ร่องใต้ตาที่ลากจากหัวตาเฉียงลงมาหาแก้มเกิดจากความต่างระดับของโครงสร้างใต้ผิว ไม่ใช่รอยคล้ำจากการนอนดึก ทางการแพทย์เรียกว่า tear trough deformity หรือร่องน้ำตา เป็นร่องแนวดิ่งจากหัวตาลงตามขอบกระบอกตาและอาจต่อเนื่องถึงโหนกแก้ม[1],[2] คนที่ผอมหรือมีกระดูกเบ้าตาลึกเห็นร่องชัดได้ตั้งแต่ยังอายุน้อย เพราะเป็นเรื่องของรูปทรง ไม่ใช่เรื่องของวัย
บทความนี้แยกว่าร่องใต้ตา ถุงใต้ตา และใต้ตาคล้ำเป็นคนละปัญหา อะไรทำให้ร่องจางได้จริง และถ้าจะฉีดฟิลเลอร์ต้องรู้ความเสี่ยงอะไรก่อนลงเข็ม เพราะรอบดวงตาเป็นบริเวณที่ผิวบางและมีหลอดเลือดใกล้ดวงตามากที่สุด[17],[19]
ร่องตาลึกคืออะไร และไม่ใช่ถุงใต้ตา
ร่องตาลึกคือความต่างระดับระหว่างเบ้าตากับโหนกแก้ม ไม่ใช่ก้อนไขมันที่ยื่นออกมา เมื่อมีแสงจากด้านบนเงาจะตกลงในร่องทำให้ดูคล้ำ
การศึกษาศพเปลือกตาล่าง 12 ข้างพบว่าแนวร่องน้ำตาคือจุดที่กล้ามเนื้อ orbicularis oculi ยึดติดกับกระดูกโดยตรง ขณะที่แนวเปลือกตากับแก้มยึดด้วยเอ็น orbicularis retaining ligament ซึ่งบางที่สุดตรงกลางและแน่นที่สุดบริเวณขอบกระบอกตาด้านล่างด้านข้าง[1],[2] ความต่างของจุดยึดนี้ทำให้บางคนมีร่องแค่หัวตา แต่บางคนมีร่องยาวถึงแก้ม
ร่องชัดขึ้นตามอายุเพราะการฝ่อของผิวและไขมันมากกว่าการหย่อนตัว ซึ่งเกิดได้ยากเพราะโครงสร้างถูกยึดกับกระดูก[1] การศึกษาในศพ 50 รายยังพบไขมันกระบอกตายื่นผ่านผนังกั้นที่อ่อนแอทุกราย[3] ความรุนแรงจึงแบ่งได้สามระดับ ตั้งแต่ร่องตื้นเฉพาะหัวตาจนถึงร่องลึกที่มีไขมันยื่นร่วม[4]
ถุงใต้ตา ร่องใต้ตา ใต้ตาคล้ำ: สามสิ่งที่คนใช้ปนกัน
คนส่วนใหญ่เรียกทั้งสามอย่างรวมกันว่า “ใต้ตาโทรม” แต่การรักษาตรงกันข้าม วิธีแยกด้วยตัวเองคือส่องกระจกโดยให้แสงมาจากด้านบนก่อน แล้วเปลี่ยนให้แสงมาจากด้านล่าง ถ้ารอยคล้ำจางลงแปลว่าเป็นเงาจากร่อง ถ้ายังอยู่เท่าเดิมแปลว่าเกี่ยวกับเม็ดสีหรือหลอดเลือดฝอยใต้ผิว[5],[6]
| สิ่งที่เห็น | สาเหตุหลัก | ลักษณะที่สังเกตได้ | วิธีที่ได้ผลต่างกัน |
|---|---|---|---|
| ร่องตาลึก | ความต่างระดับของกระดูก ไขมัน และจุดยึดเอ็น | ร่องแนวดิ่งจากหัวตา เห็นชัดเมื่อแสงมาจากด้านบน | เติมปริมาตรหรือผ่าตัดจัดไขมัน |
| ถุงใต้ตา | ไขมันกระบอกตายื่นผ่านผนังกั้นที่อ่อนแอ | เป็นถุงนูนใต้ขอบตา ไม่จางเมื่อเปลี่ยนมุมแสง | ผ่าตัดหรือย้ายไขมัน |
| ใต้ตาคล้ำจากเม็ดสี | เมลานินสะสม ผิวบางเห็นหลอดเลือด | สีน้ำตาลหรือม่วงคงที่ทุกมุมแสง | กันแดด เรตินอยด์ เลเซอร์ |
| ใต้ตาคล้ำจากหลอดเลือด | เลือดคั่งจากการนอนน้อย ภูมิแพ้ หรือโพรงจมูกอักเสบ | สีม่วงน้ำเงิน เปลี่ยนตามวันและสุขภาพ | รักษาต้นเหตุ นอนหลับ รักษาภูมิแพ้ |
| บวมใต้ตา | น้ำคั่งจากทางระบายน้ำเหลืองหรือการฉีดเดิม | บวมตอนเช้า ยุบตอนสาย | ลดเกลือ นวดระบายน้ำ พบแพทย์ |
ตารางนี้ชี้ว่าถุงกับร่องต้องใช้คนละหัตถการ และหลายคนมีทั้งสองอย่างร่วมกัน การรักษาที่ดีจึงเริ่มจากการแยกให้ถูก[6],[7]
ทำไมบางคนมีร่องตั้งแต่เด็ก
ร่องที่เห็นตั้งแต่เด็กเกิดจากรูปทรงที่ติดตัวมา ไม่ใช่ความเสื่อม ปัจจัยแรกคือกระดูก คนที่ขอบเบ้าตากับกระดูกแก้มต่างระดับกันมากเห็นร่องชัดแม้ไขมันยังเต็มที่ ปัจจัยที่สองคือชั้นไขมันใต้ผิวบริเวณนี้มีน้อยอยู่แล้วและผิวหนาเพียงไม่กี่มิลลิเมตร จึงไม่มีความหนาให้กลบระดับ[1],[3] พันธุกรรมของรูปหน้าและเอ็นยึดก็มีส่วน
การนอนดึกไม่ได้ทำให้เกิดร่องถาวร แต่ทำให้ร่องดูชัดในวันนั้นเพราะการบวมเปลี่ยนการตกกระทบของแสงและทำให้สีใต้ตาคล้ำขึ้น[5] การลดน้ำหนักก็ทำให้ร่องชัดขึ้น เพราะไขมันที่หายไปทำให้ความต่างระดับเด่นขึ้น
ครีมทาใต้ตาแก้ร่องลึกได้ไหม
ตอบตรง ๆ คือไม่ได้ ครีมทดแทนก้อนไขมันหรือกระดูกที่หายไปไม่ได้ สิ่งที่ทำได้จริงคือเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวดูเรียบขึ้น ช่วยให้แสงสะท้อนสว่างขึ้นชั่วคราว และลดเม็ดสีได้บ้าง
งานทบทวนเรื่องใต้ตาคล้ำสรุปว่าครีมมีบทบาทเพียงการพรางและดูแลผิว ไม่ใช่การแก้โครงสร้าง ส่วนการรักษาที่ได้ผลกับร่องคือเติมปริมาตรหรือผ่าตัด[5],[6] คำโฆษณาที่ต้องระวังคืออ้างว่าเติมเต็มร่องได้เทียบเท่าฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งไม่มีการศึกษารองรับ อ้างผลถาวร ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงว่าผิวและไขมันยังเปลี่ยนตลอดเวลา และใช้ภาพก่อนหลังที่ต่างกันเรื่องแสงและมุมถ่าย
สิ่งที่มีหลักฐานชัดกว่าครีมคือการป้องกัน กันแดดชะลอการบางของผิวและเม็ดสีใต้ตา ส่วนการเลิกบุหรี่ชะลอริ้วรอยก่อนวัย เพราะบุหรี่ลดการไหลเวียนเลือดและเพิ่มเอนไซม์ที่สลายคอลลาเจน[8]
ทางเลือกที่เห็นผลชัด: ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก
ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก (HA) ให้ผลทันทีและสลายได้เอง จึงเป็นทางเลือกที่ใช้มากที่สุด เริ่มใช้กับร่องน้ำตาตั้งแต่ปี 2005[9]
งานทบทวน 23 การศึกษาสรุปว่าผลอยู่ได้ 8–12 เดือน โดยวางฟิลเลอร์ลึกถึงชั้นเหนือเยื่อหุ้มกระดูก ใต้กล้ามเนื้อ orbicularis[10] การวิเคราะห์อภิมานจากกลุ่มตัวอย่าง 2,556 คนพบความพึงพอใจร้อยละ 91.0 บวมร้อยละ 19.2 ช้ำร้อยละ 18.4 ผิวไม่เรียบร้อยละ 5.3 และ Tyndall effect ร้อยละ 0.9[11]
ปริมาณที่ใช้มีเพียง 0.48–0.59 มิลลิลิตรต่อข้าง[12],[13] หลายคนจึงเข้าใจผิดว่าต้องใช้หลายซีซี ทั้งที่ต้องการปริมาตรน้อยแต่ต้องแม่นตำแหน่ง อายุก็มีผล โดยผู้ป่วย 600 รายพบผลดีที่สุดในกลุ่ม 30–40 ปี และยังได้ประโยชน์ถึงราว 50 ปี[14]
ผลระยะยาวมีจริง การติดตาม 147 รายนาน 5 ปีพบสีเทาอมน้ำเงินร้อยละ 31.3 ผิวไม่เรียบร้อยละ 30.5 บวมร้อยละ 11 แต่ร้อยละ 90 อยู่ในระดับเล็กน้อย[15] ผลที่มาช้าอย่างบวมหรือเป็นก้อนเริ่มเฉลี่ย 16.8 เดือนหลังฉีด[16] ฟิลเลอร์จึงเหมาะกับร่องระดับต้นถึงกลางที่ยังไม่มีไขมันยื่นมาก ถ้ามีถุงร่วมชัดหรือผิวหย่อน การเติมปริมาตรจะทำให้ดูบวมหนักขึ้น[4]
ทางเลือกอื่น: ฉีดไขมัน เลเซอร์ ไหมเงี่ยง และผ่าตัด
การฉีดไขมันย้ายไขมันจากส่วนอื่นมาเติมร่อง ให้ผลยาวกว่าเพราะไขมันที่อยู่รอดจะคงอยู่ แต่ต้องดูดไขมันและอัตรารอดไม่แน่นอน การวิเคราะห์อภิมานจาก 33 การศึกษา ผู้ป่วย 4,671 รายพบภาวะแทรกซ้อนรวมร้อยละ 11.2 ผิวไม่เรียบร้อยละ 6.2 ต้องผ่าตัดซ้ำร้อยละ 2.4[17] ในการศึกษาอีกชิ้น ผู้ป่วย 229 รายรายงานความพึงพอใจร้อยละ 97.8[18] การผ่าตัดเปลือกตาล่างแบบผ่านเยื่อบุตา (transconjunctival) พร้อมย้ายไขมันแก้ทั้งถุงและร่องพร้อมกันโดยไม่ทิ้งแผลเป็น แต่ต้องพักฟื้นและเสี่ยงแบบการผ่าตัด
ไหมเงี่ยงมีหลักฐานอ่อนที่สุด งานทบทวน 12 การศึกษาสรุปว่าแทบไม่มีหลักฐานใหม่ที่ยืนยันประสิทธิผลหรือความปลอดภัย และสองการศึกษาที่ให้ผลบวกเป็นงานที่ได้ทุนจากผู้ผลิตไหม[19] เลเซอร์และเครื่องมือพลังงานเติมปริมาตรไม่ได้ แต่ใช้กับผิวที่บาง หย่อน หรือมีเม็ดสีได้ เพราะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและลดเม็ดสี ซึ่งคนละเป้าหมายกับร่อง[6],[7]
| วิธี | การรุกล้ำ | พักฟื้น | ความคงทน | งบประมาณโดยประมาณ | ข้อจำกัดหลัก |
|---|---|---|---|---|---|
| ฟิลเลอร์ HA | ฉีด ไม่ผ่าตัด | 1–7 วันจากรอยช้ำ | 8–12 เดือน | หลักหมื่นต่อครั้ง | บวม คล้ำ ผิวไม่เรียบ สลายได้ |
| ฉีดไขมัน | ผ่าตัดเล็กและดูดไขมัน | 1–2 สัปดาห์ | ยาว ขึ้นกับไขมันที่อยู่รอด | สูงกว่าฟิลเลอร์ | ผิวไม่เรียบ แก้ยาก ไม่สลาย |
| ผ่าตัดเปลือกตาล่าง | ผ่าตัด | 1–3 สัปดาห์ | ยาว | สูง | ความเสี่ยงผ่าตัด บวมนาน |
| ไหมเงี่ยง | สอดไหม | 3–7 วัน | สั้นและไม่แน่นอน | กลาง | หลักฐานอ่อน เส้นไหมโผล่ |
| เลเซอร์ | ไม่ผ่าตัด | 2–5 วัน | ปรับผิว ไม่เติมร่อง | กลาง | ไม่แก้ร่องลึก |
งบประมาณในตารางเป็นช่วงที่พบจากการสำรวจราคาที่คลินิกไทยประกาศไว้ ไม่ใช่ราคากลาง และไม่รวมค่าแก้หรือค่าติดตามผล
ทำไมใต้ตาเป็นจุดเสี่ยงที่สุดบนใบหน้า
ผิวรอบดวงตาบางและมีหลอดเลือดอยู่ตื้น งานศึกษาศพโดยทีมศิริราชจึงพิสูจน์ว่าสารที่ฉีดเข้าหลอดเลือดบนใบหน้าไหลย้อนถึงลูกตาได้จริงทั้งสองข้าง[20] หลอดเลือดแดงบนใบหน้าเชื่อมกันเป็นโครงข่ายกับหลอดเลือดที่เลี้ยงจอประสาทตา
งานวิเคราะห์ 93 กรณีพบผลร้ายแรงที่สุดคือตาบอด ร้อยละ 61 ของกรณีหลอดเลือดอุดตัน และร้อยละ 72 ไม่ดีขึ้นเลยหลังรักษา[21] งานทบทวนระดับโลกติดตาม 48 รายใหม่ระหว่างปี 2015–2018 พบร้อยละ 81.3 เกิดจาก HA ตำแหน่งเสี่ยงที่สุดคือจมูกและหว่างคิ้ว มีเพียงร้อยละ 20.8 ที่มองเห็นกลับคืนเต็มที่[22] ในไทยมีรายงาน 6 ราย โดย 4 รายฉีดจมูก[23]
ร่องใต้ตาจึงไม่ได้เป็นตำแหน่งที่ทำให้ตาบอดบ่อยที่สุด แต่ผิวที่บางและหลอดเลือดที่อยู่ใกล้ทำให้เสี่ยงต่อการช้ำ เนื้อตายเฉพาะที่ และการอุดตันที่ต้องจัดการทันที
คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): การฉีดฟิลเลอร์เป็นหัตถการทางการแพทย์ ต้องทำโดยแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนเท่านั้น ห้ามรับบริการในร้านเสริมสวยหรือห้องพักที่ไม่มีแพทย์และอุปกรณ์ช่วยชีวิต เพราะหากเกิดหลอดเลือดอุดตัน เวลาที่จะกู้การมองเห็นคืนนับเป็นนาที ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร มีการติดเชื้อบริเวณที่จะฉีด มีภาวะเลือดออกง่าย หรือคาดหวังผลถาวร ไม่ควรฉีด
สิ่งที่ทำได้เองอย่างมีความหมาย
สิ่งที่ทำเองได้ไม่ได้แก้โครงสร้าง แต่แก้ส่วนที่ทำให้ดูแย่ลงได้จริง อันดับแรกคือคุมภูมิแพ้จมูกและเยื่อบุตาอักเสบเรื้อรัง เพราะการแพ้เรื้อรังทำให้เยื่อบุจมูกบวม เลือดดำไหลเวียนไม่ดี และเกิดรอยคล้ำที่เรียกว่า allergic shiner สเปรย์สเตียรอยด์ในจมูกที่ใช้ถูกวิธีช่วยลดอาการคัดจมูกและอาการตาร่วมได้[24],[25] อันดับที่สองคือการนอนหลับ เพราะพักผ่อนไม่พอทำให้ของเหลวคั่งใต้ตาและสีคล้ำขึ้น แม้ไม่ทำให้ร่องลึกขึ้นถาวร
อันดับที่สามคือลดเกลือในมื้อเย็น หลักฐานยังอ่อนและเป็นผลชั่วคราว อันดับที่สี่คือกันแดดและเลิกบุหรี่ ซึ่งมีหลักฐานชัดกว่าว่าชะลอการบางของผิวและริ้วรอย[8] ส่วนการนวดหรือกัวซาให้ผลจำกัด การทดลองแบบสุ่มในผู้หญิง 34 คนพบว่ากัวซาลดระยะสัณฐานใบหน้า 2.23–2.40 มิลลิเมตร และลดความตึงของกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นการลดบวม ไม่ใช่การเติมปริมาตร[26]
ถ้าจะไปปรึกษา: เลือกคลินิกและแพทย์อย่างไร
การเลือกแพทย์สำคัญกว่าการเลือกยี่ห้อ เพราะผลขึ้นกับตำแหน่งและความลึกมากกว่าตัวผลิตภัณฑ์ เกณฑ์สี่ข้อที่ใช้ตัดสินได้จริงคือ
หนึ่ง แพทย์ต้องมีใบประกอบวิชาชีพและมีประสบการณ์กับรอบดวงตาโดยเฉพาะ สอง ต้องประเมินกายวิภาคก่อนฉีด ทั้งระดับร่อง ไขมันที่ยื่น บวมใต้ตา และประวัติภูมิแพ้หรือไทรอยด์ สาม ต้องอธิบายความเสี่ยงเป็นลายลักษณ์อักษรและให้เวลาตัดสินใจ ไม่ใช่ขายเร่งรัด สี่ ราคาที่ต่ำกว่าตลาดผิดปกติต้องสงสัย เพราะต้นทุนฟิลเลอร์แท้แต่ละยี่ห้อใกล้เคียงกัน
แนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยเสนอให้ประเมินผู้รับบริการ ผลิตภัณฑ์ และขั้นตอนก่อนฉีด พร้อมแผนจัดการภาวะแทรกซ้อน[27],[28]
ในไทย ฟิลเลอร์เป็นเครื่องมือแพทย์ที่ผู้ขายต้องได้รับอนุญาต อย. แนะนำให้ตรวจเลขทะเบียนหรือถ่ายรูปผลิตภัณฑ์ไว้ เลือกสถานพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำ และระบุว่าการฉีดอาจทำให้หลอดเลือดอุดตัน เนื้อเยื่อตาย หรือตาบอดได้[29],[30]
คาดหวังผลลัพธ์ 1/3/6/12 เดือน
วันที่ 1–3 หลังฉีดเป็นช่วงที่บวมและช้ำมากที่สุด การศึกษาในผู้ป่วย 100 รายพบรอยช้ำถึงร้อยละ 75 เมื่อใช้เข็มและไม่ได้ให้ยาชาเฉพาะที่[13] ขณะที่อีกการศึกษาพบเพียงร้อยละ 11[12] อัตราช้ำจึงขึ้นกับผลิตภัณฑ์และเทคนิค
สัปดาห์ที่ 1–2 รอยช้ำจางและเห็นผลจริงหลังบวมลด เดือนที่ 1 แพทย์ประเมินว่าต้องเติมเพิ่มหรือไม่ โดยผู้ป่วยร้อยละ 18 จาก 151 รายขอเติมเพิ่มภายในหนึ่งเดือน[12] เดือนที่ 3 ผลนิ่งที่สุด เดือนที่ 6 เริ่มลดลงช้า ๆ และเดือนที่ 12 ผลมักเหลือน้อยหรือหมดตามอายุฟิลเลอร์ 8–12 เดือน[10] การติดตามผู้ป่วยจำนวนมากยืนยันว่าผลอยู่ได้ถึงหนึ่งปี[14]
การถ่ายรูปเทียบจำเป็นเพราะตาคนจำภาพเดิมไม่แม่น ให้ถ่ายในแสงธรรมชาติทางหน้าต่างช่วงเช้า ระยะและมุมเดิม ไม่ยิ้ม ถ่ายหน้าตรงและเฉียง 45 องศา เกณฑ์ที่ต้องกลับไปให้แพทย์ดูคือ ผิวเปลี่ยนสีเป็นจ้ำหรือขาวซีด บวมมากขึ้นหลังวันที่ 3 มีก้อนแข็งหรือเจ็บ หรือมีอาการตามัว เห็นภาพซ้ำ ซึ่งต้องไปโรงพยาบาลทันที
งบประมาณและคำถามที่ต้องถามก่อนจ่าย
ราคาฟิลเลอร์ใต้ตาขึ้นกับยี่ห้อและรุ่น จากการสำรวจราคาที่คลินิกไทยประกาศในปี 2569 พบช่วง 9,900–17,900 บาทต่อ 1 ซีซี โดยรุ่นที่ใช้กับใต้ตามักอยู่ที่ 12,000–15,000 บาท และปกติใช้ราว 0.5 ซีซีต่อข้าง ราคาสองข้างต่อครั้งจึงมักอยู่ราว 10,000–35,000 บาท ส่วนการฉีดสลายด้วยไฮยาลูโรนิเดสอยู่ที่ 2,500–10,000 บาทต่อจุด โดยนับใต้ตาสองข้างเป็นหนึ่งจุด
สิ่งที่รวมและไม่รวมในราคาคือจุดที่คนพลาดบ่อย หลายโปรแกรมรวมยาชาและติดตามผลหนึ่งครั้ง บางที่แยกค่ายาชาและคิดค่าเติมรายซีซี ควรถามให้ชัดว่าครอบคลุมอะไร และมีค่าแก้หากไม่พอใจหรือเกิดก้อนหรือไม่
คำถามที่ควรถามมีห้าข้อ ผลิตภัณฑ์คือยี่ห้อและรุ่นอะไร เลขทะเบียนอะไร ใช้ปริมาณเท่าไรต่อข้างและถ้าเติมเพิ่มคิดอย่างไร มีไฮยาลูโรนิเดสพร้อมใช้หรือไม่และมีแผนจัดการหากหลอดเลือดอุดตันอย่างไร ใครเป็นผู้ฉีด และถ้าเกิดก้อนจะแก้อย่างไร
เมื่อไรต้องพบแพทย์ทันที
อาการที่ต้องไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่รอโทรก่อนคือ ตามัวลงทันทีหรือมองไม่เห็นเป็นบางส่วน ปวดตาหรือปวดรอบตารุนแรงผิดปกติ เห็นภาพซ้ำหรือเห็นแสงวูบวาบ หนังตาตกเฉียบพลัน หรืออ่อนแรงครึ่งซีก ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีสารไปอุดตันหลอดเลือดที่เลี้ยงตาและสมอง[22],[23] ภาวะนี้ต้องรักษาเร็วที่สุดเพราะยิ่งช้ายิ่งกู้คืนได้น้อย แนวปฏิบัติจากสหราชอาณาจักรเน้นให้ผู้ฉีดรู้ที่ตั้งห้องฉุกเฉินตาล่วงหน้า[31]
อาการทางผิวที่ต้องไปพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมงคือ ผิวขาวซีดเป็นหย่อมแล้วเปลี่ยนเป็นม่วงคล้ำ เป็นร่างแห เจ็บมาก หรือมีตุ่มพอง ซึ่งเป็นสัญญาณของเนื้อเยื่อขาดเลือด[21],[32] ส่วนบวมและก้อนที่ค่อย ๆ ขึ้นมักจัดการได้ด้วยไฮยาลูโรนิเดส แต่ต้องให้แพทย์ประเมิน ไม่ควรกดนวดเอง[16],[33] การฉีดนอกสถานพยาบาลทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลายเท่า เพราะเมื่อเกิดเหตุจะไม่มีการรักษาที่ถูกต้องในเวลาที่จำเป็น
คำถามที่พบบ่อย
ร่องตาลึกเกิดจากอะไร
เกิดจากความต่างระดับของโครงสร้างใต้ผิว คือจุดที่กล้ามเนื้อและเอ็นยึดติดกับกระดูก ประกอบกับผิวและไขมันบริเวณนั้นบางอยู่แล้ว[1],[2] กรรมพันธุ์ทำให้บางคนมีร่องตั้งแต่ยังอายุน้อย
ครีมทาใต้ตาแก้ร่องลึกได้ไหม
ไม่ได้ ครีมเพิ่มความชุ่มชื้นและช่วยเรื่องเม็ดสีได้บ้าง แต่เติมปริมาตรให้ร่องตื้นขึ้นไม่ได้ เพราะทดแทนไขมันหรือกระดูกที่หายไปไม่ได้[5],[6] คำอ้างว่าเทียบเท่าฉีดฟิลเลอร์ไม่มีการศึกษารองรับ
ฟิลเลอร์ใต้ตาอยู่ได้นานแค่ไหน
งานทบทวนอย่างเป็นระบบรายงาน 8–12 เดือน[10] และการศึกษา 600 รายติดตาม 12 เดือนยังเห็นผลในหลายราย[14] ระยะเวลาขึ้นกับชนิดฟิลเลอร์ ตำแหน่งที่วาง และการเผาผลาญแต่ละคน
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอันตรายไหม
มีความเสี่ยง โดยเฉพาะหลอดเลือดอุดตันซึ่งอาจทำให้ตาบอดได้ แม้พบน้อยแต่กู้คืนได้ไม่เสมอ[21],[22] ความเสี่ยงที่พบบ่อยกว่าคือสีเทาอมน้ำเงิน ผิวไม่เรียบ และบวมใต้ตา ซึ่งส่วนใหญ่เล็กน้อย[15]
ร่องตาลึกกับถุงใต้ตาต่างกันอย่างไร
ร่องคือความต่างระดับที่ทำให้เกิดเงา ส่วนถุงคือไขมันที่ยื่นเป็นก้อนนูน ร่องรักษาด้วยการเติมปริมาตรหรือย้ายไขมัน ถุงรักษาด้วยการผ่าตัดเป็นหลัก[1],[3]
นวดหรือกัวซาแก้ร่องใต้ตาได้ไหม
ไม่ได้ผลกับร่องที่เป็นโครงสร้าง การทดลองแบบสุ่มพบว่ากัวซาลดบวมและคลายกล้ามเนื้อชั่วคราว ไม่ได้เติมปริมาตร[26] การนวดแรงรอบดวงตายังเสี่ยงทำให้ช้ำและรบกวนฟิลเลอร์
ร่องตาลึกแก้ด้วยการผ่าตัดแบบไหนได้บ้าง
ที่ใช้บ่อยคือผ่าตัดเปลือกตาล่างพร้อมย้ายไขมัน และการฉีดไขมัน ผู้ป่วย 229 รายพอใจร้อยละ 97.8[18] ส่วนภาวะแทรกซ้อนรวมร้อยละ 11.2 และต้องผ่าตัดซ้ำร้อยละ 2.4[17]
อายุเท่าไรจึงเริ่มฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาได้
ไม่มีเกณฑ์อายุขั้นต่ำทางการแพทย์ที่ใช้กับทุกคน การพิจารณาขึ้นกับระดับร่องมากกว่าอายุ แต่ผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นระบุกลุ่มอายุไว้บนฉลากซึ่งต้องตรวจก่อนใช้[29] ผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปีควรอยู่ภายใต้การประเมินของผู้ปกครองและแพทย์
สรุป
ร่องตาลึกเป็นเรื่องของโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาเดียวกับถุงใต้ตาหรือใต้ตาคล้ำ การแยกสามอย่างนี้ก่อนคือขั้นตอนสำคัญที่สุด[1],[5] ครีมช่วยได้แค่เรื่องผิว ส่วนการเติมปริมาตรด้วยฟิลเลอร์ HA ให้ผลดีในร่องระดับต้นถึงกลางด้วยความพึงพอใจราวร้อยละ 91 แต่ผลอยู่ได้ 8–12 เดือนและมีผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือบวมและช้ำ[10],[11] สิ่งที่ต้องให้น้ำหนักที่สุดคือความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตันซึ่งอาจทำให้ตาบอด และผู้ที่เกิดภาวะนี้ส่วนใหญ่ไม่กลับคืนดี[21],[22] การเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์กับรอบดวงตา การตรวจผลิตภัณฑ์ให้ขึ้นทะเบียน และการรู้ว่าจะไปโรงพยาบาลที่ไหนหากเกิดเหตุ คือสามสิ่งที่ป้องกันความเสียหายได้จริง
แหล่งอ้างอิง
- . Haddock NT, Saadeh PB, Boutros S, et al. The tear trough and lid/cheek junction: anatomy and implications for surgical correction. Plast Reconstr Surg. 2009;1 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 4):1332–1340. https://doi.org/10.1097/PRS.0b013e31819f2b36 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Muzaffar AR, Mendelson BC, Adams WP Jr. Surgical anatomy of the ligamentous attachments of the lower lid and lateral canthus. Plast Reconstr Surg. 2002;110(3) ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- –884. https://doi.org/10.1097/00006534-200209010-00025 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Coban I, Derin O, Sirinturk S, et al. Anatomical basis for the lower eyelid rejuvenation. Aesthetic Plast Surg. 2023;47(3):1059–1066. https://doi.org/10.1007/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Hirmand H. Anatomy and nonsurgical correction of the tear trough deformity. Plast Reconstr Surg. 2010;125(2):699–708. https://doi.org/10.1097/PRS.0b013e3181c8 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 5. Vrcek I, Ozgur O, Nakra T. Infraorbital dark circles: a review of the pathogenesis, evaluation and treatment. J Cutan Aesthet Surg. 2016;9(2):65–72. https:// ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 6. Pissaridou MK, Ghanem A, Lowe N, et al. Periorbital discolouration diagnosis and treatment: evidence-based review. J Cosmet Laser Ther. 2020;22(6–8):217–225. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 7. Friedmann DP, Goldman MP. Dark circles: etiology and management options. Clin Plast Surg. 2015;42(1):33–50. https://doi.org/10.1016/j.cps.2014.08.007 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Morita A. Tobacco smoke causes premature skin aging. J Dermatol Sci. 2007;48(3):169–175. https://doi.org/10.1016/j.jdermsci.2007.06.015 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Kane MA. Treatment of tear trough deformity and lower lid bowing with injectable hyaluronic acid. Aesthetic Plast Surg. 2005;29(5):363–367. https://doi.org/10 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 10. Trinh LN, Grond SE, Gupta A. Dermal fillers for tear trough rejuvenation: a systematic review. Facial Plast Surg. 2022;38(3):228–239. https://doi.org/10.105 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 11. Liu X, Gao Y, Ma J, et al. The efficacy and safety of hyaluronic acid injection in tear trough deformity: a systematic review and meta-analysis. Aesthetic P ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;48(3):478–490. https://doi.org/10.1007/s00266-023-03613-7 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Berguiga M, Galatoire O. Tear trough rejuvenation: a safety evaluation of the treatment by a semi-cross-linked hyaluronic acid filler. Orbit. 2017;36(1):22–26 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 13. Morley AM, Malhotra R. Use of hyaluronic acid filler for tear-trough rejuvenation as an alternative to lower eyelid surgery. Ophthalmic Plast Reconstr Surg. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;27(2):69–73. https://doi.org/10.1097/IOP.0b013e3181b80f93 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Diaspro A, Calvisi L, Sito G, et al. Hyaluronic acid gel injection for the treatment of tear trough deformity: a multicenter, observational, single-blind stud ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;46(4):1860–1867. https://doi.org/10.1007/s00266-022-02887-7 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Mustak H, Fiaschetti D, Goldberg RA. Filling the periorbital hollows with hyaluronic acid gel: long-term review of outcomes and complications. J Cosmet Dermat ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;17(4):611–616. https://doi.org/10.1111/jocd.12452 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Trinh LN, McGuigan KC, Gupta A. Delayed complications following dermal filler for tear trough augmentation: a systematic review. Facial Plast Surg. 2022;38(3) ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- –259. https://doi.org/10.1055/s-0041-1736390 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Xu Z, Zheng F, Zhao X, et al. Complications of fat grafting and repositioning for correction of lower eyelid pouch with tear trough deformity or lid-cheek jun ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;93(3):e9–e25. https://doi.org/10.1097/SAP.0000000000004022 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Kim HS, Choi CW, Kim BR, et al. Effectiveness of transconjunctival fat removal and resected fat grafting for lower eye bag and tear trough deformity. JAMA Fac ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;21(2):118–124. https://doi.org/10.1001/jamafacial.2018.1307 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Gülbitti HA, Colebunders B, Pirayesh A, et al. Thread-lift sutures: still in the lift? A systematic review of the literature. Plast Reconstr Surg. 2018;141(3) ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- e–347e. https://doi.org/10.1097/PRS.0000000000004101 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Tansatit T, Moon HJ, Apinuntrum P, et al. Verification of embolic channel causing blindness following filler injection. Aesthetic Plast Surg. 2015;39(1):154–1 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . https://doi.org/10.1007/s00266-014-0426-z ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Sito G, Manzoni V, Sommariva R. Vascular complications after facial filler injection: a literature review and meta-analysis. J Clin Aesthet Dermatol. 2019;12( ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ):E65–E72. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31360292/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Beleznay K, Carruthers JDA, Humphrey S, et al. Update on avoiding and treating blindness from fillers: a recent review of the world literature. Aesthet Surg J ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;39(6):662–674. https://doi.org/10.1093/asj/sjz053 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Thanasarnaksorn W, Cotofana S, Rudolph C, et al. Severe vision loss caused by cosmetic filler augmentation: case series with review of cause and therapy. J Co ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;17(5):712–718. https://doi.org/10.1111/jocd.12705 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Bousquet J, Anto JM, Bachert C, et al. Allergic rhinitis. Nat Rev Dis Primers. 2020;6(1):95. https://doi.org/10.1038/s41572-020-00227-0 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Bielory L, Delgado L, Katelaris CH, et al. ICON: diagnosis and management of allergic conjunctivitis. Ann Allergy Asthma Immunol. 2020;124(2):118–134. https:/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 26. Ahn SH, Hwang UJ, Han HS. Comparative effects of facial roller and gua sha massage on facial contour, muscle tone, and skin elasticity: randomized controlle ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;24(6):e70236. https://doi.org/10.1111/jocd.70236 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Heydenrych I, De Boulle K, Kapoor KM, et al. The 10-point plan 2021: updated concepts for improved procedural safety during facial filler treatments. Clin Cos ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;14:779–814. https://doi.org/10.2147/CCID.S315711 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Anido J, Fernández JM, Genol I, et al. Recommendations for the treatment of tear trough deformity with cross-linked hyaluronic acid filler. J Cosmet Dermatol. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;20(1):6–17. https://doi.org/10.1111/jocd.13475 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. อย. แนะผู้บริโภคตรวจสอบผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ก่อนใช้บริการ. เผยแพร่ 5 กรกฎาคม 2566. https://www.fda.moph.go.th/news/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . กระทรวงสาธารณสุข. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กรดไฮยาลูโรนิกชนิดฉีดเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของผิวหนัง พ.ศ. 2562. กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหา ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 31. Sansome S, Clague M, Convery C, et al. Consensus guidelines for the management of tissue filler-induced vision loss in the United Kingdom. Aesthet Surg J. 2 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;46(5):563–568. https://doi.org/10.1093/asj/sjag002 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Nalcı Baytaroğlu H, Hoşal MB. Complications of periorbital cosmetic hyaluronic acid filler injections: a major review. Turk J Ophthalmol. 2025;55(5):276–286. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 33. Kroumpouzos G, Treacy P. Hyaluronidase for dermal filler complications: review of applications and dosage recommendations. JMIR Dermatol. 2024;7:e50403. htt ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed