวัยรุ่น)
การพบจิตแพทย์ไม่ต้องรอให้อาการหนัก และไม่ใช่การยอมรับว่าพ่อแม่ล้มเหลว แต่มีสถานการณ์ที่ต้องไปทันทีและที่ควรนัดล่วงหน้า
| ระดับความเร่งด่วน | สถานการณ์ |
|---|---|
| ไปทันทีหรือห้องฉุกเฉิน | พูดหรือเขียนถึงการตาย มีแผนทำร้ายตัวเอง ทำร้ายตัวเองแล้ว ไม่กินไม่นอนต่อเนื่องหลายวัน ก้าวร้าวรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ หูแว่วเห็นภาพ พูดจาไม่รู้เรื่องเฉียบพลัน |
| ควรนัดพบโดยไม่รอ | อาการต่อเนื่องเกิน 1 เดือนและกระทบการเรียนหรือความสัมพันธ์ ผลการเรียนตกจากเดิมชัดโดยไม่มีคำอธิบาย แยกตัวจากเพื่อนทั้งหมด ปวดท้องปวดหัวบ่อยจนต้องขาดเรียน |
| ควรปรึกษาแต่เนิ่น ๆ | สงสัยพัฒนาการล่าช้า พูดช้า ไม่สบตา ต้องการความชัดเจนเรื่องการวินิจฉัยก่อนตัดสินใจเรื่องการเรียน หรือต้องการปรับแผนการรักษาที่กำลังทำอยู่ |
กรณีฉุกเฉินให้โทร 1669 หรือพาไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ระหว่างรอต้องมีผู้ใหญ่ที่ไม่ผละจากเด็กอยู่ด้วย[22][28]
กรณีไม่ฉุกเฉิน โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อปรึกษาว่าควรไปที่ไหนและใช้สิทธิอะไรได้ หรือติดต่อสถานพยาบาลใกล้บ้านที่มีบริการสุขภาพจิตเด็ก การโทรก่อนช่วยให้การนัดครั้งแรกมีทิศทางชัดขึ้น[27]
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ลูกดื้อมากเป็นสมาธิสั้นไหม
ไม่ใช่ การดื้ออย่างเดียวไม่ใช่เกณฑ์ของสมาธิสั้น สมาธิสั้นดูที่รูปแบบขาดสมาธิ ซน และหุนหันที่ต่อเนื่องและเกิดในหลายสถานที่จนกระทบการเรียน ส่วน ODD คือความหงุดหงิดและการต่อต้านที่ต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน ทั้งสองเกิดร่วมกันได้ จึงต้องประเมินแยก[1][6]
พาลูกไปจิตเวชแล้วติดประวัติไหม
ไม่ใช่ประวัติที่ติดตัวในความหมายที่คนกลัว เวชระเบียนเป็นการบันทึกทางการแพทย์ที่รักษาความลับ และไม่ตัดสิทธิการศึกษา การสอบ หรือการทำงาน การบันทึกไว้มีไว้ให้แพทย์คนต่อไปดูแลต่อได้อย่างปลอดภัย[27]
เด็กกินยาจิตเวชอันตรายไหม
มียาที่ใช้อย่างปลอดภัยภายใต้การติดตาม แต่ไม่ใช่ยาที่กินเองได้ ต้องเริ่มจากขนาดต่ำ ปรับช้า และตรวจส่วนสูง น้ำหนัก การนอน และอารมณ์ตามนัด ความเสี่ยงที่ต้องระวังชัดที่สุดคือความคิดทำร้ายตัวเองช่วงเริ่มยาต้านซึมเศร้า จึงมีคำเตือนกรอบดำและต้องติดตามถี่[15][18][19]
วัยรุ่นไม่ยอมไปพบแพทย์ทำอย่างไร
เริ่มจากการไม่บังคับในลักษณะลงโทษ อธิบายว่าไปเพื่อคุยเรื่องที่เขาอยากให้ดีขึ้น ให้เขาเลือกว่าจะให้พ่อแม่เข้าห้องด้วยหรือรอข้างนอก และยืนยันว่าเขาจะได้เล่าเรื่องของตัวเอง หากมีความเสี่ยงทำร้ายตัวเอง ไม่ควรเลื่อนนัดเพราะกลัวเขาไม่พอใจ[10][22]
ลูกไม่ยอมไปโรงเรียนเพราะอะไร
สาเหตุพบบ่อยคือความวิตกกังวล โดยเฉพาะการแยกจากพ่อแม่และความกลัวสังคม ถูกลั่นแกล้ง ปัญหาการเรียนรู้ที่ทำให้รู้สึกว่าตนเองโง่ หรือปัญหาครอบครัว การไม่ไปโรงเรียนเป็นอาการ ไม่ใช่การวินิจฉัย ต้องหาสาเหตุและประเมินสุขภาพจิตก่อนสรุปว่าเป็นเรื่องวินัย[8][24]
ต้องรอให้ลูกโตก่อนไหมจึงจะรักษา
ไม่ต้องรอหากอาการกระทบชีวิตประจำวัน การรอทำให้ปัญหาการเรียนและความสัมพันธ์สะสม และในวัยรุ่นที่ซึมเศร้าการรอเพิ่มความเสี่ยงต่อการทำร้ายตัวเอง สำหรับเด็กเล็ก การรักษาขั้นแรกคือการฝึกพ่อแม่และการปรับพฤติกรรม[6][14]
พ่อแม่ต้องเข้าห้องตรวจด้วยไหม
ควรไปด้วยอย่างน้อยหนึ่งคนในการนัดครั้งแรก เพราะแพทย์ต้องฟังประวัติจากผู้ใหญ่ที่อยู่กับเด็กมากที่สุด แต่ช่วงหนึ่งของการประเมิน วัยรุ่นควรมีเวลาคุยกับแพทย์ตามลำพัง เพราะเรื่องบางอย่างเขาจะไม่พูดต่อหน้าพ่อแม่[3][22]
จิตเวชเด็กใช้สิทธิอะไรได้บ้าง
ขึ้นกับสิทธิที่ครอบครัวมี ทั้งข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง ซึ่งโดยหลักครอบคลุมการรักษาสุขภาพจิตในสถานพยาบาลที่อยู่ในระบบ แต่เงื่อนไขและรายการยาต่างกันในแต่ละพื้นที่ ควรสอบถามโรงพยาบาลหรือโทร 1323[27]
สรุป
จิตเวชเด็กและวัยรุ่นดูแลปัญหาที่กระทบอารมณ์ พฤติกรรม การเรียน และความสัมพันธ์ของคนอายุต่ำกว่า 18 ปี ความต่างจากจิตเวชผู้ใหญ่คือเด็กเล่าอาการเองไม่ครบ ข้อมูลจึงต้องมาจากพ่อแม่และครูร่วมกัน[1][2]
เกณฑ์ที่ใช้แยก “วัย” กับ “ควรตรวจ” คือความต่อเนื่อง จำนวนสถานที่ที่เกิด ผลกระทบต่อการเรียนและความสัมพันธ์ และความต่างจากเด็กวัยเดียวกัน ไม่ใช่ความรู้สึกของพ่อแม่หรือคำอธิบายว่า “แค่ขี้เกียจ”[1][6]
การรักษาไม่ได้เริ่มที่ยาทุกกรณี การฝึกพ่อแม่ การปรับพฤติกรรมที่บ้านและโรงเรียน และ CBT มีหลักฐานรองรับชัด โดยเฉพาะในกลุ่มวิตกกังวลและเด็กเล็ก และควรทำก่อนหรือร่วมกับยาเมื่ออาการไม่รุนแรง[11][12][14]
ถ้าต้องใช้ยา หลักคือเริ่มต่ำ ปรับช้า ติดตามส่วนสูง น้ำหนัก การนอน และอารมณ์อย่างเป็นระบบ ระวังความคิดทำร้ายตัวเองในช่วงเริ่มยา และห้ามหยุดยาเองทุกกรณี[15][18][19] สิ่งสำคัญคือไม่ต้องรอให้อาการหนักก่อนขอความช่วยเหลือ โทร 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และในกรณีฉุกเฉินให้โทร 1669[27][28]
คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): บทความนี้ให้ความรู้ ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยลูกด้วยตัวเองจากรายการอาการ ห้ามให้หรือหยุดยาจิตเวชของเด็กเองทุกกรณี ถ้าลูกพูดถึงการตาย ทำร้ายตัวเอง มีแผนชัดเจน ไม่กินไม่นอนต่อเนื่องหลายวัน ก้าวร้าวรุนแรง หรือหูแว่วเห็นภาพ ให้พาไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669 ทันที และโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
แหล่งอ้างอิง
- . Wolraich ML, Hagan JF Jr, Allan C, et al. Clinical Practice Guideline for the Diagnosis, Evaluation, and Treatment of Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;144(4):e20192528. doi:10.1542/peds.2019-2528. PMID: 31570648. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . National Institute for Health and Care Excellence. Attention deficit hyperactivity disorder: diagnosis and management. NICE guideline NG87. London: NICE; 2018 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ). https://www.nice.org.uk/guidance/ng87 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . American Psychiatric Association. Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, Fifth Edition, Text Revision (DSM-5-TR). Washington, DC: American Psy ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . doi:10.1176/appi.books.9780890425787. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Polanczyk GV, Salum GA, Sugaya LS, Caye A, Rohde LA. Annual research review: A meta-analysis of the worldwide prevalence of mental disorders in children and a ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;56(3):345–365. doi:10.1111/jcpp.12381. PMID: 25649325. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Salari N, Ghasemi H, Abdoli N, et al. The global prevalence of ADHD in children and adolescents: a systematic review and meta-analysis. Ital J Pediatr. 2023;4 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 1):48. doi:10.1186/s13052-023-01456-1. PMID: 37081447. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Hawes DJ, Gardner F, Dadds MR, et al. Oppositional defiant disorder. Nat Rev Dis Primers. 2023;9(1):31. doi:10.1038/s41572-023-00441-6. PMID: 37349322. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Lord C, Elsabbagh M, Baird G, Veenstra-Vanderweele J. Autism spectrum disorder. Lancet. 2018;392(10146):508–520. doi:10.1016/S0140-6736(18)31129-2. PMID: 3007 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Rapee RM, Creswell C, Kendall PC, Pine DS, Waters AM. Anxiety disorders in children and adolescents: A summary and overview of the literature. Behav Res Ther. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;168:104376. doi:10.1016/j.brat.2023.104376. PMID: 37499294. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Walter HJ, Bukstein OG, Abright AR, et al. Clinical Practice Guideline for the Assessment and Treatment of Children and Adolescents With Anxiety Disorders. J ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;59(10):1107–1124. doi:10.1016/j.jaac.2020.05.005. PMID: 32439401. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Thapar A, Eyre O, Patel V, Brent D. Depression in young people. Lancet. 2022;400(10352):617–631. doi:10.1016/S0140-6736(22)01012-1. PMID: 35940184. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . National Institute for Health and Care Excellence. Depression in children and young people: identification and management. NICE guideline NG134. London: NICE; ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . https://www.nice.org.uk/guidance/ng134 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . James AC, Reardon T, Soler A, James G, Creswell C. Cognitive behavioural therapy for anxiety disorders in children and adolescents. Cochrane Database Syst Rev ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;11(11):CD013162. doi:10.1002/14651858.CD013162.pub2. PMID: 33196111. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Cortese S, Adamo N, Del Giovane C, et al. Comparative efficacy and tolerability of medications for attention-deficit hyperactivity disorder in children, adole ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;5(9):727–738. doi:10.1016/S2215-0366(18)30269-4. PMID: 30097390. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Sugaya LS, Salum GA, de Sousa Gurgel W, et al. Efficacy and safety of methylphenidate and behavioural parent training for children aged 3-5 years with attenti ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;6(12):845–856. doi:10.1016/S2352-4642(22)00279-6. PMID: 36306807. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Carucci S, Balia C, Gagliano A, et al. Long term methylphenidate exposure and growth in children and adolescents with ADHD. A systematic review and meta-analy ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;120:509–525. doi:10.1016/j.neubiorev.2020.09.031. PMID: 33080250. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Farhat LC, Lannes A, Del Giovane C, et al. Comparative cardiovascular safety of medications for attention-deficit hyperactivity disorder in children, adolesce ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;12(5):355–365. doi:10.1016/S2215-0366(25)00062-8. PMID: 40203844. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Hetrick SE, McKenzie JE, Bailey AP, et al. New generation antidepressants for depression in children and adolescents: a network meta-analysis. Cochrane Databa ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;5(5):CD013674. doi:10.1002/14651858.CD013674.pub2. PMID: 34029378. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Hammad TA, Laughren T, Racoosin J. Suicidality in pediatric patients treated with antidepressant drugs. Arch Gen Psychiatry. 2006;63(3):332–339. doi:10.1001/a ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . U.S. Food and Drug Administration. Suicidality in children and adolescents being treated with antidepressant medications. Silver Spring, MD: FDA; 2007. https: ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Ueda K, Black KJ. A Comprehensive Review of Tic Disorders in Children. J Clin Med. 2021;10(11):2479. doi:10.3390/jcm10112479. PMID: 34204991. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . DuPaul GJ, Gormley MJ, Daffner-Deming M. School-Based Interventions for Elementary School Students with Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder. Child Adoles ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;31(1):149–166. doi:10.1016/j.chc.2021.08.003. PMID: 34801152. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Hua LL, Lee J, Rahmandar MH, et al. Suicide and Suicide Risk in Adolescents. Pediatrics. 2024;153(1):e2023064800. doi:10.1542/peds.2023-064800. PMID: 38073403 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Arrirak N, Sombuteyotha K, Bourneow C. Prevalence of ADHD and factors for parent’s participation in the care of children with ADHD, Yasothon, Thailand. J Educ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;12:423. doi:10.4103/jehp.jehp_475_23. PMID: 38464655. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Di Vincenzo C, Pontillo M, Bellantoni D, et al. School refusal behavior in children and adolescents: a five-year narrative review of clinical significance and ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;50(1):107. doi:10.1186/s13052-024-01667-0. PMID: 38816858. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Thapar A, Cooper M, Rutter M. Neurodevelopmental disorders. Lancet Psychiatry. 2017;4(4):339–346. doi:10.1016/S2215-0366(16)30376-5. PMID: 27979720. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . GBD 2019 Mental Disorders Collaborators. Global, regional, and national burden of 12 mental disorders in 204 countries and territories, 1990–2019: a systemati ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Lancet Psychiatry. 2022;9(2):137–150. doi:10.1016/S2215-0366(21)00395-3. PMID: 35026139. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. สายด่วนสุขภาพจิต 1323. https://1323alltime.camri.go.th/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.). สายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669. https://www.niems.go.th/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed