สุขภาพ

จอตาลอก แสงวาบ เงาดำบังตา สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ทันที

จอตาลอก (retinal detachment) คือภาวะที่ชั้นรับแสงด้านในสุดของลูกตาแยกออกจากชั้นใต้จอตาที่ส่งสารอาหารให้ จอตาส่วนที่แยกออกจะสูญเสียการทำงาน และถ้าปล่อยไว้นานเซลล์รับภาพจะเสื่อมจนกู้คืนไม่ได้ [1],[2] ภาวะนี้จึงเป็นเหตุฉุกเฉินทางจักษุที่ต้องพบแพทย์ทันที

คำถามที่พบบ่อยคือ “เห็นแสงวาบต้องไปหาหมอไหม” ถ้าเพิ่งเกิดใหม่และมีหยากไย่ดำเพิ่มพรวดหรือมีเงาดำบังลานสายตา ให้ไปพบจักษุแพทย์ในวันนั้น เพราะความเสียหายสะสมทุกชั่วโมงและการรักษาก่อนที่จุดภาพชัดจะลอกให้ผลดีกว่าอย่างชัดเจน [2],[12]

จอตาลอกคืออะไร และทำไมต้องรีบ

จอตาบางราวหนึ่งในสี่มิลลิเมตรแต่มีหลายชั้นทำงานประสานกัน ชั้นล่างสุดที่ชื่อ RPE ดูดซับของเหลวและส่งสารอาหารให้เซลล์รับแสงซึ่งไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง จอตาจึงต้องแนบสนิทกับ RPE เพื่อให้มองเห็นได้ [1]

ช่องกลางลูกตาเต็มไปด้วยน้ำวุ้นตา (vitreous) เมื่ออายุมากขึ้นเจลนี้เสื่อมและหดตัว ดึงรั้งจุดที่ยังเกาะแน่นกับจอตา เมื่อแรงดึงมากพอจะฉีกจอตาเป็นรู น้ำวุ้นตาที่เหลวแล้วไหลผ่านรูเข้าไปใต้จอตาและดันให้ลอกกว้างขึ้น กลไกนี้เรียกว่าจอตาลอกชนิดมีรูฉีก (rhegmatogenous) [1],[2]

จอตาลอกมีสามชนิดตามตารางข้างล่าง บทความนี้เน้นชนิดมีรูฉีกเพราะต้องผ่าตัดเร็วที่สุด [1] อุบัติการณ์อยู่ที่ราว 6–18 รายต่อประชากร 100,000 คนต่อปี หรือประมาณ 1 ใน 10,000 [3]

ชนิด กลไกหลัก กลุ่มที่พบบ่อย การรักษาหลัก
มีรูฉีก น้ำวุ้นตาไหลผ่านรอยฉีกเข้าใต้จอตา ผู้สูงอายุ สายตาสั้นมาก หลังผ่าตัดต้อกระจก ฉีดแก๊ส รัดลูกตา หรือตัดวุ้นตา [1]
ดึงรั้ง พังผืดในตาดึงจอตาให้ลอยขึ้น เบาหวานขึ้นจอตา อุบัติเหตุรุนแรง ตัดวุ้นตาและพังผืด มักใช้ซิลิโคนออยล์ [1]
มีน้ำซึม ของเหลวรั่วใต้จอตาโดยไม่มีรู โรคอักเสบในตา เนื้องอก รักษาสาเหตุ ไม่ได้แก้ด้วยผ่าตัดเป็นหลัก [1]

สัญญาณเตือน 4 ระยะ เรียงตามลำดับที่เกิด

อาการไม่ได้โผล่มาพร้อมกัน แต่เรียงเป็นลำดับที่ค่อนข้างคงที่ การรู้ลำดับช่วยให้ตัดสินใจได้ถูก

ระยะที่ 1 หยากไย่หรือจุดดำเพิ่มขึ้นทันที เมื่อน้ำวุ้นตาแยกจากจอตา เศษเซลล์ที่หลุดมาลอยในช่องวุ้นตา มองเห็นเป็นเส้นหรือจุดดำเลื่อนตามการกลอกตา ต่างจากหยากไย่ที่มีมานานหลายปี [2],[4]

ระยะที่ 2 แสงวาบเหมือนฟ้าแลบ เกิดจากแรงดึงรั้งที่กระตุ้นเซลล์รับแสง เห็นตอนกลอกตาเร็ว ๆ ในที่มืด เป็นแสงสั้น ๆ ตำแหน่งเดิมด้านข้างลานสายตา [4],[25]

ระยะที่ 3 เงาดำหรือม่านบังจากขอบเข้าหาศูนย์กลาง เงาจะอยู่ตรงข้ามกับตำแหน่งรอยฉีก รอยฉีกด้านบนทำให้เห็นเงาบังจากด้านล่าง อาการนี้หมายความว่าจอตาลอกแล้ว ไม่ใช่แค่รู [2]

ระยะที่ 4 สูญเสียการมองเห็นส่วนกลาง เมื่อลอกถึงจุดภาพชัด ผู้ป่วยอ่านหนังสือไม่ชัดและเห็นหน้าคนแหว่ง เป็นช่วงที่ความเสียหายฟื้นคืนยาก [14]

ในผู้ป่วย 1,010 รายที่มาด้วยแสงวาบและหยากไย่ 9.9% มีรอยฉีก และอีก 3% ตรวจพบรอยฉีกเพิ่มภายในสองเดือน [4] อีกงานหนึ่งตรวจ 7,999 ตาพบรอยฉีก 16% และเป็นจอตาลอกแล้ว 6.2% [5]

ระยะ สิ่งที่ผู้ป่วยเห็น เกิดอะไรในตา ต้องทำอะไร
1 หยากไย่ดำเพิ่มพรวด น้ำวุ้นตาแยกตัว เศษเซลล์ลอย นัดตรวจจอตาโดยเร็ว [4]
2 แสงวาบตอนกลอกตา วุ้นตาดึงรั้ง อาจมีรอยฉีก ตรวจภายใน 24 ชั่วโมง [4],[25]
3 เงาดำหรือม่านจากขอบบังเข้า จอตาเริ่มลอก พบแพทย์ทันที [2]
4 ภาพตรงกลางหาย อ่านไม่ออก ลอกถึงจุดภาพชัด ผ่าตัดด่วนที่สุด [14]

แยกจากอาการที่ไม่อันตราย: หยากไย่ปกติกับสัญญาณลอก

หยากไย่จากน้ำวุ้นตาเสื่อมเป็นเรื่องปกติของคนอายุ 50 ปีขึ้นไป และส่วนใหญ่ไม่นำไปสู่การลอก สิ่งที่แยกสองภาวะนี้คือความเร็วและอาการร่วม [2]

หยากไย่ปกติมีมานาน จำนวนคงที่ รูปร่างเดิม ไม่มีแสงวาบและไม่มีเงาบังลานสายตา ส่วนหยากไย่ที่มาพร้อมน้ำวุ้นตาแยกตัวเฉียบพลันจะโผล่มาทันทีในวันเดียว จำนวนเพิ่มชัด และมักมีแสงวาบร่วม กลุ่มนี้ต้องตรวจจอตาภายใน 24 ชั่วโมง [2],[4]

ลักษณะ หยากไย่ปกติ น้ำวุ้นตาแยกตัว จอตาลอก
เริ่มเป็น ค่อย ๆ เป็น ทันทีในวันเดียว ทันที ร่วมกับอาการอื่น
จำนวน คงที่ เพิ่มพรวดชัด เพิ่มพรวดแล้วมีเงาบัง
แสงวาบ ไม่มี มีบ่อยตอนกลอกตา มีได้ในระยะแรก
เงาบังลานสายตา ไม่มี ไม่มี มี เหมือนม่านปิดจากขอบ
ต้องทำ ตรวจประจำปี ตรวจจอตาภายใน 24 ชั่วโมง พบแพทย์ทันที [2],[4]

ผู้ป่วย 237 รายที่มาด้วยแสงวาบ หยากไย่ หรือลานสายตาหาย พบรอยฉีกหรือจอตาลอกถึง 14.3% จึงควรได้ตรวจจอตาด้วยเลนส์ขยายทุกคน [25] แม้ครั้งแรกไม่พบรอยฉีก ก็ยังมีโอกาสเกิดภายหลังราว 1–2% แพทย์จึงมักนัดตรวจซ้ำภายใน 2–6 สัปดาห์ [5],[6]

ใครเสี่ยง: 6 กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง

1. สายตาสั้นมาก งานวิเคราะห์อภิมานพบว่าสายตาสั้นเล็กน้อยเพิ่มความเสี่ยงราว 3 เท่า สายตาสั้นปานกลางราว 8.7 เท่า และสายตาสั้นมาก (เกิน –6 ไดออปเตอร์) ราว 12.6 เท่า [7]

2. อายุ 50 ปีขึ้นไป น้ำวุ้นตาเสื่อมและแยกตัวตามวัย จึงเป็นช่วงที่พบมากที่สุด [3]

3. เคยผ่าตัดต้อกระจก ทะเบียนต้อกระจกแห่งชาติสวีเดนพบจอตาลอกหลังผ่าตัด 0.51% ในผู้ป่วย 58,624 ราย เฉลี่ยเกิดหลังผ่าตัด 667 วัน และพบมากในคนอายุต่ำกว่า 60 ปี (0.50%) มากกว่าคนอายุเกิน 75 ปี (0.04%) [8]

4. เคยถูกกระแทกตาหรือตาทะลุ ในผู้ป่วยตาทะลุ 786 ตาพบจอตาลอก 28.4% และกว่าสามในสี่เกิดภายในหนึ่งเดือน [9]

5. มีประวัติครอบครัว พี่น้องของผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงขึ้นราว 1.9 เท่าเมื่อมีพี่น้องเป็นโรคนี้แล้วหนึ่งคน [10]

6. มีโรคจอตาหรือเนื้องอกในตา เช่น จอตาเสื่อมแบบ lattice degeneration ซึ่งพบร่วมในผู้ป่วยจอตาลอกถึง 45.7% และมักไม่มีอาการ แต่ไม่ต้องยิงเลเซอร์ป้องกัน เพราะ Cochrane ไม่พบหลักฐานว่าการรักษารอยโรคที่ไม่มีอาการลดการเกิดจอตาลอก [3],[24]

ตรวจอะไร และต้องตรวจเร็วแค่ไหน

การตรวจเริ่มจากการวัดสายตาและตรวจตาด้วยกล้องร่วมกับเลนส์ขยายและกดขอบจอตา (scleral indentation) เพื่อดูรอยฉีกบริเวณขอบจอตา [2]

ถ้ามองจอตาไม่เห็นเพราะเลือดออกหรือต้อกระจกขุ่น แพทย์จะใช้อัลตราซาวด์ B-scan ซึ่งช่วยวินิจฉัยจอตาลอกซับซ้อนได้แม่นยำขึ้น [11] ถ้าจุดภาพชัดยังติดอยู่ แพทย์อาจทำ OCT เพื่อดูว่าจอตาบวมหรือไม่ก่อนตัดสินใจว่าจะผ่าตัดเร็วแค่ไหน [2]

งานศึกษาในญี่ปุ่นพบว่าการผ่าตัดภายใน 24 ชั่วโมงช่วยให้ 6 ใน 9 ตาที่รอยโรคอยู่ห่างจุดภาพชัดไม่เกินหนึ่งเส้นผ่านศูนย์กลางประสาทตา รอดพ้นจากการลอกถึงจุดภาพชัด [12] ผู้ป่วยจึงไม่ควรรอคิวปกติ และควรโทรแจ้งคลินิกว่ามีแสงวาบร่วมกับหยากไย่ใหม่เพื่อขอตรวจเร่งด่วน

การรักษา 3 วิธี: เลเซอร์ แก๊ส และผ่าตัด

ต้องแยกการป้องกันจากการรักษา การยิงเลเซอร์หรือจี้เย็นรอบรอยฉีกที่ยังไม่ลอกเป็นมาตรการป้องกัน แต่เมื่อจอตาลอกแล้ว การยิงเลเซอร์อย่างเดียวปิดรูไม่ได้เพราะมีน้ำใต้จอตากั้นอยู่ ต้องดันจอตากลับไปติดก่อน [22]

1. ฉีดแก๊สเข้าในลูกตา (pneumatic retinopexy) แพทย์จี้เย็นหรือยิงเลเซอร์รอบรูแล้วฉีดแก๊สปริมาณเล็กน้อยเข้าไป ผู้ป่วยจัดท่าศีรษะให้ฟองแก๊สลอยไปอุดรอยฉีกพอดี เหมาะกับรอยฉีกเดียวหรือกลุ่มเดียวขนาดไม่เกินหนึ่งชั่วโมงนาฬิกาและอยู่ครึ่งบนของจอตา ทำในห้องตรวจได้ ไม่ต้องเปิดแผลผ่าตัด [18]

2. รัดลูกตาด้วยซิลิโคน (scleral buckle) ใส่แผ่นหรือวงซิลิโคนรอบตาขาวเพื่อดันผนังลูกตาเข้ามาชนจอตา ช่วยลดแรงดึงและปิดรูโดยไม่ต้องเปิดลูกตา เหมาะกับผู้ป่วยอายุน้อยที่ยังมีแก้วตาเพราะไม่เร่งการเกิดต้อกระจก แต่อาจทำให้สายตาเหล่หรือเห็นภาพซ้อน [19],[21]

3. ตัดน้ำวุ้นตา (pars plana vitrectomy) แพทย์ตัดวุ้นตาออก นำพังผืดออก ปิดรูด้วยเลเซอร์หรือจี้เย็น แล้วเติมแก๊สหรือซิลิโคนออยล์ไว้ดันจอตา ใช้ได้กับจอตาลอกซับซ้อน รอยฉีกใหญ่ หรือมีเลือดออกในวุ้นตา แต่เร่งการเกิดต้อกระจกชัดเจน [18],[19]

วิธี ข้อบ่งชี้ที่เหมาะ ระยะผ่าตัด ผลสำเร็จครั้งแรก ข้อจำกัด
ฉีดแก๊ส รอยฉีกเดียว ไม่เกิน 1 ตำแหน่งนาฬิกา อยู่ครึ่งบน 15–30 นาที 80.8% [18] ต้องจัดท่านอนเคร่งครัด [20]
รัดลูกตา อายุน้อย ยังมีแก้วตา รอยฉีกด้านหน้า 1–2 ชั่วโมง ไม่ต่างจากตัดวุ้นตาอย่างมีนัยสำคัญ [19] ภาพซ้อน สายตาเหล่ ผ่าตัดซ้ำบางราย [21]
ตัดน้ำวุ้นตา จอตาลอกซับซ้อน รอยฉีกใหญ่ มีเลือดออก มีพังผืด 1–2 ชั่วโมง 93.2% [18] เร่งการเกิดต้อกระจก [17],[18]

การทดลองแบบสุ่ม PIVOT ในผู้ป่วย 176 รายพบว่าการฉีดแก๊สให้การมองเห็นดีกว่าที่ 12 เดือน เฉลี่ย 4.9 ตัวอักษร แต่ความสำเร็จครั้งแรกต่ำกว่า (80.8% เทียบกับ 93.2%) หลังผ่าตัดซ้ำได้ผลใกล้เคียงกันที่ 98.7% และ 98.6% และผู้ป่วยที่ตัดน้ำวุ้นตา 65% ต้องผ่าตัดต้อกระจกภายในหนึ่งปี เทียบกับ 16% ในกลุ่มฉีดแก๊ส [18] ส่วน Cochrane ซึ่งรวม 10 การทดลอง ผู้ป่วย 1,307 ตา พบว่าสองวิธีให้ผลยึดติดไม่ต่างกัน (RR 1.07) แต่การตัดวุ้นตามีรอยฉีกใหม่และต้อกระจกมากกว่า [19],[21]

หลังรักษา: ท่าทาง การนอน และข้อห้าม

ผลผ่าตัดขึ้นกับท่าทางมากกว่าที่คนทั่วไปคิด ถ้าใส่แก๊ส ฟองแก๊สจะลอยขึ้นด้านบนเสมอ ตำแหน่งรอยฉีกจึงกำหนดว่าต้องนอนหงาย ตะแคง หรือคว่ำหน้า คู่มือการพยาบาลของศิริราชระบุว่าต้องอยู่ในท่าที่แพทย์กำหนดให้ได้มากที่สุดหรืออย่างน้อย 16 ชั่วโมงต่อวัน ต่อเนื่อง 2–3 สัปดาห์จนกว่าแก๊สจะหมด [26]

ช่วงที่ยังมีแก๊สในตา ห้ามขึ้นเครื่องบินและห้ามขึ้นที่สูง เพราะแก๊สขยายตัวเมื่อความกดอากาศลดลงและทำให้ความดันตาเพิ่ม มีรายงานผู้ป่วยที่ฝ่าฝืนแล้วเกิดความดันตาสูงจนมีอาการระหว่างเดินทาง คู่มือศิริราชแนะนำให้เลี่ยงพื้นที่สูงเกิน 5,000 เมตร แต่แบบจำลองใหม่ชี้ว่าเสี่ยงได้ตั้งแต่ 1,000 เมตร จึงปลอดภัยที่สุดที่จะงดบินจนกว่าแก๊สจะหายหมด [13],[26]

ให้งดว่ายน้ำและให้น้ำเข้าตาจนกว่าแพทย์อนุญาต งดยกของหนักในสองสัปดาห์แรก ไม่ขยี้ตา และหยอดยาตามเวลา ถ้าเห็นเงาดำมากขึ้นหลังผ่าตัดต้องรายงานแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นจอตาลอกซ้ำ [2]

ผลลัพธ์และความจริงที่ต้องรู้: การมองเห็นอาจไม่กลับมา 100%

จอตาลอกชนิดไม่ซับซ้อนมากกว่าราว 95% ซ่อมให้ติดได้สำเร็จ แต่อาจต้องผ่าตัดมากกว่าหนึ่งครั้ง [2]

“จอติด” กับ “มองเห็นชัดเหมือนเดิม” เป็นคนละเรื่อง แม้จอตาแนบสนิท แต่เซลล์รับภาพที่เคยขาดเลือดอาจฟื้นไม่เต็มที่ ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังเห็นภาพบิดเบี้ยวหรือจุดดำถาวร และแยกแยะความต่างของแสงได้ลดลง [1],[18] ทะเบียนจอตาลอกญี่ปุ่นพบว่าผู้ที่จุดภาพชัดลอกมานาน 3 วันขึ้นไปมีการมองเห็นหลังผ่าตัดแย่กว่าผู้ที่ผ่าตัดภายใน 2 วันอย่างชัดเจน [14]

ปัจจัยที่กำหนดผลลัพธ์คือ จุดภาพชัดลอกแล้วหรือยัง ลอกมานานแค่ไหน และความรุนแรงของพังผืด ผู้ป่วยที่รู้จักอาการมาก่อนมีโอกาสมาถึงมือแพทย์ตอนจุดภาพชัดยังติดอยู่สูงกว่า งานสำรวจ 126 รายพบว่าเพียง 37% รู้จักอาการมาก่อน และกลุ่มสายตาสั้นมีเพียง 15% ที่เคยได้รับคำเตือน [15]

ตาข้างที่เหลือ: ความเสี่ยงตาที่สอง

เมื่อตาข้างหนึ่งเป็นแล้ว อีกข้างมีความเสี่ยงสูงขึ้นชัดเจน การศึกษาผู้ป่วย 1,480 รายพบว่า 12.5% เกิดจอตาลอกในตาอีกข้างภายในระยะติดตาม ตัวทำนายที่แรงที่สุดคือความยาวลูกตา โดยเพิ่มขึ้นทุก 1 มิลลิเมตรเพิ่มโอกาสราว 17% [23] ในการทบทวนหลายประเทศ ค่าเฉลี่ยผู้ป่วยที่เป็นทั้งสองข้างอยู่ที่ราว 7.3% [3]

ไม่ต้องยิงเลเซอร์ป้องกันทั้งตา แต่ต้องตรวจจอตาตามนัดและกลับมาทันทีเมื่อมีสัญญาณใหม่ [2],[23]

ภาวะแทรกซ้อนระยะยาว: พังผืด ต้อกระจก และการลอกซ้ำ

ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญที่สุดคือพังผืดในวุ้นตาและบนจอตา (proliferative vitreoretinopathy หรือ PVR) ซึ่งเกิดจากเซลล์ที่หลุดออกมาเจริญเป็นแผ่นพังผืดแล้วดึงจอตาให้ลอกซ้ำ งานวิเคราะห์อภิมาน 22 การศึกษา ผู้ป่วย 13,875 รายพบปัจจัยเสี่ยงชัดเจน ได้แก่ การมี PVR อยู่แล้วก่อนผ่าตัด (OR 22.28) เลือดออกในวุ้นตา (OR 4.12) การสูบบุหรี่ (OR 5.07) และการใส่เลนส์เทียม (OR 1.41) [16]

ต้อกระจกพบบ่อยหลังตัดวุ้นตา ทะเบียน IRIS ในผู้ป่วย 181,540 ตาพบโอกาสต้องผ่าตัดต้อกระจกภายในสองปี 46% และสูงขึ้นตามอายุ [17] ยังมีความเสี่ยงความดันตาสูงและการลอกซ้ำ ผู้ป่วยจึงต้องติดตามกับจักษุแพทย์ต่อเนื่องหลายปี [2],[21]

ทำไม “รอดูอาการ” จึงเป็นคำตอบที่ผิด

กับจอตาลอก การรอคือการปล่อยให้พื้นที่เสียหายขยายทุกวัน เพราะจอตาที่ลอกจะไม่กลับไปติดเอง และเซลล์รับภาพที่ขาดสารอาหารจะตายอย่างถาวร [1],[2]

ลองนึกภาพผู้ป่วยเห็นแสงวาบและหยากไย่ดำเพิ่มในวันศุกร์ คิดว่าเพราะอดนอนแล้วรอถึงวันจันทร์ ระหว่างสองวันนั้นจอตาลามถึงจุดภาพชัด การผ่าตัดยังทำได้และจอตายังติดได้ แต่การมองเห็นที่ได้คืนมาอาจไม่คมชัดเท่าที่ควรตลอดชีวิต [14]

สิ่งที่ต้องทำทันทีคือโทรหาจักษุแพทย์หรือโรงพยาบาลที่มีจักษุแพทย์ประจำ และบอกว่า “เห็นแสงวาบร่วมกับหยากไย่ดำเพิ่มขึ้นใหม่” หรือ “มีเงาดำบังลานสายตา” ถ้าเป็นนอกเวลาให้ไปที่ห้องฉุกเฉิน อย่าขับรถเองถ้าลานสายตาผิดปกติ [2]

ชีวิตหลังรักษา: การขับรถ การทำงาน และการดูแลสุขภาพตา

เรื่องการขับรถตอบเป็นตัวเลขตายตัวไม่ได้ เพราะขึ้นกับสภาพจอตาและลานสายตา หลักปฏิบัติคือรอให้จักษุแพทย์ยืนยันว่าผ่านเกณฑ์ก่อน โดยทั่วไปต้องรอจนแก๊สหมดและค่าสายตานิ่ง ซึ่งใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน [2],[26]

เรื่องแว่นตา ผู้ป่วยส่วนหนึ่งต้องเปลี่ยนค่าสายตาใหม่ ควรวัดสายตาหลังจอตาติดแน่นและแก๊สหมดแล้ว ซื้อแว่นระหว่างยังมีแก๊สจะได้ค่าเลขที่ไม่ตรง [21]

การดูแลระยะยาวคือป้องกันอุบัติเหตุที่ตาข้างดี ใส่แว่นนิรภัยเมื่อทำงานเสี่ยง ตรวจตามนัดแม้ไม่มีอาการ และแจ้งแพทย์เมื่อมีอาการใหม่ เพราะตาข้างที่เคยผ่าตัดมีโอกาสลอกซ้ำ [2],[23]

เห็นแสงวาบต้องไปหาหมอไหม

ถ้าเพิ่งเกิดใหม่และมีหยากไย่ดำเพิ่มขึ้นหรือเงาบังลานสายตา ต้องพบแพทย์ทันทีในวันนั้น แต่ถ้าเห็นแสงวาบแบบเดียวกันสองข้างนานเป็นปีและตรวจจอตาปกติ แพทย์อาจนัดติดตามแทน [4],[25]

หยากไย่ดำลอยเต็มตา อันตรายไหม

ขึ้นกับว่าเพิ่มเร็วแค่ไหน ของเดิมที่มีมานานและจำนวนคงที่ไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าโผล่พรวดในวันเดียวหรือมีแสงวาบร่วม ต้องตรวจจอตาภายใน 24 ชั่วโมง เพราะกลุ่มนี้พบรอยฉีกหรือจอตาลอกราว 14% [4],[25]

จอตาลอกมองเห็นกลับมาเต็มที่ไหม

ไม่เสมอไป จอตาส่วนใหญ่ติดกลับได้ แต่การมองเห็นอาจไม่กลับมา 100% โดยเฉพาะถ้าจุดภาพชัดลอกนานกว่าสองถึงสามวัน ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังเห็นภาพบิดเบี้ยวหรือจุดดำถาวร [1],[14]

ผ่าตัดจอตาลอกกี่ครั้ง

ส่วนใหญ่ครั้งเดียว แต่ราวหนึ่งในห้าถึงหนึ่งในหกต้องผ่าตัดซ้ำ ขึ้นกับชนิดรอยฉีก การเกิดพังผืด และการปฏิบัติตัวเรื่องท่าทาง [18],[20]

หลังผ่าตัดต้องนอนคว่ำนานแค่ไหน

ขึ้นกับตำแหน่งรอยฉีกและชนิดแก๊ส ไม่ใช่ทุกคนต้องนอนคว่ำ ต้องอยู่ในท่าที่แพทย์กำหนดให้ได้มากที่สุดหรืออย่างน้อย 16 ชั่วโมงต่อวัน ต่อเนื่อง 2–3 สัปดาห์ [26]

ตาอีกข้างจะเป็นด้วยไหม

มีโอกาสราว 7–12% ภายในระยะติดตามหลายปี ความเสี่ยงสูงขึ้นถ้าลูกตายาวมากหรืออายุน้อย ควรตรวจจอตาตามนัดและกลับมาทันทีเมื่อมีแสงวาบหรือหยากไย่ใหม่ [3],[23]

รักษาแล้วกลับมาเป็นซ้ำได้ไหม

ได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดพังผืด รอยฉีกใหม่ หรือรักษาท่าทางได้ไม่เต็มที่ อาการที่ต้องรีบกลับมาคือเห็นเงาดำเพิ่มขึ้นหรือมองเห็นลดลงหลังผ่าตัด [16],[20]

ขับรถได้เมื่อไร

เมื่อจักษุแพทย์ยืนยันว่าการมองเห็นและลานสายตาผ่านเกณฑ์และแก๊สหมดแล้ว โดยทั่วไปใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ไม่ควรขับเองหากลานสายตายังผิดปกติ [2],[26]

สรุป

จอตาลอกคือการที่จอตาแยกจากชั้นใต้จอตา ทำให้น้ำวุ้นตาไหลเข้าไปใต้จอตาและพื้นที่ลอกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ อาการเรียงเป็นสี่ระยะ คือหยากไย่ดำเพิ่มพรวด แสงวาบ เงาดำบังลานสายตา และการสูญเสียการมองเห็นส่วนกลาง ถ้ามีอาการใดในสี่ข้อนี้ต้องพบแพทย์ทันที ไม่รอดูอาการ [1],[2],[4]

การรักษามีสามแนวทางหลัก คือฉีดแก๊ส รัดลูกตา และตัดน้ำวุ้นตา ซึ่งให้ผลยึดติดใกล้เคียงกันในภาพรวม แต่ต่างกันที่ความเหมาะสมเฉพาะรายและผลข้างเคียง [18],[19],[21] สิ่งที่กำหนดการมองเห็นระยะยาวคือจุดภาพชัดลอกหรือยังและลอกมานานแค่ไหน การไปถึงมือแพทย์เร็วที่สุดจึงเป็นปัจจัยที่ผู้ป่วยควบคุมได้เองมากที่สุด [14],[15]

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): บทความนี้ให้ความรู้เพื่อช่วยสังเกต ไม่ใช่การวินิจฉัยแทนแพทย์ หากเห็นแสงวาบใหม่ เห็นหยากไย่ดำเพิ่มขึ้นทันที หรือมีเงาดำเหมือนม่านบังลานสายตา ต้องพบแพทย์ทันทีที่ห้องฉุกเฉินหรือจักษุแพทย์ ห้ามรอดูอาการเอง และห้ามซื้อหยอดตาหรืออาหารเสริมมารักษาเอง เพราะไม่มีสิ่งใดทำให้จอตาที่ลอกแล้วกลับไปติดได้

แหล่งอ้างอิง