คัดจมูกคือความรู้สึกว่าทางเดินหายใจในโพรงจมูกแคบลงหรือตัน จนต้องฝืนหายใจหรือหายใจทางปาก อาการนี้เกิดจากการบวมของเยื่อบุจมูกและกระดูกก้นหอย (turbinate) มากกว่าจากน้ำมูกอุดตัน คนจำนวนมากจึงสงสัยเมื่อพบว่าตัวเอง “คัดจมูกแต่ไม่มีน้ำมูก” ซึ่งชี้ไปที่สาเหตุคนละกลุ่มกับหวัด[3],[4]
การรู้สึกคัดข้างเดียวบ่อยไม่ใช่เรื่องผิดปกติเสมอไป เพราะจมูกสลับข้างเป็นรอบตลอดวัน เรียกว่า nasal cycle และแบบจำลองพลศาสตร์ของไหลยืนยันว่าข้างที่บวมมีความต้านทานอากาศสูงกว่า[15] สิ่งที่ต้องแยกคือ “ข้างเดียวที่สลับข้างได้” กับ “ข้างเดียวตลอดเวลาและเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ” อย่างหลังต้องตรวจหาสาเหตุเชิงโครงสร้าง
คัดจมูกคืออะไร และทำไมรู้สึก “ข้างเดียว” บ่อย
โพรงจมูกแบ่งเป็นสองฝั่งด้วยผนังกั้น แต่ละฝั่งมีปีกจมูกที่พองตัวได้จากหลอดเลือดดำ เมื่อเยื่อบุบวมจากหวัด ภูมิแพ้ หรือสารระคายเคือง ช่องลมที่แคบอยู่แล้วจะแคบลงอีก โดยเฉพาะบริเวณวาล์วจมูก (nasal valve)
กลไกการบวมมีสามระดับ ระดับแรกคือการอักเสบจากเชื้อหรือภูมิแพ้ ซึ่งมักมีน้ำมูกและอาการร่วม ระดับที่สองคือการตอบสนองต่อสารระคายเคืองหรืออุณหภูมิในโรคจมูกอักเสบไม่ใช่ภูมิแพ้ โดยชนิด vasomotor คิดเป็นประมาณร้อยละ 80 ของกลุ่มนี้[12] ระดับที่สามคือปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งผนังกั้นเบี้ยว ปีกจมูกโต ติ่งเนื้อ และต่อม Adenoid ซึ่งไม่ตอบสนองต่อยาพ่นในระยะยาว
nasal cycle อธิบายว่าทำไมคนปกติจึงรู้สึกว่าจมูกข้างหนึ่งตัน ข้างที่บวมจะเด่นชัดตอนนอนตะแคงเพราะแรงโน้มถ่วงทำให้เลือดคั่งด้านล่าง หลายคนจึงตื่นมาแล้วรู้สึกว่าข้างที่หนุนหมอนตัน และโล่งขึ้นเมื่อพลิกตัว อาการที่บอกว่าไม่ใช่รอบปกติคือตันข้างเดิมตลอด ตันมากขึ้นเป็นเดือน มีเลือดกำเดาไหลซ้ำ ได้กลิ่นลดลง หรือปวดหน้าข้างเดียว
4 กลุ่มสาเหตุ: ติดเชื้อ ภูมิแพ้ โครงสร้าง และยา/ฮอร์โมน
การแยกกลุ่มสาเหตุช่วยให้เลือกวิธีดูแลตรงจุด เพราะยาพ่นแต่ละชนิดออกฤทธิ์คนละกลไก
| กลุ่มสาเหตุ | ลักษณะน้ำมูก | ระยะเวลา | สัญญาณที่ต้องตรวจ |
|---|---|---|---|
| ติดเชื้อไวรัส (หวัด) | ใสแล้วข้นสีเหลืองอ่อน | ดีขึ้นภายในประมาณ 10 วัน | ไข้สูงเกิน 3 วัน ปวดหน้าข้างเดียว ดีขึ้นแล้วกลับแย่ลง |
| ภูมิแพ้ | ใส เหลว ไหลตลอด | เป็น ๆ หาย ๆ หรือตามฤดู | คันตา จามเป็นชุด ผื่นผิวหนัง |
| โครงสร้าง (ผนังกั้นเบี้ยว ติ่งเนื้อ) | มักไม่มีน้ำมูก หรือมีข้างเดียว | เป็นเดือนถึงปี ตันข้างเดิม | ตันตลอดข้างเดียว ได้กลิ่นลดลง |
| ยาและฮอร์โมน | แห้งหรือมีน้อย | เริ่มหลังใช้ยาพ่นต่อเนื่องหลายวัน | ใช้ยาพ่นเกิน 7 วันแล้วยิ่งตัน |
| สารระคายเคือง (nonallergic) | มีน้อยถึงปานกลาง | เรื้อรัง ไม่เป็นตามฤดู | จามน้อย แต่ไวต่อกลิ่นและอากาศ |
หวัดและไซนัสอักเสบเฉียบพลันเกิดจากไวรัสเป็นส่วนใหญ่ การติดเชื้อแบคทีเรียพบน้อยกว่ามาก อาการที่ชวนให้นึกถึงเชื้อแบคทีเรียคือไม่ดีขึ้นเลยหลัง 10 วัน หรือดีขึ้นแล้วกลับแย่ลงใหม่พร้อมไข้และน้ำมูกข้น[2]
กลุ่มภูมิแพ้ในไทยมีขนาดใหญ่ ข้อมูลในประเทศรายงานความชุกโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าเป็นร้อยละ 44.2 และผลสำรวจ ISAAC ระยะที่ 3 พบความชุกในเด็กถึงร้อยละ 50.6[21] กลุ่มโครงสร้างถูกมองข้ามบ่อยเพราะผู้ป่วยบอกว่า “เป็นหวัดไม่หาย” ทั้งที่ไม่มีน้ำมูก ส่วนกลุ่มยารวมถึงยาพ่นเกินขนาด การตั้งครรภ์ และยาลดความดันบางกลุ่ม
คัดจมูกจากหวัดกับภูมิแพ้: แยกจากน้ำมูกและเวลา
หวัดกับภูมิแพ้ให้อาการคล้ายกันจนสับสน แต่แยกได้จากน้ำมูก จังหวะ อาการร่วม และไข้
หวัดมักเริ่มด้วยเจ็บคอเล็กน้อย แล้วตามด้วยคัดจมูกและน้ำมูกใส จากนั้นน้ำมูกข้นขึ้นและลดลงภายในหนึ่งถึงสิบวัน ผู้ป่วยอาจมีไข้ต่ำและอ่อนเพลีย แต่ไม่คันตาและไม่จามเป็นชุด อาการหวัดติดต่อกันได้ จึงมักมีคนในบ้านเป็นตามกัน
ภูมิแพ้ไม่มีไข้และไม่ติดต่อ อาการเด่นคือคัดจมูกพร้อมน้ำมูกใสไหลตลอด จามเป็นชุด ๆ ละหลายครั้ง คันจมูก คันตาและน้ำตาไหล และเป็นซ้ำในเวลาเดิมของปีหรือในที่เดิม เช่น ห้องนอนที่มีไรฝุ่น อาการจะดีขึ้นเมื่อออกจากที่กระตุ้น
| ประเด็น | หวัด | ภูมิแพ้ |
|---|---|---|
| น้ำมูก | ใสแล้วข้น เหลืองอ่อน | ใส เหลว ไหลตลอด |
| ไข้ | มีได้ โดยเฉพาะ 2–3 วันแรก | ไม่มี |
| อาการร่วม | เจ็บคอ ไอ อ่อนเพลีย | คันตา จามเป็นชุด คันจมูก |
| จังหวะ | ปีละ 1–3 ครั้ง หายเอง | เป็นซ้ำตามฤดูหรือตลอดปี |
| การติดต่อ | ติดต่อทางละอองฝอย | ไม่ติดต่อ |
| ระยะเวลา | ประมาณ 10 วัน | เป็นนานหลายสัปดาห์ถ้าไม่กำจัดตัวกระตุ้น |
การแยกสองโรคนี้ออกมาสำคัญเพราะยาต่างกัน ยาแก้แพ้ชนิดกินช่วยเรื่องคันจมูก จาม และน้ำมูก แต่ช่วยคัดจมูกได้จำกัด ขณะที่สเตียรอยด์พ่นจมูกได้ผลกับคัดจมูกดีกว่า ในภูมิแพ้ปานกลางถึงรุนแรง แนวทาง ARIA ฉบับล่าสุดแนะนำให้ใช้สเตียรอยด์พ่นจมูกร่วมกับยาแก้แพ้พ่นจมูกมากกว่าการใช้เดี่ยว ๆ[1],[5]
คัดจมูกเรื้อรังเกิน 12 สัปดาห์: rhinitis กับ rhinosinusitis
เส้นแบ่งทางคลินิกคือ 12 สัปดาห์ อาการต่อเนื่องเกินสามเดือนถือว่าเรื้อรัง และต้องแยกว่าอักเสบแค่เยื่อบุจมูกหรือเข้าโพรงไซนัส
โรคจมูกอักเสบเรื้อรัง (rhinitis) คือการอักเสบของเยื่อบุจมูกที่มีคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม และคัน โดยไม่มีหลักฐานว่าโพรงไซนัสร่วมอักเสบ ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งไม่พบภูมิแพ้เลย และจัดอยู่ในกลุ่ม nonallergic ซึ่งส่วนใหญ่ไม่คันตาและไม่ตอบสนองต่อยาแก้แพ้ชนิดกิน[12]
โรคโพรงไซนัสอักเสบเรื้อรัง (CRS) ต้องมีเกณฑ์ครบสองข้อ คืออาการอย่างน้อยสองข้อใน 12 สัปดาห์ ได้แก่ คัดจมูกหรือน้ำมูกข้น ปวดหรือแน่นใบหน้า และได้กลิ่นลดลง ร่วมกับหลักฐานการอักเสบจากผลตรวจ เช่น ส่องกล้องพบหนองหรือติ่งเนื้อ หรือภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แสดงเยื่อบุหนาตัว[2] เมื่อใช้เกณฑ์ครบ ความชุกจริงต่ำกว่าร้อยละ 5 และหนึ่งในสามมีติ่งเนื้อร่วมด้วย[13]
อาการที่ต้องสนใจเป็นพิเศษคือได้กลิ่นลดลง เพราะพบได้ร้อยละ 60–80 ของผู้ป่วย CRS และมากเป็นพิเศษในกลุ่มที่มีติ่งเนื้อ ร่วมกับผลกระทบชัดเจนต่อคุณภาพชีวิตด้านอารมณ์และการกินอาหาร[14]
ยาพ่นจมูก 3 ชนิดที่ต่างกันมาก
ยาพ่นจมูกทุกขวดหน้าตาคล้ายกัน แต่กลไกและข้อจำกัดต่างกันมาก การหยิบผิดชนิดทำให้คัดจมูกแย่ลง
| ชนิด | ตัวอย่าง | เริ่มเห็นผล | ใช้ต่อเนื่อง | ข้อควรระวังหลัก |
|---|---|---|---|---|
| ยาลดบวมพ่นจมูก | oxymetazoline, xylometazoline | ภายในไม่กี่นาที | ไม่เกิน 7 วัน | ติดยา กลับมาตันหนักกว่าเดิม |
| สเตียรอยด์พ่นจมูก | fluticasone, budesonide, mometasone | 1–3 วันแรกเริ่มดีขึ้น ชัดเจนใน 1–2 สัปดาห์ | ใช้ต่อเนื่องได้ตามแพทย์สั่ง | ต้องพ่นให้ถูกทิศ ไม่งั้นไม่ได้ผล |
| น้ำเกลือล้างจมูก | 0.9% หรือ 3% | ทันทีที่ล้าง แต่ผลอยู่ไม่นาน | ใช้ได้ทุกวัน | ต้องใช้น้ำสะอาดและล้างอุปกรณ์ให้แห้ง |
ยาลดบวมพ่นจมูก โล่งเร็วที่สุดในบรรดาทั้งสามชนิด การทบทวนหลักฐานล่าสุดพบว่า oxymetazoline และ xylometazoline ได้ผลดีและรวดเร็ว ไม่พบหลักฐานว่าเกิดการติดยาหรือกลับมาตันภายใน 7 วันเมื่อใช้ขนาดตามคำแนะนำ รวมถึงในงานศึกษาที่ออกแบบดีถึง 4 สัปดาห์[9] แต่ฉลากยายังจำกัดระยะเวลาไว้สั้น ๆ เพราะผู้ป่วยจำนวนมากใช้เกินขนาดและต่อเนื่องเป็นเดือน[8],[9]
สเตียรอยด์พ่นจมูก เป็นยาหลักของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ปานกลางถึงรุนแรง และเป็นตัวเลือกแรกเมื่อคัดจมูกเป็นอาการเด่น การวิเคราะห์อภิมาน 151 การทดลองพบว่ายากลุ่มนี้และสูตรผสมกับยาแก้แพ้พ่นจมูกมีโอกาสสูงที่สุดที่จะลดคะแนนอาการและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้มาก[5],[24] ปัญหาที่พบบ่อยคือวิธีพ่น การศึกษาในผู้ป่วย 81 รายพบว่าคะแนนทักษะการพ่นก่อนให้คำแนะนำอยู่ที่ 4.31 จาก 11 คะแนน และเพิ่มเป็น 9.84 หลังการสอน[20]
น้ำเกลือล้างจมูก ไม่ใช่ยา แต่ช่วยลดสารก่อภูมิแพ้และน้ำมูกข้นออกจากโพรงจมูก การทบทวนของ Cochrane รวม 14 การทดลอง ผู้เข้าร่วม 747 คน พบว่าลดความรุนแรงของอาการได้ในระดับผลขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับไม่ล้าง แต่คุณภาพหลักฐานต่ำและติดตามไม่เกินสามเดือน[6] ส่วนน้ำเกลือเข้มข้น 3% ดีกว่ากลุ่มควบคุม แต่ไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญจาก 0.9% โดยตรง[7]
อันตรายจากยาพ่นลดบวม: rhinitis medicamentosa
rhinitis medicamentosa คือภาวะที่เยื่อบุจมูกไวเกิน บวม และดื้อต่อยา จากการใช้ยาลดบวมพ่นจมูกมากเกินไป อาการเด่นคือยิ่งพ่นยิ่งตัน โล่งไม่กี่ชั่วโมงแล้วกลับมาตรงข้ามหนักกว่าเดิม
กลไกคือการหดหลอดเลือดซ้ำ ๆ ทำให้เลือดไหลกลับมาคั่งมากกว่าปกติเมื่อยาหมดฤทธิ์ สารกันเสียในขวดยายิ่งซ้ำเติมอาการบวมในผู้ที่ใช้ต่อเนื่องเป็นเดือน[8] ผู้ป่วยหลายรายเข้าใจผิดว่า “ยาหมดฤทธิ์เพราะหวัดลงคอ” และหันไปพ่นถี่ขึ้น
การถอนยาต้องทำอย่างมีแบบแผน เพราะหยุดทันทีจะทำให้ตันหนักจนทนไม่ได้ วิธีที่ใช้กันคือหยุดทีละข้าง โดยยังพ่นข้างที่ตันหนักไว้ก่อน แล้วใช้สเตียรอยด์พ่นจมูกช่วยลดการอักเสบระหว่างถอนยา[8] ผู้ที่ถอนยาเองไม่สำเร็จควรให้แพทย์ดูแล
ข้อที่ต้องย้ำคือห้ามใช้ยาพ่นลดบวมเป็นวิธีแก้คัดจมูกประจำวัน และห้ามใช้ในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ตั้งครรภ์โดยไม่ปรึกษาแพทย์
คัดจมูกตอนตั้งครรภ์: pregnancy rhinitis
คัดจมูกในคนตั้งครรภ์เป็นภาวะของตัวเอง เรียกว่า pregnancy rhinitis โดยไม่มีไข้ ไม่มีการติดเชื้อ และไม่มีอาการคันตาอย่างภูมิแพ้ กลไกหลักเชื่อว่าเกิดจากฮอร์โมนเอสโทรเจน โปรเจสเตอโรน และปัจจัยจากการตั้งครรภ์ที่ทำให้หลอดเลือดในเยื่อบุจมูกขยายตัว[11] งานทบทวนระบุว่าการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงเดียวที่พบตรงกันในหลายการศึกษา[10]
อาการมักเริ่มได้ทุกไตรมาส ต่อเนื่องจนคลอด และทุเลาภายในสองสัปดาห์หลังคลอด การแยกจากภูมิแพ้สำคัญเพราะการรักษาต่างกัน ผู้ที่เคยเป็นภูมิแพ้อาจกำเริบขึ้นจึงต้องดูประวัติและตัวกระตุ้นร่วมด้วย[10]
สิ่งที่ทำได้เองและปลอดภัยคือล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เพิ่มความชื้น หนุนศีรษะสูงขึ้นเล็กน้อย และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่กับกลิ่นฉุน ซึ่งเป็นแนวทางที่แนะนำให้เริ่มก่อนใช้ยา[10],[11] หากยังไม่พอ แพทย์อาจพิจารณาสเตียรอยด์พ่นจมูกภายใต้การดูแล ยาที่ควรเลี่ยงคือยาลดบวมทั้งชนิดกินและชนิดพ่นในระยะแรกของการตั้งครรภ์ และยาผสมหลายตัวในขวดเดียว
คัดจมูกในเด็ก: สิ่งที่ห้ามใช้และสัญญาณที่ต้องตรวจ
ทางเดินหายใจของเด็กเล็กแคบกว่าผู้ใหญ่ การบวมเพียงเล็กน้อยจึงทำให้ตันมาก และเด็กมักบอกอาการไม่ได้ ผู้ปกครองต้องสังเกตการหายใจทางปาก การนอนกรน การหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ หรือการตื่นกลางคืนบ่อย[23]
สิ่งที่ห้ามทำคือให้ยาลดบวมพ่นจมูกหรือยาแก้หวัดผสมหลายตัวแก่เด็กเล็กโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ข้อมูลการเฝ้าระวังผู้ป่วยพิษพบว่าอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาซื้อเองในเด็ก 513 กรณี เป็นความผิดพลาดในการให้ยา เกือบครึ่งเกิดในเด็กอายุ 2 ถึงต่ำกว่า 6 ปี และร้อยละ 93.2 เป็นการให้ขนาดผิด มักมาจากการตวงยาผิด[19]
สาเหตุที่พบบ่อยในเด็กคือต่อม Adenoid โต ซึ่งทำให้คัดจมูกเรื้อรัง หายใจทางปาก และนอนกรน การวิเคราะห์อภิมาน 30 การศึกษาผู้ป่วยเด็ก 2,301 คน พบว่าสเตียรอยด์พ่นจมูกลดขนาดต่อม ลดคะแนนอาการ และลดอัตราการผ่าตัด (RR 0.30)[17] สอดคล้องกับการทบทวนก่อนหน้า[18] แต่ต้องใช้ภายใต้การสั่งของแพทย์
สิ่งที่ต้องพาไปพบแพทย์คือคัดจมูกข้างเดียวร่วมกับน้ำมูกมีกลิ่นเหม็นหรือมีเลือด ซึ่งอาจเป็นสิ่งแปลกปลอม เด็กที่กรนทุกคืน หยุดหายใจขณะนอน หรือโตช้า ควรตรวจหาต่อม Adenoid และต่อมทอนซิล และการหายใจทางปากเรื้อรังยังส่งผลต่อการเจริญเติบโตของใบหน้าและฟัน
วิธีเปิดจมูกที่ได้ผลจริงก่อนใช้ยา
ก่อนหยิบยาพ่น มาตรการที่ปลอดภัยและมีหลักฐานพอควรใช้ก่อนหรือใช้ร่วมกันเสมอ
ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เป็นวิธีที่มีหลักฐานมากที่สุด ใช้น้ำเกลือ 0.9% หรือผสมเองโดยต้มน้ำให้เดือดแล้วปล่อยให้เย็นจนอุ่น หรือใช้น้ำกลั่นกับเกลือป่นปลอดไอโอดีนในสัดส่วนที่ถูกต้อง อุณหภูมิควรใกล้เคียงอุณหภูมิร่างกายเพื่อไม่ให้แสบ ห้ามใช้น้ำประปาสดจากก๊อกเพราะเสี่ยงเชื้อในน้ำ[6],[7] ล้างวันละหนึ่งถึงสองครั้งตอนเช้าและก่อนนอนก็เพียงพอ
เพิ่มความชื้นและดื่มน้ำให้พอ อากาศแห้งในห้องแอร์ทำให้เยื่อบุจมูกแห้งและบวมง่ายขึ้น เครื่องเพิ่มความชื้นที่ทำความสะอาดสม่ำเสมอช่วยได้ แต่ต้องระวังเชื้อราในถังน้ำ หนุนศีรษะสูงและพลิกตัวบ่อย ช่วยลดการคั่งเลือดตอนกลางคืน
ลดสารก่อภูมิแพ้ในห้องนอน เช่น เปลี่ยนปลอกหมอนบ่อย ซักผ้าปูที่นอนด้วยน้ำร้อน กำจัดฝุ่นใต้เตียง และเก็บสัตว์เลี้ยงออกจากห้องนอน ตามที่แนวทางโรคภูมิแพ้แนะนำร่วมกับยา[3] ออกกำลังกายเบา ๆ ทำให้จมูกโล่งชั่วคราวแต่ไม่ใช่การรักษา ไอน้ำร้อน เสี่ยงถูกลวกและไม่มีหลักฐานว่าได้ผลกว่าความชื้นทั่วไป แผ่นแปะดั้งจมูก ช่วยได้บ้างในคนที่ปีกยุบเวลาหายใจ แต่ไม่ได้แก้สาเหตุ
เมื่อไรต้องพบแพทย์หรือผ่าตัด
การผ่าตัดไม่ใช่ทางออกแรกของคัดจมูก และไม่ควรตัดสินใจจากภาพถ่าย เพราะต้องดูอาการ การตอบสนองต่อยา และผลตรวจภายใน
ผนังกั้นจมูกเบี้ยว ที่ทำให้ตันข้างเดียวตลอดและไม่ตอบสนองต่อยาพ่นหลายสัปดาห์ เป็นข้อบ่งชี้ที่พบบ่อยที่สุด ผลการศึกษาหลังผ่าตัดพบว่าผู้ป่วยรับรู้ว่าหายใจโล่งขึ้นจริง และรอบจมูกกลับมาทำงานใกล้เคียงคนปกติเมื่อวัดต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง[16] การผ่าตัดยังช่วยผู้ที่ใช้เครื่อง CPAP ไม่ได้ เพราะทำให้ความดันที่ต้องใช้ลดลงและใช้เครื่องได้สม่ำเสมอขึ้น[22]
ติ่งเนื้อในโพรงจมูก มักรักษาด้วยสเตียรอยด์พ่นหรือกินก่อน และผ่าตัดเมื่อยาไม่ได้ผลหรือติ่งเนื้อโตจนอุดกั้นมาก เลือดออกจมูกบ่อยหรือมาก โดยเฉพาะข้างเดียวและในผู้ใหญ่ ต้องตรวจคัดกรองโรคอื่นก่อน ปวดหน้าหรือใบหน้าบวม ร่วมกับไข้ ตามัว หรือเห็นภาพซ้อน เป็นภาวะแทรกซ้อนจากโพรงไซนัสอักเสบที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที
โดยทั่วไป ควรพบแพทย์เมื่ออาการต่อเนื่องเกิน 3 สัปดาห์โดยไม่ดีขึ้น ตันข้างเดียวตลอด ได้กลิ่นลดลง หรือมีเลือดออกซ้ำ แพทย์ที่เหมาะสมคือโสต ศอ นาสิกแพทย์ หรืออายุรแพทย์ภูมิแพ้
คำถามที่พบบ่อย
คัดจมูกข้างเดียวเกิดจากอะไร
สาเหตุที่พบบ่อยคือรอบจมูกปกติที่สลับข้างตลอดวัน แต่ถ้าตันข้างเดิมตลอด มักเกิดจากผนังกั้นจมูกเบี้ยว ติ่งเนื้อ หรือสิ่งแปลกปลอมในเด็ก และควรตรวจด้วยกล้อง[12],[16]
คัดจมูกเรื้อรังรักษาอย่างไร
เริ่มจากการแยกว่าเป็นภูมิแพ้ ไม่ใช่ภูมิแพ้ หรือโพรงไซนัสอักเสบ แล้วรักษาตามสาเหตุ ร่วมกับล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ กรณีภูมิแพ้ใช้สเตียรอยด์พ่นจมูกเป็นหลัก กรณีมีติ่งเนื้อหรือยาไม่ได้ผลจึงพิจารณาผ่าตัด[1],[2],[6]
ยาพ่นจมูกใช้ติดต่อกันได้กี่วัน
ยาลดบวมพ่นจมูกไม่ควรใช้ต่อเนื่องเกิน 7 วันตามฉลาก ส่วนสเตียรอยด์พ่นจมูกใช้ต่อเนื่องได้หลายสัปดาห์ถึงเดือนภายใต้การสั่งของแพทย์ เพราะออกฤทธิ์ช้าแต่ลดการอักเสบที่ต้นเหตุ[8],[9]
คัดจมูกไม่มีน้ำมูก ผิดปกติไหม
ไม่ผิดปกติ และพบได้บ่อยในกลุ่มที่เยื่อบุบวมจากสารระคายเคือง อากาศแห้ง ฮอร์โมน หรือความผิดปกติเชิงโครงสร้าง หากเป็นข้างเดียวตลอดหรือมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรตรวจหาสาเหตุ[12]
คัดจมูกตอนท้อง ใช้ยาอะไรได้
เริ่มด้วยน้ำเกลือล้างจมูก ความชื้น และหนุนศีรษะสูงก่อน หากยังไม่พอแพทย์อาจพิจารณาสเตียรอยด์พ่นจมูกที่เหมาะสม ยาลดบวมทั้งชนิดกินและพ่นควรเลี่ยงและต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้[10],[11]
ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือทำเองได้ไหม
ทำได้โดยใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้วหรือน้ำกลั่นผสมเกลือป่นปลอดไอโอดีนในสัดส่วนที่ถูกต้อง ห้ามใช้น้ำประปาสดจากก๊อกเพราะเสี่ยงเชื้อในน้ำ และล้างอุปกรณ์ให้สะอาดผึ่งแห้งทุกครั้ง[6]
คัดจมูกบ่อยจนได้กลิ่นหาย อันตรายไหม
การได้กลิ่นลดลงเป็นอาการสำคัญของโพรงไซนัสอักเสบเรื้อรังและติ่งเนื้อ ซึ่งพบได้ร้อยละ 60–80 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้ และกระทบคุณภาพชีวิตชัดเจน จึงควรได้รับการตรวจ[14],[2]
คัดจมูกต้องผ่าตัดเมื่อไร
เมื่อตันจากความผิดปกติเชิงโครงสร้าง เช่น ผนังกั้นเบี้ยวหรือติ่งเนื้อ ที่ไม่ตอบสนองต่อยาแล้ว และอาการรบกวนการนอนหรือการหายใจชัดเจน โดยแพทย์เป็นผู้ประเมินจากการตรวจภายใน ไม่ใช่จากอาการที่เล่าทางข้อความ[16],[22]
สรุป
คัดจมูกส่วนใหญ่เกิดจากการบวมของเยื่อบุจมูก ไม่ใช่แค่น้ำมูก และการรู้สึกข้างเดียวบ่อยมักเป็นรอบจมูกปกติที่สลับข้างตลอดวัน[15],[16] สิ่งที่ต้องแยกให้เร็วคือคัดจมูกข้างเดียวตลอดที่เป็นมากขึ้น ได้กลิ่นลดลง มีเลือดออกซ้ำ หรือมีอาการทางตาและใบหน้า ซึ่งชี้ไปที่ปัญหาเชิงโครงสร้าง ติ่งเนื้อ หรือภาวะแทรกซ้อนของโพรงไซนัสอักเสบ[2],[14] การดูแลที่ปลอดภัยเริ่มจากล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและลดสารก่อภูมิแพ้[6],[7] หากเป็นภูมิแพ้ สเตียรอยด์พ่นจมูกคือยาหลักที่ต้องพ่นให้ถูกวิธี[1],[5] ส่วนยาลดบวมพ่นจมูกใช้เฉพาะระยะสั้นและการถอนยาต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์[8],[9]
คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): บทนี้ช่วยให้เข้าใจสาเหตุของคัดจมูกและเลือกวิธีดูแลเบื้องต้นอย่างปลอดภัย ไม่ใช่คู่มือวินิจฉัยหรือคำแนะนำให้ซื้อยามาใช้เอง ห้ามใช้ยาพ่นลดบวมต่อเนื่องเกินกำหนดบนฉลาก และห้ามใช้ในเด็กเล็กโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ผู้ที่ตั้งครรภ์ มีความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ต่อมลูกหมากโต หรือต้อหิน ต้องถามแพทย์ก่อนใช้ยาลดบวม หากคัดจมูกข้างเดียวเรื้อรัง มีเลือดออกจมูกบ่อย เห็นภาพซ้อน ใบหน้าบวม หรือได้กลิ่นลดลงชัดเจน ให้พบแพทย์ทันที
แหล่งอ้างอิง
- . Sousa-Pinto B, Bousquet J, Vieira RJ, et al. Allergic Rhinitis and Its Impact on Asthma (ARIA)-EAACI Guidelines-2024-2025 Revision: Part I-Guidelines on Intra ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;81(4):954-976. doi:10.1111/all.70131. PMID 41324154. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Fokkens WJ, Lund VJ, Hopkins C, et al. European Position Paper on Rhinosinusitis and Nasal Polyps 2020. Rhinology. 2020;58(Suppl S29):1-464. doi:10.4193/Rhin2 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Wise SK, Damask C, Roland LT, et al. International consensus statement on allergy and rhinology: Allergic rhinitis – 2023. Int Forum Allergy Rhinol. 2023;13(4 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- -859. doi:10.1002/alr.23090. PMID 36878860. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Dykewicz MS, Wallace DV, Amrol DJ, et al. Rhinitis 2020: A practice parameter update. J Allergy Clin Immunol. 2020;146(4):721-767. doi:10.1016/j.jaci.2020.07. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Sousa-Pinto B, Vieira RJ, Brozek J, et al. Intranasal antihistamines and corticosteroids in allergic rhinitis: A systematic review and meta-analysis. J Allerg ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;154(2):340-354. doi:10.1016/j.jaci.2024.04.016. PMID 38685482. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Head K, Snidvongs K, Glew S, et al. Saline irrigation for allergic rhinitis. Cochrane Database Syst Rev. 2018;6(6):CD012597. doi:10.1002/14651858.CD012597.pub ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Singh N, Singh S, Sharma AK, et al. Efficacy of hypertonic saline nasal irrigation in allergic rhinitis: A systematic review and meta-analysis. Allergol Immun ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;53(5):164-178. doi:10.15586/aei.v53i5.1409. PMID 40923434. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Graf P. Rhinitis medicamentosa: aspects of pathophysiology and treatment. Allergy. 1997;52(40 Suppl):28-34. doi:10.1111/j.1398-9995.1997.tb04881.x. PMID 93535 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Hagen M, Varbiro G, Montanari E, et al. Revisiting Rhinitis Medicamentosa: Examining the Evidence on Topical Nasal Decongestants. J Pharm Pract. 2026;39(2):11 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- -139. doi:10.1177/08971900251350510. PMID 40580050. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Orban N, Maughan E, Bleach N. Pregnancy-induced rhinitis. Rhinology. 2013;51(2):111-119. doi:10.4193/Rhino12.045. PMID 23671891. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Dumitru CS, Zara F, Novacescu D, et al. Pregnancy Rhinitis: Pathophysiological Mechanisms, Diagnostic Challenges, and Management Strategies-A Narrative Review ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;15(8):1166. doi:10.3390/life15081166. PMID 40868814. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Baroody FM, Gevaert P, Smith PK, et al. Nonallergic Rhinopathy: A Comprehensive Review of Classification, Diagnosis, and Treatment. J Allergy Clin Immunol Pra ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;12(6):1436-1447. doi:10.1016/j.jaip.2024.03.009. PMID 38467330. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Sedaghat AR, Kuan EC, Scadding GK. Epidemiology of Chronic Rhinosinusitis: Prevalence and Risk Factors. J Allergy Clin Immunol Pract. 2022;10(6):1395-1403. do ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- .1016/j.jaip.2022.01.016. PMID 35092822. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Ahmed OG, Rowan NR. Olfactory Dysfunction and Chronic Rhinosinusitis. Immunol Allergy Clin North Am. 2020;40(2):223-232. doi:10.1016/j.iac.2019.12.013. PMID 3 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Wei J, He X, Yang Q, et al. Numerical simulation of the influence of nasal cycle on nasal airflow. Sci Rep. 2024;14(1):12161. doi:10.1038/s41598-024-63024-9. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Letzel J, Darbinjan A, Hummel T. The nasal cycle before and after nasal septoplasty. Eur Arch Otorhinolaryngol. 2022;279(10):4961-4968. doi:10.1007/s00405-022 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Alqutub A, Mozahim SF, Mozahim NF, et al. Effectiveness and safety of intranasal corticosteroids for adenoid Hypertrophy: A systematic review and meta-analysi ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;195:112450. doi:10.1016/j.ijporl.2025.112450. PMID 40609250. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Zhang L, Mendoza-Sassi RA, César JA, et al. Intranasal corticosteroids for nasal airway obstruction in children with moderate to severe adenoidal hypertrophy. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;(3):CD006286. doi:10.1002/14651858.CD006286.pub2. PMID 18646145. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Wang GS, Reynolds KM, Banner W, et al. Medication Errors From Over-the-Counter Cough and Cold Medications in Children. Acad Pediatr. 2020;20(3):327-332. doi:1 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- .1016/j.acap.2019.09.006. PMID 31562931. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Kc B, Khan GM, Shrestha N. Nasal Spray Use Technique Among Patients Attending the Out-Patient Department of a Tertiary Care Hospital, Gandaki Province, Nepal. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;9:155-160. doi:10.2147/IPRP.S266191. PMID 33062617. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Bunnag C, Jareoncharsri P, Tantilipikorn P, et al. Epidemiology and current status of allergic rhinitis and asthma in Thailand — ARIA Asia-Pacific Workshop r ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 09;27(1):79-86. PMID 19548633. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Elwany S, Bahgat AY, Ibrahim M, et al. Surgical correction of nasal obstruction in obstructive sleep apnea improves CPAP outcomes and compliance. Ir J Med Sci ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;191(6):2723-2728. doi:10.1007/s11845-021-02896-6. PMID 35083644. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Leboulanger N. Nasal obstruction in children. Eur Ann Otorhinolaryngol Head Neck Dis. 2016;133(3):183-186. doi:10.1016/j.anorl.2015.09.011. PMID 26471039. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Sousa-Pinto B, Vieira RJ, Bognanni A, et al. Efficacy and safety of intranasal medications for allergic rhinitis: Network meta-analysis. Allergy. 2025;80(1):9 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- -105. doi:10.1111/all.16384. PMID 39548801. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed