วิตามินดีเป็นสารอาหารที่ร่างกายสร้างเองได้จากแสงแดด จึงมีคนไทยจำนวนมากคิดว่าตัวเองไม่ขาด แต่การสำรวจระดับชาติพบว่าผู้ใหญ่ไทยราวร้อยละ 31 มีระดับ 25(OH)D ต่ำกว่า 75 นาโนโมลต่อลิตร และคนกรุงเทพฯ มีค่าต่ำสุดในประเทศ[7] บทความนี้สรุปตัวเลขจากงานสำรวจในคนไทย งานทดลองแบบสุ่มขนาดใหญ่ และเกณฑ์สากล ว่าใครควรตรวจ ควรได้วันละเท่าไร และเพดานที่เริ่มอันตรายอยู่ตรงไหน
วิตามินดี คืออะไร และร่างกายเปลี่ยนให้ใช้งานอย่างไร
วิตามินดีไม่ใช่สารต้านอนุมูลอิสระ แต่เป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมนสเตียรอยด์ ร่างกายได้จากสองทาง คือผิวหนังสังเคราะห์วิตามินดี3 เมื่อโดนรังสีอัลตราไวโอเลตบี และจากอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมซึ่งมีทั้งวิตามินดี2 และวิตามินดี3[1] ทั้งสองรูปยังไม่มีฤทธิ์ ต้องเปลี่ยนที่ตับเป็น 25(OH)D ซึ่งเป็นรูปที่ร่างกายเก็บสำรองและใช้ตรวจสถานะ มีครึ่งชีวิตในเลือดราว 15 วัน[1] จากนั้นไตจึงเปลี่ยนต่อเป็น 1,25-ไดไฮดรอกซีวิตามินดีหรือแคลซิทริออลซึ่งออกฤทธิ์จริง
หน้าที่หลักคือเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้และรักษาสมดุลแคลเซียมกับฟอสฟอรัสให้กระดูกสร้างแร่ธาตุได้ การขาดจึงทำให้เด็กเป็นโรคกระดูกอ่อน และผู้ใหญ่เป็นภาวะกระดูกนิ่มซึ่งปวดกระดูกและกล้ามเนื้ออ่อนแรง[23] เซลล์ภูมิคุ้มกันและเนื้อเยื่ออีกหลายชนิดมีตัวรับวิตามินดี[1],[2] แต่การมีตัวรับไม่ได้แปลว่ากินเพิ่มแล้วโรคจะลด
แหล่งหลักคือแดด ไม่ใช่อาหาร
ผิวสร้างวิตามินดี3 จาก 7-ดีไฮโดรคอเลสเตอรอลเมื่อโดนรังสี UVB ความยาวคลื่น 290–320 นาโนเมตร[1] คำแนะนำทั่วไปคือรับแดดวันละ 5–30 นาที ช่วง 10:00–16:00 ที่ใบหน้า แขน หรือขา สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง[1] แต่มีหลายปัจจัยที่ทำให้คนไทยได้น้อยกว่าที่คิด
กระจกกั้น UVB ทั้งหมด การนั่งริมหน้าต่างหรือในรถที่ปิดกระจกจึงไม่ได้วิตามินดีเลย ครีมกันแดด SPF 8 ขึ้นไปยับยั้งการสังเคราะห์ได้เกือบหมดในงานทดลอง[13] เมลานินในผิวเข้มดูดกลืน UVB ไว้บางส่วน ผิวของคนอายุ 77–82 ปีสร้างพรีวิตามินดี3 ได้น้อยกว่าผิวคนอายุ 8–18 ปีเกินสองเท่า[11] เสื้อผ้าและร่มตัดการสังเคราะห์ทั้งหมด และฝุ่นควันในเมืองลดปริมาณ UVB ที่ตกถึงพื้น เมื่อรวมกับการใช้ชีวิตในอาคารตั้งแต่เช้าถึงเย็น จึงไม่แปลกที่ค่าเฉลี่ยของคนกรุงเทพฯ ต่ำที่สุดในประเทศ[6]
อาหารที่ให้วิตามินดี และตัวเลขจริงบนฉลาก
อาหารธรรมชาติที่มีวิตามินดีสูงมีไม่กี่ชนิด และแทบทั้งหมดเป็นปลาหรืออาหารจากสัตว์ ตารางนี้ใช้ค่าจากฐานข้อมูลของสถาบันสุขภาพสหรัฐ[1]
| อาหาร | ปริมาณต่อหน่วยบริโภค | วิตามินดี (IU) |
|---|---|---|
| น้ำมันตับปลา 1 ช้อนโต๊ะ | 34.0 ไมโครกรัม | 1,360 |
| ปลาเทราต์อบ 3 ออนซ์ | 16.2 ไมโครกรัม | 645 |
| แซลมอนปรุงสุก 3 ออนซ์ | 14.2 ไมโครกรัม | 570 |
| เห็ดแชมปิญองขาวฉายรังสี UV ปรุงสุก ครึ่งถ้วย | 9.2 ไมโครกรัม | 366 |
| นมเสริมวิตามินดี 1 ถ้วย | 2.9 ไมโครกรัม | 120 |
| ปลาซาร์ดีนกระป๋อง 2 ตัว | 1.2 ไมโครกรัม | 46 |
| ไข่ไก่ 1 ฟอง | 1.1 ไมโครกรัม | 44 |
| ตับวัวตุ๋น 3 ออนซ์ | 1.0 ไมโครกรัม | 42 |
| ปลาทูน่ากระป๋อง 3 ออนซ์ | 1.0 ไมโครกรัม | 40 |
| ชีสเชดดาร์ 1.5 ออนซ์ | 0.4 ไมโครกรัม | 17 |
ไข่หนึ่งฟองให้วิตามินดี 44 IU ต้องกิน 14 ฟองจึงจะถึง 600 IU ส่วนปลาแซลมอนหรือปลาเทราต์ให้เกือบครบความต้องการทั้งวันในมื้อเดียว แต่ราคาและความถี่ในการกินเป็นข้อจำกัดของคนส่วนใหญ่
เห็ดเป็นทางเลือกของคนกินเจ งานวิเคราะห์เห็ดที่ขายในตลาดไทยเก้าชนิดและเห็ดป่าสามชนิดพบว่าเห็ดนางรมหลวงมีวิตามินดี2 สูงถึง 15.88 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม หรือราว 635 IU ขณะที่ชนิดอื่นมีเพียง 0.06–2.31 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม และเมื่อต้ม ผัด หรือย่าง จะเหลือวิตามินดี2 ราวร้อยละ 59–65[24] อาหารไทยทั่วไปอย่างข้าว ผัก ผลไม้ และเนื้อไม่ติดมันแทบไม่มีวิตามินดี การพึ่งอาหารอย่างเดียวจึงพอเฉพาะคนที่กินปลาทะเลที่มีไขมันสูงเป็นประจำ
ระดับ 25(OH)D: ตัวเลขไหนหมายถึงอะไร
หน่วยที่ทำให้สับสนคือ nmol/L กับ ng/mL โดย 1 ng/mL เท่ากับ 2.5 nmol/L[1] เกณฑ์ของสถาบันวิทยาศาสตร์สหรัฐระบุว่าค่าต่ำกว่า 30 nmol/L หรือ 12 ng/mL สัมพันธ์กับภาวะขาดและความเสี่ยงโรคกระดูกอ่อน ช่วง 30 ถึงต่ำกว่า 50 nmol/L ถือว่าไม่เพียงพอ ตั้งแต่ 50 nmol/L หรือ 20 ng/mL ถือว่าเพียงพอ และค่าสูงกว่า 125 nmol/L เริ่มสัมพันธ์กับผลไม่พึงประสงค์[1],[3] ห้องแล็บจำนวนหนึ่งใช้ 30 ng/mL เป็นเป้า ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์นี้หนึ่งขั้น
ที่ประชุมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติสรุปว่า ค่าต่ำกว่า 12 ng/mL เสี่ยงโรคกระดูกอ่อนและกระดูกนิ่มชัดเจน ส่วน 20–50 ng/mL ปลอดภัยและพอสำหรับกระดูกในคนทั่วไป พร้อมเน้นว่าชุดตรวจแต่ละยี่ห้ออ่านค่าเหลื่อมกัน[22] แนวปฏิบัติของสมาคมต่อมไร้ท่อสหรัฐฉบับปี 2024 ระบุว่าไม่มีหลักฐานรองรับการตรวจเป็นกิจวัตรในคนทั่วไป รวมถึงในคนอ้วนและคนผิวดำ[5] ส่วนฉบับปี 2011 แนะนำให้ตรวจในผู้ที่มีความเสี่ยงและรักษาผู้ที่ขาดด้วยวิตามินดี2 หรือวิตามินดี3[4] การตรวจจึงมีเหตุผลเมื่อสงสัยกระดูกนิ่ม ปวดกระดูกโดยไม่ทราบสาเหตุ โรคดูดซึมผิดปกติ โรคตับหรือไตเรื้อรัง หรือกำลังรักษากระดูกพรุน
คนไทยขาดวิตามินดีแค่ไหน
งานสำรวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งที่ 4 เมื่อปี 2551–2552 ตรวจ 25(OH)D ในผู้ใหญ่ 2,641 คน พบค่าเฉลี่ยในกรุงเทพฯ 64.8 nmol/L ต่ำกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ 82.2 nmol/L และความชุกของภาวะวิตามินดีไม่เพียงพอในกรุงเทพฯ สูงถึงร้อยละ 64.6 เทียบกับร้อยละ 33.5 นอกเขตเทศบาล[6] การสำรวจครั้งที่ 6 เมื่อปี 2562–2563 ใน 4,098 คน พบว่าดีขึ้น ค่าเฉลี่ยเพิ่มเป็น 88.2 nmol/L ความชุกของค่าต่ำกว่า 75 nmol/L เหลือร้อยละ 31 และค่าต่ำกว่า 50 nmol/L เหลือร้อยละ 4[7] ปัจจัยที่ยังสัมพันธ์กับค่าต่ำคือเพศหญิง อายุน้อย อยู่ในเมือง ดัชนีมวลกายสูง นับถือศาสนาอิสลาม และอาศัยในกรุงเทพฯ หรือภาคกลาง[7]
เทียบกับภาพโลกระดับนี้ไม่ได้แย่ งานวิเคราะห์ที่รวม 308 การศึกษา ผู้เข้าร่วมเกือบ 8 ล้านคนจาก 81 ประเทศพบว่าร้อยละ 47.9 ของคนทั่วโลกมีค่าต่ำกว่า 50 nmol/L[9] แต่ค่าเฉลี่ยซ่อนกลุ่มที่ต่ำจริงไว้ ผู้หญิงไทยที่เสี่ยงกระดูกพรุน 490 คนในการศึกษาหนึ่งมีถึงร้อยละ 60 ที่ต่ำกว่า 30 ng/mL และปัจจัยทำนายที่แรงที่สุดคือไม่เสริมวิตามินดีเลย ซึ่งเพิ่มโอกาสขาด 8.76 เท่า รองลงมาคือรับแดดน้อยกว่า 15 นาทีต่อวัน[8]
ใครเสี่ยงมากกว่าคนอื่น
ผู้หญิงที่คลุมฮิญาบหรือปกปิดผิว
การสำรวจระดับชาติของไทยพบว่าศาสนาอิสลามสัมพันธ์กับ 25(OH)D ต่ำอย่างมีนัยสำคัญแม้ปรับปัจจัยอื่นแล้ว[7] และในกลุ่มหญิงผู้อพยพแอฟริกาตะวันออกที่คลุมศีรษะและร่างกายในสหรัฐ สตรี 71 คนที่ตรวจเลือดพบค่าต่ำทุกราย โดยราวกึ่งหนึ่งต่ำกว่า 15 ng/mL[25] กลไกไม่ใช่เรื่องศาสนา แต่คือพื้นที่ผิวที่รับ UVB ซึ่งถูกลดลงเกือบทั้งหมด ผู้ที่แต่งกายปกปิดมิดชิดเป็นประจำจึงควรเสริมวิตามินดี 400–1,000 IU ต่อวัน หรือเปิดผิวรับแดดช่วงสั้นในพื้นที่ส่วนตัว
คนทำงานออฟฟิศและคนที่อยู่ในร่มทั้งวัน
การศึกษาในคนทำงานในอาคาร 213 คนที่สิงคโปร์พบภาวะขาดวิตามินดีร้อยละ 32.9 และพนักงานออฟฟิศเสี่ยงกว่ากลุ่มผู้ปฏิบัติงานในห้องควบคุม 2.16 เท่า[10] ข้อมูลไทยสอดคล้องกันว่าคนในเขตเมืองและคนกรุงเทพฯ มีค่าต่ำที่สุด[6],[7]
ผู้สูงอายุ
ผิวของผู้สูงอายุสร้างวิตามินดีได้น้อยลงเกินสองเท่า[11] ประกอบกับออกแดดน้อยและใส่เสื้อผ้าปกปิดมาก เกณฑ์จึงปรับขึ้นเป็น 800 IU ต่อวันตั้งแต่ 71 ปีขึ้นไป[3]
ผู้ที่มีภาวะอ้วน
เมื่อรับรังสี UV เท่ากัน กลุ่มอ้วนมีวิตามินดี3 ในเลือดเพิ่มขึ้นน้อยกว่ากลุ่มผอมร้อยละ 57 และระดับสูงสุดหลังกินวิตามินดี2 ก็ต่ำกว่า เพราะวิตามินดีที่ละลายในไขมันถูกกักเก็บไว้ในเนื้อเยื่อไขมัน[12] กลุ่มนี้อาจต้องใช้ขนาดสูงขึ้นหรือใช้เวลานานขึ้น
กระดูกและกล้ามเนื้อ: หลักฐานหนักแน่นที่สุด
การขาดวิตามินดีทำให้ดูดซึมแคลเซียมได้ลดลง ร่างกายจึงดึงแคลเซียมจากกระดูก ปลายทางคือโรคกระดูกอ่อนในเด็กและกระดูกนิ่มในผู้ใหญ่ ซึ่งรักษาให้หายได้ด้วยการเติมวิตามินดีให้เพียงพอ[23]
แต่ในคนที่ไม่ได้ขาด การเสริมไม่ได้ป้องกันกระดูกหัก งานวิเคราะห์ที่รวมการทดลอง 23 ชุด ผู้เข้าร่วม 4,082 คน พบว่าใน 70 การทดสอบทางสถิติมีเพียง 6 ตำแหน่งที่ความหนาแน่นกระดูกดีขึ้น 2 ตำแหน่งแย่ลง และที่เหลือไม่ต่างจากกลุ่มควบคุม[27] งานย่อยของ VITAL ที่ให้วิตามินดี3 วันละ 2,000 IU นาน 5.3 ปี ในคนทั่วไป 25,871 คน ก็ไม่ลดกระดูกหักชนิดใดเลย[16]
ภูมิคุ้มกันและการติดเชื้อทางเดินหายใจ
งานวิเคราะห์แบบรวมข้อมูลผู้เข้าร่วมรายบุคคลจากการทดลอง 25 ชุด 11,321 คน พบว่าการเสริมวิตามินดีลดความเสี่ยงการติดเชื้อทางเดินหายใจเล็กน้อย (odds ratio 0.88) การให้แบบรายวันหรือรายสัปดาห์ได้ผลกว่าชัดเจน (0.81) แต่การให้ครั้งละมากๆ เป็นช่วงๆ ไม่ได้ผลเลย (0.97)[17] กลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือผู้ที่มี 25(OH)D ต่ำกว่า 25 nmol/L (odds ratio 0.30) เทียบกับ 0.75 ในกลุ่มที่ระดับสูงกว่า[17] แปลว่าวิตามินดีช่วยแก้ภาวะขาดมากกว่าเสริมภูมิแบบทั่วๆ ไป
ส่วนโควิด-19 การให้วิตามินดี3 ขนาด 200,000 IU ครั้งเดียวในผู้ป่วย 240 คน ไม่ลดระยะเวลานอนโรงพยาบาล (7 วันเท่ากัน) และไม่ลดอัตราการเสียชีวิตหรือการเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต[18] การให้ขนาดสูงครั้งเดียวจึงไม่ใช่การรักษาที่มีหลักฐานรองรับ
มะเร็ง โรคหัวใจ และการเสียชีวิต
VITAL ให้วิตามินดี3 วันละ 2,000 IU หรือยาหลอกแก่ผู้ใหญ่ 25,871 คน ติดตามเฉลี่ย 5.3 ปี พบว่าไม่ลดอุบัติการณ์มะเร็ง (hazard ratio 0.96) และไม่ลดเหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือด (0.97) โดยไม่พบแคลเซียมในเลือดสูงเกิน[15] งานวิเคราะห์ที่รวม 12 การทดลองพบว่าการเสริมไม่ลดอุบัติการณ์มะเร็ง (0.99) แต่การให้แบบรายวันลดการเสียชีวิตจากมะเร็งได้ (0.87) ขณะที่แบบครั้งละมากๆ ไม่ได้ผล[20] ส่วนการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ งานรุ่นเก่าที่รวม 18 การทดลอง ผู้เข้าร่วม 57,311 คน พบความเสี่ยงต่ำลงเล็กน้อย (relative risk 0.93)[19]
แนวปฏิบัติปี 2024 จึงแนะนำเฉพาะกลุ่มที่งานทดลองสนับสนุน คือเด็กและวัยรุ่น 1–18 ปี ผู้สูงอายุ 75 ปีขึ้นไป สตรีตั้งครรภ์ และผู้มีภาวะก่อนเบาหวาน พร้อมระบุชัดว่าไม่แนะนำให้คนสุขภาพดีอายุต่ำกว่า 75 ปีกินเกินเกณฑ์เพื่อหวังป้องกันโรค[5]
ขนาดเสริม 400–2,000 IU กับเพดาน 4,000 IU
เกณฑ์ปริมาณที่ควรได้รับต่อวันของไทย พ.ศ. 2563 ใช้ค่า 600 IU สำหรับผู้ใหญ่วัย 19–70 ปี 800 IU ตั้งแต่ 71 ปีขึ้นไป และ 400 IU สำหรับทารก[26],[3] ตัวเลขนี้คิดบนสมมติฐานว่าได้รับแดดน้อยที่สุด
| กลุ่ม | เกณฑ์ต่อวัน (IU) | ขนาดเสริมที่ใช้บ่อย (IU) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| ทารก 0–12 เดือน | 400 | 400 | นมแม่มีวิตามินดีน้อย |
| เด็กและวัยรุ่น 1–18 ปี | 600 | 600–1,000 | กลุ่มที่แนวปฏิบัติ 2024 แนะนำให้เสริม |
| ผู้ใหญ่ 19–70 ปี | 600 | 400–1,000 | 1,000 IU เมื่อแทบไม่ได้ออกแดด |
| ผู้ใหญ่ 71 ปีขึ้นไป | 800 | 800–1,000 | ผิวสร้างวิตามินดีได้น้อยลง |
| หญิงตั้งครรภ์และให้นม | 600 | 600–1,000 | ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ |
| ผู้ที่มีภาวะอ้วน | 600 | 1,000–2,000 | ควรติดตามระดับในเลือด |
| เพดานสูงสุดที่รับได้ (UL) | 4,000 | ไม่ควรเกิน | สำหรับผู้ใหญ่และเด็กโต |
ช่วง 400–2,000 IU ต่อวันครอบคลุมความต้องการของคนเกือบทั้งหมด และเป็นช่วงที่ผลิตภัณฑ์ทั่วไปให้ได้จริง ขนาด 1,000 IU เป็นจุดที่สมดุลระหว่างประสิทธิผลกับความปลอดภัยสำหรับคนที่แทบไม่ได้รับแดด การกินพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมันช่วยเพิ่มการดูดซึมเล็กน้อย[1] และการให้แบบรายวันได้ผลกว่าการกินครั้งละมากๆ[17],[20]
เพดานหรือ UL ของผู้ใหญ่และเด็กโตคือ 4,000 IU ต่อวัน[3] งานวิเคราะห์ที่รวมการทดลอง 22 ชุด ผู้เข้าร่วม 12,952 คน ซึ่งให้วิตามินดี3 วันละ 3,200–4,000 IU นานอย่างน้อย 6 เดือน พบความเสี่ยงแคลเซียมในเลือดสูงเพิ่ม 2.21 เท่า คิดเป็น 4 รายต่อ 1,000 คน ความเสี่ยงหกล้มเพิ่ม 1.25 เท่า และความเสี่ยงนอนโรงพยาบาลเพิ่ม 1.16 เท่า[28] ขนาดระดับเพดานจึงไม่ควรใช้เป็นขนาดประจำโดยไม่มีข้อบ่งชี้
วิตามินดี2 กับวิตามินดี3 ต่างกันแค่ไหน
ทั้งสองรูปเพิ่มระดับ 25(OH)D และรักษาโรคกระดูกอ่อนได้เหมือนกัน แต่การเปรียบเทียบโดยตรงพบว่าวิตามินดี3 ยกระดับได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ[14] ฐานข้อมูลของสถาบันสุขภาพสหรัฐสรุปเช่นเดียวกันว่าวิตามินดี3 เพิ่มระดับได้มากกว่าและคงระดับสูงไว้ได้นานกว่า[1]
ผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดไทยส่วนใหญ่เป็นวิตามินดี3 อยู่แล้ว วิตามินดี2 มักมาจากยีสต์และเหมาะกับคนกินมังสวิรัติหรืออาหารเจ ส่วนวิตามินดี3 ผลิตจากลาโนลินในขนแกะ และมีแบบที่สกัดจากไลเคนสำหรับผู้ที่หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทั้งหมด[1] ข้อต่างนี้สำคัญน้อยกว่าปริมาณรวมต่อวันและความสม่ำเสมอในการกิน
ความเป็นพิษ: เกิดเมื่อไร และอาการเป็นอย่างไร
ความเป็นพิษไม่เกิดจากแดด เพราะเมื่อผิวได้รับ UVB ต่อเนื่อง พรีวิตามินดี3 จะสลายเป็นสารที่ไม่มีฤทธิ์แทนที่จะสะสมเป็นวิตามินดี3 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ[2] ความเป็นพิษจึงมาจากการกินเกินเป็นหลัก เครื่องหมายยืนยันทางห้องปฏิบัติการคือระดับ 25(OH)D สูงกว่า 150 ng/mL หรือ 375 nmol/L[21]
อาการที่พบบ่อยคือสับสน ซึมเซา อาเจียนซ้ำ ปวดท้อง ปัสสาวะมาก กระหายน้ำ และขาดน้ำ ซึ่งเป็นผลจากแคลเซียมในเลือดสูง[21] ส่วนกลุ่มที่ไวต่อวิตามินดีหรือมีโรคแกรนูโลมาและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอาจมีแคลเซียมสูงแม้ได้ขนาดปกติ[21] การรักษาคือหยุดเสริมวิตามินดีและผลิตภัณฑ์แคลเซียม ดื่มน้ำให้พอ และพบแพทย์เพื่อติดตามระดับแคลเซียม
คำถามที่พบบ่อย
อยู่เมืองร้อนทั้งปี ทำไมยังขาดวิตามินดี
เพราะการสังเคราะห์ขึ้นกับผิวที่ได้รับ UVB ไม่ใช่แค่แดดมีหรือไม่มี คนที่อยู่ในอาคาร ใช้รถปิดกระจก หรือใส่เสื้อผ้าปกปิดทั้งวันได้ UVB น้อยมาก ข้อมูลไทยพบคนกรุงเทพฯ มีค่าต่ำสุด และความชุกของภาวะไม่เพียงพอเคยสูงถึงร้อยละ 64.6[6]
ควรกินวิตามินดีวันละเท่าไร
ผู้ใหญ่ทั่วไป 600 IU ต่อวันตามเกณฑ์ไทย และ 800 IU เมื่ออายุ 71 ปีขึ้นไป[26],[3] ถ้าแทบไม่ได้รับแดด 1,000 IU ต่อวันเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล ช่วง 400–2,000 IU ครอบคลุมคนส่วนใหญ่
กินเกิน 4,000 IU ต่อวันอันตรายไหม
เพดานของผู้ใหญ่คือ 4,000 IU ต่อวัน[3] ขนาด 3,200–4,000 IU ต่อเนื่องเกิน 6 เดือนเพิ่มความเสี่ยงแคลเซียมในเลือดสูง หกล้ม และนอนโรงพยาบาลเล็กน้อย[28] จึงไม่ควรใช้เป็นขนาดประจำ
ต้องตรวจ 25(OH)D ก่อนเริ่มกินไหม
โดยทั่วไปไม่จำเป็น แนวปฏิบัติปี 2024 ไม่แนะนำให้ตรวจเป็นกิจวัตรในประชากรทั่วไป[5] การตรวจมีเหตุผลเมื่อสงสัยภาวะขาดจริง เช่น ปวดกระดูกเรื้อรัง โรคดูดซึมผิดปกติ โรคไตเรื้อรัง หรือกำลังรักษากระดูกพรุน
วิตามินดี3 ดีกว่าวิตามินดี2 จริงไหม
จริงในแง่การยกระดับ 25(OH)D งานเปรียบเทียบโดยตรงพบวิตามินดี3 ได้เปรียบชัดเจน[14] แต่ทั้งสองรูปป้องกันโรคกระดูกอ่อนได้เหมือนกัน[1]
อาบแดดตอนไหน นานแค่ไหน
ช่วง 10:00–16:00 วันละ 5–30 นาทีที่แขนหรือใบหน้า สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง[1] แต่ต้องชั่งกับความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง จึงควรรับแดดสั้นๆ พอ ไม่ให้ผิวไหม้ และไม่ต้องใช้เตียงอาบแดด
วิตามินดีป้องกันหวัดหรือโควิดได้ไหม
การเสริมวิตามินดีลดการติดเชื้อทางเดินหายใจโดยรวมเล็กน้อย และได้ผลชัดในคนที่ระดับต่ำมาก[17] แต่การให้ขนาดสูงครั้งเดียวในผู้ป่วยโควิดไม่ลดระยะนอนโรงพยาบาลหรืออัตราการเสียชีวิต[18] จึงไม่ใช่การรักษา
ผู้หญิงที่คลุมฮิญาบควรเสริมวิตามินดีหรือไม่
ควรพิจารณา เพราะการปกปิดผิวลดการสังเคราะห์วิตามินดี และข้อมูลไทยพบความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาอิสลามกับระดับ 25(OH)D ที่ต่ำลง[7] ขนาด 400–1,000 IU ต่อวันเป็นจุดเริ่มที่สมเหตุสมผล
สรุป
วิตามินดีเป็นสารอาหารที่ร่างกายสร้างได้จากแดด แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะคนเมือง คนทำงานในอาคาร ผู้สูงอายุ ผู้ที่ปกปิดผิว และผู้ที่มีภาวะอ้วนยังมีระดับ 25(OH)D ต่ำกว่าเกณฑ์[6],[7],[10],[11],[12] เกณฑ์ที่ควรได้คือ 600 IU ต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ และ 800 IU ตั้งแต่ 71 ปีขึ้นไป เสริมเพิ่มได้ถึง 1,000 IU หากแทบไม่ได้รับแดด และไม่ควรเกินเพดาน 4,000 IU ต่อวัน[3],[26] หลักฐานที่แน่นที่สุดคือเรื่องกระดูกและภาวะขาดวิตามินดี ส่วนผลต่อภูมิคุ้มกัน มะเร็ง และหัวใจมีขนาดเล็กและขึ้นกับระดับตั้งต้นเป็นสำคัญ[15],[16],[17],[20]
คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): วิตามินดีละลายในไขมันและสะสมในร่างกายได้ การกินเกิน 4,000 IU ต่อวันเป็นเวลานานเพิ่มความเสี่ยงแคลเซียมในเลือดสูง นิ่วไต และไตวาย ผู้ที่เป็นโรคไต โรคซาร์คอยโดซิส โรคแกรนูโลมา หรือได้รับยาขับแคลเซียม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ และไม่ควรใช้ขนาดสูงเพื่อรักษาโรคด้วยตนเอง
แหล่งอ้างอิง
- 1 National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements. Vitamin D — Fact Sheet for Health Professionals — NIH ODS, 2026 (ปรับปรุงล่าสุด) (NIH Office of Dietary Supplements (ฐานข้อมูลทางการ)) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 2 Vitamin D deficiency — Holick MF, 2007 (N Engl J Med 2007;357(3):266–281) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 3 The 2011 report on dietary reference intakes for calcium and vitamin D from the Institute of Medicine: what clinicians need to know — Ross AC et al., 2011 (J Clin Endocrinol Metab 2011;96(1):53–58) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 4 Evaluation, treatment, and prevention of vitamin D deficiency: an Endocrine Society clinical practice guideline — Holick MF et al., 2011 (J Clin Endocrinol Metab 2011;96(7):1911–1930) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 5 Vitamin D for the Prevention of Disease: An Endocrine Society Clinical Practice Guideline — Demay MB et al., 2024 (J Clin Endocrinol Metab 2024;109(8):1907–1947) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 6 Regional variation and determinants of vitamin D status in sunshine-abundant Thailand — Chailurkit LO et al., 2011 (BMC Public Health 2011;11:853) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 7 Update on vitamin D status in sunshine-abundant Thailand, 2019-2020 — Chailurkit LO et al., 2023 (Nutrition 2023;116:112161) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 8 Simple prediction model for vitamin D deficiency in women with osteoporosis or risk factors for osteoporosis in Thailand — Mullikapipat T et al., 2024 (J Clin Transl Endocrinol 2024;38:100377) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 9 Global and regional prevalence of vitamin D deficiency in population-based studies from 2000 to 2022: A pooled analysis of 7.9 million participants — Cui A et al., 2023 (Front Nutr 2023;10:1070808) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 10 Prevalence of Vitamin D Deficiency and Its Associated Work-Related Factors among Indoor Workers in a Multi-Ethnic Southeast Asian Country — Divakar U et al., 2019 (Int J Environ Res Public Health 2019;17(1):164) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 11 Aging decreases the capacity of human skin to produce vitamin D3 — MacLaughlin J, Holick MF, 1985 (J Clin Invest 1985;76(4):1536–1538) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 12 Decreased bioavailability of vitamin D in obesity — Wortsman J et al., 2000 (Am J Clin Nutr 2000;72(3):690–693) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 13 Sunscreens suppress cutaneous vitamin D3 synthesis — Matsuoka LY et al., 1987 (J Clin Endocrinol Metab 1987;64(6):1165–1168) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 14 Comparison of vitamin D2 and vitamin D3 supplementation in raising serum 25-hydroxyvitamin D status: a systematic review and meta-analysis — Tripkovic L et al., 2012 (Am J Clin Nutr 2012;95(6):1357–1364) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 15 Vitamin D Supplements and Prevention of Cancer and Cardiovascular Disease — Manson JE et al., 2019 (N Engl J Med 2019;380(1):33–44) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 16 Supplemental Vitamin D and Incident Fractures in Midlife and Older Adults — LeBoff MS et al., 2022 (N Engl J Med 2022;387(4):299–309) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 17 Vitamin D supplementation to prevent acute respiratory tract infections: systematic review and meta-analysis of individual participant data — Martineau AR et al., 2017 (BMJ 2017;356:i6583) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 18 Effect of a Single High Dose of Vitamin D3 on Hospital Length of Stay in Patients With Moderate to Severe COVID-19: A Randomized Clinical Trial — Murai IH et al., 2021 (JAMA 2021;325(11):1053–1060) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 19 Vitamin D supplementation and total mortality: a meta-analysis of randomized controlled trials — Autier P, Gandini S, 2007 (Arch Intern Med 2007;167(16):1730–1737) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 20 Vitamin D supplementation and total cancer incidence and mortality by daily vs. infrequent large-bolus dosing strategies: a meta-analysis of randomised controlled trials — Keum N et al., 2022 (Br J Cancer 2022;127(5):872–878) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 21 Vitamin D Toxicity-A Clinical Perspective — Marcinowska-Suchowierska E et al., 2018 (Front Endocrinol (Lausanne) 2018;9:550) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 22 Vitamin D assays and the definition of hypovitaminosis D: results from the First International Conference on Controversies in Vitamin D — Sempos CT et al., 2018 (Br J Clin Pharmacol 2018;84(10):2194–2207) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 23 Nutritional rickets around the world: an update — Creo AL et al., 2017 (Paediatr Int Child Health 2017;37(2):84–98) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 24 Vitamin D Content in Commonly Consumed Mushrooms in Thailand and Its True Retention after Household Cooking — Sridonpai P et al., 2023 (Foods 2023;12(11):2141) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 25 Prevalence of vitamin D insufficiency and clinical associations among veiled East African women in Washington State — Reed SD et al., 2007 (J Womens Health (Larchmt) 2007;16(2):206–213) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 26 ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 — สำนักโภชนาการ กรมอนามัย, 2563 (กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 27 Effects of vitamin D supplements on bone mineral density: a systematic review and meta-analysis — Reid IR et al., 2014 (Lancet 2014;383(9912):146–155) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 28 Long-term supplementation with 3200 to 4000 IU of vitamin D daily and adverse events: a systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials — Zittermann A et al., 2023 (Eur J Nutr 2023;62(4):1833–1844) อ่านงานวิจัยเต็ม