coklav 1000 (co-amoxiclav) คือยาปฏิชีวนะเม็ดรวมระหว่างอะม็อกซิซิลลิน (amoxicillin) 875 มก. กับกรดคลาวูลานิก (clavulanic acid) 125 มก. ตัวเลข 1000 บนแผงยาคือน้ำหนักรวมของตัวยาสองตัว ไม่ใช่ความแรงของอะม็อกซิซิลลินเพียงลำพัง และไม่ใช่ยาที่แรงกว่า amoxicillin ทุกกรณี คำว่า co-amoxiclav ในใบสั่งยาหมายถึงสูตรผสมเดียวกันนี้
บทนี้ตอบคำถามที่คนถือแผงยาถามบ่อยที่สุด ห้าข้อ คือ มันต่างจากอะม็อกซิซิลลินธรรมดาตรงไหน ทำไมเภสัชกรต้องเน้นให้กินพร้อมอาหาร ท้องเสียที่เกิดจากยาตัวนี้จัดการอย่างไร อาการแบบไหนที่ต้องหยุดยาและกลับไปพบแพทย์ และทำไมยาที่เหลือจึงห้ามเก็บไว้กินเอง ตัวเลขทั้งหมดอ้างอิงจากเอกสารกำกับยา แนวทางรักษาของสมาคมโรคติดเชื้อ และงานวิจัยท้ายบท
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำแทนการวินิจฉัยของแพทย์ — ห้ามปรับหรือหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง และหากมีอาการฉุกเฉินให้โทร 1669
คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): co-amoxiclav เป็นยาที่ต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น ห้ามซื้อหรือกินเองเพื่อรักษาไข้หวัด เจ็บคอ หรือแผลเล็กน้อย เพราะยาฆ่าเชื้อไม่ช่วยกับการติดเชื้อไวรัส และการกินโดยไม่จำเป็นเพิ่มความเสี่ยงเชื้อดื้อยา ห้ามใช้ถ้าเคยมีประวัติแพ้เพนิซิลลินอย่างรุนแรง และต้องแจ้งแพทย์ทุกครั้งหากมีโรคตับ ไตเสื่อม ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือกำลังตั้งครรภ์
co-amoxiclav คืออะไร และ clavulanate ช่วยอะไร
เชื้อแบคทีเรียจำนวนมากสร้างเอนไซม์ beta-lactamase เพื่อตัดวงแหวน beta-lactam ของยาตระกูลเพนิซิลลินก่อนที่ยาจะออกฤทธิ์ ยิ่งใช้ยาฆ่าเชื้อมาก เชื้อที่สร้างเอนไซม์นี้ยิ่งถูกคัดเลือกให้อยู่รอด และนี่คือสาเหตุที่การรักษาด้วย amoxicillin ธรรมดาล้มเหลวในหลายกรณี[1]
กรดคลาวูลานิกเป็น beta-lactam ชนิดหนึ่งเช่นกัน แต่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อเองน้อยมาก หน้าที่หลักของมันคือจับกับเอนไซม์ beta-lactamase แบบ irreversible แล้วทำให้เอนไซม์นั้นใช้การไม่ได้ จึงปกป้องอะม็อกซิซิลลินให้ไปยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ของเชื้อได้ตามปกติ[1],[2] แนวคิดนี้เรียกว่าการใช้ตัวยับยั้ง beta-lactamase เป็นตัวช่วย และถูกใช้ครั้งแรกในต้นทศวรรษ 1980 ก่อนขยายไปสู่ sulbactam และ tazobactam[2]
clavulanate ไม่ได้ทำให้ยา “แรงขึ้น” ในความหมายกว้าง มันไม่เพิ่มฤทธิ์ต่อเชื้อที่ไม่สร้างเอนไซม์ และไม่ครอบคลุม MRSA, Pseudomonas aeruginosa หรือไวรัส[1],[2] ประโยชน์จึงจำกัดอยู่ที่เชื้อที่ไวต่ออะม็อกซิซิลลินและสร้าง beta-lactamase ที่ถูกยับยั้งได้
ข้อบ่งชี้ที่พบบ่อย: ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ แผลสัตว์กัด และการติดเชื้อในฟัน
ฉลากยาระบุข้อบ่งใช้ครอบคลุมการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง ทางเดินปัสสาวะ ผิวหนังและโครงสร้างใต้ผิวหนัง รวมถึงทางทันตกรรม[1] ตารางนี้สรุปเหตุผลที่แพทย์เลือกสูตรผสมในสี่สถานการณ์ที่คนไทยพบบ่อย
| ข้อบ่งชี้ | เหตุผลที่นิยมใช้ co-amoxiclav | ข้อควรรู้ |
|---|---|---|
| ไซนัสอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย | ครอบคลุมเชื้อ Haemophilus influenzae และ Moraxella catarrhalis ที่สร้าง beta-lactamase ได้ | แนวทาง IDSA วางไว้เป็นยาทางเลือกแรกในผู้ใหญ่ แต่ข้อมูลจริงเทียบกับ amoxicillin เดี่ยวไม่พบว่าลดการรักษาล้มเหลว[3],[7] |
| หูชั้นกลางอักเสบในเด็ก | ใช้เมื่อเด็กได้ amoxicillin ใน 30 วันก่อนหน้า มีอาการรุนแรง มีขี้ตาเป็นหนองร่วม หรือมีหนองไหลจากหู | เป็นยาทางเลือกที่สอง ไม่ใช่ตัวแรกในเด็กที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง[4] |
| แผลสัตว์กัดและแผลคนกัด | ครอบคลุม Pasteurella multocida, Eikenella corrodens และเชื้อไม่ใช้ออกซิเจนในช่องปาก | เป็นยาทางเลือกแรกทั้งการป้องกันและรักษาการติดเชื้อ[5] |
| การติดเชื้อในฟันและเนื้อเยื่อรอบรากฟัน | ครอบคลุมเชื้อผสมในช่องปาก | ยาตัวเดียวช่วยได้เมื่อจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อจริง แต่การรักษาหลักคือการระบายหนองและการรักษาทางทันตกรรม[6] |
จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยคือคิดว่า co-amoxiclav ดีกว่า amoxicillin ทุกกรณี การศึกษาในผู้ใหญ่ที่ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน 234,608 รายพบอัตรารักษาล้มเหลวเท่ากัน (3.0% กับ 3.1%, RR 0.96, 95% CI 0.92–1.01) แต่กลุ่มสูตรผสมมีเชื้อราแทรกซ้อน 1.1% เทียบ 0.8% (RR 1.40) และการติดเชื้อ Clostridioides difficile 0.04% เทียบ 0.02% (RR 2.14)[7] ผู้เขียนจึงเสนอว่า amoxicillin อาจเหมาะเป็นทางเลือกแรกในไซนัสอักเสบไม่ซับซ้อน
การเลือกยาขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงต่อเชื้อที่สร้างเอนไซม์ เช่น เคยได้ยาฆ่าเชื้อใน 30 วัน หรือมีอาการรุนแรง การได้สูตรผสมโดยไม่มีเหตุผลเหล่านี้ไม่ได้ทำให้หายเร็วขึ้น แต่เพิ่มความเสี่ยงท้องเสียและเชื้อดื้อยา
625 vs 1000: ตัวเลขหมายถึงอะไร และจำนวนมื้อต่อวัน
ตัวเลขบนกล่องยาคือน้ำหนักรวมของอะม็อกซิซิลลินบวกกรดคลาวูลานิก อัตราส่วนสองตัวคงที่ 7 ต่อ 1 ในทั้งสองความแรง COKLAV 1000 ที่ขึ้นทะเบียนในไทยคือ 875 มก. บวก 125 มก. ต่อเม็ด[8]
| ความแรงที่เรียกกัน | อะม็อกซิซิลลิน | กรดคลาวูลานิก | จำนวนมื้อตามฉลาก |
|---|---|---|---|
| 625 | 500 มก. | 125 มก. | ทุก 8 ชั่วโมง (วันละ 3 มื้อ) |
| 1000 | 875 มก. | 125 มก. | ทุก 12 ชั่วโมง (วันละ 2 มื้อ) |
ทั้งสองสูตรให้อะม็อกซิซิลลินต่อวันใกล้เคียงกัน คือราว 1,500–1,750 มก. การศึกษาในผู้ป่วย 1,191 รายพบว่าสูตร 875 มก. ทุก 12 ชั่วโมง ได้ผลเทียบเท่าสูตร 500 มก. ทุก 8 ชั่วโมง[1] ข้อดีของสูตร 1000 คือกินวันละสองมื้อและฉลากระบุว่าทุก 12 ชั่วโมงท้องเสียน้อยกว่าอย่างชัดเจน[1]
ห้ามแกะเม็ด 875 มก. มาหารครึ่งเพื่อให้ได้ขนาด 625 เพราะอัตราส่วนตัวยาจะเพี้ยนและเม็ดเคลือบไม่ได้ออกแบบให้แบ่ง ขนาดยาของแต่ละคนขึ้นกับน้ำหนักตัว การทำงานของไต และความรุนแรงของการติดเชื้อ จึงต้องอ่านฉลากกล่องที่ได้รับทุกครั้ง
ทำไมต้องกินพร้อมอาหาร (ต่างจาก amoxicillin เดี่ยว)
อะม็อกซิซิลลินดูดซึมได้ดีทั้งตอนท้องว่างและตอนมีอาหาร แต่กรดคลาวูลานิกดูดซึมได้ดีขึ้นเมื่อกินพร้อมอาหาร ฉลากระบุว่าการกินยาที่จุดเริ่มต้นของมื้ออาหารจะเพิ่มการดูดซึมคลาวูลานิกและลดการระคายเคืองกระเพาะ[1]
คำแนะนำที่ใช้ได้จริงคือกินเม็ดยาเมื่อเริ่มมื้ออาหาร ไม่ใช่หลังอาหารเสร็จแล้วนาน ถ้ากินตอนท้องว่างเป็นครั้งคราวไม่เป็นอันตราย แต่จะได้กรดคลาวูลานิกน้อยลงและคลื่นไส้มากกว่า คนที่เคยกิน amoxicillin เดี่ยวจึงรู้สึกว่ายาตัวนี้มีเงื่อนไขยุ่งยากกว่า ทั้งที่เป็นเพราะองค์ประกอบที่สองของยา
ท้องเสียจาก clavulanate: พบบ่อยแค่ไหนและจัดการอย่างไร
ท้องเสียเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดของสูตรผสมนี้ และเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับกรดคลาวูลานิกที่เพิ่มการบีบตัวของลำไส้ ตัวเลขที่ชัดที่สุดมาจากการวิเคราะห์รวม 82 การศึกษาของยาฆ่าเชื้อที่ใช้รักษาหูชั้นกลางอักเสบในเด็ก พบอุบัติการณ์ท้องเสียของ amoxiclav ขนาดสูง 18.9% เทียบกับ amoxicillin ขนาดสูง 13.8% และยาหลอก 6.9% ส่วนผื่นแบบทั่วไปพบ 4.9% ในกลุ่มสูตรผสม[9]
ในทางปฏิบัติ อาการมักเป็นถ่ายเหลวไม่กี่ครั้งต่อวันและทุเลาเมื่อหยุดยา ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ให้พอ ถ้าปัสสาวะน้อยลงหรือปากแห้งมากต้องพบแพทย์ ในการทดลองแบบสุ่มในเด็ก 654 คนที่ได้ amoxiclav พบว่า Limosilactobacillus reuteri DSM 17938 (โพรไบโอติก) ขนาด 2×10⁸ CFU วันละสองครั้งลดอุบัติการณ์ท้องเสียที่ 14 วันจาก 16.7% เหลือ 7.9% (RR 0.47, 95% CI 0.30–0.70)[10] โปรไบโอติกจึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล แต่ต้องเลือกสายพันธุ์และขนาดตามงานศึกษา
ให้หยุดยาและพบแพทย์ทันทีถ้าถ่ายเป็นเลือดหรือมีมูก ถ่ายเหลวร่วมกับไข้สูง ปวดท้องรุนแรง หรือท้องเสียไม่ดีขึ้นหลังหยุดยา เพราะอาจเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย C. difficile ซึ่งพบมากขึ้นในผู้ที่ได้สูตรผสมนี้[7]
ตับอักเสบจากยา: อาการที่ต้องหยุดและตรวจ (ดีซ่าน คัน ปัสสาวะเข้ม)
คำเตือน: ถ้าพบดีซ่าน (ตาและผิวเหลือง) คันตามตัว ปัสสาวะสีเข้มเหมือนน้ำชา อุจจาระสีซีด หรือปวดใต้ชายโครงขวา ให้หยุดยาและไปพบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอวันนัด และแจ้งว่าได้ co-amoxiclav อยู่
ตับอักเสบจาก co-amoxiclav พบไม่บ่อยแต่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของตับอักเสบจากยาในหลายประเทศ การศึกษาในไอซ์แลนด์พบผู้ป่วยนอก 35,252 คนที่ได้สูตรผสมนี้เกิดตับอักเสบจากยา 1 รายต่อ 2,350 คน (43 ต่อประชากร 100,000 คน)[11],[22] ข้อมูลเภสัชเฝ้าระวัง EudraVigilance ปี 2020–2024 ยังพบสัญญาณโรคตับและทางเดินน้ำดีสูงกว่าอะม็อกซิซิลลินเดี่ยวอย่างมีนัยสำคัญ[12]
ทะเบียน DILIN ของสหรัฐในผู้ป่วย 117 รายพบว่าอายุเฉลี่ยสูงกว่าผู้ป่วยตับอักเสบจากยาชนิดอื่น (60 กับ 48 ปี) และพบในผู้ชายมากกว่า ระยะตั้งแต่เริ่มยาก่อนมีอาการเฉลี่ย 31 วัน ลักษณะการบาดเจ็บเป็นแบบผสมระหว่างเซลล์ตับและทางเดินน้ำดี ค่าบิลิรูบินใช้เวลาเฉลี่ย 55 วันกว่าจะกลับต่ำกว่า 2.5 มก./ดล. มีผู้ป่วยหญิง 3 รายต้องปลูกถ่ายตับ แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต[13]
อาการมักไม่เกิดในวันแรก แต่เกิดหลังกินไปหลายสัปดาห์ จึงต้องสังเกตตลอดระยะที่แพทย์สั่ง และการหยุดยาแล้วดีขึ้นไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเพราะยา การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจเลือดโดยแพทย์ ผู้มีโรคตับเดิมต้องแจ้งแพทย์ก่อนเริ่มยา เพราะฉลากกำหนดให้ใช้อย่างระมัดระวังและติดตามการทำงานของตับ[1]
ผื่นและอาการแพ้: แยกผื่นจากเชื้อจากผื่นแพ้ยา
ผื่นจาก co-amoxiclav มีสองแบบที่ต้องแยก แบบแรกคือผื่นแพ้ยาซึ่งมักขึ้นช่วงวันที่ 5–7 หลังเริ่มยา เป็นผื่นแดงแบบ maculopapular ที่ลำตัวและแขนขาและมักหายเองหลังหยุดยา แบบที่สองคือผื่นจากเชื้อไวรัส โดยเฉพาะ infectious mononucleosis จาก Epstein-Barr ซึ่งการให้ยาในกลุ่มอะมิโนเพนิซิลลินทำให้ผื่นขึ้นบ่อยกว่าปกติ
การศึกษาในเด็กที่ป่วยเป็น infectious mononucleosis 238 รายพบผื่นในกลุ่มที่ได้ยาฆ่าเชื้อ 32.9% เทียบกับ 23.1% ในกลุ่มที่ไม่ได้รับยา (P = .156) และ amoxicillin มีอุบัติการณ์ผื่นสูงสุด 29.5% (95% CI 18.5–42.6) ซึ่งต่ำกว่าตัวเลข 80–100% ในอดีต[14] งานทบทวนจึงสรุปว่าผื่นนี้ไม่ได้แปลว่าแพ้เพนิซิลลินตลอดชีวิต แต่การยืนยันต้องทำโดยแพทย์ ไม่ใช่การลองกินยาซ้ำเอง[15]
แอนาฟิแล็กซิสคือลมพิษทั่วไปร่วมกับบวมริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ หายใจมีเสียงหวีด หน้ามืด หรือความดันตกภายในไม่กี่นาทีถึงชั่วโมงหลังกินยา เป็นภาวะฉุกเฉิน ต้องโทร 1669 ทันที อีกกลุ่มที่ต้องระวังคือ Stevens-Johnson syndrome และ toxic epidermal necrolysis ซึ่งมีไข้ ผิวลอก และแผลในปาก ตา และอวัยวะเพศ ให้หยุดยาและไปโรงพยาบาลทันที
ยาตีกัน: warfarin, allopurinol, methotrexate, probenecid
ตารางนี้สรุปปฏิกิริยากับยาอื่นเฉพาะรายการที่มีหลักฐานหรือคำเตือนในฉลากโดยตรง
| ยาหรือสาร | กลไก | สิ่งที่ต้องทำ |
|---|---|---|
| Warfarin และยาต้านการแข็งตัวของเลือด | เพนิซิลลินลดการสร้าง vitamin K โดยแบคทีเรียในลำไส้ และอาจรบกวนการทำงานของตับ | แจ้งแพทย์ทุกครั้ง ติดตาม INR ตามนัด และสังเกตเลือดออกผิดปกติ |
| Allopurinol | เพิ่มอุบัติการณ์ผื่นเมื่อใช้ร่วมกับยาในกลุ่มอะมิโนเพนิซิลลิน | แจ้งแพทย์ก่อนเริ่มยา โดยเฉพาะผู้ที่เคยกิน allopurinol และมีผื่น |
| Methotrexate | แข่งขันการขับออกทางไต ทำให้ระดับ methotrexate สูงขึ้น | ห้ามใช้ร่วมโดยไม่แจ้งแพทย์ oncology หรือ rheumatology |
| Probenecid | ลดการหลั่งอะม็อกซิซิลลินที่ท่อไต ทำให้ระดับยาสูงและนานขึ้น | ฉลากระบุว่าไม่แนะนำให้ใช้ร่วม |
| ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมน | ฉลากเตือนว่าอาจลดประสิทธิภาพ | หลักฐานจากการศึกษาเชิงระบบไม่สนับสนุน แต่ควรใช้ถุงยางร่วมระหว่างกินยา |
ข้อมูลเรื่อง warfarin มีสองด้าน การทดลองแบบสุ่มในผู้ป่วย 12 รายที่ได้รับยา warfarin ขนาดคงที่ พบว่าการกิน amoxiclav 7 วันไม่ทำให้ค่า INR เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อไม่มีการติดเชื้อร่วม (P = 0.94)[16] แต่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อจริงและได้สูตรผสมขนาดสูง 10–12 กรัมต่อวันมี INR ตั้งแต่ 4 ขึ้นไปถึง 87.5% เทียบกับ 28.9% ในกลุ่มขนาดปกติ[17],[18] จึงต้องแจ้งแพทย์และตรวจ INR ตามนัดระหว่างกินยา
methotrexate เป็นคู่ที่อันตรายที่สุด มีรายงานผู้ป่วยที่ได้ methotrexate ขนาดสูงแล้วรับอะม็อกซิซิลลิน 1 กรัมทุก 6 ชั่วโมง ระดับยาในเลือดสูงนานผิดปกติและเกิดพิษรุนแรงทั้งไตวาย กดไขกระดูก เยื่อบุปากอักเสบ และผื่น เพราะอะม็อกซิซิลลินลดการขับ methotrexate ทางไต[19] ผู้ที่ได้ methotrexate ทุกขนาดต้องแจ้งแพทย์ก่อนรับยาฆ่าเชื้อ
ส่วนยาคุมกำเนิด ฉลากยังเตือนว่ายาฆ่าเชื้อกลุ่มกว้างอาจลดประสิทธิภาพ[1] แต่การทบทวนอย่างเป็นระบบ 29 การศึกษาไม่พบหลักฐานว่ายาปฏิชีวนะที่ไม่ใช่ rifamycin ลดประสิทธิภาพยาคุมกำเนิด[20] จึงไม่ต้องเปลี่ยนยาคุม แต่ควรใช้ถุงยางร่วมระหว่างกินยา
ต้องกินครบกี่วัน และทำไมยาเหลือห้ามเก็บไว้กินเอง
ระยะเวลารักษาขึ้นกับข้อบ่งชี้ ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกโรค ตารางต่อไปนี้รวบรวมข้อแนะนำจากแนวทางรักษาหลัก
| ข้อบ่งชี้ | ระยะเวลาที่แนะนำ |
|---|---|
| ไซนัสอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ผู้ใหญ่ | 5–7 วัน[3] |
| ไซนัสอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย เด็ก | 10–14 วัน[3] |
| หูชั้นกลางอักเสบ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี หรืออาการรุนแรง | 10 วัน[4] |
| หูชั้นกลางอักเสบ เด็ก 2–5 ปี อาการไม่รุนแรง | 7 วัน[4] |
| หูชั้นกลางอักเสบ เด็ก 6 ปีขึ้นไป อาการไม่รุนแรง | 5–7 วัน[4] |
| แผลสัตว์กัด (ป้องกันหรือรักษา) | 5–10 วัน[5] |
| การติดเชื้อในฟัน | หลักฐานสนับสนุนหลักสูตรสั้นเมื่อควบคุมแหล่งเชื้อแล้ว[6] |
หลักการที่สำคัญกว่าตัวเลขคือกินให้ครบตามที่แพทย์สั่ง เพราะการหยุดยาเองเมื่อรู้สึกดีขึ้นแต่เชื้อยังไม่หมดเพิ่มโอกาสเชื้อดื้อยาและการกลับมาเป็นซ้ำ
ยาที่เหลือห้ามเก็บไว้กินเอง เพราะครั้งใหม่มักเป็นคนละโรคและคนละเชื้อ ขนาดของครั้งก่อนอาจไม่เหมาะกับน้ำหนักตัวหรือการทำงานของไตในปัจจุบัน และการกินยาพร่ำเพรื่อเป็นตัวขับเคลื่อนเชื้อดื้อยาโดยตรง[2] ควรนำยาที่เหลือไปทิ้งที่จุดรับยาหมดอายุหรือคืนร้านขายยา ไม่ทิ้งลงชักโครก
เก็บยาและน้ำเชื่อมผสม: อุณหภูมิและอายุการใช้งาน
ยาเม็ดเก็บที่อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส ในกล่องเดิมที่ป้องกันความชื้น ไม่เก็บในห้องน้ำหรือรถที่จอดกลางแดด เพราะความร้อนและความชื้นทำให้ตัวยาสลายเร็วขึ้น[1]
ยาน้ำเชื่อมผสมหลังผสมแล้วต้องเก็บในตู้เย็นและทิ้งหลัง 10 วัน สีอาจเปลี่ยนเล็กน้อยซึ่งถือว่าปกติ แต่ถ้าเห็นเชื้อราหรือตะกอนผิดปกติให้ทิ้งทันที[1] ต้องเขย่าขวดให้ทั่วก่อนใช้และตวงด้วยกระบอกที่ให้มาพร้อมขวด ไม่ใช้ช้อนชาครัวเรือนเพราะปริมาตรคลาดเคลื่อนมาก
ทุกครั้งให้ยืนยันชื่อการค้า ความแรง อัตราส่วนตัวยา และจำนวนวันที่ใช้ได้หลังผสมจากฉลากของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับจริง เพราะยาชื่อการค้าเดียวกันในแต่ละตลาดอาจมีขนาดต่างกัน[8]
คำถามที่พบบ่อย
coklav 1000 คือยาอะไร
เป็นยาปฏิชีวนะเม็ดรวมระหว่างอะม็อกซิซิลลิน 875 มก. กับกรดคลาวูลานิก 125 มก. ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียที่เสี่ยงต่อเชื้อสร้าง beta-lactamase เช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ แผลสัตว์กัด และการติดเชื้อในฟัน ต้องมีใบสั่งแพทย์และห้ามกินเอง[1],[8]
coklav 1000 กินกี่วัน
ขึ้นกับโรค ไซนัสอักเสบในผู้ใหญ่ 5–7 วัน ในเด็ก 10–14 วัน หูชั้นกลางอักเสบ 5–10 วันตามอายุและความรุนแรง และแผลสัตว์กัด 5–10 วัน ต้องกินให้ครบตามที่แพทย์สั่ง ไม่หยุดเองเมื่อรู้สึกดีขึ้น[3],[4],[5]
coklav ต้องกินกับอาหารไหม
ควรกินเมื่อเริ่มมื้ออาหาร เพราะอาหารเพิ่มการดูดซึมกรดคลาวูลานิกและลดการระคายเคืองกระเพาะ การกินตอนท้องว่างเป็นครั้งคราวไม่อันตราย แต่จะได้คลาวูลานาน้อยลงและคลื่นไส้มากกว่า[1]
กิน coklav แล้วท้องเสียทำไง
ดื่มน้ำเกลือแร่ให้พอและกินยาต่อหากถ่ายไม่มาก ถ้าถ่ายเป็นเลือด มีไข้สูง ปวดท้องรุนแรง หรือขาดน้ำ ให้หยุดยาและพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นการติดเชื้อ C. difficile[7],[9]
coklav ต่างจากอะม็อกซิซิลลินยังไง
อะม็อกซิซิลลินเดี่ยวถูกทำลายโดยเอนไซม์ beta-lactamase ของเชื้อ ส่วนกรดคลาวูลานิกในสูตรผสมจะยับยั้งเอนไซม์นั้นและปกป้องตัวยา แต่สูตรผสมไม่ได้แรงกว่าสำหรับเชื้อที่ไม่สร้างเอนไซม์ และเพิ่มความเสี่ยงท้องเสียกับเชื้อราแทรกซ้อน[1],[2],[7]
กิน coklav แล้วผื่นขึ้นต้องหยุดไหม
หยุดยาและติดต่อแพทย์เพื่อประเมิน เพราะแยกผื่นจากเชื้อกับผื่นแพ้ยาเองไม่ได้ ถ้ามีลมพิษร่วมกับบวมริมฝีปาก ลิ้น หรือหายใจลำบาก ให้โทร 1669 ทันที เพราะเป็นแอนาฟิแล็กซิส[14],[15]
ตั้งครรภ์กิน coklav ได้ไหม
การศึกษาในหญิงตั้งครรภ์ 101,615 รายไม่พบความเสี่ยงต่อความพิการแต่กำเนิดเพิ่มขึ้นจากการได้รับยาในไตรมาสแรก (adjusted RR 1.09, 95% CI 0.98–1.20) แต่ยังต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งและประเมินข้อบ่งชี้เสมอ[21]
coklav ทำให้ยาคุมกำเนิดเสื่อมไหม
ฉลากยังเตือนว่าอาจลดประสิทธิภาพ แต่การทบทวนอย่างเป็นระบบ 29 การศึกษาไม่พบหลักฐานว่ายาปฏิชีวนะที่ไม่ใช่ rifamycin ลดประสิทธิภาพยาคุมกำเนิด จึงไม่ต้องเปลี่ยนยาคุม แต่ใช้ถุงยางร่วมระหว่างกินยาเพื่อความมั่นใจ[1],[20]
สรุป
co-amoxiclav 1000 คืออะม็อกซิซิลลิน 875 มก. ผสมกรดคลาวูลานิก 125 มก. กินทุก 12 ชั่วโมง ตัวที่สองมีไว้ยับยั้ง beta-lactamase ที่เชื้อสร้างขึ้นเพื่อทำลายอะม็อกซิซิลลิน[1],[2] จุดที่พลาดบ่อยมีสี่ข้อ คือกินตอนท้องว่างแทนที่จะกินเมื่อเริ่มมื้ออาหาร หยุดยาเองเมื่ออาการดีขึ้น คิดว่ายาแรงกว่าจึงใช้แทน amoxicillin ทุกกรณี ทั้งที่ข้อมูลในไซนัสอักเสบไม่สนับสนุน[7] และเก็บยาที่เหลือไว้กินครั้งหน้า
อาการที่ต้องหยุดยาและพบแพทย์คือดีซ่าน คัน ปัสสาวะเข้มจากตับอักเสบ ซึ่งมักเกิดหลังกินยาไปแล้วหลายสัปดาห์[11],[13] ผื่นร่วมกับบวมหรือหายใจลำบากซึ่งเป็นแอนาฟิแล็กซิส และท้องเสียรุนแรงหรือมีเลือดซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อ C. difficile[7]
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำแทนการวินิจฉัยของแพทย์ — ห้ามปรับหรือหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง หากมีอาการแพ้รุนแรง หายใจลำบาก หรือมีอาการฉุกเฉินให้โทร 1669
แหล่งอ้างอิง
- . GSK. AUGMENTIN (amoxicillin/clavulanate potassium) tablets, powder for oral suspension, and chewable tablets — Full Prescribing Information. U.S. Food and Dru ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . https://dailymed.nlm.nih.gov/dailymed/drugInfo.cfm?setid=d567412a-e5ed-4c7f-90f0-ea3039786480 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Drawz SM, Bonomo RA. Three decades of beta-lactamase inhibitors. Clin Microbiol Rev. 2010;23(1):160–201. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/20065329/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Chow AW, Benninger MS, Brook I, et al. IDSA clinical practice guideline for acute bacterial rhinosinusitis in children and adults. Clin Infect Dis. 2012;54(8) ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- –e112. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/22438350/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Lieberthal AS, Carroll AE, Chonmaitree T, et al. The diagnosis and management of acute otitis media. Pediatrics. 2013;131(3):e964–e999. https://pubmed.ncbi.nl ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Stevens DL, Bisno AL, Chambers HF, et al. Practice guidelines for the diagnosis and management of skin and soft tissue infections: 2014 update by the Infectio ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;59(2):e10–e52. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/24973422/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Roganović J, Roganović V. Reassessing antibiotic duration in dental infections: a narrative review and marginal benefit-harm framework with a clinical checkli ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;15(9). https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/42792074/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Savage TJ, Butler AM, Kronman MP, et al. Amoxicillin-clavulanate vs amoxicillin for acute sinusitis in adults. JAMA. 2026;335(19):1694–1705. https://pubmed.nc ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข. ฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ยา: COKLAV 1000 (amoxicillin trihydrate + potassium clavulanate) 875 mg + 125 mg. Thai FDA Na ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 9. Hum SW, Shaikh KJ, Musa SS, et al. Adverse events of antibiotics used to treat acute otitis media in children: a systematic meta-analysis. J Pediatr. 2019;21 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- :139–143.e7. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31561959/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Dinleyici EC, Ozen M, Guven S, et al. Effect of Limosilactobacillus reuteri DSM17938 to prevent antibiotic-associated diarrhea in children: prospective, multi ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;184(7):408. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/40488914/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Björnsson ES, Bergmann OM, Björnsson HK, et al. Incidence, presentation, and outcomes in patients with drug-induced liver injury in the general population of ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;144(7):1419–1425. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/23419359/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Ammendolia I, Mannucci C, Esposito E, et al. Hepatotoxicity and antimicrobial resistance to amoxicillin and amoxicillin/clavulanic acid: data analysis from Eu ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;30(18). https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/41011717/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . deLemos AS, Ghabril M, Rockey DC, et al. Amoxicillin-clavulanate-induced liver injury. Dig Dis Sci. 2016;61(8):2406–2416. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/2700 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Chovel-Sella A, Ben Tov A, Lahav E, et al. Incidence of rash after amoxicillin treatment in children with infectious mononucleosis. Pediatrics. 2013;131(5):e1 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- –e1427. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/23589810/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Thompson DF, Ramos CL. Antibiotic-induced rash in patients with infectious mononucleosis. Ann Pharmacother. 2017;51(2):154–162. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.go ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Zhang Q, Simoneau G, Verstuyft C, et al. Amoxicillin/clavulanic acid-warfarin drug interaction: a randomized controlled trial. Br J Clin Pharmacol. 2011;71(2) ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- –236. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/21219403/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Abdel-Aziz MI, Ali MA, Hassan AK, et al. Warfarin-drug interactions: an emphasis on influence of polypharmacy and high doses of amoxicillin/clavulanate. J Cli ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;56(1):39–46. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/26138877/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Vega AJ, Smith C, Matejowsky HG, et al. Warfarin and antibiotics: drug interactions and clinical considerations. Life (Basel). 2023;13(8). https://pubmed.ncbi ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Ronchera CL, Hernández T, Peris JE, et al. Pharmacokinetic interaction between high-dose methotrexate and amoxycillin. Ther Drug Monit. 1993;15(5):375–379. ht ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Simmons KB, Haddad LB, Nanda K, et al. Drug interactions between non-rifamycin antibiotics and hormonal contraception: a systematic review. Am J Obstet Gyneco ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;218(1):88–97.e14. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/28694152/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Daniel S, Doron M, Fishman B, et al. The safety of amoxicillin and clavulanic acid use during the first trimester of pregnancy. Br J Clin Pharmacol. 2019;85(1 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ):2856–2863. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31486528/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Chen VL, Rockey DC, Björnsson ES, et al. Incidence of idiosyncratic drug-induced liver injury caused by prescription drugs. Drug Saf. 2025;48(2):151–160. http ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed