ถ้าคุณเพิ่งรู้ตัวว่ากินยาซ้ำ กินเกินขนาดที่ฉลากกำหนด หรือลืมไปแล้วว่ากินไปกี่เม็ด คำตอบสั้นที่สุดคือ โทรขอคำปรึกษาก่อน และไม่ต้องรอให้มีอาการ เพราะยาที่อันตรายที่สุดในบ้านเราไม่ได้ทำให้เกิดอาการทันที โดยเฉพาะ paracetamol ที่ช่วง 24 ชั่วโมงแรกผู้ป่วยมักรู้สึกปกติดีทุกอย่าง ขณะที่ตับกำลังถูกทำลายอยู่เงียบ ๆ[1],[2]
การโทรหนึ่งครั้งใช้เวลาไม่ถึงห้านาที แต่เปลี่ยนการตัดสินใจได้ทั้งวัน ถ้ามีอาการรุนแรง เช่น ซึมลง หายใจช้า หรือชัก ให้โทร 1669 ซึ่งเป็นสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉินของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ[3] ถ้าคนไข้ยังรู้สึกตัวดีแต่ไม่แน่ใจว่ายาที่กินอันตรายแค่ไหน ให้ปรึกษาศูนย์พิษวิทยารามาธิบดีที่ 1367 ซึ่งให้คำปรึกษาเรื่องสารพิษตลอด 24 ชั่วโมง[4] ถ้ายังลังเลระหว่างสองช่องทางนี้ การไปห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุดคือคำตอบที่ปลอดภัยกว่าเสมอ
สิ่งแรกที่ต้องทำ: โทรขอคำปรึกษาก่อนเสมอ (ไม่รอให้มีอาการ)
ก่อนหยิบโทรศัพท์ ให้รวบรวมสามข้อมูลนี้ไว้ในมือ ชื่อยาหรือสิ่งที่กิน จำนวนที่น่าจะกินเข้าไป และเวลาที่กิน โดยนับจากนาฬิกาหรือประวัติการโทรในมือถือ เพราะระยะเวลาตั้งแต่กินยาถึงเวลาที่ได้รับยาต้านพิษเป็นตัวชี้ความเป็นความตายในกรณี paracetamol[1],[5]
สิ่งที่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่คือ ชื่อยาและความแรงต่อเม็ด จำนวนเม็ดหรือปริมาตรที่กิน เวลาที่กิน น้ำหนักตัวโดยประมาณ อายุ อาการตอนนี้ รวมถึงยาอื่นที่กินประจำและโรคประจำตัว ถ้าไม่รู้ชื่อยา ให้อ่านฉลากหรือส่งรูปกล่องยาให้เจ้าหน้าที่ดู
ระหว่างรอสายหรือระหว่างเดินทาง ให้จัดท่าผู้ป่วยนอนตะแคงถ้าซึมหรืออาเจียนเพื่อป้องกันการสำลัก และเก็บกล่องยาหรือซองยาทั้งหมดใส่ถุงไปด้วย เพราะมันคือข้อมูลที่ดีที่สุดที่ทีมแพทย์จะใช้ตัดสินใจว่าต้องให้ยาต้านพิษหรือไม่[5],[6]
ทำไม “รอมีอาการก่อน” เป็นความคิดที่อันตราย
ความคิดที่ว่า “ถ้ายังไม่รู้สึกอะไรก็คงไม่เป็นไร” มาจากประสบการณ์กับยาที่ออกฤทธิ์เร็ว เช่น ยานอนหลับหรือยากลุ่มโอปิออยด์ ซึ่งทำให้ง่วงหรือหายใจช้าภายในไม่กี่นาทีถึงหนึ่งชั่วโมง แต่ยาที่อันตรายที่สุดในกลุ่มยากินเกินคือ paracetamol ซึ่งมีช่วงปลอดอาการยาวนานและหลอกคนได้เก่งที่สุด[2],[9]
เมื่อได้ paracetamol เกินขนาด ทางเดินย่อยสลายสำรองจะสร้างสารชื่อ NAPQI มากขึ้นจนกลูตาไธโอนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในตับถูกใช้จนหมด จากนั้น NAPQI จะไปจับกับโปรตีนในเซลล์ตับและทำให้เซลล์ตับตายเป็นหย่อม ๆ[10] กระบวนการนี้ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะแสดงออกมาเป็นอาการคลื่นไส้หรือปวดท้องด้านขวาบน และเมื่อมีอาการชัดเจน ความเสียหายต่อตับมักเกิดขึ้นแล้ว
ข้อมูลจากงานศึกษา NAC ในผู้ป่วย 2,540 รายพบว่า ถ้าเริ่มให้ยาต้านพิษภายใน 10 ชั่วโมงหลังกินยา ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงจะเกิดพิษต่อตับร้อยละ 6.1 แต่ถ้าเริ่มช้าลงเป็น 10–24 ชั่วโมง อัตราเพิ่มเป็นร้อยละ 26.4 และในกลุ่มเสี่ยงสูงที่เริ่มรักษาช้า 16–24 ชั่วโมง อัตราสูงถึงร้อยละ 41[5] หลักการ “ชั่วโมงทอง” จึงหมายถึงช่วงที่ยังลดการดูดซึมยาและเริ่มยาต้านพิษได้ทันก่อนตับจะเสียหายถาวร ถ่านกัมมันต์ได้ผลดีที่สุดเมื่อให้ภายในหนึ่งชั่วโมงหลังกินยา โดยลดการดูดซึมยาได้ร้อยละ 47.3 ที่ 30 นาที ลดได้ร้อยละ 40.1 ที่ 60 นาที และเหลือร้อยละ 16.5 ที่ 120 นาที[8]
ยาที่พบบ่อยในการกินเกินและพิษเฉพาะตัว
ยาที่กินเกินบ่อยในบ้านเราไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกันเลย บางชนิดทำให้ง่วง บางชนิดทำลายตับโดยไม่ทำให้ง่วง
| กลุ่มยา | ตัวอย่างที่พบในไทย | อาการเด่นเมื่อกินเกิน | ความเร่งด่วน |
|---|---|---|---|
| Paracetamol | ยาแก้ปวดลดไข้ 500 มก. ยาสูตรผสมหลายชื่อการค้า | ช่วงแรกมักไม่มีอาการ ต่อมาคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องด้านขวาบน เหลือง | เร่งด่วนมาก ต้องประเมินระดับยาในเลือด |
| NSAIDs | ibuprofen, diclofenac, naproxen | ปวดท้อง คลื่นไส้ เสียงในหู ถ่ายดำเมื่อมีเลือดออกกระเพาะ | เร่งด่วนปานกลาง พบแพทย์หากอาเจียนหรือถ่ายดำ |
| โอปิออยด์และยาแก้ไอผสมโคเดอีน | ยาแก้ไอผสมโคเดอีน, tramadol, morphine | ซึมลง รูม่านตาหดเล็ก หายใจช้าและตื้น ผิวเย็น | ฉุกเฉินทันที |
| เบนโซไดอะซีพีน | diazepam, alprazolam, ยานอนหลับกลุ่มนี้ | ง่วงมาก พูดช้า เดินเซ ความจำหาย หายใจช้าเมื่อกินร่วมกับแอลกอฮอล์ | ฉุกเฉินหากซึมหรือหายใจช้า |
| ยาแก้แพ้รุ่นแรก | chlorpheniramine, diphenhydramine | ง่วงมาก ปากแห้ง ตาพร่า ใจสั่น ชักในรายที่กินมาก | เร่งด่วน ปรึกษาพิษวิทยา |
| เหล็ก | ยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กสำหรับหญิงตั้งครรภ์ | อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ปวดท้องรุนแรง ช็อกในเด็ก | ฉุกเฉินทันที |
| ยาลดน้ำตาลกลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย | glibenclamide, glipizide | เหงื่อออก ใจสั่น สับสน ชักหรือหมดสติจากน้ำตาลตก | ฉุกเฉินทันที |
จำนวนเม็ดไม่ได้บอกอันตรายทั้งหมด เพราะพิษขึ้นกับน้ำหนักตัว โรคประจำตัว และยาอื่นที่กินร่วม ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือยาเสริมธาตุเหล็ก ซึ่งแนวทาง consensus ระบุว่าผู้ที่กินธาตุเหล็กในรูปเกลือเฟอร์รัสตั้งแต่ 40 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.ขึ้นไป ต้องส่งโรงพยาบาลทุกกรณี[11]
กลุ่มซัลโฟนิลยูเรียอันตรายกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด เพราะยาจะกระตุ้นการหลั่งอินซูลินต่อเนื่อง งานทบทวนพบว่าเวลาตั้งแต่กินยาถึงน้ำตาลตกอยู่ที่ 1.5–16 ชั่วโมงในเด็ก และ 1–13 ชั่วโมงในผู้ใหญ่[12] การที่น้ำตาลยังปกติในชั่วโมงแรกจึงไม่ได้แปลว่าปลอดภัย
พาราเซตามอล: เกินไม่มากก็ทำลายตับได้
paracetamol เป็นยาที่คนไทยกินมากที่สุดและคิดว่าปลอดภัยที่สุด จนบางคนกินพร้อมกันสองยี่ห้อเพราะคิดว่าเป็นคนละตัว ทั้งที่ชื่อการค้าต่างกันแต่ตัวยาเดียวกัน ฉลากยาสามัญประจำบ้านของไทยสำหรับ paracetamol 500 มก. กำหนดให้ผู้ใหญ่ที่หนักมากกว่า 67 กก. กินครั้งละ 2 เม็ด ห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง และไม่เกิน 4 ครั้งต่อวัน[14] ซึ่งเท่ากับ 4,000 มก.ต่อวัน ถ้าคุณกินยาแก้หวัดสูตรผสมที่มี paracetamol อยู่ด้วย บวกยาแก้ปวดอีกเม็ดในวันเดียวกัน และบวกยาแก้ปวดเมื่อยอีกขนาน คุณจะเกินเพดานนี้ได้โดยไม่รู้สึกตัว
เมื่อเกินขนาด paracetamol ส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนผ่านทางเดิน CYP450 ไปเป็น NAPQI ซึ่งทำปฏิกิริยากับโปรตีนในเซลล์ตับโดยตรง[10] ตับป้องกันตัวด้วยกลูตาไธโอน แต่เมื่อปริมาณ NAPQI มากกว่าที่จะรับไหว กลไกนั้นก็พังทลายและปล่อยเอนไซม์ตับออกมาในเลือด ซึ่งตรวจพบได้ก่อนที่ผู้ป่วยจะมีอาการเหลืองหรือซึม การประเมินความเสี่ยงใช้กราฟ Rumack–Matthew nomogram ที่เทียบระดับยาในเลือดกับเวลาที่กินยา โดยเส้นตัดสินใจที่ใช้กันทั่วไปคือ 150 มก.ต่อลิตร ที่ชั่วโมงที่ 4[1],[15]
ยาต้านพิษคือ N-acetylcysteine (NAC) ซึ่งช่วยเติมกลูตาไธโอนสำรองและจับกับ NAPQI โดยตรง งานศึกษาในผู้ป่วยกว่า 11,000 รายยืนยันว่าเมื่อให้ NAC ภายใน 8 ชั่วโมงหลังกินยา ยาจะป้องกันตับได้เกือบทั้งหมด ไม่ว่าระดับยาในเลือดจะสูงแค่ไหน และผลลัพธ์ไม่ต่างกันระหว่างการเริ่มที่ 0–4 ชั่วโมงกับ 4–8 ชั่วโมง แต่ประสิทธิภาพลดลงชัดเจนเมื่อเลยจากนั้นไป[5] นี่คือเหตุผลที่คำแนะนำ “รอ 24 ชั่วโมงก่อนแล้วค่อยไปตรวจ” เป็นคำแนะนำที่อันตราย เพราะตับอาจถูกทำลายไปมากพอที่จะต้องรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตหรือรอปลูกถ่ายตับ
ขนาดที่ทำให้เกิดพิษไม่ได้สูงอย่างที่คิด ในผู้ใหญ่ทั่วไปปริมาณที่เริ่มทำลายตับอยู่ที่ราว 150 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. หรือราว 15–20 เม็ดของ paracetamol 500 มก. และในคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ผอมมาก หรืออดอาหารมานาน ปริมาณที่ต่ำกว่านั้นก็อาจเพียงพอ[9],[16]
สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
ความเชื่อเรื่องการปฐมพยาบาลคนกินยาเกินในไทยยังเต็มไปด้วยวิธีที่ไม่ได้ผลและบางวิธีทำให้แย่ลง สิ่งแรกที่ต้องลบออกจากสารบบคือการกระตุ้นให้อาเจียนด้วยการเอานิ้วล้วงคอหรือการกินน้ำเกลือเข้มข้น งานทบทวนของสมาคมพิษวิทยาสหรัฐฯ และยุโรปสรุปชัดเจนว่าการให้ยาบังคับอาเจียนไม่ควรทำเป็นกิจวัตร เพราะไม่ช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงจากการสำลัก[7]
ข้อที่สองคือการให้นมสด น้ำมันพืช หรือกาแฟตามความเชื่อว่า “จะช่วยเคลือบกระเพาะ” ซึ่งไม่มีหลักฐานรองรับ และนมยังเพิ่มความเสี่ยงเมื่อยาที่กินเป็นยาเสริมธาตุเหล็กหรือยาที่ระคายกระเพาะ ข้อที่สามคือการกินยาอื่นเพิ่มเพื่อกลบฤทธิ์ เช่น กาแฟเข้มเพื่อแก้การง่วงจากยานอนหลับ ซึ่งไม่ได้ต่อต้านพิษใด ๆ แต่ทำให้ทีมแพทย์สับสนว่าอาการมาจากตัวไหน
ข้อที่สี่คือการซื้อ “ยาถอนพิษ” กินเองหรือเชื่อคำแนะนำจากร้านค้าออนไลน์ ยาต้านพิษที่มีจริง เช่น NAC, naloxone หรือ flumazenil ต้องให้ภายใต้การควบคุมของแพทย์ เพราะแต่ละตัวมีข้อห้ามและผลข้างเคียงรุนแรงของมันเอง การให้ flumazenil ผิดกลุ่มผู้ป่วยกระตุ้นให้เกิดชักได้[17] และข้อสุดท้ายคือการเฝ้าดูอาการเองที่บ้านโดยไม่มีใครประเมิน ซึ่งทำได้เฉพาะเมื่อเภสัชกรหรือศูนย์พิษวิทยาประเมินแล้วว่าเสี่ยงต่ำ และต้องมีผู้ใหญ่ตื่นอยู่ด้วยตลอดเวลา
ข้อมูลที่ต้องเตรียมเมื่อโทรหรือไปโรงพยาบาล
คุณภาพของการรักษาขึ้นกับข้อมูลที่ให้ในห้านาทีแรก ทีมแพทย์ต้องตัดสินใจว่าจะใส่ถ่านกัมมันต์ จะเจาะเลือด และจะเริ่ม NAC หรือไม่ ซึ่งขึ้นกับชนิดยา ปริมาณ และเวลา
| ข้อมูล | เหตุผลที่ทีมแพทย์ต้องรู้ | ถ้าไม่รู้ให้ทำอย่างไร |
|---|---|---|
| ชื่อยาและความแรงต่อเม็ด | กำหนดว่าจะให้ยาต้านพิษตัวใด | ถ่ายรูปกล่องและเม็ดยาให้เภสัชกรดู |
| จำนวนเม็ดหรือปริมาตร | คำนวณ มก.ต่อ กก. และเทียบเกณฑ์พิษ | นับเม็ดที่เหลือในแผงเทียบกับจำนวนที่ซื้อมา |
| เวลาที่กิน | ใช้คำนวณตำแหน่งบน nomogram และหน้าต่างถ่านกัมมันต์ | ดูประวัติโทรศัพท์หรือถามคนที่อยู่ด้วย |
| น้ำหนักตัว | ใช้คิดขนาด NAC และเกณฑ์พิษต่อ กก. | ประมาณจากน้ำหนักครั้งล่าสุดที่ชั่งได้ |
| โรคประจำตัว | ตับ ไต หัวใจ ตั้งครรภ์ เปลี่ยนการรักษา | พกสมุดประจำตัวหรือแอปสุขภาพไปด้วย |
| ยาอื่นที่กินประจำ | ยาเสริมพิษหรือตีกันกับยาต้านพิษ | ใส่ยาทุกชนิดรวมสมุนไพรและอาหารเสริมในถุงเดียว |
น้ำหนักตัวสำคัญกว่าที่คิด เพราะ NAC ให้ในขนาด มก.ต่อน้ำหนักตัว ประวัติการตั้งครรภ์ต้องแจ้งเสมอแม้ยังไม่แน่ใจ เพราะมีผลต่อการเลือกการตรวจและการรักษา ส่วนประวัติการดื่มแอลกอฮอล์หรือการอดอาหารทำให้ตับไวต่อพิษ paracetamol มากขึ้น[9],[16]
อาการที่ต้องไปห้องฉุกเฉินทันทีระหว่างเฝ้าดู
ถ้าคุณกำลังเฝ้าดูอาการตามคำแนะนำของศูนย์พิษวิทยา ให้กำหนดขอบเขตไว้ล่วงหน้าว่าอาการแบบใดคือสัญญาณที่ต้องหยุดเฝ้าดูแล้วไปโรงพยาบาลทันที
ซึมลง ตอบสนองช้า หายใจช้าลง หรือชัก → โทร 1669 ทันที อย่าขับรถเองถ้าคนไข้ซึม
| อาการ | สิ่งที่อาจกำลังเกิดขึ้น | สิ่งที่ต้องทำ |
|---|---|---|
| ง่วงมากขึ้นเรื่อย ๆ ปลุกไม่ตื่น พูดไม่รู้เรื่อง | ระบบประสาทส่วนกลางถูกกด | โทร 1669 จัดท่านอนตะแคง |
| หายใจช้ากว่า 12 ครั้งต่อนาทีหรือตื้นมาก | ระบบหายใจถูกกด | โทร 1669 เตรียมช่วยหายใจ |
| ชัก เกร็ง กระตุก หรือตาเหลือก | พิษต่อสมองหรือน้ำตาลตก | โทร 1669 จับศีรษะตะแคง อย่าฝืนจับ |
| ใจสั่นรุนแรง หน้ามืดจะเป็นลม | หัวใจเต้นผิดจังหวะ | ไปห้องฉุกเฉินทันที |
| อาเจียนซ้ำหลายครั้งจนดื่มน้ำไม่ได้ | ขาดน้ำและเกลือแร่ | ไปห้องฉุกเฉินภายในวันนั้น |
| ปวดท้องด้านขวาบน กดเจ็บ | ตับอักเสบ | ไปห้องฉุกเฉินทันที |
| ตัวเย็น เหงื่อออกมาก ผิวซีด | ความดันตกหรือน้ำตาลต่ำ | โทร 1669 นอนราบยกขา |
| เหลืองที่ตาขาวหรือผิว ฉี่สีชาเข้ม | ตับเสียหายแล้ว | ไปห้องฉุกเฉินทันที |
ระหว่างรอรถพยาบาล ให้จัดท่าให้ทางเดินหายใจโล่ง ปลดเสื้อผ้าที่รัด คอยปลุกผู้ป่วยให้รู้ตัวเป็นระยะ และไม่ให้อาหารหรือน้ำทางปากถ้าผู้ป่วยซึม
การดูแลต่อในโรงพยาบาล: ทำอะไรบ้าง
การไปถึงโรงพยาบาลไม่ได้หมายความว่าจะต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยากทันที แต่หมายถึงการได้ประเมินความเสี่ยงด้วยข้อมูลที่บ้านประเมินไม่ได้ เริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย แล้วจึงเจาะเลือดดูระดับยาและการทำงานของตับและไต
การรักษาแรกคือการลดการดูดซึมยา ถ้าไปถึงภายในเวลาที่เหมาะสมและผู้ป่วยรู้สึกตัวดี แพทย์อาจพิจารณาให้ถ่านกัมมันต์ (activated charcoal) ซึ่งจับยาไว้ในทางเดินอาหารแล้วขับออกทางอุจจาระ ขนาดที่ใช้ทั่วไปคือ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก.[6] แต่ถ่านกัมมันต์ไม่ใช่ยาสำหรับทุกคน เพราะห้ามใช้ในผู้ป่วยที่ซึมหรือควบคุมทางเดินหายใจไม่ได้ เนื่องจากเสี่ยงสำลักเข้าปอด และไม่ดูดซับสารบางชนิด เช่น โลหะหรือสารกัดกร่อน[8],[18]
สำหรับ paracetamol หากระดับยาในเลือดเกินเส้นรักษา แพทย์จะให้ NAC ทางหลอดเลือดดำหรือทางปากตามแนวทางของโรงพยาบาล โดยทั่วไปให้ครบ 20–21 ชั่วโมงและประเมินซ้ำด้วยการตรวจเลือดเป็นระยะ[2],[5] ผู้ป่วยที่มาช้าอาจต้องให้นานกว่านั้นหากยังตรวจพบยาหรือเอนไซม์ตับสูงอยู่ และแนวทาง consensus ล่าสุดเปิดทางให้ใช้ fomepizole ในกรณีรุนแรงภายใต้การตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญ[2] การติดตามผลคือการตรวจเอนไซม์ตับ (AST, ALT) ค่า INR และการทำงานของไตซ้ำ
ป้องกันการเกิดซ้ำที่บ้าน
การป้องกันที่ได้ผลจริงไม่ใช่การเตือนความจำ แต่คือการเปลี่ยนระบบในบ้านให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ยากขึ้น ข้อมูลจากศูนย์พิษวิทยารามาธิบดีในผู้ป่วย 925 รายที่เกิดความผิดพลาดเรื่องยาที่บ้านพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีคิดเป็นร้อยละ 68.1 ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือให้ยาผิดชนิด (ร้อยละ 72.4) รองลงมาคือให้ผิดขนาด (ร้อยละ 27.4) และร้อยละ 58.6 ได้รับผลกระทบทางคลินิกจนต้องรักษาเพิ่ม[19] ปัญหาหลักจึงไม่ใช่การคำนวณขนาดยา แต่คือการหยิบยาผิดกล่อง วิธีที่ได้ผลที่สุดคือทำให้แต่ละกล่องแยกจากกันชัดเจนด้วยรูปร่างหรือสี
| วิธี | ทำอย่างไรให้ได้ผลจริง | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|
| กล่องแบ่งยารายวัน | เตรียมพร้อมกันครั้งเดียวต่อสัปดาห์ แล้วเขียนวันที่บนฝา | ผู้ที่กินยาหลายขนาน |
| จดเวลากินยา | เขียนเวลาจริงที่กิน ไม่ใช่เวลาที่ควรกิน | ผู้ที่ต้องกินยาเป็นระยะ |
| เก็บยาในที่ล็อก | กล่องล็อกหรือตู้สูงที่เด็กเอื้อมไม่ถึง | บ้านที่มีเด็กเล็ก |
| ไม่เก็บยานอนหลับข้างเตียง | ย้ายไปที่ที่ต้องลุกไปหยิบ | ผู้สูงอายุที่ตื่นกลางคืน |
| ผู้ใหญ่คนเดียวรับผิดชอบ | กำหนดชื่อคนเดียวต่อเดือน ไม่ผลัดกัน | บ้านที่มีผู้ดูแลหลายคน |
| แยกยี่ห้อที่ตัวยาเดียวกัน | ติดป้าย “paracetamol” ให้ทุกกล่อง | ผู้ที่ซื้อยาหลายร้าน |
สำหรับผู้ป่วยสมองเสื่อมหรือผู้สูงอายุที่มีปัญหาความจำ การให้ผู้ใหญ่คนเดียวเป็นผู้จ่ายยาทุกมื้อและเก็บยาไว้ที่ผู้ป่วยเข้าถึงไม่ได้ คือมาตรการที่ได้ผลที่สุด เพราะผู้ป่วยไม่ได้ตั้งใจกินเกิน แต่กินเพราะลืมว่าเพิ่งกินไปแล้ว
เมื่อการกินยาเกินมาจากความทุกข์ใจ
การกินยาเกินโดยตั้งใจไม่ใช่เรื่องของคนที่ “อ่อนแอ” หรือ “เรียกร้องความสนใจ” แต่เป็นสัญญาณว่าคนคนหนึ่งกำลังแบกความทุกข์มากกว่าที่จะรับไหวคนเดียว และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดของการเกิดซ้ำ[19] สิ่งที่ช่วยได้มากที่สุดคือการอยู่เป็นเพื่อนและพาไปรับความช่วยเหลือ
ถ้าคุณกำลังเผชิญความคิดทำร้ายตัวเอง ให้โทร 1323 สายด่วนสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิต ซึ่งให้บริการปรึกษาฟรีตลอด 24 ชั่วโมง[20] หากมีอาการทางร่างกายร่วมด้วยหรือกินยาไปแล้ว ให้โทร 1669 ก่อน เพราะความปลอดภัยทางร่างกายต้องมาก่อนเสมอ[3] การไปโรงพยาบาลไม่ได้แปลว่าจะถูกแจ้งความหรือถูกตำหนิ แต่คือการใช้สิทธิการรักษาพยาบาลตามปกติ
หลังผ่านช่วงวิกฤต ควรนัดพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อประเมินภาวะซึมเศร้าและโรควิตกกังวล เพราะการรักษาสาเหตุคือการป้องกันการเกิดซ้ำที่ได้ผลที่สุด และควรกำจัดยาที่ไม่จำเป็นออกจากบ้านชั่วคราว โดยให้ญาติเป็นคนเก็บยาแทน
คำถามที่พบบ่อย
กินยาพาราเซตามอลเกิน 2 เม็ด อันตรายไหม
ขึ้นกับน้ำหนักตัวและจำนวนเม็ดที่กินทั้งหมดในวันนั้น ให้โทรปรึกษาศูนย์พิษวิทยาที่ 1367 เพราะเกณฑ์พิษคิดต่อน้ำหนักตัว ไม่ใช่จำนวนเม็ด[1],[14] ถ้ามีอาการปวดท้องด้านขวาบนหรือเหลือง ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที
กินยาเกินต้องทำให้อาเจียนไหม
ไม่ งานทบทวนของสมาคมพิษวิทยาระบุว่าการกระตุ้นให้อาเจียนไม่ควรทำเป็นกิจวัตร เพราะไม่ช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงสำลัก[7] วิธีที่ถูกคือโทรปรึกษาและให้แพทย์ประเมินเรื่องถ่านกัมมันต์
กินยาซ้ำโดยไม่ตั้งใจ ต้องไปโรงพยาบาลไหม
ถ้าเป็น paracetamol หรือยาที่มีพิษต่อตับ ไต หรือหัวใจ ให้ไปหรือโทรปรึกษาทุกกรณี เพราะการกินซ้ำทำให้ปริมาณสะสมเกินเพดานได้แม้แต่ละครั้งอยู่ในขนาดปกติ[14],[16]
กินยาเกินแล้วไม่มีอาการ ปลอดภัยหรือยัง
ยังไม่ปลอดภัย paracetamol ช่วง 24 ชั่วโมงแรกมักไม่มีอาการขณะที่ตับถูกทำลายอยู่[2],[10] และยาลดน้ำตาลกลุ่มซัลโฟนิลยูเรียอาจทำให้น้ำตาลตกช้าได้ถึง 16 ชั่วโมง[12]
กินยานอนหลับเกินต้องทำอย่างไร
ให้ปลุกผู้ป่วยให้รู้ตัว ถ้าหายใจช้าลงหรือปลุกไม่ตื่นให้โทร 1669 ทันที และห้ามให้กาแฟหรือยาอื่นเพื่อแก้[13],[17] ยาต้านฤทธิ์ flumazenil ต้องให้โดยแพทย์เท่านั้น เพราะทำให้ชักได้
เด็กกินยาของผู้ใหญ่ ต้องพาไปพบแพทย์ไหม
ต้องพาไปหรือโทรปรึกษาทุกกรณี เพราะขนาดยาเท่ากันให้ปริมาณต่อน้ำหนักตัวที่สูงกว่าเด็กมาก และเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีคือกลุ่มที่เกิดความผิดพลาดเรื่องยาที่บ้านมากที่สุดถึงร้อยละ 68.1[19]
ยาเกินขนาดมีอาการภายในกี่ชั่วโมง
ต่างกันตามชนิดยา กลุ่มโอปิออยด์และเบนโซไดอะซีพีนออกฤทธิ์ภายในไม่กี่นาทีถึงหนึ่งชั่วโมง ขณะที่ paracetamol อาจไม่มีอาการเลยใน 24 ชั่วโมงแรก[2],[5] ส่วนซัลโฟนิลยูเรียทำให้น้ำตาลตกได้ถึง 16 ชั่วโมง[12]
ไปโรงพยาบาลต้องเอากล่องยาไปด้วยไหม
ควรเอาทั้งกล่อง แผงที่เหลือ ใบสั่งยา และซองยาไปด้วย เพราะชื่อยาและจำนวนเม็ดที่เหลือช่วยให้ทีมแพทย์ประมาณปริมาณที่กินได้แม่นกว่าการคาดเดา[5],[6]
สรุป
การกินยาเกินขนาดเป็นเหตุการณ์ที่ผลลัพธ์ขึ้นกับเวลา การโทรขอคำปรึกษาและไปโรงพยาบาลตั้งแต่ยังไม่มีอาการคือสิ่งที่เปลี่ยนความเสี่ยงได้มากที่สุด เพราะ paracetamol ไม่ได้ทำให้รู้สึกอะไรในชั่วโมงแรก ๆ ขณะที่ตับถูกทำลายจาก NAPQI อย่างต่อเนื่อง[1],[10] ยาต้านพิษ NAC ได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มภายใน 8 ชั่วโมง[5]
สิ่งที่ห้ามทำมีไม่กี่ข้อแต่ต้องจำให้แม่น คือห้ามกระตุ้นให้อาเจียน ห้ามให้นมหรือน้ำมันพืช ห้ามกินยาอื่นกลบฤทธิ์ และห้ามซื้อยาต้านพิษมากินเอง[7],[17] สิ่งที่ต้องทำคือเตรียมชื่อยา จำนวน เวลา และน้ำหนักตัวให้พร้อม แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ต้นสาย[6],[8] และถ้าการกินยาเกินมาจากความทุกข์ใจ การโทร 1323 และการพาไปพบผู้เชี่ยวชาญคือการรักษาที่จำเป็นพอ ๆ กับการล้างพิษ[20]
คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): หากสงสัยว่าตัวเองหรือคนในบ้านกินยาเกินขนาด ให้โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ต้องรอให้มีอาการ และห้ามกระตุ้นให้อาเจียนเอง บทความนี้ช่วยให้รู้ว่าต้องโทรหาใคร เตรียมข้อมูลอะไร และห้ามทำอะไรระหว่างทาง แต่ใช้แทนการประเมินโดยแพทย์ไม่ได้ แม้จะรู้สึกว่ากินเกินไปแค่นิดเดียวก็ตาม
แหล่งอ้างอิง
- . Rumack BH, Matthew H. Acetaminophen poisoning and toxicity. Pediatrics. 1975;55(6):871-876. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/1134886/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Dart RC, Mullins ME, Matoushek T, et al. Management of acetaminophen poisoning in the US and Canada: a consensus statement. JAMA Netw Open. 2023;6(8):e2327739 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- .1001/jamanetworkopen.2023.27739 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.). สายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669. https://www.niems.go.th/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . ศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ช่องทางติดต่อและสายด่วนปรึกษาเรื่องสารพิษ 1367 (ตลอด 24 ชั่วโมง). https://www.rama.mahidol.ac.th/poisoncenter/t ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Smilkstein MJ, Knapp GL, Kulig KW, Rumack BH. Efficacy of oral N-acetylcysteine in the treatment of acetaminophen overdose: analysis of the national multicent ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- to 1985). N Engl J Med. 1988;319(24):1557-1562. https://doi.org/10.1056/NEJM198812153192401 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Gosselin S, Hoegberg LCG, Hoffman RS. Gut decontamination in the poisoned patient. Br J Clin Pharmacol. 2025;91(3):595-603. https://doi.org/10.1111/bcp.16379 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Höjer J, Troutman WG, Hoppu K, et al. Position paper update: ipecac syrup for gastrointestinal decontamination. Clin Toxicol (Phila). 2013;51(3):134-139. http ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 8. Chyka PA, Seger D, Krenzelok EP, Vale JA. Position paper: single-dose activated charcoal. Clin Toxicol (Phila). 2005;43(2):61-87. https://doi.org/10.1081/clt ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 9. Jones AL. Over-the-counter analgesics: a toxicology perspective. Am J Ther. 2002;9(3):245-257. https://doi.org/10.1097/00045391-200205000-00010 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Pharmacological and toxicological effects of paracetamol: current knowledge and a review. Drug Chem Toxicol. 2026. https://doi.org/10.1080/01480545.2025.26046 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 11. Manoguerra AS, Erdman AR, Booze LL, et al. Iron ingestion: an evidence-based consensus guideline for out-of-hospital management. Clin Toxicol (Phila). 2005; ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 6):553-570. https://doi.org/10.1081/clt-200068842 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Glatstein M, Scolnik D, Bentur Y. Octreotide for the treatment of sulfonylurea poisoning. Clin Toxicol (Phila). 2012;50(9):795-804. https://doi.org/10.3109/15 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 13. Boyer EW. Management of opioid analgesic overdose. N Engl J Med. 2012;367(2):146-155. https://doi.org/10.1056/NEJMra1202561 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนปัจจุบัน (กำหนดขนาดและวิธีใช้ยาเม็ดบรรเทาปวดลดไข้ พาราเซตามอล 500 มก.). ราชกิจจานุเบกษา. https://ratchakitcha ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Chomchai S, Mekavuthikul P, Phuditshinnapatra J, Chomchai C. Diagnostic utility of the paracetamol concentration aminotransferase activity multiplication prod ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- mg/L treatment line on the Rumack-Matthew nomogram. Clin Toxicol (Phila). 2026;64(1):22-34. https://doi.org/10.1080/15563650.2025.2579132 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Severe hepatotoxicity after therapeutic doses of acetaminophen. Clin Ther. 2006;28(5):755-760. https://doi.org/10.1016/j.clinthera.2006.05.002 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Zamani N, Hassanian-Moghaddam H, Zamani N. Strategies for the treatment of acute benzodiazepine toxicity in a clinical setting: the role of antidotes. Expert ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;18(6):367-379. https://doi.org/10.1080/17425255.2022.2105692 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Gaudreault P, Guay J, Thivierge RL, Verdy I. Benzodiazepine poisoning: clinical and pharmacological considerations and treatment. Drug Saf. 1991;6(4):247-265. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- .2165/00002018-199106040-00003 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Tansuwannarat P, Wangpipatwong M, Tongpoo A, Rittilert P, Trakulsrichai S. Medication errors in home care settings: a 13-year retrospective cohort study in th ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . https://doi.org/10.1080/15563650.2026.2712465 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. สายด่วนสุขภาพจิต 1323 บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตฟรีตลอด 24 ชั่วโมง. https://dmh.go.th/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed