สารอาหาร

วิตามินบี 12 กลุ่มเสี่ยงขาด อาการ และการตรวจที่เชื่อได้

วิตามินบี 12 เป็นสารอาหารที่คนส่วนใหญ่คิดว่าไม่ต้องกังวล เพราะได้จากเนื้อสัตว์ ไข่ และนมที่กินทุกวัน แต่ในคลินิกกลับพบคนที่ขาดบี 12 ทั้งที่กินอาหารครบมื้อ สาเหตุไม่ได้อยู่ที่ปริมาณอาหารอย่างเดียว แต่อยู่ที่การดูดซึมซึ่งพึ่งกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และโปรตีนขนส่งหลายตัว อาการขาดยังแสดงได้ทั้งทางเลือดและทางระบบประสาท โดยบางรายเลือดยังปกติสนิท

วิตามินบี 12 คืออะไร และร่างกายใช้ทำอะไร

วิตามินบี 12 หรือโคบาลามิน (cobalamin) มีธาตุโคบอลต์เป็นแกนกลางโมเลกุล รูปตามธรรมชาติมีสามแบบ คือ ไฮดรอกซีโคบาลามิน เมทิลโคบาลามิน และอะดีโนซิลโคบาลามิน ส่วนไซยาโนโคบาลามินเป็นรูปสังเคราะห์ที่ใช้มากที่สุดในผลิตภัณฑ์เสริม[1],[5]

ร่างกายใช้บี 12 เป็นโคเอนไซม์ของสองปฏิกิริยา ปฏิกิริยาแรกคือเมไทโอนีนซินเทส ซึ่งเปลี่ยนโฮโมซิสเทอีนเป็นเมไทโอนีนและเชื่อมกับการทำงานของโฟเลตในการสังเคราะห์ดีเอ็นเอ ปฏิกิริยาที่สองคือเมทิลมาโลนิลโคเอมิวเทสในไมโทคอนเดรีย[3],[5] เมื่อขาดบี 12 ปฏิกิริยาทั้งสองชะงัก โฮโมซิสเทอีนและเมทิลมาโลนิกแอซิดจึงสูงขึ้น กลายเป็นเครื่องหมายที่ใช้วินิจฉัย

ผลปลายทางมีสองด้าน ด้านหนึ่งคือการสร้างดีเอ็นเอผิดปกติจนไขกระดูกผลิตเม็ดเลือดแดงได้ไม่เต็มที่ เกิดโลหิตจางเมกาโลบลาสติก อีกด้านคือเยื่อหุ้มเส้นประสาทเสียหายจนเกิดอาการทางระบบประสาท[3],[4] ตับเก็บสำรองวิตามินนี้ได้หลายปี อาการขาดจึงค่อย ๆ ก่อตัว ไม่ได้เกิดฉับพลัน[4] การดูดซึมยังต้องผ่านหลายขั้น ทั้งเพปซินในกระเพาะ อินทรินซิกแฟกเตอร์จากผนังกระเพาะ ตัวรับที่ปลายลำไส้เล็กส่วนอิลเลียม และทรานส์โคบาลามินทูในเลือด[5] ขั้นใดล้มเหลวก็ขาดได้แม้อาหารจะพอ

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน: ไทยเทียบสหรัฐ

เกณฑ์ไทยกับสหรัฐให้ค่าเท่ากันในวัยผู้ใหญ่ คือ 2.4 ไมโครกรัมต่อวัน ต่างกันเล็กน้อยช่วงตั้งครรภ์และให้นม ตัวเลขไทยมาจากตาราง DRI คนไทย พ.ศ. 2563 ของสำนักโภชนาการ กรมอนามัย[2] ส่วนตัวเลขสหรัฐมาจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ[1]

กลุ่ม ไทย (DRI 2563) สหรัฐ (RDA)
เด็ก 1–3 ปี 0.9 มคก./วัน 0.9 มคก./วัน
เด็ก 4–8 ปี 1.2 มคก./วัน 1.2 มคก./วัน
เด็ก 9–12 ปี 1.8 มคก./วัน 1.8 มคก./วัน
วัยรุ่นและผู้ใหญ่ 13 ปีขึ้นไป 2.4 มคก./วัน 2.4 มคก./วัน
หญิงตั้งครรภ์ เพิ่ม 0.2 มคก./วัน 2.6 มคก./วัน
หญิงให้นมบุตร เพิ่ม 0.4 มคก./วัน 2.8 มคก./วัน

บี 12 ไม่มีเพดานการบริโภคสูงสุด (UL) เพราะส่วนเกินถูกขับออกทางปัสสาวะและน้ำดี[1] แต่การไม่มีเพดานไม่ได้แปลว่ากินมากแล้วได้ประโยชน์เพิ่ม ค่า 2.4 ไมโครกรัมตั้งจากปริมาณที่รักษาสภาพเลือดและระดับวิตามินในเลือดให้ปกติ โดยคิดว่าคนปกติดูดซึมได้ราวครึ่งหนึ่งของที่กิน[1],[22]

กลุ่มเสี่ยงที่ขาดบี 12: มังสวิรัติ ผู้สูงอายุ และคนกินยาประจำ

มังสวิรัติและวีแกน

บี 12 ตามธรรมชาติไม่พบในพืช มีเพียงอาหารจากสัตว์และอาหารที่เสริมบี 12[1],[22] คนที่กินเจหรือวีแกนแบบไม่เสริมจึงพึ่งอาหารหมักและสาหร่ายซึ่งให้ผลไม่แน่นอน การวิเคราะห์อภิมาน 17 งานศึกษาในผู้ใหญ่วีแกนพบระดับบี 12 ต่ำกว่าและโฮโมซิสเทอีนสูงกว่ากลุ่มที่กินเนื้ออย่างมีนัยสำคัญ[10] รีวิวในกลุ่มมังสวิรัติยืนยันว่าแนวทางสมาคมโภชนาการแนะนำให้กลุ่มนี้เสริมเป็นประจำ[11],[12]

จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่าเทมเพ่หรือสาหร่ายชดเชยได้ ฐานข้อมูลอาหารสหรัฐระบุว่าเทมเพ่ครึ่งถ้วยมีบี 12 เพียง 0.1 ไมโครกรัม[1] ส่วนสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่ขายเป็นผงโปรตีนมักมีสารคล้ายบี 12 ที่ใช้ไม่ได้[22]

ผู้สูงอายุ

ในผู้สูงอายุ สาเหตุเด่นไม่ใช่การกินน้อย แต่คือการดูดซึมบี 12 ที่จับกับโปรตีนอาหารได้ลดลงจากภาวะกระเพาะฝ่อ งานสำรวจในสหรัฐและอังกฤษพบผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปราว 6% ขาดบี 12 (ต่ำกว่า 148 พิโคโมลต่อลิตร) และอีกราว 20% อยู่ระดับคาบเส้น[6] ขณะที่ภาวะขาดแบบไม่แสดงอาการมีตั้งแต่ 2.5% ถึง 26% ขึ้นกับนิยาม[3]

ภาพในไทยต่างออกไป การสำรวจผู้สูงอายุไทย 2,336 คนในสี่ภาคพบภาวะขาดบี 12 เพียง 0.6% ต่างจากวิตามินหลายตัวที่ขาดกันมาก เช่น เบต้าแคโรทีน 83%[9] แต่นั่นวัดจากระดับบี 12 ในเลือดเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีข้อจำกัด

ยาลดกรดและเมทฟอร์มิน

ยากลุ่มโปรตอนปั๊มอินฮิบิเตอร์ (PPI) ลดกรดที่จำเป็นต่อการปลดบี 12 จากอาหาร งานกรณีควบคุมในประชากรมากกว่า 200,000 คนพบว่าผู้ที่ได้รับ PPI ต่อเนื่องสองปีขึ้นไปมีโอกาสถูกวินิจฉัยภาวะขาดบี 12 สูงกว่าราว 1.65 เท่า และผู้ที่ใช้มากกว่า 1.5 เม็ดต่อวันสูงถึง 1.95 เท่า[14] รีวิวกลไกยืนยันทิศทางเดียวกัน แต่ชี้ว่าความเสี่ยงระดับนี้ยังไม่พอจะให้ทุกคนที่กิน PPI ตรวจเป็นกิจวัตร ควรพิจารณาเฉพาะผู้ใช้ระยะยาวที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น[15]

เมทฟอร์มินซึ่งเป็นยาหลักของเบาหวานชนิดที่ 2 รบกวนการดูดซึมบี 12 ที่ผนังลำไส้ ในโครงการ Diabetes Prevention Program Outcomes Study ที่ติดตาม 13 ปี กลุ่มที่ได้เมทฟอร์มินมีระดับบี 12 ต่ำ (≤203 พิโคกรัมต่อมิลลิลิตร) มากกว่ากลุ่มยาหลอกที่ปีที่ 5 (4.3% เทียบ 2.3%) และเมื่อนับทั้งกลุ่มต่ำและคาบเส้น (≤298 พิโคกรัมต่อมิลลิลิตร) ต่างกันชัดที่ปีที่ 5 (19.1% เทียบ 9.5%) และปีที่ 13 (20.3% เทียบ 15.6%) ความเสี่ยงเพิ่มราว 13% ต่อปีที่ใช้ยา[13] คณะผู้วิจัยเสนอให้ตรวจเป็นระยะในผู้ใช้ยาระยะยาว

อาการขาด: โลหิตจางเมกาโลบลาสติกและระบบประสาท

ทางเลือด

เมื่อการสังเคราะห์ดีเอ็นเอช้า ไขกระดูกจะผลิตเม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่ที่โตเต็มที่ช้า ผลตรวจจึงเห็นเม็ดเลือดแดงโต (MCV สูง) ร่วมกับนิวโทรฟิลที่แบ่งตัวมากผิดปกติ และอาจมีเม็ดเลือดขาวกับเกล็ดเลือดต่ำ ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งมาด้วยลิ้นอักเสบแดงและเบื่ออาหาร[7],[8] ข้อมูลจากโรงพยาบาลศิริราชที่รวบรวมผู้ป่วยโลหิตจางจากการขาดสารอาหารที่ไม่ใช่ธาตุเหล็กในระยะ 10 ปี พบผู้ป่วยขาดบี 12 จำนวน 40 ราย โดยลิ้นอักเสบและภาวะเม็ดเลือดทั้งสามชนิดต่ำเป็นลักษณะเด่นของผู้ป่วยกลุ่มนี้[28]

ทางระบบประสาท

อาการทางระบบประสาทเกิดได้ก่อนหรือโดยไม่มีโลหิตจางเลย งานคลาสสิกในผู้ป่วย 141 รายที่มีปัญหาทางประสาทและจิตเวชจากการขาดบี 12 พบว่า 28% ไม่มีโลหิตจางและไม่มีเม็ดเลือดแดงโต[16] ในอีกชุดข้อมูล 153 ครั้งของการขาดที่มีอาการทางประสาท พบฮีมาโตคริตปกติ 27.4% และ MCV ปกติ 23%[17] อาการที่พบบ่อยคือชาและรู้สึกซ่าโดยเฉพาะปลายเท้า สูญเสียการรับรู้สั่นสะเทือนและตำแหน่งของข้อ เดินเซ อ่อนแรง และในรายรุนแรงอาจมีอาการทางจิตหรืออารมณ์แปรปรวน[17]

จุดนี้คือเหตุผลที่การขาดบี 12 ไม่ใช่เรื่องเล็ก อาการทางระบบประสาทที่เกิดนานอาจฟื้นไม่เต็มที่แม้ได้วิตามินแล้ว[16],[20]

ค่าในเลือดเชื่อได้แค่ไหน: MMA และโฮโมซิสเทอีน

ทำไมค่าบี 12 ปกติยังขาดได้

การตรวจที่ใช้กันทั่วไปคือระดับบี 12 ในซีรัมหรือพลาสมา ค่าที่ถือว่าต่ำมักใช้เกณฑ์ต่ำกว่า 200–250 พิโคกรัมต่อมิลลิลิตร[1] ปัญหาคือค่านี้วัดวิตามินทั้งหมดในเลือด ไม่ได้บอกว่ามีสัดส่วนที่เซลล์นำไปใช้ได้จริงเท่าไร ผู้ที่มีค่าอยู่ระหว่าง 150 ถึง 399 พิโคกรัมต่อมิลลิลิตรจึงเป็นกลุ่มกำกวมที่ต้องใช้การตรวจเพิ่ม[1]

MMA และโฮโมซิสเทอีนช่วยอะไร

เมื่อขาดบี 12 สารตั้งต้นของสองปฏิกิริยาจะสูงขึ้น งานศึกษาในผู้ป่วยที่ยืนยันภาวะขาดชัดเจน 434 ครั้งพบว่าเมทิลมาโลนิกแอซิดสูงใน 98.4% และโฮโมซิสเทอีนสูงใน 95.9%[18] ความไวสูงนี้ทำให้ทั้งสองตัวมีประโยชน์ในการยืนยันเมื่อค่าแรกกำกวม

ข้อต่างคือความจำเพาะ เมทิลมาโลนิกแอซิดค่อนข้างจำเพาะต่อบี 12 ขณะที่โฮโมซิสเทอีนสูงได้จากการขาดโฟเลต บี 6 และไตทำงานลดลง[21] จึงไม่ควรใช้โฮโมซิสเทอีนตัวเดียวตัดสิน และโรคไตยังทำให้เมทิลมาโลนิกแอซิดสูงเกินจริงได้ ขณะที่โฮโลทรานส์โคบาลามินได้รับผลกระทบน้อยกว่า[19]

โฮโลทรานส์โคบาลามิน

โฮโลทรานส์โคบาลามินคือส่วนของบี 12 ที่จับกับทรานส์โคบาลามินทู ซึ่งเป็นรูปที่เซลล์รับไปใช้ได้ งานศึกษาในผู้สูงอายุ 700 คนพบว่าโฮโลทรานส์โคบาลามินแยกผู้ที่ขาดได้ดีที่สุด (พื้นที่ใต้กราฟ ROC 0.90) เหนือกว่าค่าบี 12 ในซีรัม (0.80) และเมทิลมาโลนิกแอซิด (0.78) แต่ยังมีช่วงกำกวมราว 14%[19]

อาหารที่มีบี 12 และกับดักของแหล่งพืช

บี 12 พบเฉพาะในอาหารจากสัตว์และอาหารที่เสริม ปริมาณต่อมื้อตามฐานข้อมูลสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐแสดงในตารางถัดไป[1]

อาหาร ปริมาณต่อหน่วยบริโภค คิดเป็นสัดส่วนต่อความต้องการต่อวัน
ตับวัวผัด 3 ออนซ์ (85 กรัม) 70.7 มคก. มากกว่า 2,900%
หอยกาบปรุงสุก 3 ออนซ์ 17.0 มคก. 708%
หอยนางรมปรุงสุก 3 ออนซ์ 14.9 มคก. 621%
ยีสต์โภชนาการเสริมบี 12 ประมาณ 1/4 ถ้วย 8.3–24 มคก. 346–1,000%
แซลมอนแอตแลนติกปรุงสุก 3 ออนซ์ 2.6 มคก. 108%
ทูน่ากระป๋องในน้ำ 3 ออนซ์ 2.5 มคก. 104%
เนื้อบดไม่ติดมันปรุงสุก 3 ออนซ์ 2.4 มคก. 100%
นมสด 2% หนึ่งถ้วย 1.3 มคก. 54%
โยเกิร์ตไขมันต่ำ 6 ออนซ์ 1.0 มคก. 43%
ไข่ไก่หนึ่งฟอง 0.5 มคก. 19%
เทมเพ่ 1/2 ถ้วย 0.1 มคก. 3%
กล้วยหนึ่งลูก ผักโขมต้ม และถั่วแดงต้ม 0 มคก. 0%

ตารางนี้อธิบายสองเรื่อง เรื่องแรกคืออาหารจากสัตว์ไม่กี่คำก็เกินความต้องการทั้งวัน เรื่องที่สองคือการดูดซึมไม่ได้เป็นสัดส่วนตรง เพราะอินทรินซิกแฟกเตอร์อิ่มตัวที่ราว 1–2 ไมโครกรัมต่อมื้อ ร่างกายจึงดูดซึมได้ราว 50% ที่ขนาดต่ำกว่านั้น แต่เหลือเพียง 2% ที่ขนาด 500 ไมโครกรัม และ 1.3% ที่ขนาด 1,000 ไมโครกรัม[1],[22] ข้อมูลนี้เป็นฐานของคำแนะนำเรื่องแบ่งมื้อ และของกลยุทธ์กินขนาดสูงในผู้ที่ดูดซึมผิดปกติ

งาน Framingham Offspring ในคน 2,999 คนพบว่าอาหารเสริมและอาหารที่เสริมบี 12 ยกกระดับในเลือดได้ชัดกว่าอาหารจากสัตว์ตามธรรมชาติ ผู้ที่กินธัญพืชเสริมเกินสี่ครั้งต่อสัปดาห์มีสัดส่วนผู้ที่ระดับต่ำกว่า 185 พิโคโมลต่อลิตรเพียง 12% เทียบกับ 23% ในผู้ที่ไม่กินเลย[23]

ขนาดเสริมและแบบฉีด: เลือกอย่างไร

หลักการที่ทำให้การกินขนาดสูงได้ผลคือการดูดซึมแบบไม่ต้องพึ่งอินทรินซิกแฟกเตอร์ ซึ่งเกิดราว 1% ของขนาดที่กิน เมื่อกิน 1,000 ไมโครกรัมจึงได้ราว 10 ไมโครกรัม มากพอรักษาภาวะขาดได้ในคนจำนวนมาก[1],[24]

การทดลองแบบสุ่มในผู้ป่วยใหม่ 38 รายเปรียบเทียบการกินไซยาโนโคบาลามิน 2 มิลลิกรัมต่อวัน กับการฉีดเข้ากล้าม 1 มิลลิกรัมตามตาราง พบว่าการแก้โลหิตจางและอาการทางระบบประสาทดีขึ้นไม่ต่างกัน[24] การทบทวนงานทดลองแบบสุ่มสองชิ้นที่มีผู้เข้าร่วมรวม 108 คนให้ข้อสรุปเดียวกัน[25] แนวทางของสมาคมโลหิตวิทยาอังกฤษจึงยอมรับการรักษาแบบกินได้ หากใช้ขนาดเหมาะสมและผู้ป่วยกินสม่ำเสมอ[20]

การเลือกจึงขึ้นกับสาเหตุ ผู้ที่ขาดเพราะอาหารไม่พอและลำไส้ดูดซึมปกติมักตอบสนองต่อการกินได้ดี ส่วนผู้ที่ไม่มีอินทรินซิกแฟกเตอร์จากโรคโลหิตจางจากภูมิคุ้มกันหรือเคยผ่าตัดกระเพาะ อาจต้องฉีดหรือกินขนาดสูงต่อเนื่องตลอดชีวิต เพราะการหยุดเสริมหมายถึงการกลับไปขาดอีก[7],[20]

ผลิตภัณฑ์ที่ขายทั่วไปมีขนาด 500–1,000 ไมโครกรัมสำหรับชนิดบี 12 เดี่ยว และ 5–25 ไมโครกรัมในมัลติวิตามิน[1] รูปเม็ดอมใต้ลิ้นให้ผลไม่ต่างจากเม็ดกลืน เพราะทั้งสองอย่างถูกกลืนลงกระเพาะในที่สุด[1]

เมื่อผลเลือดบอกว่าบี 12 สูง

คนส่วนใหญ่สนใจภาวะขาด แต่ค่าบี 12 ที่สูงเกินปกติก็ไม่ควรปล่อยผ่าน ระดับที่สูงขึ้นสัมพันธ์กับโรคตับ เช่น ตับอักเสบเฉียบพลัน ตับแข็ง และมะเร็งตับ รวมถึงโรคทางโลหิตวิทยาบางชนิด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดไมอีลอยด์เรื้อรัง และภาวะโพลีไซทีเมียเวรา ซึ่งระดับบี 12 ถูกใช้เป็นเกณฑ์ช่วยวินิจฉัย[27] ผู้ที่กินผลิตภัณฑ์เสริมขนาดสูงก็มีค่าสูงได้ แต่ถ้าไม่ได้เสริมและค่าเพิ่มขึ้นโดยไม่มีคำอธิบาย ควรตรวจหาสาเหตุ[27]

บี 12 กับสมองและความจำ: หลักฐานไปถึงไหน

มีการใช้บี 12 รักษาภาวะโฮโมซิสเทอีนสูงเพื่อหวังชะลอสมองเสื่อม การทบทวน Cochrane ของงานทดลองแบบสุ่มในผู้สูงอายุสุขภาพดีและผู้ป่วยสมองเสื่อมสรุปว่า การให้โฟเลตโดยมีหรือไม่มีบี 12 ไม่ได้ทำให้การทำงานของสมองดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ[26] หลักฐานที่มีจึงสนับสนุนการใช้บี 12 เพื่อแก้ภาวะขาดและป้องกันเส้นประสาทเสียหาย ไม่ใช่เพื่อเพิ่มความจำในคนที่ระดับปกติ

คำถามที่พบบ่อย

คนกินเจต้องเสริมวิตามินบี 12 ไหม

ต้อง ถ้าไม่กินอาหารที่เสริมบี 12 เพราะพืชไม่ให้วิตามินนี้ และกลุ่มวีแกนมีหลักฐานว่าระดับในเลือดต่ำกว่ากลุ่มที่กินเนื้อ[1],[10]

ตรวจบี 12 แล้วค่าปกติ แต่ยังมีอาการชา ควรทำอย่างไร

ควรแจ้งแพทย์และตรวจเพิ่ม ได้แก่ CBC และเมทิลมาโลนิกแอซิด เพราะค่าบี 12 ในเลือดปกติไม่ได้ตัดโอกาสการขาดวิตามินได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อค่าอยู่ในช่วง 150–399 พิโคกรัมต่อมิลลิลิตร[1],[18]

เมทิลมาโลนิกแอซิดกับโฮโมซิสเทอีน ต่างกันอย่างไร

เมทิลมาโลนิกแอซิดจำเพาะต่อบี 12 มากกว่า ส่วนโฮโมซิสเทอีนสูงได้จากการขาดโฟเลต บี 6 และโรคไตด้วย[21]

ต้องฉีดบี 12 อย่างเดียวหรือกินก็ได้

การกินขนาดสูงได้ผลไม่ด้อยกว่าการฉีดในงานทดลองแบบสุ่ม[24],[25] แต่ผู้ที่ขาดเพราะดูดซึมผิดปกติรุนแรงหรือไม่มีอินทรินซิกแฟกเตอร์มักต้องฉีดหรือกินขนาดสูงต่อเนื่อง[20]

กินเมทฟอร์มินอยู่ ต้องตรวจบี 12 ไหม

ควรปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อใช้ต่อเนื่องหลายปี เพราะความเสี่ยงขาดเพิ่มขึ้นตามจำนวนปีที่ใช้ยา[13] และคู่มือเวชปฏิบัติหลายแห่งแนะนำให้ตรวจเป็นระยะ[15]

กินยายับยั้งกรดมานาน เสี่ยงขาดบี 12 ไหม

งานศึกษาในประชากรขนาดใหญ่พบความเสี่ยงสูงขึ้นราว 1.65 เท่าเมื่อใช้ต่อเนื่องสองปีขึ้นไป และสูงขึ้นตามขนาดยา[14] แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนที่กินยาจะขาด ควรประเมินร่วมกับอาการและปัจจัยอื่น[15]

วิตามินบี 12 แบบอมใต้ลิ้นดีกว่าแบบกลืนไหม

ไม่ต่างกัน เพราะสุดท้ายทั้งสองแบบถูกกลืนและดูดซึมที่ลำไส้[1] สิ่งที่กำหนดผลคือขนาดรวมต่อวันและความสม่ำเสมอ

ให้บี 12 แล้วความจำจะดีขึ้นไหม

ในคนที่ระดับปกติ งานทดลองแบบสุ่มไม่พบว่าการเสริมช่วยให้สมองดีขึ้น[26] ประโยชน์ที่ชัดคือการแก้ภาวะขาดและป้องกันเส้นประสาทเสียหาย

สรุป

วิตามินบี 12 เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการเพียงวันละ 2.4 ไมโครกรัมทั้งตามเกณฑ์ไทยและสหรัฐ[1],[2] และได้จากอาหารจากสัตว์หรืออาหารที่เสริมเท่านั้น กลุ่มที่ต้องระวังคือผู้กินเจหรือวีแกนที่ไม่ได้เสริม ผู้สูงอายุที่ดูดซึมจากโปรตีนอาหารได้ลดลง และผู้ใช้เมทฟอร์มินหรือยาลดกรดระยะยาว[6],[10],[13],[14] อาการขาดแสดงได้ทั้งโลหิตจางเมกาโลบลาสติกและอาการทางระบบประสาท ซึ่งอาจเกิดโดยไม่มีโลหิตจางเลยถึงราวหนึ่งในสี่ของผู้ป่วย[16],[17] การตรวจที่แม่นขึ้นคือดูเมทิลมาโลนิกแอซิดและโฮโมซิสเทอีนร่วมกับค่าบี 12 ในเลือด[18],[19],[20] การรักษาทั้งแบบกินขนาดสูงและแบบฉีดได้ผลใกล้เคียงกันในคนส่วนใหญ่ และการเลือกขึ้นกับสาเหตุของการขาด[24],[25]

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): ภาวะขาดวิตามินบี 12 ที่ปล่อยไว้นานอาจทำให้เส้นประสาทเสียถาวร การกินโฟเลตเสริมเพื่อแก้โลหิตจางโดยไม่ตรวจบี 12 อาจกลบอาการทางเลือดจนความเสียหายต่อระบบประสาทดำเนินต่อไปเงียบ ๆ หากมีอาการชาปลายมือปลายเท้า เดินเซ หลงลืมผิดปกติ หรือผลเลือดพบเม็ดเลือดแดงโต ควรพบแพทย์ก่อนซื้อผลิตภัณฑ์เสริมมาใช้เอง

แหล่งอ้างอิง