หน้าแดงหลังย้อมผมมักถูกตีความว่า “แพ้สี” ทันที แต่ในทางผิวหนังมีสองกลไกที่หน้าตาคล้ายกันมาก คือการระคายเคืองจากสารเคมีในน้ำยา กับการแพ้สัมผัสจริงซึ่งเป็นปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันแบบล่าช้า[1] ทั้งสองอย่างทำให้หน้าแดง คัน และแสบได้เหมือนกัน แต่การพยากรณ์โรค ระยะเวลาหาย และวิธีรับมือต่างกันคนละแบบ
บทความนี้อธิบายว่าอาการที่เกิดขึ้นคืออะไร ต้องไปโรงพยาบาลเมื่อไร และถ้ายังอยากย้อมผมต่อจะทำอย่างไรให้ปลอดภัย โดยอ้างอิงงานศึกษาเวชระเบียนผู้ป่วย การตรวจผลิตภัณฑ์ที่ขายจริง และแนวทางเวชปฏิบัติ
สรุปใน 30 วินาที: หน้าแดงหลังย้อมผมเกิดจากอะไร และอะไรคือสัญญาณที่ต้องไปโรงพยาบาลเลย
สาเหตุที่พบบ่อยและรุนแรงที่สุดคือผื่นแพ้สัมผัสจากพาราฟีนิลีนไดอะมีน (PPD) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสีย้อมผมถาวร ผื่นไม่ขึ้นทันทีแต่ใช้เวลา 24–72 ชั่วโมงหลังสัมผัส[1] และมักลามจากไรผมไปหน้าผาก ขมับ ใบหู และเปลือกตา ในผู้ป่วยยืนยัน 105 ราย ใบหน้าเป็นตำแหน่งที่พบผื่นบ่อยที่สุด และคันเป็นอาการนำ[2]
สัญญาณที่ต้องไปห้องฉุกเฉินทันทีคือ บวมริมฝีปาก เปลือกตา หรือลำคอ หายใจลำบาก เสียงแหบ กลืนลำบาก ผื่นลามกว้าง เป็นตุ่มน้ำพอง หรือหนังศีรษะเป็นแผลมีน้ำเหลือง กรณีเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องรอสังเกต เพราะมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการแพ้สีย้อมผมในผู้ที่เคยแพ้มาก่อน[3] หากมีอาการทางเดินหายใจให้โทร 1669
PPD คืออะไร ทำไมเป็นตัวการหลัก
PPD เป็นสารกลุ่มอะโรมาติกเอมีนที่ใช้เป็นสารตั้งต้นในสีย้อมถาวร เพราะติดทนและปกปิดผมขาวได้ดี ต้องผสมกับน้ำยาออกซิไดซ์ก่อนใช้ และสีเข้มต้องใช้ปริมาณมากกว่าสีอ่อน สหภาพยุโรปจึงกำหนดเพดานหลังผสมไว้ไม่เกินร้อยละ 2 คำนวณเป็นเบสอิสระ และห้ามใช้ย้อมคิ้วหรือขนตา[4]
เพดานกฎหมายไม่ได้แปลว่าสินค้าในตลาดอยู่ในเกณฑ์ การตรวจสีย้อมถาวร 290 ผลิตภัณฑ์พบ PPD เฉลี่ยร้อยละ 0.89 แต่ร้อยละ 7.2 เกินเพดาน 2 หลังผสม โดยสินค้าจากอินเดียเกินถึงร้อยละ 58.3 และจากจีนร้อยละ 30[4] การสำรวจฉลากในสหรัฐฯ 107 ผลิตภัณฑ์พบ PPD ถึงร้อยละ 78[5]
ในกรุงเทพฯ การสำรวจฉลากสีย้อมผม 252 ผลิตภัณฑ์พบสารก่อภูมิแพ้รุนแรงร้อยละ 84.9 โดย PPD พบมากที่สุดในสินค้าที่ผลิตในประเทศ[6] สินค้าราคาถูกหรือสูตรท้องถิ่นจึงไม่ได้ปลอดภัยกว่าโดยอัตโนมัติ
PPD ทำหน้าที่เป็นแฮปเทน (Hapten) จับโปรตีนในผิวแล้วกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกัน จึงต้องผ่านการสร้างความไวมาก่อนครั้งหนึ่ง ผื่นจึงเกิดในการสัมผัสครั้งถัดไป[1] การสร้างความไวเกิดได้จากการย้อมผมหรือการสักเฮนน่าดำ ซึ่งคือเฮนน่าผสม PPD และก่อการแพ้ประมาณร้อยละ 2.5 ของผู้ที่สัก[7] ตัวอย่างที่ตรวจวัดพบ PPD สูงถึงร้อยละ 15.7 สูงกว่าสีย้อมผมทั่วไปมาก[8]
ความชุกในประชากรทั่วไปอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1.0 จากการทดสอบประชากรยุโรป 3,119 ราย[9] แต่ในผู้ป่วยที่มาตรวจผื่นสัมผัสตัวเลขสูงกว่านี้มากและต่างกันตามภูมิภาค[1]
ไทม์ไลน์อาการ: ทำไมหน้าแดงขึ้นช้า 24–72 ชั่วโมง
ไทม์ไลน์คือเครื่องมือแยกโรคที่ดีที่สุดใน 48 ชั่วโมงแรก เพราะการระคายเคืองเกิดเร็ว ส่วนการแพ้สัมผัสมีช่วงฟักตัว
| ช่วงเวลา | กลไกที่พบบ่อย | ลักษณะที่เห็น |
|---|---|---|
| 0–2 ชั่วโมงแรก | ระคายเคืองจากแอมโมเนีย สารฟอกสี หรือน้ำยาออกซิไดซ์ | แสบ แสบร้อน แดงเฉพาะที่สัมผัส อาจรู้สึกตึง |
| 6–72 ชั่วโมง | แพ้สัมผัสแบบล่าช้าต่อ PPD | คัน แดง เป็นปื้นหรือตุ่ม มีขอบไม่ชัด ลามจากไรผมมาหน้า |
| 72 ชั่วโมง–1 สัปดาห์ | ระยะกำเริบสูงสุดของผื่นแพ้ | บวม ตุ่มน้ำ บางรายมีสะเก็ดหรือน้ำเหลืองซึม |
| เกิน 1 สัปดาห์ | ต้องหาสาเหตุอื่นร่วม | ผื่นเรื้อรัง ผิวหนา คันกลางคืน ควรพบแพทย์ |
เหตุที่ผื่นขึ้นช้าคือเซลล์ภูมิคุ้มกันต้องจดจำแอนติเจนก่อน แล้วจึงตอบสนองเมื่อเจอสารซ้ำ ซึ่งใช้เวลาราวหนึ่งถึงสามวัน[1] ผู้ที่แพ้อยู่แล้วและโดนสารซ้ำอาจมีอาการเร็วและรุนแรงขึ้น
ตำแหน่งผื่นบอกอะไรได้มาก ในผู้ป่วย 80 รายที่สงสัยแพ้สีย้อมผม 54 รายทดสอบบวกต่อ PPD โดย 49 รายมีผื่นที่หนังศีรษะหรือขอบไรผม และ 23 รายมีผื่นที่หน้าและคอ ร่วมกับผื่นรอบดวงตา 4 ราย[10] ผื่นขึ้นที่หน้าได้เพราะน้ำยาที่ล้างออกไหลผ่านใบหน้า ร่วมกับผิวเปลือกตาที่บางและไวต่อสารมากกว่าผิวอื่น
ภูมิแพ้ vs ระคายเคือง: แยกอย่างไรให้ถูก
ความต่างที่ใช้ได้จริงคือ “คันหรือแสบ” “มีขอบหรือไม่มี” และ “ลามหรือไม่ลาม”
| ประเด็น | แพ้สัมผัส (allergic) | ระคายเคือง (irritant) |
|---|---|---|
| เวลาที่เริ่ม | 24–72 ชั่วโมงหลังย้อม | นาทีถึงชั่วโมงแรก |
| อาการเด่น | คันมาก | แสบ แสบร้อน ตึง |
| ขอบผื่น | ไม่ชัด ลามออกนอกจุดที่ทา | ชัดเจนตรงบริเวณที่ถูกสาร |
| ตำแหน่ง | ไรผม หน้า หู เปลือกตา คอ | หนังศีรษะและขอบไรผมเป็นหลัก |
| การเกิดซ้ำ | กลับมาทุกครั้งที่โดนสาร แม้ปริมาณน้อย | ขึ้นกับความเข้มข้นและระยะเวลาสัมผัส |
| การทดสอบ | patch test ให้ผลบวก | ให้ผลลบ |
ข้อควรระวังคือการแพ้สีย้อมผมไม่ได้หมายถึงแพ้ PPD เสมอไป ในผู้ป่วยที่วินิจฉัยว่ามีผื่นแพ้สีย้อมผม 84 ราย มีเพียงร้อยละ 40 ที่ทดสอบบวกต่อ PPD ขณะที่ร้อยละ 53.6 บวกต่อน้ำยาที่ตัวเองใช้[11] สารคู่สี สารต้านอนุมูลอิสระ หรือน้ำหอมจึงก่อผื่นได้ และการทดสอบเฉพาะ PPD อาจพลาดสารเหล่านั้น
งานทดสอบแพ้ 18 ปีในผู้ป่วย 666 รายพบ PPD บ่อยที่สุดร้อยละ 47.9 ตามด้วยโทลูอีน-2,5-ไดอะมีนร้อยละ 35.9 และแพ้ข้ามกลุ่มกับอะมิโนฟีนอล เบนโซเคน และสีย้อมผ้า โดยร้อยละ 7 ของผู้ที่แพ้กลุ่มพาราอะมิโน (Para-amino compounds)จะถูกมองข้ามหากทดสอบด้วย PPD อย่างเดียว[12]
อาการแบบไหน “รอได้” และแบบไหน “ไปเลย”
การตัดสินใจที่ปลอดภัยที่สุดคือแยกตามระบบอวัยวะ ไม่ใช่ตามความน่ากลัวของภาพ
| ระดับ | อาการ | สิ่งที่ต้องทำ |
|---|---|---|
| แดง | บวมริมฝีปาก เปลือกตา หรือใบหน้าครึ่งซีก, หายใจลำบาก เสียงแหบ กลืนลำบาก, ผื่นลามกว้างเกินสองฝ่ามือ, ตุ่มน้ำแตกเป็นแผล, ไข้ | ไปห้องฉุกเฉินทันที โทร 1669 ระหว่างทาง |
| เหลือง | ผื่นแดงคันจำกัดที่ขอบผม หน้าผาก หรือหลังหู ไม่บวม ไม่มีอาการทางระบบ | พบแพทย์ภายใน 24–48 ชั่วโมง และหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ |
| เขียว | ผื่นจาง ๆ ไม่คัน หรือคันเล็กน้อย ยุบเองใน 1–2 วัน | สังเกตที่บ้านและเลี่ยงสารซ้ำ |
อาการบวมที่ใบหน้าอาจดูเหมือนภูมิแพ้ฉับพลัน แต่ในกรณี PPD มักเป็นผื่นแพ้สัมผัสที่บวมจนดูคล้ายบวมน้ำ มีรายงานผู้ป่วยที่มาด้วยอาการบวมคล้ายแองจิโออีดีมา (Angioedema)จากการแพ้ PPD โดยไม่รู้ตัวว่าเคยสัมผัสสารนี้จากเฮนน่าดำ[13] การวินิจฉัยจากภาพอย่างเดียวจึงเชื่อถือไม่ได้
คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): ถ้ามีบวมรอบตา บวมริมฝีปาก หายใจลำบาก หรือผื่นลามเร็ว ให้ไปห้องฉุกเฉินทันทีและแจ้งแพทย์ว่าย้อมผมด้วยผลิตภัณฑ์อะไร เมื่อไร และมีประวัติแพ้มาก่อนหรือไม่ ห้ามรอสังเกตที่บ้านเกินหนึ่งชั่วโมงเมื่อมีอาการทางเดินหายใจ
ปฐมพยาบาลที่ทำได้ที่บ้าน (และสิ่งที่ห้ามทำ)
ขั้นแรกคือเอาสารออกให้เร็วและเบามือ ล้างสีที่ค้างด้วยน้ำอุ่นและแชมพูอ่อน โดยเน้นไรผม ข้างหู ต้นคอ และแนวขมับ เพราะเป็นจุดที่น้ำยาค้างนานที่สุด ไม่ต้องขัดหรือใช้แปรงถู และไม่ควรใช้น้ำร้อนจัดเพราะเพิ่มการระคายของสารชำระล้างต่อแนวกั้นผิว
จากนั้นประคบเย็นด้วยผ้าชุบน้ำเย็นหรือเจลที่ห่อผ้า ครั้งละ 10–15 นาที วันละหลายครั้ง เพื่อลดการอักเสบและอาการคัน ระหว่างนี้เลี่ยงการเกา การถู และการนวดหน้า เพราะการเกาทำให้ผื่นลามและเพิ่มโอกาสติดเชื้อแทรก
สิ่งที่ห้ามทำมีสี่ข้อ หนึ่ง ห้ามใช้สเตียรอยด์ความแรงสูงทาใบหน้าหรือเปลือกตาเอง เพราะผิวสองตำแหน่งนี้บางและดูดซึมยาเร็ว สอง ห้ามย้อมซ้ำเพื่อกลบสี เพราะทำให้ผื่นกำเริบหนักขึ้น สาม ห้ามใช้สีย้อมที่เหลือจากครั้งก่อนแม้สีเดิม เพราะเมื่อผสมแล้วสารเปลี่ยนสภาพ สี่ ห้ามทายาแก้แพ้ชนิดรับประทานลงบนผิวหรือใช้ยาชาทาเพื่อกลบอาการ
ถ้าน้ำยาเข้าตา ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดต่อเนื่อง 15 นาทีและไปพบแพทย์ ถ้ากลืนสีย้อมโดยอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในเด็ก ให้โทร 1367 ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดีทันที ไม่ต้องทำให้อาเจียนเอง
การรักษา: ยาทาและยากินที่แพทย์ใช้
หลักการรักษาคือหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ร่วมกับการลดการอักเสบ ผื่นขนาดเล็กตอบสนองดีต่อสเตียรอยด์ทาความแรงปานกลางถึงสูง แต่ถ้าอยู่ที่ใบหน้าหรือเปลือกตา แพทย์มักเลือกความแรงต่ำกว่าและใช้ระยะสั้น[14] ไม่ควรซื้อสเตียรอยด์แรงสูงมาทาต่อเองหลายสัปดาห์ เพราะเสี่ยงผิวบางและผื่นแดงดื้อเมื่อหยุดยา
กรณีผื่นกว้างหรือบวมที่หน้ามาก แนวทางเวชปฏิบัติระบุว่าต้องใช้สเตียรอยด์รับประทาน ซึ่งมักเห็นผลภายใน 12–24 ชั่วโมง และต้องลดขนาดตามแพทย์สั่ง ไม่หยุดกะทันหันเพราะผื่นอาจกลับมา[14] ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานช่วยลดคันและการนอนไม่หลับ แต่ไม่ได้รักษาผื่น
ระยะเวลาหายขึ้นกับความรุนแรงและการหลีกเลี่ยงสารซ้ำ ผื่นมักคันน้อยลงในสองถึงสามวันแรกหลังล้างสารออก และใช้เวลาหลายวันถึงสัปดาห์ในการจาง ถ้ายังโดนสารซ้ำผื่นจะไม่หายและอาจเรื้อรังจนผิวหนาจากการเกา ซึ่งพบได้หลังแพ้สีย้อมผม[15]
รอยคล้ำหลังผื่น (post-inflammatory hyperpigmentation) เกิดหลังผื่นอักเสบรุนแรงและใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะจาง มีรายงานผู้ป่วยที่รอยคล้ำจากผื่นแพ้สีย้อมผมเฮนน่าต้องรักษาร่วมกับเลเซอร์และยากินตามดุลพินิจแพทย์[16] การป้องกันที่ดีที่สุดคือรักษาผื่นให้เร็วและไม่เกา
Patch test: ทำอย่างไรให้ได้ผลจริง
การทดสอบมาตรฐานทำโดยแพทย์ที่แผ่นหลัง แต่ผู้บริโภคทำแบบเปิดได้เองโดยทาที่ข้อพับแขนด้านในหรือหลังหู ปริมาณเท่าเม็ดถั่ว แล้วทิ้งไว้ 48 ชั่วโมงก่อนตัดสิน[17] การศึกษาในผู้ที่แพ้ PPD 42 รายพบว่าวิธีนี้เห็นปฏิกิริยาที่สังเกตได้เองที่ข้อพับแขนร้อยละ 90.5 และที่หลังหูร้อยละ 93[18]
ต้องอ่านผลสองครั้ง คือที่ 48 ชั่วโมงและที่ 72–96 ชั่วโมง เพราะปฏิกิริยาบางรายขึ้นช้าและจะถูกมองข้ามถ้าอ่านครั้งเดียว[17] และต้องทดสอบทุกครั้งก่อนย้อม แม้ใช้สีเดิมยี่ห้อเดิม เพราะร่างกายสร้างความไวเพิ่มได้ตลอด
การทดสอบ patch test ยืนยันผลไม่ได้ร้อยละ 100 การทดสอบด้วยน้ำยาที่เจือจางในช่วง PPD ร้อยละ 0.1–1.5 ให้ผลบวกในผู้ที่แพ้ PPD ทุกราย[19] แต่การทดสอบเฉพาะ PPD พลาดผู้ที่แพ้สารอื่นในน้ำยาได้ถึงร้อยละ 60[11] และพลาดกลุ่มพาราอะมิโนอื่นอีกร้อยละ 7[12] ผลลบจึงหมายถึงยังไม่พบว่าแพ้สารที่ทดสอบ ไม่ใช่ใบรับรองว่าปลอดภัย
ห้ามทดสอบบนใบหน้า ใกล้ตา หรือบนผิวที่กำลังอักเสบ และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผสมน้ำยาแล้วในการทดสอบ เพราะเข้มข้นเกินกว่าที่ผิวจะทนได้
ยังอยากย้อมผม ทำได้ไหม: ทางเลือกที่มี
คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ทำได้ในบางกรณี แต่ต้องเปลี่ยนประเภทสีย้อม ไม่ใช่เปลี่ยนยี่ห้อ สีย้อมชั่วคราวมีโมเลกุลใหญ่จึงเกาะที่ผิวเส้นผมและล้างออกง่ายกว่า ขณะที่สีย้อมถาวรต้องใช้สารตั้งต้นและตัวออกซิไดซ์ซึ่งซึมเข้าชั้นในของเส้นผม[20] ความเสี่ยงจึงไม่เท่ากัน
สีย้อมกึ่งถาวรและชั่วคราวมักมี PPD ต่ำหรือไม่มี แต่ยังมีน้ำหอมและสีย้อมกลุ่มอื่น ผู้ที่เคยแพ้รุนแรงควรให้ช่างทดสอบและสวมถุงมือ
เฮนน่าบริสุทธิ์จากใบ Lawsonia inermis ให้สีส้มแดงและก่อแพ้น้อย แต่ผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่าเฮนน่าดำหรือเฮนน่าสีกาแฟมักผสม PPD เพื่อให้สีเข้มและติดทน โดยตรวจพบ PPD ในตัวอย่างเฮนน่าดำตั้งแต่ร้อยละ 0.38 ถึง 29.5[4][7] คำว่าสมุนไพร 100% บนฉลากจึงไม่ใช่หลักประกัน
กลุ่มปลอด PPD ก็ต้องอ่านฉลาก เพราะหลายสูตรเปลี่ยนไปใช้โทลูอีน-2,5-ไดอะมีนหรือพีทีดี ซึ่งเป็นอะโรมาติกเอมีนและแพ้ข้ามกลุ่มกันได้[12] งานวิเคราะห์ในเดนมาร์กพบสีย้อมที่ผู้ป่วยใช้จริงมีสารนี้ร้อยละ 0.18–0.98 และก่อปฏิกิริยาในความเข้มข้นต่ำกว่าเพดานกฎหมายถึงสิบเท่า[21] ส่วนสีย้อมกลุ่มโลหะซึ่งต้องทาซ้ำหลายครั้งเพื่อให้สีเข้มขึ้นก็ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องการสัมผัสสารเคมีซ้ำ[4]
ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนที่เคยแพ้รุนแรงคือไม่ย้อมผม เพราะการแพ้ครั้งถัดไปอาจรุนแรงกว่าครั้งก่อน
ตั้งครรภ์/ให้นม/มีผื่นผิวหนังอยู่แล้ว ย้อมผมได้ไหม
หลักฐานยังจำกัดและเป็นการศึกษาเชิงสังเกตทั้งหมด ไม่มีการทดลองแบบสุ่มในหญิงตั้งครรภ์ การศึกษาตามรุ่นในญี่ปุ่นที่ติดตามแม่ 77,303 รายพบความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สีย้อมผมที่บ้านกับโรคหืดในเด็กอายุ 3 ปี โดยอัตราส่วนอัตราต่อรอง 1.15[22] ส่วนการศึกษาแบบ nested case-control ในจีนพบการย้อมผมก่อนตั้งครรภ์สัมพันธ์กับน้ำหนักแรกเกิดต่ำ อัตราส่วนอัตราต่อรอง 1.71[23]
ความสัมพันธ์เหล่านี้ยังปนปัจจัยอื่น เช่น อายุ อาชีพ และพฤติกรรมสุขภาพ จึงบอกไม่ได้ว่าสีย้อมผมเป็นสาเหตุโดยตรง แต่คำแนะนำเชิงป้องกันที่สมเหตุสมผลคือเลี่ยงการย้อมในไตรมาสแรก ทำในที่ระบายอากาศดี สวมถุงมือ และไม่ย้อมบนหนังศีรษะที่มีแผลหรือผื่น
ผู้ที่มีผื่นผิวหนังอยู่แล้ว เช่น ผิวหนังอักเสบเรื้อรังหรือผิวแพ้ง่าย ควรทำให้ผิวสงบก่อนย้อม เพราะแนวกั้นผิวที่เสียจะดูดซึมสารได้มากกว่าและระคายง่ายกว่า การย้อมขณะผิวอักเสบจึงเพิ่มทั้งความเสี่ยงระคายเคืองและความเสี่ยงแพ้
ตารางบันทึกเหตุการณ์หลังย้อมผม (ใช้คุยกับแพทย์)
การจดบันทึกช่วยให้แพทย์แยกชนิดผื่นและหาสารก่อภูมิแพ้ได้เร็วขึ้น
| หัวข้อ | สิ่งที่ต้องจด | เหตุผล |
|---|---|---|
| วันเวลา | วันที่และเวลาที่ย้อม วันที่เริ่มมีอาการ | แยกการระคายเคือง (ชั่วโมงแรก) จากการแพ้ (24–72 ชั่วโมง) |
| ผลิตภัณฑ์ | ยี่ห้อ ชื่อสี เลขล็อตผลิต วันผลิตและวันหมดอายุ | ใช้ตามหาล็อตเดียวกันเพื่อทดสอบและรายงานผลิตภัณฑ์ |
| วิธีใช้ | ย้อมเองหรือที่ร้าน ระยะเวลาทิ้งน้ำยา สระออกเมื่อไร | ความเข้มข้นและระยะสัมผัสมีผลต่อความรุนแรง |
| ตำแหน่งผื่น | ทำเครื่องหมายบนภาพใบหน้าหรือรูปถ่ายรายวัน 3 วัน | เห็นการลามและขอบผื่นชัดกว่าความจำ |
| ยาที่ใช้อยู่ | ยาแก้แพ้ สเตียรอยด์ ยาสิว หรือยาฉีดภูมิ | ยาบางชนิดกลบผื่นและทำให้อ่านผลผิด |
| อาการร่วม | บวมรอบตา หายใจลำบาก คันกลางคืน | ใช้คัดกรองความรุนแรง |
ให้ถ่ายรูปในวันแรก วันที่สอง และวันที่สาม เพราะผื่นเปลี่ยนแปลงเร็วและรูปช่วยให้แพทย์เห็นการลามที่อาจจางลงแล้วตอนถึงคลินิก และเก็บซองผลิตภัณฑ์รวมทั้งน้ำยาที่เหลือไว้เพื่อนำไปทดสอบ
คำถามที่พบบ่อย
ย้อมผมแล้วหน้าแดง กี่วันหาย
ถ้าเป็นผื่นแพ้สัมผัส อาการคันมักทุเลาใน 2–3 วันหลังล้างสารออก และผื่นใช้เวลาหลายวันถึงสัปดาห์จึงจาง ถ้ายังโดนสารซ้ำผื่นจะกลับมาทุกครั้ง[1][15]
แพ้สีย้อมผมทดสอบอย่างไรก่อนย้อม
ทาที่ข้อพับแขนด้านในหรือหลังหู ทิ้งไว้ 48 ชั่วโมง แล้วอ่านผลที่ 48 และ 72–96 ชั่วโมง วิธีนี้ตรวจพบปฏิกิริยาในผู้ที่แพ้ PPD ได้ร้อยละ 90 ขึ้นไป[17][18]
แพ้ PPD แล้วย้อมสีน้ำตาลได้ไหม
สีน้ำตาลและสีเข้มเกือบทั้งหมดมี PPD หรือสารตั้งต้นกลุ่มเดียวกัน สีอ่อนใช้ปริมาณน้อยกว่าแต่ไม่ได้ปลอดภัยเสมอ ต้องทดสอบก่อนทุกครั้ง[4][5]
ยาสระผม/ครีมสีผมแบบไม่มี PPD ปลอดภัยจริงหรือ
ไม่ใช่ทั้งหมด หลายสูตรเปลี่ยนไปใช้โทลูอีน-2,5-ไดอะมีนซึ่งแพ้ข้ามกลุ่มได้[12][21] และการสำรวจในไทยพบเพียงร้อยละ 15.1 ของผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารก่อภูมิแพ้รุนแรง[6]
หน้าแดงหลังย้อมผมต้องกินยาแก้อะไร
ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานช่วยลดคันและให้นอนหลับ แต่ไม่ได้รักษาผื่น สเตียรอยด์รับประทานใช้ในรายที่ผื่นกว้างหรือบวมมากและต้องอยู่ภายใต้การสั่งของแพทย์[14]
แพ้สีย้อมผมแล้วผมร่วงด้วย เป็นไปได้ไหม
เป็นไปได้ มีรายงานผู้ป่วยที่ผมร่วงประมาณร้อยละ 90 หลังย้อมผมที่มี PPD โดยเริ่มร่วงวันที่ 6 และดีขึ้นหลังได้สเตียรอยด์ระบบ เข้าได้กับผมร่วงระยะพักตัวหลังการอักเสบรุนแรง[24]
เฮนน่าย้อมผมปลอดภัยสำหรับคนแพ้ PPD ไหม
เฮนน่าบริสุทธิ์ก่อแพ้น้อย แต่เฮนน่าดำที่ผสม PPD มีความเข้มข้นสูงถึงร้อยละ 29.5 และสร้างความไวได้บ่อย[7][8] คนที่แพ้ PPD ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผสม PPD แม้เรียกเฮนน่า
ย้อมผมตอนตั้งครรภ์อันตรายหรือเปล่า
หลักฐานยังจำกัดและเป็นการศึกษาเชิงสังเกตที่พบความสัมพันธ์เล็กน้อยกับโรคหืดในเด็กและน้ำหนักแรกเกิดต่ำ[22][23] คำแนะนำเชิงป้องกันคือเลี่ยงไตรมาสแรก ทำในที่ระบายอากาศดี
สรุป
หน้าแดงที่ขึ้นช้าและลามมาที่ใบหน้าเป็นภาพคลาสสิกของผื่นแพ้สัมผัสจาก PPD ไม่ใช่แค่การระคายเคือง[1][2] การแยกสองอย่างนี้สำคัญเพราะการแพ้จะกลับมาทุกครั้งที่สัมผัสซ้ำ และอาจรุนแรงถึงขั้นบวมและหายใจลำบาก[3]
สิ่งที่ทำได้ทันทีคือล้างสารออกให้เร็ว ประคบเย็น ไม่เกา และไม่ย้อมซ้ำเพื่อกลบสี หลังจากผื่นสงบ ควรทดสอบก่อนย้อมทุกครั้งแม้ใช้สีเดิม และอ่านฉลากเพื่อเลี่ยงทั้ง PPD และสารกลุ่มเดียวกัน[12][17] ถ้าเลือกได้ การไม่ย้อมผมคือทางที่ปลอดภัยที่สุด
แหล่งอ้างอิง
- . Palaniappan V, Karthikeyan K, Anusuya S. Dermatological adverse effects of hair dye use: A narrative review. Indian J Dermatol Venereol Leprol. 2023:1-17. htt ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 2. Han JH, Lee HJ, Bang CH, Lee JH, Park YM, Lee JY. P-Phenylenediamine Hair Dye Allergy and Its Clinical Characteristics. Ann Dermatol. 2018;30(3):316-321. htt ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 3. Belton AL, Chira T. Fatal anaphylactic reaction to hair dye. Am J Forensic Med Pathol. 1997;18(3):290-292. https://doi.org/10.1097/00000433-199709000-00012 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Jairoun AA, Al-Hemyari SS, Shahwan M, Jairoun O, Zyoud SH. Quantification of p-Phenylenediamine in Hair Dyes and Health Risk Implications in the UAE: Describi ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;17:663-675. https://doi.org/10.2147/rmhp.s440482 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Hamann D, Yazar K, Hamann CR, Thyssen JP, Lidén C. p-Phenylenediamine and other allergens in hair dye products in the United States: a consumer exposure study ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;70(4):213-218. https://doi.org/10.1111/cod.12164 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Boonchai W, Bunyavaree M, Winayanuwattikun W, Kasemsarn P. Contact sensitizers in commercial hair dye products sold in Thailand. Contact Dermatitis. 2016;74(4 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- -229. https://doi.org/10.1111/cod.12542 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . de Groot AC. Side-effects of henna and semi-permanent ‘black henna’ tattoos: a full review. Contact Dermatitis. 2013;69(1):1-25. https://doi.org/10.1111/cod.1 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 8. Brancaccio RR, Brown LH, Chang YT, Fogelman JP, Mafong EA, Cohen DE. Identification and quantification of para-phenylenediamine in a temporary black henna ta ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;13(1):15-18. https://doi.org/10.1053/ajcd.2002.30466 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Diepgen TL, Ofenloch RF, Bruze M, Bertuccio P, Cazzaniga S, Coenraads PJ, et al. Prevalence of contact allergy in the general population in different European ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;174(2):319-329. https://doi.org/10.1111/bjd.14167 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Gupta M, Mahajan VK, Mehta KS, Chauhan PS. Hair dye dermatitis and p-phenylenediamine contact sensitivity: A preliminary report. Indian Dermatol Online J. 201 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;6(4):241-246. https://doi.org/10.4103/2229-5178.160253 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Lee JY, Kim CW, Kim SS. Analysis of the Results from the Patch Test to Para-Phenylenediamine in the TRUE Test in Patients with a Hair Dye Contact Allergy. Ann ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;27(2):171-177. https://doi.org/10.5021/ad.2015.27.2.171 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Tsimpidakis A, Tsaoutou K, Nicolaidou E, Rigopoulos D, Stratigos A, Gregoriou S. Patterns of Sensitization and Cross-Reactivity in Hair Dye Allergy: An 18-Yea ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- :17103568251408797. https://doi.org/10.1177/17103568251408797 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Tukenmez Demirci G, Kivanc Altunay I, Atis G, Kucukunal A. Allergic contact dermatitis mimicking angioedema due to paraphenylendiamine hypersensitivity: a cas ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;31(3):250-252. https://doi.org/10.3109/15569527.2011.641195 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Usatine RP, Riojas M. Diagnosis and management of contact dermatitis. Am Fam Physician. 2010;82(3):249-255. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/20672788/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Chey WY, Kim KL, Yoo TY, Lee AY. Allergic contact dermatitis from hair dye and development of lichen simplex chronicus. Contact Dermatitis. 2004;51(1):5-8. ht ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- .1111/j.0105-1873.2004.00252.x ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Lee YB, Park SM, Kim JW, Yu DS. Combination treatment of low-fluence Q-switched Nd:YAG laser and oral tranexamic acid for post-inflammatory hyperpigmentation ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;18(2):95-97. https://doi.org/10.3109/14764172.2015.1114634 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Johansen JD, Aalto-Korte K, Agner T, Andersen KE, Bircher A, Bruze M, et al. European Society of Contact Dermatitis guideline for diagnostic patch testing – r ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;73(4):195-221. https://doi.org/10.1111/cod.12432 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Coenraads PJ, Aberer W, Cristaudo A, Diepgen T, Holden C, Koch L, et al. Allergy Alert Test for p-Phenylenediamine-Allergic Hair Dye Users. Dermatitis. 2018;2 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 5):250-257. https://doi.org/10.1097/der.0000000000000405 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Krasteva M, Cottin M, Cristaudo A, Lainé G, Nohynek G, Orton D, et al. Sensitivity and specificity of the consumer open skin allergy test as a method of predi ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;15(1):18-25. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/15701588/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Gavazzoni Dias MF. Hair cosmetics: an overview. Int J Trichology. 2015;7(1):2-15. https://doi.org/10.4103/0974-7753.153450 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Søsted H, Rastogi SC, Andersen KE, Johansen JD, Menné T. Hair dye contact allergy: quantitative exposure assessment of selected products and clinical cases. C ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;50(6):344-348. https://doi.org/10.1111/j.0105-1873.2004.00362.x ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Kojima R, Shinohara R, Horiuchi S, Otawa S, Yokomichi H, Akiyama Y, et al. Association between gestational hair dye use and allergies at 3 years old: the Japa ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;201:111530. https://doi.org/10.1016/j.envres.2021.111530 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Jiang C, Hou Q, Huang Y, Ye J, Qin X, Zhang Y, et al. The effect of pre-pregnancy hair dye exposure on infant birth weight: a nested case-control study. BMC P ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;18(1):144. https://doi.org/10.1186/s12884-018-1782-5 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Ishida W, Makino T, Shimizu T. Severe Hair Loss of the Scalp due to a Hair Dye Containing Para phenylenediamine. ISRN Dermatol. 2011;2011:947284. https://doi. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed