ยาดำคือยางแห้งของว่านหางจระเข้ที่เคี่ยวจนแข็งเป็นก้อนสีดำ ใช้เป็นยาถ่ายในตำราแพทย์แผนไทยมานาน และยังขายเป็นผง ลูกกลอน และแคปซูลในร้านยาแผนไทยทั่วไป สารออกฤทธิ์คือกลุ่มแอนทราควิโนน โดยเฉพาะอะโลอิน เอ และ บี (aloin A, B) ซึ่งกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่พร้อมการหลั่งน้ำและเกลือแร่เข้าสู่โพรงลำไส้[1],[3] จึงเป็นยาระบายชนิดกระตุ้น ไม่ใช่ยาระบายที่เพิ่มน้ำในลำไส้แบบแลคทูโลสหรือโพลีเอทิลีนไกลคอล
คำบอกต่อที่ว่า “กินเม็ดเท่าเม็ดถั่วเขียว” คือจุดที่อันตรายที่สุด เพราะบอกแค่ขนาดของเม็ด ไม่ได้บอกน้ำหนักหรือปริมาณอะโลอิน ยาดำท้องตลาดมีสารกลุ่มนี้ราวร้อยละ 18 ถึง 28 โดยน้ำหนัก[2] เม็ดขนาด 0.25 กรัมจึงให้สารออกฤทธิ์ราว 45 ถึง 70 มิลลิกรัม ซึ่งเกินเพดาน 30 มิลลิกรัมต่อวันตั้งแต่เม็ดเดียว[1] ถ้าคุณตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี มีโรคไตหรือโรคหัวใจ หรือกินยาขับปัสสาวะหรือดิจ็อกซินอยู่ ควรให้แพทย์หรือเภสัชกรตัดสินก่อน
ยาดำคืออะไร: ยางแห้งจากว่านหางจระเข้ที่มีสารแอนทราควิโนน
ยาดำไม่ใช่วุ้นใสในใบ แต่เป็นน้ำยางสีเหลืองที่ซึมออกมาบริเวณโคนใบเมื่อกรีด แล้วเคี่ยวจนแห้งเป็นก้อนสีน้ำตาลเข้มถึงดำ[27],[28] ภาษาสากลเรียกวัตถุดิบนี้ว่า aloe latex ซึ่งต่างจาก aloe gel ที่ใช้ทาผิวและแทบไม่มีสารกลุ่มนี้[26] อะโลอินถูกแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ย่อยเป็นอนุพันธ์แอนโทรนที่ออกฤทธิ์ คือ aloe-emodin-9-anthrone[1],[25]
ฤทธิ์ของยาดำมีสองทางพร้อมกัน ทางแรกกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ให้อุจจาระผ่านเร็วขึ้น ทางที่สองยับยั้งการดูดน้ำและโซเดียมคลอไรด์กลับ พร้อมเพิ่มการรั่วของรอยต่อระหว่างเซลล์จนเกิดการหลั่งน้ำและเกลือแร่เข้าสู่โพรงลำไส้[1] ผลคือได้ทั้งการบีบตัวและอุจจาระเหลว จึงปวดบิดมากกว่ายาระบายกลุ่มอื่น ด้วยเหตุนี้สหรัฐจึงถอดยาดำออกจากรายการยาระบายที่ขายทั่วไปตั้งแต่ปี 2545[24]
| หัวข้อ | ยาดำ (aloe latex) | วุ้นว่านหางจระเข้ (gel) | ยาระบายออสโมติก (PEG, แลคทูโลส) |
|---|---|---|---|
| ส่วนที่ใช้ | น้ำยางใต้เปลือกใบ เคี่ยวแห้ง | เนื้อวุ้นใสในใบ | สารสังเคราะห์หรือน้ำตาลดัดแปลง |
| สารออกฤทธิ์ | อะโลอิน เอ/บี, อะโลอีโมดิน | โพลีแซ็กคาไรด์ เมือก | โมเลกุลที่ไม่ถูกดูดซึม |
| กลไก | กระตุ้นการบีบตัว + กระตุ้นการหลั่ง | เคลือบผิว ไม่ได้เป็นยาถ่าย | ดูดน้ำเข้าลำไส้ด้วยแรงออสโมติก |
| เริ่มออกฤทธิ์ | 6 ถึง 12 ชั่วโมง | ไม่จัดเป็นยาระบาย | 1 ถึง 3 วัน |
| ความเสี่ยงหลัก | ปวดบิด ขาดน้ำ โพแทสเซียมต่ำ | แทบไม่มีเมื่อกิน | ท้องอืด คลื่นไส้ช่วงแรก |
ขนาดที่ใช้ในตำรับ เทียบกับขนาดที่ปลอดภัย
บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566 ใส่ยาดำในรูป “ยาดำสะตุ” ซึ่งผ่านกรรมวิธีปรับฤทธิ์ตามตำราก่อนปรุง ตำรับยามหาจักรใหญ่ใช้ 8 กรัมในผงยา 114 กรัม คิดเป็นร้อยละ 7 และตำรับยาถ่ายดีเกลือฝรั่งใช้ 12 กรัมในผงยา 117 กรัม คิดเป็นร้อยละ 10.3[5] เมื่อขนาดรับประทานของตำรับหลังคือ 1 ถึง 2.5 กรัมต่อวัน ปริมาณยาดำที่ได้รับจึงราว 100 ถึง 260 มิลลิกรัมต่อวัน
หน่วยงานยาแห่งสหภาพยุโรปกำหนดขนาดสูงสุดของอนุพันธ์ไฮดรอกซีแอนทราซีนไว้ที่ 30 มิลลิกรัมต่อวัน คิดเป็นบาร์บาโลอิน กินวันละครั้งก่อนนอน และใช้เพียงสัปดาห์ละ 2 ถึง 3 ครั้ง[1] หลักการคือใช้ขนาดน้อยที่สุดที่ทำให้ถ่ายเป็นก้อนนุ่มพอดี ไม่ใช่ขนาดที่ถ่ายจนเหลว[1]
เมื่อเทียบสองฝั่งจะเห็นช่องว่าง ยาดำ 100 ถึง 260 มิลลิกรัมที่ความเข้มข้นร้อยละ 18 ถึง 28 ให้สารออกฤทธิ์ประมาณ 18 ถึง 73 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งครอบเพดาน 30 มิลลิกรัมพอดี แม้ใช้ตามขนาดตำรับ ปริมาณอะโลอินจริงยังแกว่งได้หลายเท่าตามคุณภาพวัตถุดิบ ลูกกลอนที่ปั้นเองหรือซื้อแบบไม่มีฉลากจึงประมาณขนาดแทบไม่ได้
| แหล่งอ้างอิงขนาด | ยาดำต่อครั้ง | สารออกฤทธิ์ที่ร้อยละ 18 ถึง 28 | เทียบเพดาน 30 มก./วัน |
|---|---|---|---|
| ตำรับยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง | ประมาณ 103 ถึง 256 มก. | ประมาณ 18 ถึง 72 มก. | ถึงเพดานหรือเกิน |
| ตำรับยามหาจักรใหญ่ | ประมาณ 7% ของผงยา | ขึ้นกับน้ำหนักผงยาที่ตัก | ต้องคำนวณทุกครั้ง |
| คำบอกต่อ “เม็ดเท่าเม็ดถั่วเขียว” | ประมาณ 250 มก. | ประมาณ 45 ถึง 70 มก. | เกิน 1.5 ถึง 2.3 เท่า |
| สหภาพยุโรป (EMA) | สารออกฤทธิ์ 10 ถึง 30 มก. | 30 มก. คือเพดาน | ใช้เป็นกรอบอ้างอิง |
ออกฤทธิ์เร็วแค่ไหน และทำไมต้องปวดบิดก่อนถ่าย
ยาดำไม่ได้ออกฤทธิ์ทันที ต้องรอให้ยาถึงลำไส้ใหญ่และถูกแบคทีเรียเปลี่ยนรูปก่อน ตำราระบุว่าถ่ายจะเกิดหลังรับประทานประมาณ 6 ถึง 12 ชั่วโมง[1] และแนวทางเวชปฏิบัติไทยระบุตัวเลขเดียวกัน โดยเซนนาเริ่มออกฤทธิ์ราว 5 ชั่วโมง[6] จึงแนะนำให้กินก่อนนอน
อาการปวดบิดหรือไซ้ท้องเกิดจากกลไกของยาเอง คือการบีบตัวแรงร่วมกับการหลั่งน้ำจนผนังลำไส้ยืดและเกร็งพร้อมกัน ไม่ใช่สัญญาณว่ายาทำงานได้ดี อาการมักรุนแรงในชั่วโมงแรกหลังยาออกฤทธิ์และลดลงเมื่ออุจจาระถูกขับออก[1],[6]
สิ่งที่ช่วยได้จริงมีสามข้อ เริ่มที่ขนาดน้อยที่สุดแล้วค่อยเพิ่ม กินพร้อมน้ำสะอาดมากพอเพราะการขาดน้ำทำให้ปวดเกร็งและใจสั่นง่ายขึ้น และถ้าเป็นตำรับที่มีดีเกลือร่วมด้วย ให้เลี่ยงการกินพร้อมนมหรือยาลดกรด เพราะจะระคายกระเพาะง่ายขึ้น[6] หากยังปวดจนต้องงอตัว ให้หยุดยาและปรึกษาเภสัชกร
อันตรายที่พบบ่อย: ปวดรุนแรง ท้องเสีย ขาดน้ำ และโพแทสเซียมต่ำ
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือปวดท้องและปวดเกร็งร่วมกับถ่ายเหลว โดยเฉพาะเมื่อได้ยาเกินขนาด[1] อาการที่ต้องหยุดยาและพบแพทย์คือปวดท้องรุนแรงจนขยับไม่ได้ ถ่ายเหลวหลายครั้งติดกัน เวียนหัว ใจสั่น หรือปัสสาวะน้อยลง เพราะนี่คือภาพของการขาดน้ำและเสียเกลือแร่
โพแทสเซียมต่ำคือความเสี่ยงที่อันตรายที่สุดและมองไม่เห็นด้วยตา เมื่อถ่ายเหลวเรื้อรัง ร่างกายเสียโพแทสเซียมทางอุจจาระต่อเนื่อง มีรายงานผู้ป่วยที่ใช้ยาถ่ายมากเกินจนโพแทสเซียมเหลือ 1.7 ถึง 2.3 มิลลิโมลต่อลิตร ร่วมกับโซเดียมต่ำและฮอร์โมนเรนินสูงผิดปกติ[12] ระดับโพแทสเซียมที่ต่ำลงทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่กินดิจ็อกซินหรือยาขับปัสสาวะอยู่แล้ว[1]
ไตและตับก็รับผลกระทบ มีรายงานไตวายเฉียบพลันหลังใช้เคปอะโล (Cape aloes)[13] และตับอักเสบจากผลิตภัณฑ์ว่านหางจระเข้[14],[15] องค์การความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรปสรุปว่าสารกลุ่มนี้มีหลักฐานก่อการกลายพันธุ์และอาจก่อมะเร็ง จึงกำหนดปริมาณปลอดภัยต่อวันไม่ได้[4]
ห้ามใช้กับใคร
รายการห้ามใช้ในที่นี้เป็นข้อห้ามเด็ดขาด ไม่ใช่ข้อควรระวัง ผู้ที่สงสัยลำไส้อุดตันหรือตีบ ไส้ติ่งอักเสบ โรคลำไส้อักเสบ และผู้ที่ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุห้ามใช้ เพราะการกระตุ้นลำไส้ในภาวะเหล่านี้อาจทำให้ลำไส้แตกได้[1] เช่นเดียวกับผู้ที่มีภาวะขาดน้ำและเสียเกลือแร่รุนแรง และเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ซึ่งทั้งตำราสากลและตำรับไทยห้ามใช้[1],[5]
| กลุ่ม | สถานะ | เหตุผล |
|---|---|---|
| เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี | ห้ามใช้ | ตำราสากลห้าม และเสี่ยงขาดน้ำง่าย |
| หญิงตั้งครรภ์ | ห้ามใช้ | ความเป็นพิษต่อสารพันธุกรรมของอะโลอีโมดิน |
| หญิงให้นมบุตร | ห้ามใช้ | ข้อมูลการขับออกทางน้ำนมไม่เพียงพอ |
| ลำไส้อุดตัน ไส้ติ่งอักเสบ ลำไส้อักเสบ | ห้ามใช้ | เสี่ยงลำไส้แตก |
| ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ | ห้ามใช้ | อาจบังอาการของโรคที่ต้องผ่าตัด |
| ภาวะขาดน้ำและเสียเกลือแร่ | ห้ามใช้ | ซ้ำเติมโพแทสเซียมต่ำ |
| โรคไต โรคหัวใจ | ปรึกษาแพทย์ก่อน | เสี่ยงโพแทสเซียมผิดปกติรุนแรง |
| กินดิจ็อกซิน ยาขับปัสสาวะ สเตียรอยด์ | ปรึกษาแพทย์ก่อน | เกิดอันตรกิริยาชัดเจน |
หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรอยู่ในกลุ่มห้ามใช้ แม้ข้อมูลของเซนนาจะไม่พบความเสี่ยงความพิการเพิ่มขึ้น[18] แต่นั่นเป็นข้อมูลของเซนนา ไม่ใช่ยาดำ และตำราสากลยังไม่แนะนำให้ใช้ยาดำในหญิงตั้งครรภ์เพราะกังวลเรื่องความเป็นพิษต่อสารพันธุกรรมของอะโลอีโมดินและเอโมดิน[1],[19]
ใช้ต่อเนื่องได้นานแค่ไหน: ภาวะลำไส้ชินยา
ตำราสากลระบุว่าการใช้ต่อเนื่องเกิน 1 ถึง 2 สัปดาห์ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ บัญชียาหลักแห่งชาติเตือนว่าตำรับที่มียาดำไม่ควรใช้ติดต่อกันนาน เพราะจะทำให้ท้องเสียและสูญเสียน้ำและเกลือแร่มากเกินไป โดยเฉพาะโพแทสเซียม และทำให้ลำไส้ใหญ่ชินต่อยา ถ้าไม่ใช้ยาจะไม่ถ่าย[5]
หลักฐานเชิงพยาธิสภาพมีจำกัด แนวทางเวชปฏิบัติไทยสรุปงานศึกษาในผู้ป่วย 35 รายที่ใช้ยาระบายกลุ่มกระตุ้นต่อเนื่องเฉลี่ย 13.5 ปี ในขนาดสูงเฉลี่ย 180 มิลลิกรัมต่อวัน พบการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเซลล์ประสาทบริเวณเยื่อบุลำไส้ใหญ่[6] แต่การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบในปี 2567 สรุปว่าหลักฐานเรื่องยาทำลายลำไส้ยังอ่อน และความเสียหายระดับเซลล์ที่พบในการใช้ยาเกินขนาดนั้นย้อนกลับได้[9],[10]
ร่องรอยที่ตรวจพบได้จริงคือ melanosis coli หรือผิวลำไส้ใหญ่สีน้ำตาล ซึ่งเกิดจาก apoptotic bodies สะสมใต้ผิวลำไส้ มักเริ่มเห็นหลังใช้ต่อเนื่องหลายเดือนและจางหายเองหลังหยุดยา โดยยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่[6],[16] การวิเคราะห์อภิมานยังไม่พบความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ (odds ratio 1.41, ช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 เท่ากับ 0.94 ถึง 2.11)[17] จึงไม่มีเหตุให้กังวลเรื่องมะเร็งมากกว่าการใช้ระยะสั้น
วิธีเลิกคือลดขนาดลงครึ่งหนึ่งทุก 3 ถึง 5 วันพร้อมเพิ่มใยอาหารและน้ำ แล้วใช้ยาระบายออสโมติกช่วงเปลี่ยนผ่าน หากถ่ายไม่ออกติดกันหลายวันควรปรึกษาแพทย์
ท้องผูกเรื้อรัง: ทางเลือกที่มีหลักฐานดีกว่า
แนวทางเวชปฏิบัติไทยเรื่องท้องผูกเรื้อรัง พ.ศ. 2564 แนะนำให้เริ่มจากอาหารที่มีกากใยอย่างน้อยวันละ 25 กรัมตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ร่วมกับดื่มน้ำให้เพียงพอ[6] ข้อแนะนำที่มีหลักฐานสูงที่สุดคือโพลีเอทิลีนไกลคอล 17 ถึง 30 กรัมต่อวัน ซึ่งมี NNT 2 ถึง 4 ส่วนแลคทูโลส 15 ถึง 30 มิลลิลิตรต่อวันมีหลักฐานต่ำกว่าแต่ยังใช้ได้ในหญิงตั้งครรภ์[6] ในเด็ก Cochrane พบว่าโพลีเอทิลีนไกลคอลมีหลักฐานดีที่สุดเช่นกัน[20]
การวิเคราะห์อภิมานแบบเครือข่ายพบว่ากลุ่มไดฟีนิลมีเทนออกฤทธิ์เร็วที่สุดแต่ปวดท้องมากที่สุด[7] ส่วน Cochrane พบว่าโพลีเอทิลีนไกลคอลให้จำนวนครั้งการถ่ายมากกว่าแลคทูโลส[8] จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มที่ยาดำ
อีกเรื่องที่ต้องไม่มองข้ามคือสาเหตุที่ซ่อนอยู่ ยาที่ทำให้ท้องผูกบ่อยได้แก่ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ ยาลดความดันกลุ่ม calcium channel blockers ยาขับปัสสาวะ และยาต้านเศร้ากลุ่ม tricyclic[6] การส่องกล้องทำเมื่อมีสัญญาณเตือน ได้แก่ อายุมากกว่า 50 ปี อุจจาระมีเลือดปน ท้องผูกสลับท้องเสีย มีประวัติมะเร็งลำไส้ใหญ่ในญาติสายตรง หรือเพิ่งเริ่มท้องผูกไม่นาน[6]
ยาดำแบบต่าง ๆ ต่างกันอย่างไร
ยาดำที่ขายกันมีอย่างน้อยสี่รูปแบบและความแรงต่างกัน ยาดำสะตุเป็นรูปที่ผ่านกรรมวิธีปรับฤทธิ์ตามตำราและเป็นรูปที่บัญชียาหลักแห่งชาติบรรจุในตำรับ[5]
| รูปแบบ | จุดเด่น | จุดที่ต้องระวัง |
|---|---|---|
| ยาดำสะตุ | ผ่านการปรับฤทธิ์ตามตำรา ใช้ในบัญชียาหลักฯ | ยังต้องชั่งน้ำหนักเอง |
| ยาดำผง | เลือกปริมาณได้ยืดหยุ่น | ชั่งยากที่สุด ปริมาณแกว่ง |
| ยาลูกกลอนหรือยาเม็ด | กินง่าย พกพาสะดวก | ผสมหลายตัวยา สัดส่วนยาดำไม่ทราบ |
| แคปซูลสำเร็จรูป | ระบุน้ำหนักต่อแคปซูลชัดเจน | ต้องดูเลขทะเบียนและผู้ผลิต |
ความแรงขึ้นกับสองปัจจัยที่ผู้ซื้อมองไม่เห็น ปัจจัยแรกคือชนิดพืช เพราะยาดำจากอะโลบาร์บาเดนซิสมีสารกลุ่มนี้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 28 ขณะที่อะโลเฟรอกซ์มีไม่น้อยกว่าร้อยละ 18 ตามตำรับยาสากล[2] ปัจจัยที่สองคือการผลิตและการเก็บ เพราะสารกลุ่มนี้เสื่อมสลายเมื่อโดนความชื้นและแสง[26] ผลิตภัณฑ์ชุมชนจึงแกว่งมากระหว่างและภายในล็อต
มาตรฐานคุณภาพแบบไทยมีอยู่จริงแต่ไม่ได้บังคับกับยาดำทุกผลิตภัณฑ์ เช่นตำรับยาชุมเห็ดเทศกำหนดสารสำคัญขั้นต่ำไว้ชัดเจน[5]
กินร่วมกับยาอื่น: ยาที่ถูกกระตุ้นหรือถูกขับเร็วขึ้น
อันตรกิริยาที่อันตรายที่สุดไม่ใช่การแย่งการดูดซึม แต่คือการทำให้โพแทสเซียมต่ำจนยาอื่นออกฤทธิ์แรงเกิน ภาวะโพแทสเซียมต่ำทำให้ฤทธิ์ของดิจ็อกซินแรงขึ้นและกระตุ้นหัวใจเต้นผิดจังหวะ เมื่อใช้ร่วมกับยาขับปัสสาวะ สเตียรอยด์ หรือชะเอมเทศซึ่งทำให้โพแทสเซียมต่ำอยู่แล้ว ผลจะบวกกันจนเสี่ยงมากขึ้น[1] ผู้สูงอายุที่กินยาหัวใจและยาขับปัสสาวะอยู่แล้วจึงไม่ควรซื้อยาดำมากินเอง
อีกด้านคือการดูดซึมยาลดลงเมื่อลำไส้เคลื่อนตัวเร็ว มีรายงานผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายตับที่ใช้ยาชงใบเซนนาแล้วระดับ tacrolimus ในเลือดลดลงอย่างชัดเจน[21] ยาที่มีช่วงการรักษาแคบ เช่น tacrolimus ยากันชักบางชนิด และฮอร์โมนไทรอยด์ จึงควรห่างจากยาถ่ายอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
ยาคุมกำเนิดยังไม่มีหลักฐานชัดว่าถูกยาถ่ายลดประสิทธิภาพ แต่ถ้ามีอาเจียนหรือท้องเสียรุนแรงต่อเนื่อง ควรใช้วิธีป้องกันสำรองและปรึกษาเภสัชกร
ซื้ออย่างไรให้ปลอดภัย: ผลิตภัณฑ์ชุมชนกับผลิตภัณฑ์ขึ้นทะเบียน
ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ขายถูกกฎหมายต้องมีเลขทะเบียนหรือเลขรับแจ้งจาก อย. และตรวจสอบได้จากฐานข้อมูลของ อย.[29] ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีเลขนี้ไม่มีใครรับรองปริมาณสารสำคัญ ความสะอาด และข้อความบนฉลาก
งานตรวจโลหะหนักในสมุนไพรและยาแผนไทยที่จำหน่ายในประเทศไทยพบว่าตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ยกเว้นตัวอย่างพืชสมุนไพรแปรรูป 2 ตัวอย่างที่มีแคดเมียมสูงเกินเกณฑ์[23] ส่วนการปลอมปนด้วยสารออกฤทธิ์ทางยาเคยพบในผลิตภัณฑ์สมุนไพรลดน้ำหนัก เช่น ไซบูทรามีน (Sibutramine)ในสูตรที่อ้างว่าสมุนไพรล้วน[22] ซึ่งเป็นเหตุผลให้ระวังผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน
เวลาซื้อให้ดูสี่อย่างบนฉลาก คือส่วนที่ใช้ (ต้องเป็นยาง ไม่ใช่วุ้น) น้ำหนักยาดำต่อหน่วยบริโภค เลขทะเบียน อย. และวันหมดอายุ เก็บในภาชนะปิดสนิท ที่แห้งและพ้นแสง ให้พ้นมือเด็ก
คำถามที่พบบ่อย
ยาดำกินกี่เม็ด
ไม่มีคำตอบเดียวที่ปลอดภัย เพราะเม็ดแต่ละยี่ห้อมีน้ำหนักและความเข้มข้นต่างกัน กรอบอ้างอิงคือสารออกฤทธิ์ไม่เกิน 30 มิลลิกรัมต่อวัน และใช้สัปดาห์ละ 2 ถึง 3 ครั้ง[1] ถ้าเม็ดไม่ระบุน้ำหนัก ควรปรึกษาเภสัชกรแทนการเดา
ยาดำทำให้ปวดท้องมากไหม
ได้ และเป็นผลจากกลไกของยาเองที่กระตุ้นการบีบตัวและเพิ่มการหลั่งน้ำในลำไส้ใหญ่[1],[3] ถ้าปวดจนต้องงอตัวหรือปวดต่อเนื่องหลายชั่วโมง ให้หยุดยาและพบแพทย์
ยาดำกับยาระบายต่างกันอย่างไร
ยาดำเป็นยาระบายชนิดกระตุ้นที่ออกฤทธิ์ต่อการบีบตัวของลำไส้ ส่วนยาระบายออสโมติกอย่างแลคทูโลสและโพลีเอทิลีนไกลคอลเพิ่มน้ำในลำไส้โดยไม่กระตุ้นเส้นประสาท จึงมีหลักฐานความปลอดภัยระยะยาวดีกว่า[6],[7]
กินยาดำทุกวันได้ไหม
ไม่ควร ใช้ต่อเนื่องเกิน 1 ถึง 2 สัปดาห์ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์[1] และบัญชียาหลักแห่งชาติเตือนว่าใช้นานจะทำให้สูญเสียน้ำและโพแทสเซียมและทำให้ลำไส้ชินต่อยา[5]
คนท้องกินยาดำได้หรือเปล่า
ไม่ได้ ทั้งตำราสากลและตำรับไทยห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์[1],[5] เพราะกังวลเรื่องความเป็นพิษต่อสารพันธุกรรมของอะโลอีโมดินและเอโมดิน[4]
ยาดำแก้ท้องผูกเรื้อรังได้จริงไหม
ได้ในระยะสั้น แต่ไม่เหมาะกับท้องผูกเรื้อรัง เพราะความแรงไม่สม่ำเสมอ เสี่ยงโพแทสเซียมต่ำ และทำให้ลำไส้พึ่งยา[1],[5] ทางเลือกที่มีหลักฐานดีกว่าคือโพลีเอทิลีนไกลคอล 17 ถึง 30 กรัมต่อวัน[6]
ยาดำทำให้โพแทสเซียมต่ำได้ไหม
ได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้ต่อเนื่องหรือเกินขนาด มีรายงานผู้ป่วยที่โพแทสเซียมเหลือ 1.7 ถึง 2.3 มิลลิโมลต่อลิตร[12] ภาวะนี้ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ โดยเฉพาะผู้ที่กินดิจ็อกซินหรือยาขับปัสสาวะอยู่แล้ว[1]
ท้องผูกควรกินอะไรแทนยาดำ
เพิ่มผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสีให้ได้ใยอาหารอย่างน้อยวันละ 25 กรัม ดื่มน้ำให้พอ และขยับร่างกายสม่ำเสมอ[6] ถ้ายังไม่ดีขึ้น ยาที่มีหลักฐานดีคือโพลีเอทิลีนไกลคอลหรือแลคทูโลส[6],[8]
สรุป
ยาดำคือยางแห้งของว่านหางจระเข้ซึ่งมีอะโลอินเป็นสารออกฤทธิ์ กระตุ้นการบีบตัวและการหลั่งน้ำในลำไส้ใหญ่ เริ่มออกฤทธิ์ใน 6 ถึง 12 ชั่วโมง[1],[6] ขนาดที่อ้างอิงได้คือสารออกฤทธิ์ไม่เกิน 30 มิลลิกรัมต่อวัน สัปดาห์ละ 2 ถึง 3 ครั้ง ขณะที่คำบอกต่อ “เม็ดเท่าเม็ดถั่วเขียว” ให้สารออกฤทธิ์ราว 45 ถึง 70 มิลลิกรัม ซึ่งเกินเพดานตั้งแต่เม็ดเดียว[1],[2]
ความเสี่ยงที่พิสูจน์ได้ชัดคือปวดท้องรุนแรง ถ่ายเหลว ขาดน้ำ และโพแทสเซียมต่ำ ซึ่งอันตรายเป็นพิเศษในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไตและโรคหัวใจ[1],[11],[12] หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ผู้ที่สงสัยลำไส้อุดตัน และผู้ที่ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุห้ามใช้[1],[5] หากท้องผูกเรื้อรัง ทางเลือกที่มีหลักฐานดีกว่าคือใยอาหารร่วมกับน้ำ และโพลีเอทิลีนไกลคอลหรือแลคทูโลส[6],[8] หากมีสัญญาณเตือน เช่น อุจจาระมีเลือดปน น้ำหนักลด หรือเพิ่งเริ่มท้องผูกไม่นาน ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุแทนการซื้อยาถ่ายมากินเอง[6]
คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): บทนี้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่คำแนะนำแทนการวินิจฉัยของแพทย์ ห้ามปรับหรือหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง ยาดำห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ผู้ที่สงสัยลำไส้อุดตันหรือปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ ผู้ที่มีภาวะขาดน้ำ และผู้ป่วยโรคไตหรือโรคหัวใจ หากมีอาการรุนแรง เช่น ปวดท้องมาก ถ่ายเป็นเลือด ใจสั่น หมดสติ หายใจลำบาก หน้าบวม เจ็บหน้าอก หรือมีไข้สูงเกิน 3 วัน ให้พบแพทย์ทันที
แหล่งอ้างอิง
- European Medicines Agency, Committee on Herbal Medicinal Products. Community herbal monograph on Aloe barbadensis Miller and on Aloe (various species, mainly Aloe ferox Miller and its hybrids). EMEA/HMPC/76310/2006. London: EMA; 2006 (corrigendum 2007). https://www.ema.europa.eu/en/documents/herbal-monograph/superseded-final-community-herbal-monograph-aloe-barbadensis-miller-and-aloe-various-species-mainly-aloe-ferox-miller-and-its-hybrids_en.pdf
- European Medicines Agency, Committee on Herbal Medicinal Products. Assessment report on Aloe barbadensis Miller and on Aloe (various species, mainly Aloe ferox Miller and its hybrids). EMEA/HMPC/76313/2006. London: EMA; 2006. https://www.ema.europa.eu/en/documents/herbal-report/superseded-assessment-report-aloe-barabadensis-miller-and-aloe-various-species-mainly-aloe-ferox-miller-and-its-hybrids_en.pdf
- van Gorkom BA, de Vries EG, Karrenbeld A, Kleibeuker JH. Review article: anthranoid laxatives and their potential carcinogenic effects. Aliment Pharmacol Ther. 1999;13(4):443–452. https://doi.org/10.1046/j.1365-2036.1999.00468.x
- EFSA Panel on Food Additives and Nutrient Sources added to Food. Safety of hydroxyanthracene derivatives for use in food. EFSA J. 2018;16(1):e05090. https://doi.org/10.2903/j.efsa.2018.5090
- คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ. ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เรื่อง บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนพิเศษ 130 ง. 2 มิถุนายน 2566. https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/140D130S0000000004500.pdf
- สมาคมประสาททางเดินอาหารและการเคลื่อนไหว (ไทย). แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยท้องผูกเรื้อรังในประเทศไทย พ.ศ. 2564. กรุงเทพฯ: สมาคมฯ; 2564. https://thaimotility.or.th
- Luthra P, Camilleri M, Burr NE, Quigley EMM, Black CJ, Ford AC. Efficacy of drugs in chronic idiopathic constipation: a systematic review and network meta-analysis. Lancet Gastroenterol Hepatol. 2019;4(11):831–844. https://doi.org/10.1016/S2468-1253(19)30246-8
- Lee-Robichaud H, Thomas K, Morgan J, Nelson RL. Lactulose versus polyethylene glycol for chronic constipation. Cochrane Database Syst Rev. 2010;(7):CD007570. https://doi.org/10.1002/14651858.CD007570.pub2
- Whorwell P, Lange R, Scarpignato C. Review article: do stimulant laxatives damage the gut? A critical analysis of current knowledge. Therap Adv Gastroenterol. 2024;17:17562848241249664. https://doi.org/10.1177/17562848241249664
- Morales MA, Hernández D, Bustamante S, Bachiller I, Rojas A. Is senna laxative use associated to cathartic colon, genotoxicity, or carcinogenicity? J Toxicol. 2009;2009:287247. https://doi.org/10.1155/2009/287247
- Cummings JH, Sladen GE, James OF, Sarner M, Misiewicz JJ. Laxative-induced diarrhoea: a continuing clinical problem. Br Med J. 1974;1(5907):537–541. https://doi.org/10.1136/bmj.1.5907.537
- Fleming BJ, Genuth SM, Gould AB, Kamionkowski MD. Laxative-induced hypokalemia, sodium depletion and hyperreninemia. Ann Intern Med. 1975;83(1):60–62. https://doi.org/10.7326/0003-4819-83-1-60
- Luyckx VA, Ballantine R, Claeys M, Cuyckens F, Van den Heuvel H, Cimanga RK, et al. Herbal remedy-associated acute renal failure secondary to Cape aloes. Am J Kidney Dis. 2002;39(3):E13. https://doi.org/10.1053/ajkd.2002.31424
- Bottenberg MM, Wall GC, Harvey RL, Habib S. Oral aloe vera-induced hepatitis. Ann Pharmacother. 2007;41(10):1740–1743. https://doi.org/10.1345/aph.1K132
- Yang HN, Kim DJ, Kim YM, Kim BH, Sohn KM, Choi MJ, et al. Aloe-induced toxic hepatitis. J Korean Med Sci. 2010;25(3):492–495. https://doi.org/10.3346/jkms.2010.25.3.492
- Yang N, Ruan M, Jin S. Melanosis coli: a comprehensive review. Gastroenterol Hepatol. 2020;43(5):266–272. https://doi.org/10.1016/j.gastrohep.2020.01.002
- Lombardi N, Crescioli G, Maggini V, Bellezza R, Landi I, Bettiol A, et al. Anthraquinone laxatives use and colorectal cancer: a systematic review and meta-analysis of observational studies. Phytother Res. 2022;36(3):1093–1102. https://doi.org/10.1002/ptr.7373
- Acs N, Bánhidy F, Puhó EH, Czeizel AE. Senna treatment in pregnant women and congenital abnormalities in their offspring — a population-based case-control study. Reprod Toxicol. 2009;28(1):100–104. https://doi.org/10.1016/j.reprotox.2009.02.005
- Samavati R, Ducza E, Hajagos-Tóth J, Gaspar R. Herbal laxatives and antiemetics in pregnancy. Reprod Toxicol. 2017;72:153–158. https://doi.org/10.1016/j.reprotox.2017.06.041
- Gordon M, MacDonald JK, Parker CE, Akobeng AK, Thomas AG. Osmotic and stimulant laxatives for the management of childhood constipation. Cochrane Database Syst Rev. 2016;(8):CD009118. https://doi.org/10.1002/14651858.CD009118.pub3
- Beltrá-Picó I, Díaz-González M, Nalda-Molina R, Ramon-Lopez A, et al. Cassia angustifolia and tacrolimus interaction in a liver transplant patient, a case report. Br J Clin Pharmacol. 2024;90(7):1745–1750. https://doi.org/10.1111/bcp.16079
- Phattanawasin P, Sotanaphun U, Sukwattanasinit T, Akkarawaranthorn J, Kitchaiya S. Quantitative determination of sibutramine in adulterated herbal slimming formulations by TLC-image analysis method. Forensic Sci Int. 2012;219(1–3):96–100. https://doi.org/10.1016/j.forsciint.2011.12.004
- Siriangkhawut W, Sittichan P, Ponhong K, Chantiratikul P. Quality assessment of trace Cd and Pb contaminants in Thai herbal medicines using ultrasound-assisted digestion prior to flame atomic absorption spectrometry. J Food Drug Anal. 2017;25(4):960–967. https://doi.org/10.1016/j.jfda.2016.12.011
- U.S. Food and Drug Administration. Status of certain additional over-the-counter drug category II and III active ingredients. Final rule. Fed Regist. 2002;67(90):31125–31127. https://www.federalregister.gov/documents/2002/05/09/02-11510/status-of-certain-additional-over-the-counter-drug-category-ii-and-iii-active-ingredients
- Yang Y, Wu JJ, Xia J, Wan Y, Xu JF, Zhang L, et al. Can aloin develop to medicines or healthcare products? Biomed Pharmacother. 2022;153:113421. https://doi.org/10.1016/j.biopha.2022.113421
- Baldi A, Sommella E, Campiglia P, Daglia M. Aloe gel-base food products: chemical, toxicological, and regulatory aspects. Regul Toxicol Pharmacol. 2021;119:104818. https://doi.org/10.1016/j.yrtph.2020.104818
- สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. ยาดำ. องค์ความรู้ภาษาไทย; 2553. http://legacy.orst.go.th/?knowledges=ยาดำ
- ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. ยาดำ. http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=112
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข. ผลิตภัณฑ์สมุนไพร — การขึ้นทะเบียนและการตรวจสอบผลิตภัณฑ์. https://en.fda.moph.go.th/cat2-health-products/category/health-products-herbal-products