สุขภาพจิต

ยาแก้ซึมเศร้า: ผลข้างเคียงที่รอได้ และอาการที่ห้ามรอ

คุณเพิ่งได้ใบสั่งยาแก้ซึมเศร้ามา แล้วเปิดแผ่นพับอ่านเจอผลข้างเคียงยาวเป็นสิบข้อ ตั้งแต่คลื่นไส้ นอนไม่หลับ ไปจนถึง serotonin syndrome ช่วงสองสัปดาห์แรกคือช่วงที่คนลังเลที่สุดว่าจะกินต่อหรือเลิก และหลายคนเลิกก่อนที่ยาจะได้ออกฤทธิ์

คำตอบสั้น ๆ คือ ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ในช่วงแรกเป็นของชั่วคราวและทุเลาเองได้ แต่มีอาการบางกลุ่มที่รอไม่ได้แม้เพียงคืนเดียว บทนี้จึงแบ่งอาการเป็นสามกอง คือรอได้ ต้องโทรหาแพทย์ และต้องไปโรงพยาบาลทันที

ยาแก้ซึมเศร้าคืออะไร และไม่ใช่ “ยาทำให้มีความสุข”

ยาแก้ซึมเศร้าใช้รักษาโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ และอาการปวดเรื้อรังบางชนิด กลไกหลักคือปรับการทำงานของ serotonin และ norepinephrine ในสมองให้กลับเข้าสู่สมดุล ไม่ใช่การเติมความสุขให้คนปกติ

การทบทวนอย่างเป็นระบบ 522 การทดลอง ผู้เข้าร่วม 116,477 คน พบว่ายาทั้ง 21 ตัวที่ศึกษามีประสิทธิภาพมากกว่ายาหลอกทั้งหมด โดยขนาดผลต่างกันตั้งแต่ระดับมากจนถึงระดับเล็ก[1] แปลว่ายายังได้ผลจริง แต่ผลไม่ได้ใหญ่จนรู้สึกได้ในวันแรก

ยาชนิดนี้ไม่ได้เปลี่ยนบุคลิกคุณให้เป็นคนละคน แต่ลดความรุนแรงของอาการ ทั้งอารมณ์ซึมเศร้า ความสนใจที่หายไป และการนอนที่ผิดปกติ

กลุ่มยาหลักและทำไมแพทย์เลือกตัวนั้นให้คุณ

การเลือกยาขึ้นกับอาการเด่น ผลข้างเคียงที่รับได้ โรคทางกาย และยาที่กินประจำ ตารางนี้ไม่ระบุขนาดยา เพราะแพทย์คำนวณจากน้ำหนัก อายุ การทำงานของตับไต และยาตัวอื่น

กลุ่มยา ชื่อสามัญที่พบบ่อย จุดเด่น ผลข้างเคียงเด่น มักใช้เมื่อ
SSRI fluoxetine, sertraline, escitalopram, citalopram, paroxetine, fluvoxamine ปลอดภัยเมื่อใช้เกินขนาด อาการรบกวนน้อยกว่า คลื่นไส้ช่วงแรก เพศสัมพันธ์ลดลง เหงื่อออก นอนไม่หลับ ทางเลือกแรกของซึมเศร้าและโรควิตกกังวลส่วนใหญ่
SNRI venlafaxine, duloxetine ช่วยทั้งอารมณ์และความปวดเรื้อรังบางชนิด คลื่นไส้ เหงื่อออก ความดันสูงขึ้น อาการถอนรุนแรงกว่า ซึมเศร้าที่มีอาการปวดร่วม หรือไม่ตอบสนองต่อ SSRI
Bupropion bupropion ไม่ลดความต้องการทางเพศ อาจช่วยเรื่องสมาธิและพลังงาน กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ ปากแห้ง เสี่ยงชักเมื่อใช้ผิดวิธี ซึมเศร้าที่เด่นเรื่องอ่อนเพลียหรือง่วงมาก
Mirtazapine mirtazapine ช่วยนอนหลับและกระตุ้นความอยากอาหาร ง่วงมาก น้ำหนักขึ้น ผู้นอนไม่หลับหรือน้ำหนักลดร่วมกับซึมเศร้า
TCA amitriptyline, nortriptyline, imipramine ได้ผลดี ข้อมูลยาวนาน ราคาต่ำ ปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะไม่ออก ใจสั่น อันตรายเมื่อใช้เกินขนาด เมื่อกลุ่มอื่นไม่พอ หรือใช้ขนาดต่ำเพื่อช่วยการนอนและความปวด

ไม่มียาตัวใดดีที่สุดสำหรับทุกคน การเปลี่ยนยาเป็นขั้นตอนปกติและไม่ได้แปลว่ารักษาไม่ได้ผล[2] แต่ห้ามซื้อยากลุ่มนี้เองหรือขอยาจากคนรู้จัก โดยเฉพาะ TCA ที่ใช้เกินขนาดเพียงเล็กน้อยก็กดการนำไฟฟ้าหัวใจได้

ยาไม่ได้ออกฤทธิ์ทันที: ไทม์ไลน์ที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจเลิก

ความรู้สึกว่ายาไม่เห็นผลในสัปดาห์แรกเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้แปลว่ายาไม่ถูกกับคุณ การวิเคราะห์อภิมาน 28 การทดลอง ผู้เข้าร่วม 5,872 คนพบว่าผู้ที่ได้ยามีอาการดีขึ้นชัดเจนเมื่อจบสัปดาห์แรก และมีโอกาสลดคะแนนซึมเศร้าลงครึ่งหนึ่งภายในสัปดาห์แรกมากกว่ายาหลอก 1.64 เท่า จากนั้นอาการดีขึ้นต่อเนื่องแต่ช้าลงอย่างน้อยหกสัปดาห์[4]

งานวิเคราะห์อีกชุดที่รวม 47 การศึกษาพบว่า 60.2% ของการดีขึ้นทั้งหมดเกิดขึ้นในสองสัปดาห์แรก และช่วงที่ยาต่างจากยาหลอกชัดที่สุดก็คือช่วงนี้[5] คำกล่าวที่ว่า “ต้องรอสี่สัปดาห์จึงเห็นผล” จึงไม่ตรงทั้งหมด สิ่งที่รอคือการตอบสนองเต็มที่

แนวทาง NICE ของอังกฤษกำหนดกรอบที่ใช้ได้จริง คือประเมินผลครั้งแรกภายในสองสัปดาห์ หรือหนึ่งสัปดาห์ถ้าอายุ 18–25 ปีหรือเสี่ยงฆ่าตัวตาย และระบุว่าถ้ายาจะได้ผล มักเห็นผลภายในสี่สัปดาห์[2] ถ้าครบสี่ถึงหกสัปดาห์แล้วอาการแทบไม่เปลี่ยน แพทย์จะทบทวนทั้งตัวยา ขนาด และการวินิจฉัย

ผลข้างเคียงใน 2 สัปดาห์แรกที่มักทุเลาเอง

ผลข้างเคียงช่วงแรกเกิดก่อนผลการรักษาเพราะร่างกายต้องปรับตัวกับสารสื่อประสาทที่เปลี่ยนไป อาการมักหนักที่สุดราวสัปดาห์แรกแล้วค่อย ๆ ลดลง

อาการ เกิดเมื่อไร อยู่นานแค่ไหน วิธีบรรเทาที่ปลอดภัย
คลื่นไส้ ท้องเสีย 2–3 วันแรก 1–2 สัปดาห์ กินยาหลังอาหาร แบ่งมื้อเล็ก ๆ ดื่มน้ำพอ
ปวดหัวตึง ๆ สัปดาห์แรก 1–2 สัปดาห์ พักผ่อนให้พอ ถ้าปวดมากบอกแพทย์
ง่วงมากหรือนอนไม่หลับ คืนแรก ๆ 2–4 สัปดาห์ ขอให้แพทย์แนะนำเวลาให้ยาที่เหมาะกับตัวยา งดคาเฟอีนหลังเที่ยง
เหงื่อออกมากขึ้น สัปดาห์แรก หลายสัปดาห์ ใส่เสื้อบาง ดื่มน้ำ ถ้ารบกวนมากถามแพทย์เรื่องปรับยา
ปากแห้ง ท้องผูก สัปดาห์แรก อาจอยู่นาน จิบน้ำบ่อย เพิ่มผักและใยอาหาร
ใจสั่นตื้น ๆ ช่วงเริ่มยา 1–2 สัปดาห์ ลดคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ถ้ารุนแรงหรือเป็นลมให้พบแพทย์ทันที
วิตกกังวลเพิ่มช่วงแรก 3–7 วันแรก 1–2 สัปดาห์ หายใจช้า ๆ จำกัดคาเฟอีน แจ้งแพทย์ถ้าอยู่ไม่ไหว

อาการที่คนไม่กล้าถามคือเรื่องเพศ การวิเคราะห์อภิมานพบความผิดปกติทางเพศจากยา 25.8% ถึง 80.3% ตามชนิดยา โดย sertraline, venlafaxine และ citalopram อยู่อันดับต้น ส่วน bupropion, mirtazapine และ agomelatine ไม่ต่างจากยาหลอก[7] แปลว่าเปลี่ยนยากลุ่มอาจแก้ได้ ถ้าคุณบอกแพทย์ตรง ๆ

น้ำหนักก็ขึ้นกับชนิดยา การวิเคราะห์ 116 การศึกษาพบว่า amitriptyline, mirtazapine และ paroxetine สัมพันธ์กับน้ำหนักขึ้นมากที่สุด[8] ส่วนความรู้สึกชา ๆ เฉย ๆ ทั้งที่โรคดีขึ้นแล้วก็เกิดได้ และมักถูกมองข้าม[9]

ผู้สูงอายุและคนที่กิน NSAIDs ประจำต้องระวังเป็นพิเศษ SSRI ร่วมกับ NSAIDs เพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในกระเพาะ 1.75 เท่า[10] ยากลุ่มนี้ยังสัมพันธ์กับกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ (ค่าอัตราส่วนโอกาส (odds ratio) 1.94)[11] และภาวะโซเดียมต่ำพบ 8.25% ในผู้สูงอายุที่ใช้ยา 2,115,187 คน[12] อาการที่ต้องสังเกตคืออ่อนเพลีย สับสน และปัสสาวะน้อยลง

ผลข้างเคียงที่ห้ามรอ: ต้องโทรหาแพทย์หรือไปโรงพยาบาล

ถ้าอาการใหม่เกิดในสัปดาห์แรกหลังเริ่มยาหรือเพิ่มขนาด และรบกวนชัด ให้โทรปรึกษาก่อน อย่ารอดูอีกสองสามวัน

  • ผื่นลมพิษ บวมที่ใบหน้าหรือลำคอ หายใจลำบาก — แพ้ยาชนิดรุนแรง ไปห้องฉุกเฉินทันที
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ร่วมกับอ่อนเพลีย — สัญญาณตับอักเสบ ต้องตรวจเลือดด่วน
  • ไข้สูงร่วมกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง ตัวสั่น สับสน เหงื่อแตก — เข้าได้กับ serotonin syndrome
  • ใจสั่นรุนแรง เจ็บหน้าอก เป็นลม — โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ TCA หรือมีโรคหัวใจ
  • ปัสสาวะน้อยลงมาก สับสน ง่วงซึม เดินเซ ในผู้สูงอายุ — อาจเป็นโซเดียมในเลือดต่ำจากยา
  • ชัก หรืออาการทางจิต เช่น ได้ยินเสียง หลงผิดว่ามีคนตาม — ต้องประเมินที่โรงพยาบาล
  • ความคิดทำร้ายตัวเองเพิ่มขึ้น หรือกระสับกระส่ายจนควบคุมไม่ได้ — พบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอนัด

ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด ความคิดทำร้ายตัวเองอาจเพิ่มขึ้นก่อนอารมณ์จะดีขึ้นจริง NICE ระบุให้คนในครอบครัวเฝ้าดูช่วงเริ่มหรือเปลี่ยนยา[2]

serotonin syndrome: อาการแบบไหน และยาอะไรห้ามกินร่วม

serotonin syndrome เกิดจากระดับ serotonin สูงเกินไป อาการคลาสสิก (classic) คือกลุ่มอาการ 3 อย่าง (triad) ได้แก่ สภาพจิตเปลี่ยน (กระสับกระส่าย สับสน) ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานเกิน (ไข้ เหงื่อแตก ใจสั่น ท้องเสีย) และความผิดปกติของกล้ามเนื้อและรีเฟล็กซ์[14]

เกณฑ์ที่ใช้แพร่หลายคือ Hunter Serotonin Toxicity Criteria ซึ่งอาศัยอาการเจ็ดอย่าง คือ อาการกล้ามเนื้อกระตุก (clonus) ที่เกิดจากการถูกกระตุ้น หรือเกิดขึ้นเอง หรืออาการตาขยับผิดปกติ (ocular clonus) กระสับกระส่าย เหงื่อแตก ตัวสั่น รีเฟล็กซ์ไว กล้ามเนื้อเกร็ง และอุณหภูมิร่างกายเกิน 38 องศาเซลเซียส เกณฑ์นี้มีความไว 84% และความจำเพาะ 97% สูงกว่าเกณฑ์เดิม[15]

กลุ่มยาที่เสี่ยง ตัวอย่าง กลไก
ยาแก้ปวดกลุ่ม opioid tramadol, meperidine, fentanyl ยับยั้งการเก็บ serotonin กลับ
ยาแก้ปวดไมเกรน triptans ทุกตัว กระตุ้นตัวรับ serotonin
ยาต้านซึมเศร้าอื่น MAOI, SNRI, TCA, moclobemide ออกฤทธิ์ serotonergic ซ้อนกัน
ยาฆ่าเชื้อ linezolid, methylene blue ยับยั้ง MAO ชั่วคราว
ยาแก้ไอ dextromethorphan ยับยั้งการเก็บ serotonin กลับ
สมุนไพร หญ้าเซนต์จอห์น ออกฤทธิ์คล้าย SSRI ร่วมกับตัวอื่น
ยาอื่น ๆ ondansetron, lithium เสริมฤทธิ์ serotonergic

ฐานรายงานเหตุไม่พึงประสงค์ขององค์การอาหารและยาสหรัฐพบรายงาน 13,312 ฉบับ 52% เกี่ยวข้องกับ SSRI และการจับคู่ที่พบบ่อยคือ SSRI กับยาต้านซึมเศร้าตัวอื่นหรือ opioid[17] ความเสี่ยงจึงมักมาจากยาหลายตัวพร้อมกัน ไม่ใช่ยาตัวเดียวในขนาดปกติ

เมื่อสงสัยให้หยุดยาที่สงสัยและไปโรงพยาบาลทันที การรักษาเริ่มจากการหยุดยาที่ก่อเหตุ ประคับประคอง และลดอุณหภูมิร่างกาย ในรายรุนแรงอาจใช้ cyproheptadine ภายใต้การตัดสินของแพทย์[16] การกินยาร่วมกับ tramadol หรือยาแก้ไอต้องถามเภสัชกรก่อนทุกครั้ง

ทำไมห้ามหยุดยาเอง และ “อาการถอน” หน้าตาเป็นอย่างไร

การทบทวนอย่างเป็นระบบ 24 การศึกษาพบอุบัติการณ์อาการถอน 27% ถึง 86% ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 56% และในกลุ่มที่เกิดอาการ 46% ให้คะแนนความรุนแรงระดับสูงสุด ระยะเวลาไม่ได้สั้นเสมอ บางรายเป็นสัปดาห์ บางรายเป็นเดือน[20] อาการที่พบบ่อยคือวิงเวียน ความรู้สึกเหมือนไฟช็อตในหัว ปวดหัว คลื่นไส้ เหงื่อออก นอนไม่หลับ หงุดหงิด และอารมณ์แกว่ง[2]

ความเสี่ยงสูงขึ้นเมื่อใช้ยานาน ขนาดสูง หรือใช้ยาครึ่งชีวิตสั้นอย่าง paroxetine และ venlafaxine[22] แพทย์จึงไม่ใช้สูตรเดียวกันกับทุกคน

ส่วนโรคกำเริบ การทดลองแบบสุ่ม 31 การทดลอง ผู้เข้าร่วม 4,410 คนพบว่าการกินยาต่อลดโอกาสกำเริบลง 70% อัตรากำเริบในกลุ่มที่หยุดยาอยู่ที่ 41% เทียบกับ 18% ในกลุ่มที่กินต่อ[6]

วิธีที่ถูกคือลดยาแบบขั้นบันได ทีละสัดส่วนของขนาดเดิม แล้วคงไว้ช่วงหนึ่งก่อนลดขั้นถัดไป เพราะผลของยาต่อตัวรับไม่ได้ลดเป็นเส้นตรง การลดลงถึงขนาดที่เล็กกว่าขนาดรักษาต่ำสุดจึงค่อยหยุดได้ผลกว่าการลดสองสามสัปดาห์แล้วหยุด[21] NICE เน้นหลักเดียวกันและให้คำนึงถึงครึ่งชีวิตของยา[2]

กินยาคู่กับแอลกอฮอล์ ขับรถ และการทำงานกะ

แอลกอฮอล์กับยาแก้ซึมเศร้าไม่ได้ชนกันจนเกิดพิษร้ายแรงแบบยาบางกลุ่ม แต่ผลรวมทำให้ง่วง สมาธิแย่ลง และตัดสินใจช้าลง ซึ่งอันตรายเมื่อต้องขับรถหรือใช้เครื่องจักร การดื่มหนักยังรบกวนการนอนและทำให้รักษาซึมเศร้ายากขึ้น ผู้ที่มีปัญหาการดื่มร่วมกับซึมเศร้าต้องดูแลทั้งสองเรื่องพร้อมกัน[26]

การทบทวน 40 การศึกษา ผู้ป่วย 1,533 คนพบว่าในผู้ที่กินยาต้านซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง 18% มีความบกพร่องรุนแรงในทักษะที่จำเป็นต่อการขับรถ และคนส่วนใหญ่มีทักษะดีขึ้นหรือคงที่ภายในสองถึงสี่สัปดาห์ ยาใหม่ ๆ อย่าง SSRI และ SNRI มีผลน้อยกว่า TCA อย่างชัดเจน[23]

ทางปฏิบัติคือ สองสัปดาห์แรกให้สังเกตว่ามีง่วงหรือสมาธิสั้นลงหรือไม่ ถ้ามีให้งดขับรถระยะไกลและกลางคืน ส่วนงานที่ใช้เครื่องจักรหรือทำงานกะ ควรแจ้งแพทย์ตั้งแต่ต้นเพื่อจัดเวลาให้ยาตามฤทธิ์ของแต่ละตัว

ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และวัยรุ่น

แนวทางของกรมสุขภาพจิตระบุว่าในหญิงตั้งครรภ์ SSRI ปลอดภัยกว่ากลุ่ม TCA แต่ยังมีความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดและกลุ่มอาการปรับตัวของทารกแรกเกิดเมื่อใช้ในไตรมาสที่สาม[3] ต้องชั่งกับความเสี่ยงของโรคที่กำเริบ การทบทวนแบบร่ม (umbrella review) ด้านความปลอดภัยของยาจิตเวชในหญิงตั้งครรภ์ชี้ว่าหลักฐานส่วนใหญ่ยังไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจจึงต้องทำเป็นรายบุคคลร่วมกับแพทย์[24] ผู้ให้นมบุตรก็ต้องคุยกับแพทย์ก่อนเปลี่ยนยา และสังเกตทารกว่าไม่ซึมผิดปกติ

ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่อายุต่ำกว่า 25 ปี ความเสี่ยงความคิดทำร้ายตัวเองช่วงเริ่มยาสูงกว่าวัยอื่นจริง ข้อมูลจากการทดลอง 372 การศึกษา ผู้เข้าร่วม 99,231 คนพบว่ากลุ่มนี้มีพฤติกรรมฆ่าตัวตายสูงกว่ายาหลอกด้วยค่าอัตราส่วนโอกาส 2.30 ขณะที่กลุ่ม 25–64 ปีความเสี่ยงไม่เพิ่ม และกลุ่ม 65 ปีขึ้นไปกลับลดลง[13] แปลว่าต้องติดตามใกล้ชิดกว่าวัยอื่น NICE จึงกำหนดให้ประเมินซ้ำภายในหนึ่งสัปดาห์เมื่อเริ่มยาใหม่ในคนอายุ 18–25 ปี[2]

ก่อนใช้ยาต้องคัดกรองไบโพลาร์ด้วย เพราะยาอาจกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ขึ้นหรือวงจรอารมณ์ที่เร็วขึ้น และงานทบทวนยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง[25] ถ้าคุณเคยมีช่วงอารมณ์คึกคักผิดปกติ นอนน้อยแต่ไม่เหนื่อย หรือใช้เงินหนัก ต้องบอกแพทย์ก่อนเริ่มยา

ต้องกินนานแค่ไหน และเลิกได้เมื่อไร

NICE ระบุว่ายาอาจต้องกินต่อเนื่องอย่างน้อยหกเดือนหลังอาการทุเลา และต้องประเมินเป็นระยะ[2] เหตุผลคือหกเดือนแรกหลังหายเป็นช่วงที่กำเริบเกิดบ่อยที่สุด การทดลองที่รวบรวมไว้พบว่ากินยาต่อลดการกำเริบได้ชัดเจน และผลนี้คงอยู่ได้นานถึง 36 เดือน แม้การศึกษาส่วนใหญ่ติดตามเพียง 12 เดือน[6] คนที่มีประวัติกำเริบหลายครั้งหรือมีอาการหลงเหลืออาจต้องกินนานกว่านั้น

เกณฑ์ก่อนเริ่มลดยาคือ อาการสงบต่อเนื่องหลายเดือน ใช้ชีวิตได้ตามเดิม ไม่มีเหตุการณ์ใหญ่ที่กำลังเกิด และมีแผนติดตามหลังลดยา สัญญาณกำเริบที่ต้องกลับไปพบแพทย์คือ อาการเดิมกลับมาเกินสองสัปดาห์ อารมณ์ต่ำลงเรื่อย ๆ นอนไม่ได้ติดกันหลายคืน หรือมีความคิดว่าตัวเองเป็นภาระ

5 คำถามที่ควรถามแพทย์ก่อนออกจากห้องตรวจ

  1. ยาตัวนี้ชื่ออะไร และให้เพื่อรักษาอาการอะไร — ถามชื่อสามัญด้วย เพราะชื่อการค้ามีหลายยี่ห้อ
  2. ผลข้างเคียงแบบไหนที่ต้องโทรมาถาม และโทรหาที่ไหน — ขอให้จดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
  3. ควรประเมินผลครั้งแรกเมื่อไร และถ้าไม่ดีขึ้นจะทำอะไรต่อ — ปกติคือสองสัปดาห์[2]
  4. ยาที่กินอยู่ตอนนี้ รวมถึงสมุนไพรและอาหารเสริม ชนกับยาตัวใหม่ไหม — โดยเฉพาะ tramadol, ยาแก้ไอ, ยาไมเกรน และหญ้าเซนต์จอห์น[17][18][19]
  5. ถ้าลืมกินยาควรทำอย่างไร และถ้าอยากหยุดยาต้องเริ่มคุยตอนไหน — คำตอบที่ถูกคือคุยก่อน ไม่ใช่หยุดแล้วค่อยบอก

หญ้าเซนต์จอห์นซึ่งหลายคนคิดว่าเป็นสมุนไพรธรรมชาติ กลับกระตุ้นเอนไซม์ CYP3A4 และ P-glycoprotein แรงจนลดระดับยาเม็ดคุมกำเนิดและยาต้านการแข็งตัวของเลือดลงอย่างมีนัยสำคัญ[19]

เมื่อไรต้องพบจิตแพทย์

แพทย์ทั่วไปดูแลโรคซึมเศร้าได้ในรายที่ไม่ซับซ้อน แต่มีเกณฑ์ที่ควรส่งต่อชัดเจน คืออาการไม่ดีขึ้นเลยหลังสี่ถึงหกสัปดาห์ของการรักษาที่เหมาะสม ผลข้างเคียงรบกวนชีวิตจนกินยาต่อไม่ได้ อารมณ์ขึ้นลงผิดปกติหรือมีอาการทางจิตร่วมหลังเริ่มยา มีโรคอื่นที่ซับซ้อน เช่น โรคตับ ไต หัวใจ หรือกินยาหลายตัว และมีความคิดทำร้ายตัวเอง[2] การพบจิตแพทย์ไม่ได้แปลว่าต้องกินยาเพิ่มเสมอไป แต่คือการทบทวนการวินิจฉัยและวางแผนระยะยาว

ถ้าต้องการคำปรึกษาเรื่องสุขภาพจิต โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ของกรมสุขภาพจิต ได้ตลอด 24 ชั่วโมง[27] และถ้าเป็นภาวะฉุกเฉิน เช่น คิดทำร้ายตัวเองหรือมีอาการทางจิตรุนแรง ให้โทร 1669 ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ[28]

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ยาแก้ซึมเศร้ากินแล้วหายเลยไหม

ไม่หายทันที อาการอาจเริ่มดีขึ้นในสัปดาห์แรก แต่การประเมินว่ายาได้ผลจริงทำที่ราวสี่สัปดาห์ และผลเต็มที่หลังจากนั้นอย่างน้อยหกสัปดาห์[2][4]

กินยาแก้ซึมเศร้าแล้วง่วงมาก ทำอย่างไร

ส่วนใหญ่ทุเลาเองภายในสองถึงสี่สัปดาห์ ระหว่างนี้ขอให้แพทย์จัดเวลาให้ยาตามฤทธิ์ของยา งดคาเฟอีนหลังเที่ยง และงดขับรถถ้าง่วงมาก[2][23]

ยาแก้ซึมเศร้าติดไหม

ไม่จัดเป็นการติดยา เพราะไม่มีการเสพเพิ่มขึ้นเพื่อความสุข แต่ร่างกายปรับตัวจนเกิดอาการถอนเมื่อหยุดเร็ว จึงต้องลดยาแบบขั้นบันได[20][21]

หยุดยาแก้ซึมเศร้าเองได้ไหม

ไม่ได้ การหยุดเองเพิ่มทั้งอาการถอนและความเสี่ยงกำเริบ โดยอัตรากำเริบอยู่ที่ 41% ในกลุ่มที่หยุดยาเทียบกับ 18% ในกลุ่มที่กินต่อ[6] ต้องคุยกับแพทย์ผู้สั่งยาเสมอ[2]

ยาแก้ซึมเศร้าทำให้อ้วนไหม

ขึ้นกับชนิดยา amitriptyline, mirtazapine และ paroxetine สัมพันธ์กับน้ำหนักขึ้นมากที่สุด ขณะที่ fluoxetine และ bupropion มีแนวโน้มน้ำหนักลดในช่วงแรก[8] ถ้ากังวลควรบอกแพทย์ตั้งแต่ตอนเลือกยา

ยาแก้ซึมเศร้ามีผลต่อเพศสัมพันธ์ไหม

มี และพบบ่อยกว่าที่คนกล้าเล่า อัตราความผิดปกติทางเพศอยู่ระหว่าง 25.8% ถึง 80.3% ตามชนิดยา โดย bupropion และ mirtazapine ไม่ต่างจากยาหลอก[7] อย่าทนเงียบ เพราะแพทย์ปรับยาให้ได้

กินยาแก้ซึมเศร้ากับยาแก้ปวดได้ไหม

ได้บางคู่ แต่ต้องเช็กก่อนทุกครั้ง tramadol เพิ่มความเสี่ยง serotonin syndrome และ NSAIDs ร่วมกับ SSRI เพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในกระเพาะ 1.75 เท่า[10][17] ให้บอกเภสัชกรทุกครั้งที่ซื้อยาแก้ปวดใหม่

ต้องกินยาแก้ซึมเศร้านานแค่ไหน

อย่างน้อยหกเดือนหลังอาการทุเลา และนานกว่านั้นในคนที่มีประวัติกำเริบซ้ำ การลดยาทำได้เมื่ออาการสงบต่อเนื่องและมีแผนติดตาม โดยแพทย์เป็นผู้กำหนดจังหวะ[2][6]

สรุป

ยาแก้ซึมเศร้าไม่ได้ออกฤทธิ์ทันทีและไม่ได้ทำให้ใครมีความสุขแบบไม่มีโรค แต่มีหลักฐานชัดว่าได้ผลกว่ายาหลอก[1] ผลข้างเคียงช่วงสองสัปดาห์แรกส่วนใหญ่เป็นของชั่วคราวและทุเลาเอง

สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคืออาการที่รอได้ กับอาการที่ต้องโทรหรือไปโรงพยาบาล ผื่นบวม ตัวเหลือง ไข้สูงร่วมกล้ามเนื้อเกร็ง ใจสั่นรุนแรง และความคิดทำร้ายตัวเองที่แย่ลง คือกลุ่มที่ห้ามรอแม้เพียงคืนเดียว

และสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดคือการหยุดหรือลดยาเอง เพราะทั้งอาการถอนและโรคกำเริบมีตัวเลขรองรับชัดเจน[6][20] ถ้าอยากเลิกยา ให้บอกแพทย์และวางแผนลดยาร่วมกัน ถ้าระหว่างอ่านบทนี้คุณรู้สึกแย่ลงหรือไม่ปลอดภัย โทร 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง[27] และถ้าฉุกเฉินโทร 1669[28]

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): บทความนี้ให้ความรู้เพื่อช่วยคุณคุยกับแพทย์ ไม่ใช่คำสั่งปรับยา ห้ามหยุด ลด หรือสลับยาแก้ซึมเศร้าเองทุกกรณี แม้จะรู้สึกดีขึ้นแล้วหรือกังวลผลข้างเคียง เพราะเสี่ยงทั้งอาการถอนและการกำเริบของโรค ถ้ามีความคิดทำร้ายตัวเอง พูดจาสับสน ไข้สูงร่วมตัวสั่นเกร็ง หรือใจสั่นรุนแรง ให้โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที และโทร 1323 สายด่วนสุขภาพจิตได้ตลอด 24 ชั่วโมง

แหล่งอ้างอิง