สารอาหาร

วิตามินบำรุงผิว วิตามินซี อี เอ และไนอะซินาไมด์ ตัวไหนมีงานวิจัยจริง

“วิตามินบำรุงผิว” ไม่ใช่หมวดสารอาหารในตำราโภชนาการ แต่เป็นคำการตลาดที่รวมวิตามินหลายตัวซึ่งผิวใช้ประโยชน์คนละทาง คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่ “ควรกินวิตามินอะไร” แต่เป็น “หลักฐานของแต่ละตัวมาจากการทาหรือการกิน และแรงพอจะจ่ายเงินหรือไม่”

วิตามินบำรุงผิวคืออะไร และร่างกายส่งวิตามินไปถึงผิวอย่างไร

ผิวมีสองชั้นหลัก ชั้นหนังกำพร้าเป็นเกราะกันน้ำ ส่วนชั้นหนังแท้ให้ความแข็งแรงด้วยคอลลาเจนและอีลาสติน ผิวปกติมีวิตามินซีความเข้มข้นสูง ซึ่งช่วยสร้างคอลลาเจนและปกป้องผิวจากรังสียูวี [2]

การกินกับการทาเป็นคนละเส้นทาง การทาต้องให้โมเลกุลผ่านชั้น stratum corneum ซึ่งเป็นเกราะกันน้ำตามธรรมชาติ ส่วนการกินต้องผ่านการดูดซึมในลำไส้และการขนส่งทางเลือด ผิวไม่ใช่อวัยวะที่ร่างกายจัดลำดับความสำคัญด้านสารอาหารเป็นอันดับแรก งานรีวิวจึงสรุปว่าการกินวิตามินเพื่อผิวเทียบกับการทายังไม่เป็นที่เข้าใจแน่ชัด และงานทดลองที่วัดผลที่ผิวโดยตรงมีน้อยกว่าที่โฆษณามาก [2]

ผลิตภัณฑ์ทาที่มีชื่อวิตามินเหมือนกันยังได้ผลต่างกันมาก เพราะการตั้งตำรับและการคงตัวของสารมีผลต่อการซึมผ่าน [1]

วิตามินซี: หลักฐานจากการทาชัดกว่าการกิน

วิตามินซีเป็นโคแฟกเตอร์ที่จำเป็นในการสร้างคอลลาเจน หากขาด คอลลาเจนจะไม่เสถียรและสลายเร็ว [2] แต่กลไกที่ชัดไม่เท่ากับการพิสูจน์ว่ากินเพิ่มแล้วริ้วรอยลด

ด้านการทา มีงานทดลองแบบสุ่ม ปกปิดสองทาง ควบคุมด้วยตัวพา ในผู้มีผิวเสื่อมจากแสง 19 คน นาน 3 เดือน เครื่องวัดผิวพบว่าด้านที่ทากรดแอสคอร์บิกดีขึ้นกว่าด้านที่ทาตัวพา โดยค่า Ra และเงาสูงขึ้นร้อยละ 73.7 และการประเมินทางคลินิกพบดีขึ้นทั้งริ้วรอยตื้น ความหยาบ และความหย่อนคล้อย [3] ข้อจำกัดคือตัวอย่างเล็กและใช้ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อเดียว

การจะได้ผลต้องให้กรดแอสคอร์บิกผ่านผิวได้ ซึ่งต้องอาศัยความเข้มข้นสูงและ pH ต่ำกว่าราว 3.5 [4] งานทดลองแบบสุ่มครึ่งหน้าตีพิมพ์ปี 2569 เปรียบเทียบซีรัมกรดแอสคอร์บิก 15% กับเรตินอล 0.1% พบว่าทั้งสองกลุ่มดีขึ้นในสัปดาห์ที่ 2 และ 4 ไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ติดตามสั้นเพียง 4 สัปดาห์ [5]

ด้านการกิน ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นงานสังเกต ในหญิงอเมริกันวัย 40–74 ปี จำนวน 4,025 คน ผู้ที่ได้วิตามินซีจากอาหารสูงกว่ามีโอกาสพบริ้วรอยต่ำกว่า (OR 0.89) และผิวแห้งตามวัยต่ำกว่า (OR 0.93) แต่เป็นการศึกษาภาคตัดขวางที่วัดอาหารเพียงวันเดียว และผู้วิจัยสังกัดบริษัทเครื่องสำอาง [6] ยังไม่มีงานทดลองขนาดใหญ่ที่ให้วิตามินซีเม็ดแล้ววัดริ้วรอยโดยตรง การกินจึงมีหน้าที่ป้องกันการขาด ไม่ใช่ลดริ้วรอย

วิตามินอี: หลักฐานในคนยังบางกว่าที่โฆษณา

วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมัน ใช้ในตจวิทยามากว่าห้าสิบปีและเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางจำนวนมาก ด้วยเหตุผลทางทฤษฎีว่าช่วยลดความเสียหายจากรังสียูวี [7] แต่ทบทวนวรรณกรรมด้านตจวิทยาระบุว่าหลักฐานจากการทดลองในคนยังมีน้อย ไม่พอจะกำหนดขนาดและข้อบ่งใช้ที่ชัดเจน [7]

งานส่วนใหญ่ที่อ้างถึงเป็นการทดลองในหลอดทดลองและในสัตว์ ซึ่งแสดงฤทธิ์ต้านมะเร็งและปกป้องผิวจากแสง แต่ยังถ่ายทอดมาเป็นการใช้จริงในคนไม่ได้ [7] ผิวหนังอักเสบแพ้สัมผัสจากอนุพันธ์วิตามินอีในเครื่องสำอางก็มีรายงาน เช่น กรณีริมฝีปากอักเสบจากลิปสติก [8]

สำหรับการกิน ยังไม่มีงานทดลองขนาดใหญ่ที่วัดริ้วรอยเป็นผลหลัก จึงไม่ควรถือว่าวิตามินอีเม็ดชะลอผิวแก่ได้จริง

วิตามินเอ: หลักฐานในคนชัดกว่าตัวอื่น แต่ใกล้เป็นยามากกว่าอาหารเสริม

วิตามินเอในบริบทผิวหมายถึงสองเรื่องที่ต่างกันมาก คือเรตินอยด์ที่ทาและวิตามินเอที่กิน เรตินอยด์ออกฤทธิ์โดยจับตัวรับในนิวเคลียสแล้วปรับการแสดงออกของยีน ส่งผลต่อการแบ่งตัวและการผลัดเซลล์ผิว [1]

การทาเรตินอยด์มีหลักฐานเก่าและหนักแน่น งานทดลองแบบสุ่ม ปกปิดสองทาง ควบคุมด้วยตัวพา ในผู้ป่วย 30 คน นาน 16 สัปดาห์ พบว่าผิวที่ทาเทรทิโนอีนดีขึ้นทั้งทางคลินิกและทางจุลพยาธิวิทยา ขณะที่ด้านที่ทาตัวพาไม่ดีขึ้น [9] ส่วนเรตินอลซึ่งอ่อนกว่าแต่ระคายเคืองน้อยกว่า มีงานทดลองแบบสุ่มในหญิงญี่ปุ่น 57 คน ทาเรตินอล 0.075% นาน 26 สัปดาห์ พบอัตราการดีขึ้นของริ้วรอยตื้นร้อยละ 50 เทียบร้อยละ 24 ของตัวพา และริ้วรอยลึกร้อยละ 28 เทียบร้อยละ 2 โดยมีผู้ถอนตัวจากอาการระคายเคือง 3 คน [10] เรตินอยด์ทำให้ผิวไวแสงและระคายเคืองได้ ต้องใช้ปริมาณน้อยและทากันแดดร่วมด้วย

ส่วนการกินวิตามินเอเพื่อผิวไม่มีข้อบ่งใช้ที่พิสูจน์แล้ว วิตามินเอขนาดสูง เช่น ไอโซเทรทิโนอีน เป็นยาที่แพทย์สั่งและมีข้อห้ามในหญิงตั้งครรภ์ การกินเสริมเพื่อหวังผลผิวจึงได้ความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์

ไนอะซินาไมด์: วิตามินบี 3 ที่มีงานทดลองในคนชัดเจน

ไนอะซินาไมด์หรือนิโคตินาไมด์เป็นรูปหนึ่งของไนอะซิน (วิตามินบี 3) ที่ไม่ทำให้หน้าแดง การทาไนอะซินาไมด์ 5% มีงานทดลองแบบสุ่มครึ่งหน้าในหญิงผิวขาวเชื้อสายยุโรป 50 คน นาน 12 สัปดาห์ พบว่าด้านที่ทาดีขึ้นกว่าตัวพาในเรื่องริ้วรอยตื้น จุดสีเข้ม ผิวแดงเป็นหย่อม และความเหลืองคล้ำของผิว รวมทั้งค่าความยืดหยุ่นจากเครื่องวัด [11] กลไกด้านเม็ดสีคือนิโคตินาไมด์ยับยั้งการถ่ายเมลาโนโซมจากเมลาโนไซต์ไปยังเซลล์ผิวได้ร้อยละ 35–68 ในแบบจำลองเซลล์ และครีม 5% ลดรอยหมองคล้ำและเพิ่มความสว่างของผิวเมื่อเทียบกับตัวพาภายใน 4 สัปดาห์ [12]

ด้านเกราะป้องกันผิว งานในหลอดทดลองพบว่านิโคตินาไมด์เพิ่มการสร้างเซราไมด์ได้ 4.1–5.5 เท่า และเมื่อทาในคนพบว่าเซราไมด์ในชั้น stratum corneum เพิ่มขึ้นพร้อมค่าการสูญเสียน้ำทางผิวลดลง [13] ส่วนการลดความมัน มีงานทดลองแบบสุ่มพบว่าครีม 2% ลดอัตราการขับซีบัมในอาสาสมัครญี่ปุ่น 100 คนภายใน 4 สัปดาห์ [14] ความเข้มข้นที่ศึกษา คือ 2–5% ซึ่งเป็นระดับในเครื่องสำอาง ไม่ใช่ขนาดที่กิน

ด้านการกิน การทดลองระยะที่ 3 ในผู้ป่วย 386 คนที่มีประวัติมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมาอย่างน้อยสองครั้งใน 5 ปี ให้ไนโคตินาไมด์ 500 มก. วันละสองครั้ง นาน 12 เดือน พบอัตรามะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมาลดลงร้อยละ 23 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% อยู่ที่ร้อยละ 4–38) และรอยโรคก่อนมะเร็งลดลง แต่เมื่อหยุดยาไม่พบประโยชน์ต่อเนื่อง [15] ผลนี้ใช้กับกลุ่มเสี่ยงสูงภายใต้การดูแลของแพทย์ และขนาด 500 มก. สูงกว่าเพดานสารอาหารเสริมทั่วไปที่ 35 มก. ต่อวันมาก ซึ่งเพดานนั้นไม่ใช้กับการใช้ภายใต้การดูแลทางการแพทย์ [16]

ตารางเทียบหลักฐาน: ทาและกินต่างกันแค่ไหน

ตารางนี้สรุปว่าหลักฐานของแต่ละวิตามินมาจากเส้นทางใดและวัดผลอะไรได้

วิตามิน หลักฐานการทา หลักฐานการกิน ข้อสรุป
วิตามินซี ทดลองแบบสุ่มขนาดเล็ก วัดริ้วรอยได้ [3],[5] และการซึมผ่านต้องใช้ความเข้มข้นสูง [4] งานสังเกตเรื่องริ้วรอยและผิวแห้ง ยังไม่มีงานทดลองขนาดใหญ่ [6] ทาเพื่อริ้วรอย กินเพื่อป้องกันการขาด
วิตามินอี ทฤษฎีต้านอนุมูลอิสระชัด แต่หลักฐานทดลองในคนน้อย [7] ไม่มีงานทดลองที่วัดริ้วรอยเป็นผลหลัก ยังไม่ควรจ่ายเงินเพราะคำโฆษณา
วิตามินเอ หลักฐานแข็งแรงทั้งเทรทิโนอีนและเรตินอล [9],[10] ไม่มีข้อบ่งใช้เพื่อผิว และเสี่ยงเมื่อเกินขนาด ใช้เฉพาะการทาและตามคำแนะนำแพทย์
ไนอะซินาไมด์ ทดลองแบบสุ่มหลายงาน เรื่องริ้วรอย จุดสี ซีบัม และเกราะผิว [11],[12],[13],[14] มีงานทดลองในกลุ่มเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง ไม่ใช่เพื่อความงาม [15] ทาตามความเข้มข้นที่ศึกษา

ระดับหลักฐานของงานวิจัยผิว: อ่านอย่างไรไม่ให้ถูกหลอก

งานวิจัยผิวมีสี่ชั้นที่ความน่าเชื่อถือต่างกัน หลอดทดลองบอกได้แค่ว่ากลไกเป็นไปได้ สัตว์ทดลองบอกว่าผลเกิดในสิ่งมีชีวิตแต่ยังไม่ใช่คน การศึกษาแบบสังเกตบอกความสัมพันธ์แต่แยกเหตุและผลไม่ได้ และการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมเป็นชั้นเดียวที่พิสูจน์เหตุและผลได้

อีกจุดที่ต้องตรวจคือใครจ่ายเงิน การศึกษาด้านผิวจำนวนมากได้ทุนจากบริษัทเครื่องสำอาง เช่นงานวิตามินซีกับริ้วรอยและงานสีผิวจากผักผลไม้ [6],[17] ซึ่งไม่ได้แปลว่าผลผิด แต่ควรอ่านข้อจำกัดอย่างระมัดระวัง เพราะค่า p ที่น้อยกว่า 0.05 ไม่ได้แปลว่าผู้ใช้จะเห็นผลชัด

กินจริงหรือไม่: ใครได้ประโยชน์ และควรกินขนาดไหน

คนที่กินอาหารครบห้าหมู่ไม่จำเป็นต้องกินวิตามินเพื่อผิว แต่บางกลุ่มเสี่ยงขาดสูงกว่า เช่น ผู้สูงอายุที่กินได้น้อย ผู้มีโรคดูดซึมผิดปกติ และผู้ที่จำกัดอาหารหลายชนิด ควรได้รับการประเมินจากแพทย์หรือนักโภชนาการก่อน

วิตามิน ปริมาณที่แนะนำต่อวัน (ชาย/หญิง) เพดานสูงสุดต่อวัน อาการเมื่อเกิน
วิตามินเอ (พรีฟอร์ม) 900/700 ไมโครกรัม RAE [18] 3,000 ไมโครกรัม [18] ปวดหัว คลื่นไส้ ตับอักเสบ กระดูกบาง และเสี่ยงทารกพิการ
วิตามินอี 15/15 มก. [19] 1,000 มก. [19] เลือดออกง่าย เสี่ยงเลือดออกในสมอง
วิตามินซี 90/75 มก. [20] 2,000 มก. [20] ท้องเสีย ปวดท้อง และเสี่ยงนิ่วไต
ไนอะซิน 16/14 มก. NE [16] 35 มก. (เฉพาะผลิตภัณฑ์เสริม) [16] หน้าแดง คัน และตับอักเสบเมื่อขนาดสูงมาก

ตัวเลขในตารางเป็นค่าอ้างอิงสหรัฐจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งระบุเพดานสูงสุดครบทุกตัว ส่วนเกณฑ์ไทยอยู่ในตาราง DRI พ.ศ. 2563 ของกรมอนามัย

หลักที่ใช้ได้จริงคือกินอาหารให้ถึงก่อน หากอาหารเพียงพอ การเติมเม็ดวิตามินไม่ได้เพิ่มผลต่อผิวอย่างที่โฆษณา และหากจะเสริมควรเลือกขนาดที่ไม่เกินเพดานและไม่กินหลายผลิตภัณฑ์พร้อมกัน

กินเกินเสี่ยงอะไร: วิตามินเอ วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน

วิตามินเอชนิดพรีฟอร์มเสี่ยงกว่าตัวอื่นเพราะสะสมในตับ งานศึกษาตามรุ่นในหญิงหลังวัยหมดประจำเดือน 72,337 คน พบว่าผู้ที่ได้วิตามินเอรวมตั้งแต่ 3,000 ไมโครกรัมเรตินอลเอควิเวเลนต์ต่อวันขึ้นไปมีอัตรากระดูกสะโพกหักสูงกว่ากลุ่มที่ได้ต่ำกว่า 1,250 ไมโครกรัม (RR 1.48) โดยความเสี่ยงมาจากเรตินอล (RR 1.89) ขณะที่เบต้าแคโรทีนไม่เพิ่มความเสี่ยงชัด [21] งานในผู้ชายสวีเดน 2,322 คนพบว่ากลุ่มที่ระดับเรตินอลในเลือดสูงสุดมีอัตรากระดูกหักทุกชนิดสูงกว่า 1.64 เท่า [22]

ตับเป็นอีกอวัยวะที่ได้รับผล งานพยาธิวิทยาในผู้ใช้วิตามินเอขนาดสูงพบพังผืดในตับจากการกระตุ้นเซลล์รูปดาวในตับ (hepatic stellate cell) [23] การทบทวนเคสรวบรวม 31 งานพบว่าอาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยคือแคลเซียมในเลือดสูง ตามด้วยอาการทางระบบทางเดินอาหารและระบบประสาท โดยแหล่งที่พบบ่อยคือแคปซูลหรือเม็ดวิตามินเอ [24] และการเกินขนาดในหญิงตั้งครรภ์เพิ่มความเสี่ยงความพิการแต่กำเนิด

วิตามินอีมีความเสี่ยงคนละแบบ การวิเคราะห์อภิมานของการทดลอง 19 งาน ผู้เข้าร่วม 135,967 คน พบว่าการกินวิตามินอีขนาด 400 IU ต่อวันขึ้นไปสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุที่สูงขึ้น โดยผลต่างความเสี่ยงอยู่ที่ 39 ต่อ 10,000 คน [25] การทดลอง SELECT ในผู้ชาย 35,533 คนพบว่าวิตามินอี 400 IU ต่อวันเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก (HR 1.17, ช่วงความเชื่อมั่น 99% 1.004–1.36) [26] และการวิเคราะห์อภิมานด้านหลอดเลือดสมองพบว่าวิตามินอีเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในสมองร้อยละ 22 (RR 1.22) แม้จะลดความเสี่ยงสมองขาดเลือดเล็กน้อย [27]

เบต้าแคโรทีนเป็นกรณีสอนใจที่ชัดเจน การทดลองในผู้สูบบุหรี่ชาย 29,133 คนพบว่าการเสริมเบต้าแคโรทีน 20 มก. ต่อวันเพิ่มอุบัติการณ์มะเร็งปอดร้อยละ 18 [28] และการทดลอง CARET ในผู้สูบบุหรี่และผู้สัมผัสแร่ใยหิน 18,314 คนพบว่าเบต้าแคโรทีนร่วมกับเรตินิลปาล์มิเตตเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอด (RR 1.28) และการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ (RR 1.17) จนต้องหยุดการทดลองก่อนกำหนด [29] ส่วนการกินผักผลไม้ที่มีแคโรทีนอยด์สูงทำให้ผิวออกเหลืองส้มได้ ซึ่งเป็นภาวะ carotenodermia ที่ไม่เป็นอันตรายและหายเองเมื่อลดปริมาณลง [30]

คำอ้าง “วิตามินผิวขาว” และวิธีเลือกผลิตภัณฑ์อย่างปลอดภัย

คำอ้างที่พบบ่อยในตลาดคือ “กินแล้วผิวขาว” แต่ไม่มีการทดลองแบบสุ่มที่วัดความสว่างของผิวจากการกินวิตามิน หลักฐานที่ใกล้เคียงที่สุดคือการทาไนอะซินาไมด์ซึ่งลดรอยหมองคล้ำในระดับหนึ่ง [12] และเป็นการลดเม็ดสีส่วนเกิน ไม่ใช่การเปลี่ยนสีผิวทั้งตัว

สิ่งที่การกินเปลี่ยนได้จริงคือสีผิวจากแคโรทีนอยด์ ซึ่งออกไปทางเหลืองและแดงเล็กน้อย งานทดลองในคน 35 คนพบว่าเมื่อเพิ่มผักผลไม้ประมาณ 3 ส่วนต่อวัน นาน 6 สัปดาห์ สีผิวเปลี่ยนในทิศที่ผู้ประเมินมองว่าดูมีสุขภาพดีขึ้น ไม่ใช่ขาวขึ้น [17] การกินวิตามินเพื่อให้ผิวขาวจึงไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่หลักฐานรองรับ

ด้านกฎหมาย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในไทยต้องมีเลขสารบบอาหาร 13 หลัก และห้ามอ้างสรรพคุณรักษาโรค ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 448 พ.ศ. 2566 กำหนดหลักเกณฑ์รวมถึงข้อห้ามในการโฆษณาเกินจริง [31] คำอ้าง “รักษาสิว” หรือ “ทำให้ผิวขาวถาวร” จึงผิดทั้งหลักฐานและกฎหมาย

วิธีอ่านฉลากที่ใช้ได้จริงมีสี่ข้อ ดูหน่วยให้ถูกเพราะวิตามินเออาจเขียนเป็น IU หรือไมโครกรัม RAE ซึ่งแปลงกันไม่ได้ตรง ๆ [18] ดูว่าไนอะซินอยู่ในรูปกรดนิโคตินิกหรือนิโคตินาไมด์ [16] ดูจำนวนเม็ดที่ต้องกินต่อวันไม่ใช่แค่ปริมาณต่อเม็ด และดูว่ามีวิตามินตัวเดียวกันซ้ำในหลายผลิตภัณฑ์หรือไม่

คำถามที่พบบ่อย

กินวิตามินซีแล้วผิวขาวขึ้นจริงไหม

ไม่มีงานทดลองแบบสุ่มที่วัดความขาวของผิวจากการกินวิตามินซี ข้อมูลที่มีเป็นงานสังเกตเรื่องริ้วรอยและผิวแห้ง [6] ส่วนการทามีงานทดลองเรื่องผิวเสื่อมจากแสง [3]

วิตามินอีทาแผลเป็นได้ไหม

งานรีวิวด้านตจวิทยาระบุว่าหลักฐานทดลองในคนยังน้อย ไม่พอจะกำหนดขนาดและข้อบ่งใช้ [7] และมีรายงานผิวหนังอักเสบแพ้สัมผัสจากอนุพันธ์วิตามินอีในเครื่องสำอาง [8]

ไนอะซินาไมด์ควรกินหรือทา

การทา 2–5% มีงานทดลองแบบสุ่มรองรับเรื่องริ้วรอย จุดสี ซีบัม และเกราะผิว [11],[12],[13],[14] ส่วนการกิน 500 มก. วันละสองครั้งเป็นการใช้ในกลุ่มเสี่ยงมะเร็งผิวหนังภายใต้การดูแลแพทย์ ไม่ใช่ขนาดเพื่อความงาม [15],[16]

กินวิตามินเอและอีพร้อมกันอันตรายไหม

ทั้งสองตัวสะสมในร่างกายและมีเพดานต่อวัน คือวิตามินเอ 3,000 ไมโครกรัม [18] และวิตามินอี 1,000 มก. [19] การกินซ้ำหลายผลิตภัณฑ์ทำให้เกินเพดานได้โดยไม่รู้ตัว

เรตินอลทาหน้าทุกวันได้ไหม

งานทดลองใช้เรตินอล 0.075% ทุกคืนนาน 26 สัปดาห์ และมีผู้ถอนตัวจากอาการระคายเคือง 3 จาก 57 คน [10] ควรเริ่มความเข้มข้นต่ำ ใช้ปริมาณน้อย และทากันแดดเพราะผิวจะไวแสง

ต้องกินนานแค่ไหนถึงเห็นผล

งานทดลองส่วนใหญ่ติดตาม 4–26 สัปดาห์ เช่นไนอะซินาไมด์เห็นผลภายใน 4 สัปดาห์ [12] และเรตินอลประเมินที่ 26 สัปดาห์ [10] ผลระยะยาวหลายปีไม่มีข้อมูลจากการทดลอง

ตั้งครรภ์กินวิตามินบำรุงผิวได้ไหม

ควรปรึกษาแพทย์ก่อน วิตามินเอชนิดพรีฟอร์มเกินขนาดเพิ่มความเสี่ยงความพิการแต่กำเนิด และเพดาน 3,000 ไมโครกรัมใช้กับหญิงตั้งครรภ์ด้วย [18] วิตามินซีและไนอะซินาไมด์ในขนาดปกติไม่ใช่เรื่องต้องห้าม แต่ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน

วิตามินจากอาหารต่างจากเม็ดไหม

โมเลกุลวิตามินสังเคราะห์กับจากธรรมชาติมักเป็นชนิดเดียวกัน ข้อได้เปรียบของอาหารคือใยอาหารและสารพฤกษเคมีอื่นที่มาพร้อมกัน

สรุป

วิตามินบำรุงผิวไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวที่กินแล้วได้ผลเหมือนกัน วิตามินซีมีงานทดลองรองรับการทาเรื่องริ้วรอยมากกว่าการกิน [3],[6] วิตามินอียังมีหลักฐานในคนน้อย [7] วิตามินเอมีหลักฐานชัดแต่ในรูปเรตินอยด์ที่ทา และการกินขนาดสูงเสี่ยงตับกับกระดูก [9],[10],[21],[23] ส่วนไนอะซินาไมด์มีงานทดลองแบบสุ่มหลายงานเมื่อทา [11],[15] ทางเลือกที่สมเหตุสมผลคือกินอาหารให้ครบ ทากันแดด และใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นตรงกับที่งานทดลองศึกษา แทนการจ่ายเงินกับคำอ้าง “ผิวขาว” ที่ไม่มีหลักฐานรองรับ [12],[17],[31]

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): วิตามินเอและวิตามินอีละลายในไขมันและสะสมในร่างกายได้ การกินเกินขนาดต่อเนื่องเสี่ยงตับถูกทำลาย กระดูกบาง และเลือดออกผิดปกติ วิตามินเอขนาดสูงเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ไม่ควรกินวิตามินเอเสริมเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ และวิตามินเอชนิดรับประทานขนาดสูงเป็นยาไม่ใช่อาหารเสริม

แหล่งอ้างอิง