วิตามินเคเป็นสารอาหารที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยกังวล เพราะได้จากผักที่กินทุกวัน แต่ในคลินิกโรคหัวใจ วิตามินเคคือตัวกำหนดว่ายาต้านการแข็งตัวของเลือดออกฤทธิ์มากหรือน้อย ผู้ป่วยที่เริ่มกินอาหารเสริม K2 เองโดยไม่แจ้งแพทย์มีโอกาสค่า INR ดิ่งหรือพุ่งจนเกิดลิ่มเลือดหรือเลือดออกจริง ขณะที่คำโฆษณาเรื่องกระดูกและหลอดเลือดยังเกินหลักฐาน
วิตามินเค คืออะไร และร่างกายใช้ทำอะไร
วิตามินเคเป็นกลุ่มสารที่ละลายในไขมัน มีแกนร่วมกันคือ 2-methyl-1,4-naphthoquinone ต่างกันที่หางด้านข้าง แบ่งเป็นฟิลโลควิโนน (phylloquinone) หรือวิตามินเค1 ซึ่งพืชสร้างเอง และเมนาควิโนน (menaquinone) หรือวิตามินเค2 ซึ่งแบคทีเรียสร้าง เรียกตามจำนวนหน่วยไอโซพรีน[1],[5]
หน้าที่หลักคือเป็นโคเอนไซม์ของเอนไซม์ gamma-glutamyl carboxylase ที่เติมหมู่คาร์บอกซิลให้กรดกลูตามิกในโปรตีนกลุ่ม Gla ทำให้โปรตีนเหล่านั้นจับแคลเซียมได้ กลุ่มนี้รวมปัจจัยการแข็งตัว II VII IX และ X โปรตีน C และ S ออสทีโอแคลซิน และโปรตีน MGP ที่ยับยั้งหินปูนในผนังหลอดเลือด[2],[3]
วิตามินเคต่างจากวิตามินอื่นตรงที่ร่างกายรีไซเคิลได้ วิตามินเคที่ใช้แล้วกลายเป็นเคอีพอกไซด์และถูกดึงกลับมาใช้ใหม่โดยเอนไซม์ VKORC1 ความต้องการต่อวันจึงมีเพียงหลักไมโครกรัม[3],[9]
K1 กับ K2 ต่างกันอย่างไร: MK-4 และ MK-7
วิตามินเค1 มาจากผักใบเขียวและน้ำมันพืช จึงเป็นรูปแบบที่ฐานข้อมูลอาหารวัดเป็นหลัก ส่วนวิตามินเค2 พบในเนยแข็ง เนย ไข่แดง ตับ และนัตโตะ ที่น่าสนใจคือ MK-4 ไม่ได้มาจากแบคทีเรียโดยตรง แต่ร่างกายสัตว์และคนแปลงจากวิตามินเค1[5],[6]
ความต่างที่สำคัญที่สุดคือครึ่งชีวิตในเลือด งานศึกษาในอาสาสมัครสุขภาพดีเปรียบเทียบวิตามินเค1 สังเคราะห์กับ MK-7 จากนัตโตะพบว่าทั้งคู่ดูดซึมดี แต่ MK-7 มีครึ่งชีวิตยาวมาก ระดับในเลือดจึงนิ่งกว่าและสะสมได้สูงขึ้น 7–8 เท่าเมื่อกินต่อเนื่อง[7] ผู้วิจัยเตือนในงานเดียวกันว่าอาหารเสริมที่ให้ MK-7 ตั้งแต่ 50 ไมโครกรัมต่อวันขึ้นไปอาจรบกวนยาต้านการแข็งตัวของเลือดในระดับที่มีนัยทางคลินิก[7]
คำกล่าวที่ว่า K2 ดีกว่า K1 ยังไม่มีงานทดลองที่เปรียบเทียบผลลัพธ์โดยตรง งานที่ให้ผลบวกต่อกระดูกคือการทดลองในญี่ปุ่นที่ใช้ MK-4 45 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งสูงกว่าปริมาณจากอาหารหลายเท่า ขณะที่งานใหญ่ยุคหลังซึ่งใช้ MK-7 ไม่พบผล[16],[19],[20]
| หัวข้อ | วิตามินเค1 (ฟิลโลควิโนน) | MK-4 | MK-7 |
|---|---|---|---|
| แหล่งหลัก | ผักใบเขียว น้ำมันพืช | เนื้อสัตว์ ไข่แดง นม เนย | นัตโตะ เนยแข็งหมัก |
| ผู้สร้าง | พืช | ร่างกายแปลงจากเค1 | แบคทีเรีย |
| ครึ่งชีวิตในเลือด | สั้น ขึ้นลงตามมื้อ | สั้น | ยาวหลายวัน ระดับนิ่ง |
| อาหารเสริมที่มีขาย | ฟีโตนาไดโอน | 45 มก. (ญี่ปุ่น) | 90–180 ไมโครกรัม |
| หลักฐานต่อกระดูก | ไม่พบผลใน RCT ใหญ่ | พบในงานญี่ปุ่น แต่คุณภาพถูกตั้งคำถาม | ผลไม่สม่ำเสมอ |
กลไกการแข็งตัวของเลือด และจุดที่ยาวาร์ฟารินเข้าแทรก
ปัจจัยการแข็งตัวที่ต้องพึ่งวิตามินเคจะไม่มีฤทธิ์ถ้าไม่ถูกคาร์บอกซิล เพราะหมู่คาร์บอกซิลคือส่วนที่จับแคลเซียม[3]
ยาต้านการแข็งตัวกลุ่มคูมารินอย่างวาร์ฟารินและอะเซโนคูมารอลออกฤทธิ์โดยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ VKORC1 ทำให้วงจรสะดุด ปัจจัยที่ยังไม่ถูกคาร์บอกซิลถูกปล่อยออกมาในรูปใช้งานไม่ได้ เรียกว่า PIVKA-II ทำให้เลือดแข็งตัวช้าลงหรือค่า INR สูงขึ้น[8],[9] นี่คือเหตุผลที่วิตามินเคเป็นทั้งตัวช่วยและตัวป่วนของการรักษา
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน: ไทยเทียบสหรัฐ
ทั้งสหรัฐและไทยไม่ได้กำหนด RDA เพราะขาดข้อมูลว่าปริมาณเท่าไรเพียงพอจริง จึงใช้ค่า Adequate Intake (AI) จากปริมาณที่คนสุขภาพดีกลุ่มใหญ่กินแล้วไม่มีภาวะขาด เกณฑ์ไทยใน DRI พ.ศ. 2563 นำตัวเลขสหรัฐ พ.ศ. 2544 มาใช้ทั้งชุด[4],[1]
| กลุ่ม | AI ต่อวัน (ไทย DRI 2563) |
|---|---|
| ทารก 0–5 เดือน | 2 ไมโครกรัม |
| ทารก 6–11 เดือน | 2.5 ไมโครกรัม |
| เด็ก 1–3 ปี | 30 ไมโครกรัม |
| เด็ก 4–8 ปี | 55 ไมโครกรัม |
| วัยรุ่น 9–12 ปี | 60 ไมโครกรัม |
| วัยรุ่น 13–18 ปี | 75 ไมโครกรัม |
| ผู้ชาย 19 ปีขึ้นไป | 120 ไมโครกรัม |
| ผู้หญิง 19 ปีขึ้นไป | 90 ไมโครกรัม |
| ตั้งครรภ์และให้นมบุตร | 90 ไมโครกรัม |
ตัวเลขนี้มาจากปริมาณที่ทำให้ปัจจัยการแข็งตัวในตับถูกคาร์บอกซิลครบ ไม่ได้ตอบคำถามว่าปริมาณเท่าไรดีต่อกระดูกหรือหลอดเลือดแดง ผู้ขายที่อ้างเกณฑ์นี้ให้กิน K2 วันละหลายร้อยไมโครกรัมจึงตีความเกินหลักฐาน[2],[1] ในสหรัฐ คนทั่วไปกินจากอาหารเฉลี่ย 122–138 ไมโครกรัม ซึ่งเกิน AI เล็กน้อย[1]
แหล่งอาหาร: ผักใบเขียว นัตโตะ และของที่คนไทยกินจริง
ผักใบเขียวเข้มคือแหล่งวิตามินเค1 ที่สำคัญที่สุด ฐานข้อมูลอาหารสหรัฐระบุว่าผักเคลดิบ (คะน้าใบหยิก) ให้วิตามินเคประมาณ 390 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งเกิน AI ทั้งวันในจานเดียว ผักโขม บร็อกโคลี และพาร์สลีย์อยู่ในกลุ่มเดียวกัน[10],[1]
นัตโตะคือแหล่ง MK-7 ที่เข้มข้นที่สุด คือประมาณ 900–1,000 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม[5] ตัวเลขนี้สูงจนนักวิจัยเตือนผู้ป่วยที่กินยาวาร์ฟารินให้หลีกเลี่ยงนัตโตะ เพราะเพียงไม่กี่คำก็เปลี่ยนค่า INR ได้[5],[30]
อาหารไทยที่ให้วิตามินเคดีคือคะน้า ผักบุ้ง ตำลึง และกะหล่ำที่กินกับน้ำมันพืช แต่ฐานข้อมูลอาหารไทยยังไม่แยกปริมาณของผักแต่ละชนิด ตารางใน DRI ไทยเองก็อ้างอิงข้อมูลจากสหรัฐ[4]
| อาหาร (100 กรัม) | รูปวิตามินเค | ปริมาณโดยประมาณ |
|---|---|---|
| คะน้าดิบ | เค1 | 390 ไมโครกรัม |
| นัตโตะ | MK-7 | 900–1,000 ไมโครกรัม |
| นัตโตะ | MK-8 และเค1 | 84 และ 35 ไมโครกรัม |
| ผักโขม บร็อกโคลี พาร์สลีย์ | เค1 | กลุ่มสูง เรียงตามชนิด |
| เนยแข็งหมัก เนย ไข่แดง | MK-4 ถึง MK-9 | น้อย แต่กินบ่อย |
| น้ำมันถั่วเหลือง คาโนลา | เค1 | ปานกลาง แต่กินครั้งละมาก |
วิตามินเคทนความร้อนได้ดีกว่าวิตามินซี การต้มหรือผัดจึงไม่ได้ทำลายจนหมด แต่วิตามินเคสลายด้วยแสง และการกินกับน้ำมันเล็กน้อยช่วยการดูดซึม[1],[2]
กระดูกและความเสี่ยงกระดูกสะโพกหัก: หลักฐานยังไม่นิ่ง
ข้อมูลเชิงสังเกตพบว่าคนที่กินวิตามินเคต่ำมีมวลกระดูกต่ำกว่าและเสี่ยงกระดูกหักมากกว่า แต่เมื่อทดสอบด้วยงานทดลองแบบสุ่ม ภาพกลับไม่ชัด งานเมตาอะนาไลซิสปี 2006 ที่รวมการทดลอง 7 งานพบอัตราส่วนออดส์ (odds ratio) 0.23 สำหรับกระดูกสะโพกหัก แต่งานทั้งเจ็ดเป็นงานญี่ปุ่นที่ใช้ MK-4 ขนาดสูง และคุณภาพของงานกลุ่มนี้ถูกตั้งคำถามกว้างขวาง[11] งานรีวิวปรับปรุงปี 2019 ซึ่งรวม 36 งานพบว่าความเสี่ยงกระดูกหักทางคลินิกลดลง (OR 0.72) แต่เมื่อตัดงานที่เสี่ยงอคติสูงออก ตัวเลขขยับเป็น 0.76 และช่วงความเชื่อมั่นคร่อม 1[12]
งานทดลองขนาดใหญ่สามงานให้ภาพเดียวกัน งานแรกให้วิตามินเค1 5 มิลลิกรัมต่อวันนาน 2–4 ปีในหญิงวัยหมดประจำเดือน 440 คน พบมวลกระดูกลดลงเท่ายาหลอกทุกตำแหน่ง[13] งานที่สองให้วิตามินเค1 500 ไมโครกรัมต่อวันนาน 3 ปีในผู้สูงอายุ 452 คน ไม่พบความต่าง[14] งานที่สามให้ MK-7 180 ไมโครกรัมต่อวันนาน 3 ปีในหญิงวัยหมดประจำเดือน 244 คน พบว่ามวลกระดูกที่กระดูกสันหลังและคอสะโพกลดช้ากว่ายาหลอก[15] แต่เมื่องานที่ออกแบบใกล้เคียงกันใช้ MK-7 375 ไมโครกรัมต่อวันในหญิงกระดูกบาง 142 คน กลับไม่พบความต่าง[16]
สรุปที่ตรงที่สุดคือ วิตามินเคเปลี่ยนตัวชี้วัดทางชีวเคมีได้แน่นอน แต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงกระดูกหักในคนทั่วไปได้จริง[17],[12]
หลอดเลือดแดงและการกลายเป็นหินปูน: หลักฐานยังจำกัดมาก
กลไกของเรื่องนี้ชัดเจน โปรตีน MGP ในผนังหลอดเลือดกันแคลเซียมไม่ให้ตกผลึกในเนื้อเยื่ออ่อน แต่จะทำงานได้ต่อเมื่อถูกคาร์บอกซิลด้วยวิตามินเค ในหนูที่ขาดวิตามินเค หลอดเลือดแดงจะแข็งและมีหินปูนเกาะ และผู้ป่วยที่กินยาวาร์ฟารินระยะยาวก็มีรายงานหินปูนเพิ่มขึ้น[3],[32]
งานทดลองที่อ้างกันมากคือการให้ MK-7 180 ไมโครกรัมต่อวันนาน 3 ปีในหญิงวัยหมดประจำเดือน 244 คน พบว่าความแข็งตัวของหลอดเลือดแดงใหญ่ (cfPWV) ลดลง และ dp-ucMGP ลดลง 50%[18] แต่การทดลองที่ตามมาให้ผลตรงกันข้าม งาน K4Kidneys ให้วิตามินเค2 400 ไมโครกรัมต่อวันนาน 1 ปีในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง 159 คน ไม่พบความต่างของ cfPWV และเมื่อรวมเข้ากับเมตาอะนาไลซิสเดิมก็ยังไม่พบผล[19]
ทางด้านลิ้นหัวใจ งานทดลองในชายสูงอายุ 365 คนที่ให้ MK-7 720 ไมโครกรัมร่วมกับวิตามินดีนาน 2 ปีพบว่าหินปูนลิ้นหัวใจเพิ่มพอ ๆ กับยาหลอก[20] ส่วนงานล่าสุดที่ให้ MK-7 360 ไมโครกรัมต่อวันนาน 2 ปีในผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจ 180 คน พบคะแนนหินปูนเพิ่มช้ากว่ายาหลอก (P = 0.02) ซึ่งเป็นสัญญาณบวกสัญญาณแรก แต่ยังไม่รู้ว่าจะลดลิ่มเลือดจริงหรือไม่[21] งานเมตาอะนาไลซิสของการทดลอง 10 งานในผู้ป่วยโรคไต 733 คนสรุปว่าคะแนนหินปูนจากการตรวจภาพไม่เปลี่ยน[22] และนักวิจัยสหรัฐตั้งข้อสังเกตว่าคำกล่าวที่ว่าเมนาควิโนนดีต่อหัวใจเหนือกว่าวิตามินเค1 ยังไม่มีงานทดลองแบบสุ่มสนับสนุน[23]
ข้อมูลเชิงสังเกตในคนเดนมาร์ก 53,372 คนก็สอดคล้องกัน กลุ่มที่กินวิตามินเคสูงกว่านอนโรงพยาบาลด้วยโรคหลอดเลือดน้อยกว่า 14–21% และระดับวิตามินเค1 ในเลือดต่ำสัมพันธ์กับอัตราตายที่สูงขึ้น[24],[25] แต่ความสัมพันธ์นี้ปนปัจจัยอื่น
วาร์ฟารินและยาต้านการแข็งตัวของเลือด: จุดที่ต้องระวังที่สุด
คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): ถ้าคุณกินยาวาร์ฟาริน อะเซโนคูมารอล หรือเฟนโปรคูมอนอยู่ ห้ามเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดอาหารเสริมวิตามินเค2 (MK-7) ด้วยตัวเอง เพราะอาหารเสริมขนาดเพียง 10–45 ไมโครกรัมต่อวันก็ลดค่า INR ได้ถึงราว 40% ในคนบางกลุ่ม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันถึงขั้นเสียชีวิต ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ และหากมีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลนาน ปัสสาวะเป็นเลือด หรืออุจจาระดำ ให้ไปพบแพทย์ทันที
ยาวาร์ฟารินออกฤทธิ์โดยลดการรีไซเคิลวิตามินเค เมื่อร่างกายได้วิตามินเคเพิ่มจากอาหารหรืออาหารเสริม ยาจึงถูกต้านฤทธิ์ลง ค่า INR ลดลง งานศึกษาในอาสาสมัครสุขภาพดี 18 คนที่ได้อะเซโนคูมารอลแล้วได้ MK-7 เพิ่มขึ้น 10–45 ไมโครกรัมต่อวันพบว่า MK-7 ขนาด 45 ไมโครกรัมลดค่า INR เฉลี่ยลงราว 40% และขนาดเพียง 10 ไมโครกรัมก็มีผลถึงขั้นต้องปรับยาในคน 40% ของกลุ่ม ผู้เขียนจึงสรุปว่าผู้ที่กินยากลุ่มนี้ควรหลีกเลี่ยง MK-7[26]
ขนาดที่น้อยกว่านั้นก็ยังมีผล ในผู้ป่วย 3 รายที่ INR นิ่งดี การเริ่มวิตามินรวมที่มีวิตามินเค1 เพียง 25 ไมโครกรัมต่อวันทำให้ INR ลดลง โดยมีสองรายเกิดลิ่มเลือดหรือเลือดออกรุนแรง[31]
แต่ข้อสรุปไม่ใช่การตัดผักออกจากมื้ออาหาร เพราะการทำแบบนั้นกลับทำให้การควบคุมแย่ลง งานทดลองแบบสุ่มในผู้ป่วย 70 คนที่ INR แกว่งโดยไม่ทราบสาเหตุพบว่าการให้วิตามินเค1 150 ไมโครกรัมต่อวันนาน 6 เดือนทำให้ INR แกว่งน้อยลงชัดเจน และเพิ่มเวลาที่ INR อยู่ในช่วงเป้าหมายจาก 15% เป็น 28%[27] งานศึกษาในผู้ป่วยเกาหลี 66 คนพบว่ากลุ่มที่กินวิตามินเคจากอาหารมากกว่ามี INR แกว่งน้อยกว่ากลุ่มที่กินน้อย (19.2% เทียบ 25.5%)[29]
งานรีวิวระบบปี 2016 สรุปว่าหลักฐานไม่สนับสนุนคำแนะนำให้ตัดผักใบเขียวออกจากอาหารของผู้ที่เริ่มยาวาร์ฟาริน สิ่งที่ควรทำคือคงปริมาณวิตามินเคให้สม่ำเสมอ[28] งานรีวิวญี่ปุ่นประเมินว่ารับได้ 25–325 ไมโครกรัมต่อวัน โดยควรแกว่งไม่เกิน 292 ไมโครกรัม และอาหารเดียวที่ต้องห้ามคือนัตโตะ[30] หลักที่ใช้ได้จริงคือกินผักในปริมาณใกล้เคียงเดิม หลีกเลี่ยงนัตโตะและอาหารเสริม K2 และตรวจ INR ตามนัด[26],[30] ส่วนยาต้านการแข็งตัวกลุ่มใหม่ที่ยับยั้งธรอมบินหรือปัจจัย X โดยตรงไม่ได้ออกฤทธิ์ผ่านวิตามินเค จึงไม่มีอันตรกิริยาแบบเดียวกัน[32]
ภาวะขาดวิตามินเค ทารกแรกเกิด และการเลือกผลิตภัณฑ์
ผู้ใหญ่ที่กินอาหารปกติแทบไม่ขาดวิตามินเค เพราะได้จากผักทุกวันและแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่สร้างเมนาควิโนนไว้บ้าง กลุ่มที่เสี่ยงคือผู้ที่ดูดซึมไขมันบกพร่อง เช่น น้ำดีอุดตัน ตับวายเรื้อรัง ซิสติกไฟโบรซิส หรือกินยาปฏิชีวนะนาน[1],[2]
ทารกแรกเกิดคือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด เพราะวิตามินเคผ่านรกได้ไม่ดี น้ำนมแม่มีวิตามินเคต่ำมาก และลำไส้ทารกยังไม่มีแบคทีเรียสร้างวิตามินเค ภาวะเลือดออกจากขาดวิตามินเคในทารก (VKDB) แบ่งเป็นระยะแรกเกิด ระยะคลาสสิกในสัปดาห์แรก และระยะหลังระหว่างสัปดาห์ที่ 2 ถึงเดือนที่ 6 ซึ่งอันตรายที่สุดเพราะเลือดออกในสมอง[34]
งานรีวิวระบบพบว่าการฉีดวิตามินเคลดความเสี่ยง VKDB ระยะหลังได้ชัดมากเมื่อเทียบกับการไม่ให้เลย (pooled RR 0.02) ขณะที่การให้กินครั้งเดียวเพิ่มความเสี่ยงราว 24.5 เท่า[35] สมาคมกุมารเวชศาสตร์สหรัฐจึงแนะนำให้ฉีดวิตามินเค1 0.5–1 มิลลิกรัมเข้ากล้ามเนื้อทารกแรกเกิดทุกคน[1]
สำหรับประเทศไทย รายงานของกองระบาดวิทยาปี 2526 พบโรคเลือดออกในทารกแรกเกิดถึง 35 รายต่อประชากร 100,000 คน อัตราตายร้อยละ 52 ซึ่งหมดไปหลังกำหนดให้ทารกแรกเกิดทุกคนได้รับการฉีดวิตามินเค[4] แต่การศึกษาไทยในมารดาและทารก 683 คู่ที่วัด PIVKA-II พบภาวะขาดวิตามินเคโดยไม่มีอาการในมารดาร้อยละ 12.4 และในทารกร้อยละ 16.0 โดยมารดาที่กินวิตามินเค1 ต่ำกว่า 90 ไมโครกรัมต่อวันมีภาวะนี้ร้อยละ 18.8 เทียบกับร้อยละ 3.3[33]
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินเคมีสามรูปแบบหลัก วิตามินเค1 ในรูปฟีโตนาไดโอน MK-4 ขนาด 45 มิลลิกรัมซึ่งเป็นขนาดยาในญี่ปุ่น และ MK-7 ขนาด 90–180 ไมโครกรัม สำหรับคนที่กินผักทุกวัน การเสริมไม่จำเป็นเพราะได้เกิน AI แล้ว[1],[4],[10] เมนาไดโอนสังเคราะห์มีรายงานว่าทำลายเนื้อตับในสัตว์ทดลอง[1],[4]
คำถามที่พบบ่อย
วิตามินเคต้องกินวันละเท่าไร
ผู้ใหญ่ชาย 120 หญิง 90 ไมโครกรัมต่อวันตาม DRI ไทย พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นค่า Adequate Intake ไม่ใช่ปริมาณที่พิสูจน์แล้ว[4]
ได้วิตามินเคจากอาหารพอแล้วหรือยังต้องกินอาหารเสริม
คนที่กินผักใบเขียวทุกวันได้เกินเกณฑ์แล้ว เพราะคะน้า 100 กรัมให้วิตามินเคราว 390 ไมโครกรัม[10]
K2 ดีกว่า K1 จริงไหม
ยังไม่มีงานทดลองที่เปรียบเทียบผลลัพธ์โดยตรง ข้อต่างที่พิสูจน์แล้วคือ MK-7 มีครึ่งชีวิตยาวกว่าและระดับในเลือดนิ่งกว่าเท่านั้น[7] ผลต่อกระดูกและหลอดเลือดยังไม่สม่ำเสมอ[16],[19]
กินยาวาร์ฟารินอยู่ จะกินผักใบเขียวได้ไหม
ได้ และควรกินให้สม่ำเสมอเพราะการตัดผักออกกลับทำให้ INR แกว่งขึ้น[27],[28] แต่ต้องเลี่ยงนัตโตะและอาหารเสริม K2[26],[30]
วิตามินเคช่วยให้กระดูกแข็งแรงจริงไหม
งานทดลองแบบสุ่มขนาดใหญ่ไม่พบว่าการเสริมวิตามินเคเพิ่มมวลกระดูก และเมตาอะนาไลซิสล่าสุดสรุปว่าหลักฐานยังไม่พอ[12],[13],[14]
วิตามินเคล้างหินปูนในหลอดเลือดได้ไหม
ยังไม่มีงานทดลองที่ยืนยันผลนี้ งานในโรคไตและลิ้นหัวใจให้ผลลบ มีเพียงงานล่าสุดในผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจที่พบหินปูนเพิ่มช้ากว่าเล็กน้อย ซึ่งต้องรอการยืนยัน[19],[20],[21]
กินวิตามินเคมากเกินไปอันตรายไหม
ยังไม่มีรายงานพิษจากการกินวิตามินเคตามธรรมชาติ และไม่มีการกำหนดเพดานสูงสุด[1] ความเสี่ยงสำคัญคือการรบกวนยาวาร์ฟาริน ไม่ใช่พิษสะสม[26]
ทารกแรกเกิดต้องฉีดวิตามินเคทุกคนไหม
แนะนำให้ฉีดวิตามินเค1 0.5–1 มิลลิกรัมเข้ากล้ามเนื้อทารกแรกเกิดทุกคน เพราะการฉีดลดความเสี่ยงเลือดออกในสมองได้ชัดกว่าการให้กินครั้งเดียวมาก[35],[1]
สรุป
วิตามินเคเป็นสารอาหารที่ร่างกายรีไซเคิลได้และต้องการเพียงวันละ 90–120 ไมโครกรัม ผักใบเขียวหนึ่งถึงสองทัพพีก็เพียงพอ หน้าที่ที่พิสูจน์ชัดคือช่วยการแข็งตัวของเลือดและโปรตีนในกระดูก ส่วนคำกล่าวที่ว่า K2 ดีกว่า K1 หรือล้างหินปูนได้นั้น หลักฐานในคนยังไม่ถึงขั้นยืนยัน เพราะงานทดลองขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ให้ผลลบหรือผลเล็กมาก[12],[19],[20],[23] จุดที่ต้องระวังที่สุดคืออันตรกิริยากับยาวาร์ฟาริน ซึ่งอาหารเสริม MK-7 ขนาดเพียง 10–45 ไมโครกรัมก็ลดค่า INR ได้อย่างมีนัยสำคัญ[26] ทางที่ดีที่สุดคือกินผักใบเขียวให้สม่ำเสมอ ไม่ต้องเสริม และถ้ากินยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่ ให้ยึดหลักคงที่และปรึกษาแพทย์ก่อนเปลี่ยนอะไร[28],[30]
แหล่งอ้างอิง
- 1 Vitamin K — Health Professional Fact Sheet — National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements (ฐานข้อมูลออนไลน์) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 2 Vitamin K nutrition, metabolism, and requirements: current concepts and future research — Shearer MJ, Fu X, Booth SL (Adv Nutr. 2012;3(2):182–195) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 3 Vitamin K-Dependent Protein Activation: Normal Gamma-Glutamyl Carboxylation and Disruption in Disease — Berkner KL, Runge KW (Int J Mol Sci. 2022;23(10):5759) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 4 ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ — สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (2563) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 5 Menaquinones, bacteria, and the food supply: the relevance of dairy and fermented food products to vitamin K requirements — Walther B, Karl JP, Booth SL, Boyaval P (Adv Nutr. 2013;4(4):463–473) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 6 Determination of phylloquinone and menaquinones in food — Schurgers LJ, Vermeer C (Effect of food matrix on circulating vitamin K concentrations. Haemostasis) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 7 Vitamin K-containing dietary supplements: comparison of synthetic vitamin K1 and natto-derived menaquinone-7 — Schurgers LJ, Teunissen KJ, Hamulyák K, Knapen MH, Vik H, Vermeer C (Blood. 2007;109(8):3279–3283) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 8 Laboratory assessment of vitamin K status — Card DJ, Gorska R, Harrington DJ (J Clin Pathol. 2020;73(2):70–75) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 9 The vitamin K cycle — Oldenburg J, Marinova M, Müller-Reible C, Watzka M (Vitam Horm. 2008;78:35–62) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 10 Department of Agriculture, Agricultural Research Service — U.S (FoodData Central: Kale, raw (FDC ID 168421)) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 11 Vitamin K and the prevention of fractures: systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials — Cockayne S, Adamson J, Lanham-New S, Shearer MJ, Gilbody S, Torgerson DJ (Arch Intern Med. 2006;166(12):1256–1261) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 12 Effect of vitamin K on bone mineral density and fractures in adults: an updated systematic review and meta-analysis of randomised controlled trials — Mott A, Bradley T, Wright K, Cockayne ES, Shearer MJ, Adamson J, et al (Osteoporos Int. 2019;30(8):1543–1559) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 13 Vitamin K supplementation in postmenopausal women with osteopenia (ECKO trial): a randomized controlled trial — Cheung AM, Tile L, Lee Y, Tomlinson G, Hawker G, Scher J, et al (PLoS Med. 2008;5(10):e196) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 14 Effect of vitamin K supplementation on bone loss in elderly men and women — Booth SL, Dallal G, Shea MK, Gundberg C, Peterson JW, Dawson-Hughes B (J Clin Endocrinol Metab. 2008;93(4):1217–1223) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 15 Three-year low-dose menaquinone-7 supplementation helps decrease bone loss in healthy postmenopausal women — Knapen MH, Drummen NE, Smit E, Vermeer C, Theuwissen E (Osteoporos Int. 2013;24(9):2499–2507) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 16 The effect of vitamin MK-7 on bone mineral density and microarchitecture in postmenopausal women with osteopenia, a 3-year randomized, placebo-controlled clinical trial — Rønn SH, Harsløf T, Oei L, Pedersen SB, Langdahl BL (Osteoporos Int. 2021;32(1):185–191) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 17 Vitamin K treatment reduces undercarboxylated osteocalcin but does not alter bone turnover, density, or geometry in healthy postmenopausal North American women — Binkley N, Harke J, Krueger D, Engelke J, Vallarta-Ast N, Gemar D, et al (J Bone Miner Res. 2009;24(6):983–991) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 18 Menaquinone-7 supplementation improves arterial stiffness in healthy postmenopausal women — Knapen MH, Braam LA, Drummen NE, Bekers O, Hoeks AP, Vermeer C (A double-blind randomised clinical trial. Thromb Haemost) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 19 Vitamin K Supplementation to Improve Vascular Stiffness in CKD: The K4Kidneys Randomized Controlled Trial — Witham MD, Lees JS, White M, Band M, Bell S, Chantler DJ, et al (J Am Soc Nephrol. 2020;31(10):2434–2445) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 20 Vitamin K2 and D in Patients With Aortic Valve Calcification: A Randomized Double-Blinded Clinical Trial — Diederichsen ACP, Lindholt JS, Möller S, Øvrehus KA, Auscher S, Lambrechtsen J, et al (Circulation. 2022;145(18):1387–1397) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 21 Two Years of Menaquinone-7 Supplementation and Coronary Artery Calcification: A Randomized Clinical Trial — Vossen LM, de Leeuw PW, Schurgers LJ, Heuts S, Adriaans BP, de Haan C, et al (JAMA Cardiol. 2026;11(8):719–726) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 22 Effects of vitamin K supplementation on vascular calcification in chronic kidney disease: A systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials — Geng C, Huang L, Pu L, Feng Y (Front Nutr. 2022;9:1001826) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 23 Perspective: Evidence before Enthusiasm—A Critical Review of the Potential Cardiovascular Benefits of Vitamin K — Shea MK, Berkner KL, Ferland G, Fu X, Holden RM, Booth SL (Adv Nutr. 2021;12(3):632–646) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 24 Vitamin K Intake and Atherosclerotic Cardiovascular Disease in the Danish Diet Cancer and Health Study — Bellinge JW, Dalgaard F, Murray K, Connolly E, Blekkenhorst LC, Bondonno CP, et al (J Am Heart Assoc. 2021;10(16):e020551) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 25 Vitamin K status, cardiovascular disease, and all-cause mortality: a participant-level meta-analysis of 3 US cohorts — Shea MK, Barger K, Booth SL, Matuszek G, Cushman M, Benjamin EJ, et al (Am J Clin Nutr. 2020;111(6):1170–1177) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 26 Effect of low-dose supplements of menaquinone-7 (vitamin K2) on the stability of oral anticoagulant treatment: dose-response relationship in healthy volunteers — Theuwissen E, Teunissen KJ, Spronk HM, Hamulyák K, Ten Cate H, Shearer MJ, et al (J Thromb Haemost. 2013;11(6):1085–1092) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 27 Vitamin K supplementation can improve stability of anticoagulation for patients with unexplained variability in response to warfarin — Sconce E, Avery P, Wynne H, Kamali F (Blood. 2007;109(6):2419–2423) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 28 Interaction Between Dietary Vitamin K Intake and Anticoagulation by Vitamin K Antagonists: Is It Really True? A Systematic Review — Violi F, Lip GY, Pignatelli P, Pastori D (Medicine (Baltimore). 2016;95(10):e2895) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 29 Relationship between dietary vitamin K intake and the stability of anticoagulation effect in patients taking long-term warfarin — Kim KH, Choi WS, Lee JH, Lee H, Yang DH, Chae SC (Thromb Haemost. 2010;104(4):755–759) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 30 A Systematic Review of the Acceptable Intake Level of Vitamin K among Warfarin Users — Sato Y, Murata M, Chiba T, Umegaki K (Shokuhin Eiseigaku Zasshi. 2015;56(4):157–165) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 31 Multivitamin supplements may affect warfarin anticoagulation in susceptible patients — Kurnik D, Lubetsky A, Loebstein R, Almog S, Halkin H (Ann Pharmacother. 2003;37(11):1603–1606) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 32 Vascular Calcification, Vitamin K and Warfarin Therapy — Possible or Plausible Connection? Basic Clin Pharmacol Toxicol — Siltari A, Vapaatalo H (2018;122(1):19–24) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 33 Prevalence of subclinical vitamin K deficiency in Thai newborns: relationship to maternal phylloquinone intakes and delivery risk — Chuansumrit A, Plueksacheeva T, Hanpinitsak S, Sangwarn S, Chatvutinun S, Suthutvoravut U, Herabutya Y, Shearer MJ (Arch Dis Child Fetal Neonatal Ed. 2010;95(2):F104–F108) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 34 Vitamin K Deficiency Bleeding in Infancy — Araki S, Shirahata A (Nutrients. 2020;12(3):780) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 35 Vitamin K prophylaxis for prevention of vitamin K deficiency bleeding: a systematic review — Sankar MJ, Chandrasekaran A, Kumar P, Thukral A, Agarwal R, Paul VK (J Perinatol. 2016;36(Suppl 1):S29–S35) อ่านงานวิจัยเต็ม