เครื่องมือสุขภาพ

เพซและจำนวนก้าว: ตารางแปลง min/km เป็นความเร็ว เวลาจบระยะ และก้าวต่อวันที่ควรได้

เพซ 7:30 ต่อกิโลเมตร แปลว่าคุณใช้เวลา 7 นาที 30 วินาทีต่อหนึ่งกิโลเมตร หรือความเร็ว 8.0 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และถ้าคงเพซนี้ได้ตลอดทาง 5 กิโลเมตรจะจบที่ 37:30 ตัวเลขชุดเดียวนี้ตอบได้ทั้ง “หนักแค่ไหน” และ “จะจบเมื่อไร”

ฝั่งจำนวนก้าวก็ต้องแปลความก่อนใช้ 10,000 ก้าวมาจากสโลแกนการตลาดของเครื่องนับก้าวญี่ปุ่น ไม่ใช่งานวิจัย ขณะที่งานศึกษาขนาดใหญ่ชี้ว่าจุดที่ประโยชน์เริ่มแบนราบอยู่ที่ 6,000–8,000 ก้าวสำหรับคนอายุ 60 ปีขึ้นไป และ 8,000–10,000 ก้าวสำหรับคนอายุน้อยกว่า

เพซคืออะไร และต่างจากความเร็วอย่างไร

เพซคือเวลาต่อหนึ่งกิโลเมตร เขียนเป็น นาที:วินาที เช่น 5:30 ส่วนความเร็วคือระยะทางต่อเวลาเป็นกิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งคู่เป็นส่วนกลับของกันและกัน

สูตรแปลงมีสองบรรทัด ความเร็วเท่ากับ 60 หารด้วยเพซที่เป็นนาที และเพซเป็นนาทีเท่ากับ 60 หารด้วยความเร็ว ตัวอย่าง 6:30 คือ 6.5 นาที ได้ 9.2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นักวิ่งไทยใช้เพซเพราะการซ้อมวางแผนเป็นระยะทาง ไม่ใช่เป็นเวลา เพซจึงบอกความหนักได้ทันที และคูณระยะทางได้ตรง ๆ ข้อควรระวังคือเพซบนนาฬิกาเป็นค่าเฉลี่ย คนที่เพซเฉลี่ย 6:00 อาจวิ่ง 5:20 ตอนลงเขาและ 6:40 ตอนขึ้นเขา

ตารางที่ 1: แปลงเพซเป็นเวลาจบระยะ 5K / 10K / ฮาล์ฟ / มาราธอน

ตารางนี้คำนวณจากการคูณตรง ไม่ใช่การทำนายสมรรถภาพ เลือกแถวที่ตรงกับเพซของคุณ

เพซ (นาที/กม.) ความเร็ว (กม./ชม.) 5K 10K ฮาล์ฟมาราธอน (21.1 กม.) มาราธอน (42.195 กม.)
4:00 15.0 20:00 40:00 1:24:23 2:48:47
4:30 13.3 22:30 45:00 1:34:56 3:09:53
5:00 12.0 25:00 50:00 1:45:29 3:30:58
5:30 10.9 27:30 55:00 1:56:02 3:52:04
6:00 10.0 30:00 1:00:00 2:06:35 4:13:10
6:30 9.2 32:30 1:05:00 2:17:08 4:34:16
7:00 8.6 35:00 1:10:00 2:27:41 4:55:22
7:30 8.0 37:30 1:15:00 2:38:14 5:16:28
8:00 7.5 40:00 1:20:00 2:48:47 5:37:34
8:30 7.1 42:30 1:25:00 2:59:20 5:58:39
9:00 6.7 45:00 1:30:00 3:09:53 6:19:45

คนส่วนใหญ่ช้าลงเมื่อระยะยาวขึ้น สูตรของ Riegel (1981) คือ เวลาใหม่เท่ากับเวลาเดิมคูณ (ระยะใหม่หารระยะเดิม) ยกกำลัง 1.06[10] วิ่ง 5K ได้ 25:00 ถ้าคูณตรงจะได้ 10K ที่ 50:00 แต่สูตรให้ 52.1 นาที ส่วนข้อจำกัดคือสูตรทำนายแย่ลงเมื่อระยะต่างกันมาก

ตารางที่ 2: เพซ ↔ ความเร็ว ↔ VO2 โดยประมาณ

คอลัมน์ VO2 คือปริมาณออกซิเจนที่ร่างกายใช้ขณะวิ่งด้วยเพซนั้น หน่วยมิลลิลิตรต่อกิโลกรัมต่อนาที คำนวณจากสมการ VO2 เท่ากับ 0.2 คูณความเร็วเป็นเมตรต่อนาที บวก 3.5[19]

เพซ (นาที/กม.) ความเร็ว (กม./ชม.) ความเร็ว (เมตร/นาที) VO2 ประมาณ (มล./กก./นาที)
4:00 15.0 250 54
4:30 13.3 222 48
5:00 12.0 200 44
5:30 10.9 182 40
6:00 10.0 167 37
6:30 9.2 154 34
7:00 8.6 143 32
7:30 8.0 133 30
8:00 7.5 125 28
8:30 7.1 118 27
9:00 6.7 111 26

เพซ 5:00 ต้องใช้ออกซิเจนราว 44 ซึ่งสูงกว่าระดับที่คนส่วนใหญ่วิ่งได้นาน ๆ ส่วนเพซ 7:00 ใช้ราว 32 จึงวิ่งได้นาน

สิ่งที่ตารางบอกไม่ได้คือ VO2max ของคุณ ตัวเลขนี้คือต้นทุนของการวิ่ง ไม่ใช่เพดานของร่างกาย และคนที่เพซเดียวกันอาจใช้ออกซิเจนต่างกัน

อ่านเพซจากนาฬิกาให้ถูก: average / current / lap pace

นาฬิกาวิ่งรายงานเพซสามแบบที่ความหมายต่างกัน

Average pace คือเวลารวมหารด้วยระยะรวม เชื่อถือได้ที่สุดเพราะ noise ของ GPS ถูกเฉลี่ยออกไป แต่ไม่บอกว่าครึ่งหลังช้ากว่าครึ่งแรกเท่าไร

Current pace คือเพซช่วงสั้น ๆ ที่หน้าจอตลอดเวลา แกว่งที่สุด เพราะคำนวณจากระยะที่ GPS เพิ่งวัดได้ไม่กี่สิบเมตร ถ้าสัญญาณขาด ตัวเลขอาจกระโดดจาก 6:00 ไป 4:30 การใช้ค่านี้แก้ความเร็วจึงมักทำให้วิ่งเกินความหนักที่วางไว้

Lap pace คือเพซของรอบที่กดแบ่งไว้ ใช้กับงาน interval ได้ดีที่สุด แต่ถ้ารอบสั้นมากเช่น 200 เมตร ค่ายังไวต่อความคลาดเคลื่อน

ความคลาดไม่ได้เล็ก งานทดสอบนาฬิกาแปดรุ่นพบความคลาดสัมบูรณ์เฉลี่ย 3.2% ถึง 6.1% ส่วนใหญ่บันทึกระยะน้อยกว่าจริง แย่ลงชัดในเมืองกับป่า และอาจน้อยกว่าจริงถึง 9%[18] ทางแก้คือวิ่งเส้นทางเดิมซ้ำเมื่อเทียบพัฒนาการ

เพซซ้อม 5 โซน: คำนวณจากเพซแข่งอย่างไร

การซ้อมที่ได้ผลไม่ได้ใช้เพซเดียวตลอดสัปดาห์ แต่แบ่งความหนักเป็นโซนจากเพซแข่งระยะสั้น เช่นเพซ 5K ตารางถัดไปใช้ตัวคูณเพซ ตัวคูณยิ่งมากเพซยิ่งช้า

โซน ตัวคูณจากเพซแข่ง 5K ตัวอย่างเมื่อเพซแข่ง 5K = 5:00 ลักษณะการหายใจ
ฟื้นตัว (recovery) 1.35–1.50 6:45–7:30 หายใจทางจมูกได้ พูดเป็นประโยคยาว
แอโรบิกเบา (easy) 1.25–1.35 6:15–6:45 พูดเป็นประโยคได้ ไม่ต้องหยุดพัก
เทมโป (tempo) 1.10–1.15 5:30–5:45 พูดได้สั้น ๆ 2–3 คำ
ทรีชโฮลด์ (threshold) 1.05–1.08 5:15–5:24 พูดได้คำเดียว
อินเทอร์วัล (interval) 0.95–1.00 4:45–5:00 พูดไม่ได้ ต้องจบช่วงก่อน

ตัวคูณเหล่านี้เป็นกรอบที่โค้ชใช้กันทั่วไป ไม่ใช่ค่าจากห้องแล็บ ให้ใช้เป็นจุดตั้งต้นแล้วปรับจากการหายใจ

หลักที่พูดถึงมากที่สุดคือ 80/20 คือให้ราว 80% ของรอบซ้อมอยู่ที่ความหนักต่ำ และ 20% อยู่ที่ความหนักสูง งานทบทวนพบว่านักกีฬาความอดทนระดับชาติที่ซ้อมสัปดาห์ละ 10–13 ครั้งมีราว 80% ของรอบซ้อมที่ความหนักต่ำ วัดจากแลคเตทในเลือดราว 2 มิลลิโมล และราว 20% เป็นงานหนักที่ประมาณ 90% ของ VO2max[13] ขณะที่งานทบทวนในนักวิ่งระยะไกลระดับสูงพบรูปแบบใกล้เคียงกัน[14]

ข้อที่คนพลาดบ่อยคือคิดว่า 80/20 นับเป็นระยะทาง ทั้งที่นับเป็นรอบซ้อม ถ้าวิ่งโซนเบาเร็วเกินไปจนกลายเป็นเทมโปทั้งสัปดาห์ ก็ได้งานหนัก 100% โดยไม่รู้ตัว

เพซบนลู่วิ่ง vs กลางแจ้ง: ทำไมตัวเลขไม่ตรงกัน

การวิ่งลู่วิ่งที่ความเร็วเดียวกับกลางแจ้งใช้พลังงานน้อยกว่าเพราะไม่มีแรงต้านอากาศ งานทดลองในนักวิ่งชายที่คุ้นเคยกับลู่วิ่งพบว่าความชัน 1% ทำให้ค่าออกซิเจนใกล้เคียงกับการวิ่งบนถนนเรียบมากที่สุด ที่ความเร็ว 2.92 ถึง 5.0 เมตรต่อวินาที หรือราว 10.5 ถึง 18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง[11] นี่คือที่มาของคำแนะนำให้ตั้งความชัน 1%

ลมกลางแจ้งไม่คงที่ และอุณหภูมิกับความชื้นก็เช่นกัน งานวิเคราะห์ผลการแข่งขันมาราธอนพบว่านักวิ่งหัวแถวช้ากว่าสถิติสนาม 1.7% ในช่วงเวตบัลบ์ต่ำ (Wet Bulb) และช้าถึง 4.5% ในช่วงร้อนที่สุด ขณะที่กลุ่มกลางและท้ายช้าลงมากกว่ากลุ่มหัวแถว[12]

พื้นผิวก็มีผล และ GPS ในร่มใช้ไม่ได้ นาฬิกาจะเดาระยะจาก accelerometer ดังนั้นอย่าเทียบเพซลู่วิ่งกับกลางแจ้งโดยตรง ให้เทียบกับลู่วิ่งด้วยกัน และกลางแจ้งกับเส้นทางเดิม

ตารางที่ 3: จำนวนก้าวต่อวันตามกลุ่ม

ตัวเลขในตารางนี้มาจากงานศึกษาเชิงสังเกตและงานทบทวน ช่วงที่ให้คือช่วงที่ความเสี่ยงเริ่มแบนราบ ไม่ใช่เป้าที่ทุกคนต้องทำให้ได้

กลุ่ม ช่วงก้าวต่อวัน ที่มาของตัวเลข หมายเหตุ
ผู้ใหญ่ทั่วไป อายุน้อยกว่า 60 ปี 8,000–10,000 meta-analysis 15 ชุดข้อมูล ผู้ใหญ่ 47,471 คน[4] ความเสี่ยงลดต่อเนื่องจนถึงช่วงนี้แล้วแบนราบ
ผู้ใหญ่อายุ 60 ปีขึ้นไป 6,000–8,000 ชุดข้อมูลเดียวกัน[4] จุดที่ประโยชน์เริ่มอิ่มตัวต่ำกว่ากลุ่มอายุน้อย
ผู้สูงอายุที่ยังเดินคล่อง 7,000–10,000 งานทบทวนการแปลงแนวทางกิจกรรมทางกายเป็นจำนวนก้าว[2] เทียบเท่ากิจกรรมหนักปานกลาง 30 นาที/วัน บนพื้นฐานการเดินประจำวัน
ผู้หญิงสูงอายุ เริ่มเห็นผลที่ประมาณ 4,400 งานศึกษาหญิง 16,741 คน อายุเฉลี่ย 72 ปี[7] เทียบกลุ่มที่เดินประมาณ 2,700 ก้าว แล้วแบนราบที่ประมาณ 7,500
ผู้มีความพิการหรือโรคเรื้อรังที่จำกัดการเคลื่อนไหว เริ่มจากค่าฐานแล้วเพิ่มทีละน้อย งานทบทวนกลุ่มพิเศษ[2] ค่าพื้นฐานกลุ่มนี้อยู่ที่ 1,200–8,800 ก้าว และโปรแกรมเพิ่มก้าวให้ผลเฉลี่ยราว 2,215 ก้าว/วัน

ตัวเลขที่สำคัญกว่าคือค่าฐานของคุณเอง ถ้าเดินวันละ 4,000 ก้าว การเพิ่มเป็น 5,000 ให้ประโยชน์มากกว่าการกระโดดไป 10,000 ในสัปดาห์เดียว

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): ตัวเลขก้าวในบทนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่แผนเฉพาะบุคคล ผู้ที่มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ ปัญหาข้อเข่าหรือข้อสะโพก ผู้ที่เพิ่งผ่าตัด ผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงหกล้ม และหญิงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดก่อนเพิ่มกิจกรรม เริ่มจากค่าฐานเดิมและเพิ่มทีละ 500–1,000 ก้าวต่อสัปดาห์ หยุดและพบแพทย์หากมีเจ็บหน้าอก หน้ามืด วูบ หรือเจ็บข้อที่เพิ่มขึ้น

10,000 ก้าวมาจากไหน และหลักฐานจริงว่ากี่ก้าว

ตัวเลข 10,000 ก้าวไม่ได้มาจากการทดลองทางคลินิก งานทบทวนที่ไล่ที่มาของคำแนะนำนี้สรุปว่าเริ่มจากชมรมเดินญี่ปุ่นและสโลแกนทางการตลาดของเครื่องนับก้าวเมื่อราวสามทศวรรษก่อนหน้า[1]

หลักฐานปัจจุบันชี้สามเรื่อง เรื่องแรก ความเสี่ยงเสียชีวิตลดลงตามจำนวนก้าวจนถึงจุดหนึ่งแล้วแบนราบ และจุดนั้นขึ้นกับอายุ งานวิเคราะห์ผู้ใหญ่ 47,471 คนจาก 15 ชุดข้อมูลพบว่าลดต่อเนื่องจนถึง 6,000–8,000 ก้าวสำหรับคนอายุ 60 ปีขึ้นไป และ 8,000–10,000 ก้าวสำหรับคนอายุน้อยกว่า โดยกลุ่มที่เดินมากที่สุดมีความเสี่ยงต่ำกว่ากลุ่มที่เดินน้อยที่สุดด้วย hazard ratio 0.47[4]

เรื่องที่สอง ประโยชน์เริ่มเห็นตั้งแต่จำนวนที่ต่ำกว่า 10,000 มาก งานศึกษาในหญิงสูงอายุ 16,741 คนพบว่าแค่ราว 4,400 ก้าวต่อวันก็สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ต่ำกว่ากลุ่มที่เดิน 2,700 ก้าว และลดลงจนแบนราบที่ราว 7,500 ก้าว[7] งานศึกษาในผู้ใหญ่สหรัฐ 4,840 คนพบว่า 8,000 ก้าวเทียบกับ 4,000 ก้าวสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่ำกว่า 51% และ 12,000 ก้าวต่ำกว่า 65%[6] ขณะที่งานศึกษาในวัยกลางคนพบว่าเริ่มเห็นที่ราว 7,000 ก้าว[5]

เรื่องที่สาม 10,000 ขึ้นไปยังไม่ใช่เพดาน งานศึกษาใน UK Biobank ผู้ใหญ่ 78,500 คนพบว่าประโยชน์ยังเพิ่มขึ้นจนถึงราว 10,000 ก้าว[8] แต่ยังไม่พอจะบอกว่าเกินกว่านั้นได้ประโยชน์เพิ่ม

ข้อจำกัดคือเป็นการศึกษาเชิงสังเกต จึงบอกได้แค่ว่าคนที่เดินมากกว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่า ไม่ได้พิสูจน์ว่าเดินแล้วจะลดความเสี่ยงได้ทั้งหมด เพราะคนที่ป่วยจะเดินได้น้อยกว่าตั้งแต่ก่อนเริ่มศึกษา และเครื่องวัดต่างกัน บางงานใช้ accelerometer ที่สะโพก บางงานใช้ที่ข้อมือ

เครื่องนับก้าว/สมาร์ทวอทช์วัดอะไร และพลาดตรงไหน

เครื่องนับก้าวทุกรุ่นใช้ accelerometer วัดความเร่งของร่างกายแล้วใช้อัลกอริทึมนับยอดที่มีรูปแบบคล้ายก้าวเดิน โดยปรับให้แม่นกับการเดินวิ่งบนพื้นเรียบ

งานทบทวน Fitbit 67 งานพบว่าเครื่องผ่านเกณฑ์ความคลาด ±3% ในสภาพควบคุมและ ±10% ในสภาพใช้จริงได้เพียงราวครึ่งหนึ่งของการทดสอบ และมักนับเกินเมื่อเดินช้า[15] งานทบทวนอีกรอบพบว่าการนับก้าวในห้องแล็บสอดคล้องสูง (ค่าสหสัมพันธ์มากกว่า 0.80) แต่ระยะทางนับเกินตอนเดินช้าและนับขาดตอนวิ่งเร็ว ขณะที่พลังงานมักประเมินต่ำกว่าจริง[16]

สมาร์ทโฟนมีปัญหาเพิ่มเพราะไม่ได้อยู่กับตัวคุณตลอด งานศึกษาในผู้ใหญ่ 54 คนพบว่า iPhone นับก้าวต่ำกว่าเครื่องนับก้าวแบบพกพาถึง 12% และคนที่แทบไม่พกมือถือต่างถึงวันละ 3,000 ก้าว[17]

กิจกรรม เครื่องนับก้าวที่ข้อมือทำอะไร ความน่าเชื่อถือ
เดินพื้นเรียบ ความเร็วปกติ นับได้ใกล้เคียงที่สุด สูง
วิ่ง นับได้ดี แต่ความยาวก้าวเปลี่ยนทำให้ระยะคลาด ปานกลางถึงสูง
เดินช้า ๆ ในบ้าน มักนับเกิน เพราะการขยับแขนเล็ก ๆ ถูกนับเป็นก้าว ต่ำ
เข็นรถเข็นหรือถือของสองมือ นับขาด เพราะแขนไม่แกว่ง ต่ำ
จักรยาน นับได้น้อยมาก ทั้งที่ใช้แรงมาก ใช้ไม่ได้
ว่ายน้ำ มักถอดออกหรือปิดโหมด ไม่นับ ใช้ไม่ได้
ขึ้นบันได นับก้าวได้ แต่พลังงานที่ใช้สูงกว่าพื้นเรียบมาก นับก้าวใช้ได้ แต่แคลอรี่คลาดสูง

ก้าวเป็นหน่วยที่หยาบ มันนับการขยับขา ไม่ได้วัดความหนัก ถ้าอยากรู้ว่าหนักพอหรือไม่ ให้ดู cadence เพราะงานทบทวนพบว่า 100 ก้าวต่อนาทีสอดคล้องกับความหนักระดับปานกลาง (3 METs) ในผู้ใหญ่[3] แปลว่าเดิน 30 นาทีที่ 100 ก้าวต่อนาทีคือกิจกรรมหนักปานกลาง

ตั้งเป้าจากค่าฐานของตัวเอง: แผน 3 สัปดาห์

วิธีที่ได้ผลคือเริ่มจากค่าฐานของตัวเองแล้วเพิ่มทีละน้อย

สัปดาห์ที่ 0 คือการวัดฐาน ใส่เครื่องทุกวัน 7 วันต่อเนื่อง ตลอดเวลาตื่นอย่างน้อย 10 ชั่วโมงต่อวัน และมีอย่างน้อย 4 วันที่ใส่ครบ ตัวเลขที่ใช้คือค่าเฉลี่ย 7 วัน ไม่ใช่ค่าสูงสุดของวันใดวันหนึ่ง

สัปดาห์ เป้าหมาย วิธีตรวจ
วัดฐาน (7 วัน) ไม่มีเป้า แค่วัด ใส่เครื่องทุกวัน บันทึกค่าเฉลี่ย
สัปดาห์ที่ 1 ฐาน + 500 ก้าว/วัน ค่าเฉลี่ย 7 วันต้องสูงกว่าฐาน
สัปดาห์ที่ 2 ฐาน + 1,000 ก้าว/วัน ค่าเฉลี่ย 7 วัน และจำนวนวันที่มีกิจกรรม
สัปดาห์ที่ 3 คงระดับเดิม หรือ +1,500 ถ้าไม่มีอาการ ทบทวนอาการเจ็บข้อ ความเหนื่อย และการนอน

หลักที่ทำให้ได้ผลมีสามข้อ เพิ่มทีละ 500–1,000 ก้าวต่อสัปดาห์เพราะเส้นเอ็นและกระดูกปรับตัวช้ากว่ากล้ามเนื้อและหัวใจ มีวันพัก 1–2 วัน และวัดซ้ำด้วยเครื่องเดิมกับจำนวนวันเท่ากัน ถ้าเจ็บข้อ ฝ่าเท้า หรือเอ็นร้อยหวาย ให้ลดกลับไปที่ระดับสัปดาห์ก่อนหน้า

เป้าที่ไม่ควรใช้คือ “ให้ถึง 10,000 ทุกวัน” เพราะคนที่ฐาน 3,000 ก้าวต้องเพิ่ม 233% ในเดือนเดียว ซึ่งสูงเกินจริง งานทบทวนพบว่าโปรแกรมเพิ่มก้าวให้ผลเฉลี่ย 775 ก้าวต่อวัน และในกลุ่มผู้สูงอายุหรือกลุ่มพิเศษราว 2,215 ก้าว[2]

กับดัก: แคลอรี่จากจำนวนก้าว และการแข่งก้าวในแอป

แอปส่วนใหญ่แสดงแคลอรี่จากจำนวนก้าว และตัวเลขนี้เชื่อถือได้น้อย งานทบทวนพบว่าอุปกรณ์สวมใส่มักประเมินพลังงานต่ำกว่าจริง และคลาดมากพอจะทำให้ตัดสินใจเรื่องอาหารผิด[16] เพราะแอปไม่รู้ว่าคุณเดินพื้นราบหรือขึ้นเขา

กับดักที่สองคือการแข่งก้าวในแอปหรือกลุ่มเพื่อน กระตุ้นได้ดีในสัปดาห์แรก แต่สิ่งที่เกิดบ่อยคือเดินวนบ้านตอนสี่ทุ่มเพื่อให้ชนะแล้วนอนดึกขึ้น

กับดักที่สามคือคิดว่าก้าวทุกก้าวมีค่าเท่ากัน งานศึกษาใน UK Biobank พบว่า cadence ที่เพิ่มจากจำนวนก้าวรวมยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ต่ำลง[8] แปลว่า 10,000 ก้าวที่เดินช้าตลอดวันกับ 10,000 ก้าวที่มีช่วงเดินเร็ว 30 นาทีอยู่ข้างในนั้นต่างกัน

วิธีที่สมดุลคือใช้จำนวนก้าววัดปริมาณ และจำนวนนาทีที่หายใจแรงวัดคุณภาพ เกณฑ์ที่ควรดูคู่กันคือ 150–300 นาทีของกิจกรรมหนักปานกลางต่อสัปดาห์ หรือ 75–150 นาทีของกิจกรรมหนักมาก พร้อมฝึกความแข็งแรงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง[9]

บันทึกและตีความ: ค่าเฉลี่ย 7 วันดีกว่ารายวัน

ตัวเลขรายวันทำให้เข้าใจผิดง่าย เพราะวันหนึ่งฝนตก วันหนึ่งป่วย ตัวเลขที่ใช้ตัดสินควรเป็นค่าเฉลี่ย 7 วัน พร้อมบันทึกตัวชี้วัดอื่นกำกับ

วันที่ ก้าวรวม นาทีกิจกรรมหนักปานกลาง cadence สูงสุด 30 นาที หมายเหตุ
จันทร์
อังคาร
พุธ
พฤหัสบดี
ศุกร์
เสาร์
อาทิตย์
ค่าเฉลี่ย 7 วัน

คอลัมน์ก้าวรวมบอกปริมาณ คอลัมน์นาทีที่หายใจแรงบอกคุณภาพและสัมพันธ์กับเกณฑ์องค์การอนามัยโลกโดยตรง[9] ส่วน cadence สูงสุด 30 นาทีสัมพันธ์กับผลลัพธ์สุขภาพเพิ่มเติม[8]

วิธีตีความมีสามข้อ ดูแนวโน้มรายสัปดาห์ไม่ใช่รายวัน ดูจำนวนวันที่มีกิจกรรมเพราะทำได้ 5 วันจาก 7 ดีกว่าเดินหนักแค่วันเดียว และดูว่าเป้ายั่งยืนหรือไม่

ข้อสุดท้ายคืออย่าใช้ตัวเลขนี้ตัดสินสุขภาพทั้งหมด จำนวนก้าวไม่ได้บอกคุณภาพการนอนหรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

คำถามที่พบบ่อย

เพซ 7:00 เร็วไหม

เพซ 7:00 เท่ากับความเร็ว 8.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจบ 5K ที่ 35:00 ถ้าคงเพซนี้ได้ตลอดทาง สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มวิ่งนี่เป็นเพซที่เร็วใช้ได้ ขณะที่นักวิ่งที่ซ้อมมาหลายปีมักใช้เป็นเพซฟื้นตัว

แปลงเพซเป็น km/h อย่างไร

ใช้สูตร 60 หารด้วยเพซที่เป็นนาที เช่น 6:30 คือ 6.5 นาที ได้ 9.2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และ 5:00 ได้ 12.0 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แปลงกลับด้วย 60 หารด้วยความเร็ว

วิ่ง 5K ให้จบใน 30 นาที ต้องเพซเท่าไร

ต้องเพซ 6:00 ต่อกิโลเมตร หรือความเร็ว 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะ 30 นาทีหาร 5 กิโลเมตรเท่ากับ 6 นาทีต่อกิโลเมตร ถ้าซ้อมที่เพซนี้ไม่ได้ตลอดทาง ให้เริ่มจากเพซที่ทำได้จริงแล้วค่อย ๆ ลด

วันละ 10,000 ก้าวจำเป็นไหม

ไม่จำเป็น ตัวเลขนี้มาจากสโลแกนการตลาดของเครื่องนับก้าวญี่ปุ่น ไม่ได้มาจากการทดลองทางคลินิก งานวิเคราะห์ 15 ชุดข้อมูลพบว่าความเสี่ยงเสียชีวิตลดลงจนถึง 6,000–8,000 ก้าวสำหรับคนอายุ 60 ปีขึ้นไป และ 8,000–10,000 ก้าวสำหรับคนอายุน้อยกว่า แล้วจึงแบนราบ

กี่ก้าวต่อวันดีสำหรับผู้สูงอายุ

งานศึกษาในหญิงอายุเฉลี่ย 72 ปีพบว่าประมาณ 4,400 ก้าวต่อวันเริ่มสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ต่ำกว่ากลุ่มที่เดิน 2,700 ก้าว และประโยชน์เพิ่มขึ้นจนถึงราว 7,500 ก้าว ส่วนงานทบทวนอีกรายประเมินว่ากิจกรรมหนักปานกลาง 30 นาทีต่อวันเทียบเท่าราว 7,000–10,000 ก้าว

เพซในลู่วิ่งเท่ากับกลางแจ้งไหม

ไม่เท่า การวิ่งลู่วิ่งที่ความเร็วเดียวกันใช้พลังงานน้อยกว่าเพราะไม่มีแรงต้านอากาศ งานทดลองพบว่าความชัน 1% ทำให้ค่าออกซิเจนใกล้เคียงกับการวิ่งบนถนนเรียบมากที่สุดในช่วง 10.5–18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ยังไม่ชดเชยลมและอุณหภูมิ

เพซซ้อมควรช้ากว่าเพซแข่งแค่ไหน

ขึ้นกับโซน เพซฟื้นตัวมักอยู่ที่ 1.35–1.50 เท่าของเพซแข่ง 5K เพซแอโรบิกเบา 1.25–1.35 เท่า เพซเทมโป 1.10–1.15 เท่า และเพซทรีชโฮลด์ 1.05–1.08 เท่า โดยให้ประมาณ 80% ของรอบซ้อมอยู่ที่ความหนักต่ำ และอีก 20% เป็นงานหนัก

จำนวนก้าวในมือถือแม่นไหม

แม่นน้อยกว่าเครื่องที่ใส่ติดตัว งานศึกษาในผู้ใหญ่ 54 คนพบว่า iPhone นับก้าวได้ต่ำกว่าเครื่องนับก้าวแบบพกพาถึง 12% และคนที่แทบไม่พกมือถือต่างถึงวันละประมาณ 3,000 ก้าว ตัวเลขจากมือถือจึงควรอ่านเป็นค่าต่ำสุด

สรุป

เพซกับจำนวนก้าวเป็นตัวเลขคนละชนิดแต่ธรรมชาติเดียวกัน คือต้องแปลงเป็นความหมายก่อนใช้ เพซแปลงเป็นความเร็วด้วยการเอา 60 หาร และเป็นเวลาจบระยะด้วยการคูณระยะทาง ส่วนสูตร Riegel ปรับเวลาข้ามระยะด้วยการยกกำลัง 1.06 ซึ่งใกล้ความจริงกว่าการคูณตรง[10]

ฝั่งจำนวนก้าว หลักฐานชี้ว่าประโยชน์เริ่มเห็นตั้งแต่ราว 4,400 ก้าวในผู้สูงอายุ และเริ่มแบนราบที่ 6,000–8,000 ก้าวสำหรับคนอายุ 60 ปีขึ้นไป กับ 8,000–10,000 ก้าวสำหรับคนอายุน้อยกว่า[4],[7] ส่วนตัวเลข 10,000 ที่ได้ยินกันทั่วไปมาจากการตลาด[1]

วิธีใช้ที่ได้ผลที่สุดคือวัดค่าฐานของตัวเอง 7 วัน เพิ่มสัปดาห์ละ 500–1,000 ก้าว และดูค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์คู่กับจำนวนนาทีที่หายใจแรง เพราะปริมาณและคุณภาพเป็นคนละคำถาม

แหล่งอ้างอิง