ผื่นแพ้ (allergic skin rash) คือผื่นที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองไวเกินต่อสารที่ปกติไม่เป็นอันตรายต่อคนส่วนใหญ่ สารนั้นอาจสัมผัสผิวโดยตรง เช่น นิกเกิลในเครื่องประดับหรือน้ำยาทำความสะอาด หรือเข้าสู่ร่างกายทางปากอย่างยาและอาหาร ผลที่เห็นคือผื่นแดง บวม คัน หรือเป็นตุ่ม ซึ่งเป็นปลายทางของกระบวนการอักเสบ
คำถามที่สำคัญกว่าคือ “ผื่นนี้เป็นผื่นแพ้จริงหรือไม่” เพราะผื่นแดงคันมีสาเหตุหลายสิบอย่าง การรักษาที่ถูกต้องจึงเริ่มจากการแยกว่าผื่นนี้คืออะไร
ผื่นแพ้คืออะไร: ผิวตอบสนองไวเกินต่อสิ่งที่ปกติไม่เป็นอันตราย
ผื่นแพ้เกิดได้สองกลไกที่ต้องแยกเพราะการรักษาต่างกัน กลไกแรกอาศัย IgE เกิดในนาทีถึงชั่วโมงหลังสัมผัสสาร สารก่อแพ้จับกับ IgE บนเซลล์มาสต์แล้วปล่อยฮิสตามีน
กลไกที่สองอาศัยเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T ใช้เวลาหลายชั่วโมงถึงหลายวัน สารก่อแพ้ต้องซึมผ่านหนังกำพร้าไปจับกับโปรตีนของร่างกายก่อน แล้วเซลล์เดนดริติกนำไปแสดงให้เซลล์ T รู้จัก เมื่อถูกกระตุ้นซ้ำจึงเกิดผื่นที่ตำแหน่งเดิมหรือลามออกไป
การวิเคราะห์อภิมานของผู้ถูกทดสอบผิว 20,107 คนพบความชุกของการแพ้สัมผัสในประชากรทั่วไปร้อยละ 20.1[1] ส่วนศูนย์ทดสอบผิวในอเมริกาเหนือพบผู้ป่วย 4,121 คน ให้ผลบวกอย่างน้อยหนึ่งชนิดร้อยละ 69.7 และวินิจฉัยหลักเป็นผื่นแพ้สัมผัสร้อยละ 51.2[2] ซึ่งหมายถึงร่างกายจำนวนมากถูกทำให้ไวแล้วและรอการสัมผัสซ้ำ
ผื่นแพ้อาจมาจากการสัมผัส จากการได้ยา หรือจากผิวที่อักเสบเรื้อรังจนเกราะป้องกันเสีย ทั้งสามแบบใช้คำว่าแพ้เหมือนกัน แต่สิ่งที่ต้องทำต่างกัน
อาการ: ผื่นแพ้หน้าตาเป็นอย่างไร แยกตาม 4 แบบ
ผื่นแพ้ไม่ได้มีหน้าตาเดียว การแยกตามสัณฐานเป็นขั้นตอนแรกที่ทำได้ก่อนพบแพทย์ เพราะตำแหน่งและรูปร่างบอกสาเหตุได้มาก
| แบบของผื่น | ลักษณะที่เห็น | ที่ขึ้นบ่อย | สาเหตุที่พบบ่อย |
|---|---|---|---|
| ผื่นแห้งแดงเป็นขุย | ผิวแดงด้าน มีขุยเล็ก อาจหนาตัวและมีรอยแตก | ข้อพับแขน ขา เปลือกตา | ผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ ผิวแห้งเรื้อรัง |
| ผื่นนูนคัน (ลมพิษ) | ปื้นนูนสีชมพูขอบชัด ตรงกลางซีด อยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง | ลำตัว แขน ขา | อาหาร ยา ไวรัส ความร้อน เหงื่อ |
| ผื่นตุ่มน้ำพอง | ตุ่มใสเล็กเรียงกันบนผิวแดง อาจแตกมีน้ำเหลือง | มือ เท้า ข้อพับ | แพ้สัมผัสชนิดรุนแรง ผิวอักเสบเฉียบพลัน |
| ผื่นแดงเป็นแผ่น | ผื่นแดงราบ ขอบไม่ชัด ลามบริเวณกว้าง | ลำตัว แขนขา | ผื่นแพ้ยา ไวรัส แพ้สัมผัสเรื้อรัง |
ตำแหน่งให้เบาะแสที่แม่นกว่าขนาด ผื่นที่ขึ้นเฉพาะมือและข้อมือโดยลำตัวปกติชี้ไปที่การสัมผัส เช่น น้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก ถุงมือยาง ผื่นที่ขึ้นซ้ำที่ข้อพับและเปลือกตาชี้ไปที่ผิวแห้งและภูมิแพ้มากกว่าการแพ้เฉพาะที่ ส่วนผื่นที่กระจายเท่ากันสองข้างที่ลำตัวและเริ่มหลังกินยาใหม่ 2–7 วัน ต้องคิดถึงผื่นแพ้ยาก่อน
ความรุนแรงของคันไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค สิ่งที่ต้องดูเพิ่มคืออาการร่วม ได้แก่ ไข้ เจ็บคอ ปากหรือตาเจ็บ และอาการบวม ซึ่งแยกผื่นธรรมดาออกจากผื่นที่ต้องไปโรงพยาบาล
ผื่นแพ้ยาบางชนิดเริ่มด้วยผื่นแดงราบที่คันเล็กน้อยแล้วลามเร็วในหนึ่งถึงสองวัน
สาเหตุที่พบบ่อยในคนไทย 8 อย่าง
การหาสาเหตุต้องอาศัยประวัติมากกว่าการเดาจากผื่น คลินิกผิวหนังโรงพยาบาลศิริราชทดสอบผิวผู้ป่วย 852 คนระหว่างปี 2000–2009 พบผลบวกบ่อยที่สุดคือนิกเกิลร้อยละ 27.6 โครเมียมร้อยละ 20.8 น้ำหอมร้อยละ 18.3 และโคบอลต์ร้อยละ 16.0[3] การศึกษาในผู้ป่วยผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ของไทยช่วง 20 ปีล่าสุดก็พบการไวต่อสารก่อแพ้เช่นกัน[4]
| สาเหตุ | ตัวอย่างในชีวิตจริง | ระดับหลักฐาน |
|---|---|---|
| นิกเกิลและโลหะผสม | ต่างหู สายนาฬิกา หัวเข็มขัด กระดุมกางยีนส์ | แข็งแรง: พบในการทดสอบผิวทั่วโลกและในไทย[3],[5] |
| น้ำหอมและสารปรุงกลิ่น | น้ำหอม โลชั่น ครีมกันแดด ผลิตภัณฑ์ซักผ้า | แข็งแรง: อยู่ในห้ากลุ่มที่พบบ่อยที่สุด[2],[6] |
| สารกันเสียในเครื่องสำอาง | methylisothiazolinone ในสบู่เหลวและครีม | แข็งแรง: สาเหตุอันดับสองในชุดทดสอบอเมริกาเหนือ[2] |
| ยางและกาวในรองเท้า | ถุงมือยาง พื้นรองเท้า กาวติดรองเท้า | ปานกลาง: พบร้อยละ 1.8 ของผู้มาทดสอบผิวในไทย[7] |
| น้ำยาและผงซักฟอก | น้ำยาล้างจาน น้ำยาถูพื้น น้ำยาซักผ้า | แข็งแรง: งานเปียกน้ำเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก[8] |
| ยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะ | ไอบูโพรเฟน เพนิซิลลิน ซัลโฟนาไมด์ | แข็งแรง: ยากลุ่มนี้เป็นสาเหตุผื่นแพ้ยาบ่อยที่สุด[9] |
| ฝุ่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ | ที่นอน หมอน ผ้าม่าน พรม | ปานกลาง: กระตุ้นผื่นให้กำเริบมากกว่าเป็นสาเหตุตรง |
| เหงื่อ ความร้อน การเสียดสี | ผื่นใต้รักแร้ ใต้หน้าอก ขาหนีบ | ปานกลาง: กลไกระคายเคืองมากกว่าแพ้จริง[10] |
การเดาสาเหตุจากความรู้สึกมักผิด เพราะสิ่งที่ทำให้ผื่นกำเริบไม่ใช่สิ่งเดียวกับสิ่งที่ทำให้แพ้ ผู้ป่วยจำนวนมากเชื่อว่าแพ้อาหารทะเล แต่ผื่นจริงเกิดจากสารกันเสียในครีมที่ทา การตัดอาหารออกโดยไม่มีหลักฐานไม่ช่วยและทำให้ขาดสารอาหารในเด็ก
อีกกลุ่มที่ต้องคิดถึงคือผื่นจากการทำงาน งานที่เปียกน้ำต่อเนื่อง เช่น งานครัว งานทำความสะอาด และงานก่อสร้าง มีความชุกของผื่นสัมผัสจากการทำงานร้อยละ 2.2–30.1[8]
ผื่นแพ้ vs ลมพิษ vs กลาก vs หิด ต่างกันตรงไหน
สี่ภาวะนี้ทำให้สับสนมากที่สุด เพราะทั้งหมดมีผื่นแดงและคัน แต่สิ่งที่ต้องทำต่างกันโดยสิ้นเชิง การรักษาผิดชนิดทำให้โรคแย่ลงจริง เช่น การทาสเตียรอยด์บนกลากเชื้อราจะทำให้ผื่นลามกว้างขึ้น
| ประเด็น | ผื่นแพ้สัมผัส | ลมพิษ | กลาก (เชื้อรา) | หิด |
|---|---|---|---|---|
| ขอบเขต | จำกัดตรงที่สัมผัส อาจลามตามมือ | ปื้นนูนย้ายที่ อยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง | วงกลมขอบยก มีขุยที่ขอบ กลางซีด | ตุ่มคันเล็ก เรียงตามซอกนิ้ว ข้อมือ |
| ระยะฟื้นตัว | 1–3 สัปดาห์หลังเลิกสัมผัส | เป็น ๆ หาย ๆ ภายในวัน | ยาฆ่าเชื้อรา 2–4 สัปดาห์ | ต้องฆ่าไรทั้งบ้านพร้อมกัน |
| ติดต่อไหม | ไม่ติดต่อ | ไม่ติดต่อ | ติดต่อทางผิวและของใช้ | ติดต่อง่ายมาก |
| อาการร่วม | คัน แสบ หรือเป็นตุ่มน้ำ | อาจปากบวม หายใจลำบาก | คันเล็กน้อย ขอบชัดขึ้นเรื่อย ๆ | คันมากกลางคืน คนในบ้านคันด้วย |
| วิธีวินิจฉัย | ทดสอบผิว (patch test) | ประวัติและลักษณะผื่น | ขูดผิวตรวจเชื้อรา | พบไรหรือไข่จากรอยขูดผิว |
กฎที่จำง่ายคือ คันมากตอนกลางคืนและมีคนในบ้านคันด้วย ให้คิดถึงหิดก่อน เพราะไรหิดชอบความอบอุ่นใต้ผ้าห่มและแพร่ในคนที่อยู่ร่วมกัน เกณฑ์วินิจฉัยสากลปี 2020 จึงใช้การเห็นตัวไรหรือไข่เป็นการยืนยัน[11]
กลากเชื้อรามีขอบยกและขุยที่ขอบชัดกว่าตรงกลาง วินิจฉัยจากการขูดผิวตรวจเชื้อราหรือเครื่องขยายผิว[12] ถ้าเคยทาสเตียรอยด์มาก่อน หน้าตาอาจเปลี่ยนจนดูเหมือนผื่นแพ้
แพ้สัมผัส (contact dermatitis) ตรวจอย่างไร
การทดสอบผิวแบบ patch test คือมาตรฐานการหาสาเหตุของผื่นแพ้สัมผัส วิธีคือติดแผ่นทดสอบที่บรรจุสารก่อแพ้มาตรฐานบนหลัง ปิดด้วยเทป แล้วอ่านผลที่ 48–72 ชั่วโมงและอ่านซ้ำวันที่ 7 ในผู้ป่วย 3,292 คนพบผลบวกใหม่ที่การอ่านวันที่ 7 ถึงร้อยละ 13.6 และสูงเป็นพิเศษกับผลิตภัณฑ์ทาภายนอกและสเตียรอยด์[13] การอ่านครั้งเดียวจึงพลาดสาเหตุได้บ่อย
ผู้ที่ควรทำคือคนที่ผื่นเรื้อรังหรือกลับมาเป็นซ้ำที่ตำแหน่งเดิม ผื่นที่มือเรื้อรัง ผื่นบนใบหน้าโดยเฉพาะรอบปากและเปลือกตา ในไทยทำได้ที่คลินิกผิวหนังของโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์
เหตุผลที่การเดาเองมักผิดคือผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นมีส่วนผสมได้ตั้งแต่สิบถึงสี่สิบชนิด และสารที่ทำให้แพ้มักไม่ใช่สารที่โฆษณาเป็นจุดขาย ข้อจำกัดคือ patch test ตรวจการแพ้สัมผัส ไม่ได้ตรวจการแพ้ยาเมื่อกินเข้าไป การแปลผลจึงต้องทำโดยแพทย์ที่เห็นผื่นและประวัติร่วมกัน
เมื่อไรต้องพบแพทย์
ผื่นแพ้ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายและดีขึ้นในหนึ่งถึงสองสัปดาห์เมื่อเลิกสัมผัสสาร แต่มีกลุ่มอาการที่ต้องประเมินเร็วถึงเร็วมาก
ไปห้องฉุกเฉินทันที เมื่อมีอย่างน้อยหนึ่งข้อ: ปาก ริมฝีปาก หรือตาบวม, หายใจลำบากหรือแน่นหน้าอก, เสียงแหบหรือกลืนลำบาก, ผื่นลามทั่วตัวร่วมกับวิงเวียนหรือเป็นลม, หรือผื่นร่วมกับอาเจียนและปวดท้องรุนแรง อาการเหล่านี้อาจเป็นแอนาฟิแล็กซิสซึ่งอะดรีนาลีนเข้ากล้ามเนื้อคือการรักษาแรกและเร็วที่สุด[14]
ไปพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง เมื่อผื่นลามเกินหนึ่งในห้าของพื้นที่ผิวกาย, มีไข้, มีตุ่มน้ำขนาดใหญ่หรือผิวลอก, เยื่อบุปากหรือตาเป็นแผล, ผื่นเริ่มหลังเริ่มยาใหม่ภายใน 8 สัปดาห์
นัดพบแพทย์ภายในหนึ่งสัปดาห์ เมื่อผื่นไม่ดีขึ้นหลังเลิกสัมผัสสารที่สงสัย 1 สัปดาห์, ผื่นเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์, ผื่นขึ้นซ้ำที่เดิมมากกว่า 2 ครั้ง
เหตุผลที่ “ผื่นหลังเริ่มยาใหม่” สำคัญเป็นพิเศษคือ ผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรงอย่าง SJS/TEN เริ่มด้วยผื่นแดงราบที่ดูไม่น่ากลัว แล้วลามและลอกในไม่กี่วัน[15] จึงต้องหยุดยาที่สงสัยและพบแพทย์ทันที
แนวทางที่มีหลักฐาน: สเตียรอยด์ทาใช้ให้ถูก potency
สเตียรอยด์ทาเป็นยาหลักของผื่นผิวหนังอักเสบและผื่นแพ้สัมผัส แนวปฏิบัติสมาคมแพทย์ผิวหนังสหรัฐฯ ปี 2023 ให้คำแนะนำระดับแข็งแรงสำหรับสเตียรอยด์ทาและมอยส์เจอไรเซอร์[16] ประเด็นที่ตัดสินผลลัพธ์จึงไม่ใช่ใช้หรือไม่ใช้ แต่คือใช้ความแรงเท่าไรกับผิวส่วนไหนและนานแค่ไหน
| ระดับความแรง | ตัวอย่างตัวยา | ตำแหน่งผิวที่เหมาะ | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| แรงน้อย | ไฮโดรคอร์ติโซน 1% | ใบหน้า เปลือกตา ซอกคอ ผิวเด็ก | ใช้สั้นที่สุด เพราะผิวยิ่งบางยิ่งดูดซึมมาก |
| แรงปานกลาง | ไตรแอมซิโนโลน 0.1% | ลำตัว แขนขา | เหมาะกับผื่นแพ้สัมผัสทั่วไป |
| แรงมาก | เบตาเมทาโซน ไดโพรพิโอเนต | ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ผิวหนา | ไม่ใช้บนใบหน้าและข้อพับ |
| แรงมากที่สุด | โคลเบทาซอล โพรพิโอเนต | ผื่นหนาเฉพาะจุด ระยะสั้น | เฉพาะแพทย์สั่ง เสี่ยงผิวกดบางสูง |
ความแรงไม่ได้เรียงเหมือนกันทุกประเทศ การศึกษาที่เทียบสามระบบพบความสอดคล้องเพียงระดับปานกลาง[17]
ผลข้างเคียงที่ต้องรู้คือผิวกดบาง รอยแตกสีชมพู เส้นเลือดฝอยขยาย ฝ้าบนใบหน้า สิว และการติดเชื้อแทรกซ้อน ผิวหน้าดูดซึมยาได้มากกว่าผิวแขนขาหลายเท่า จึงเกิดผลข้างเคียงได้เร็วกว่าและในความแรงที่ต่ำกว่า[18] ตรงข้ามกับอีกกลุ่มที่กลัวสเตียรอยด์จนไม่ทายาให้พอ จนผื่นลุกลามและต้องใช้ยาที่แรงขึ้น[19]
ยาต้านฮิสตามีน: ช่วยเรื่องคัน แต่ไม่ทำให้ผื่นหาย
ยาต้านฮิสตามีนบล็อกตัวรับฮิสตามีน จึงลดคันและลดผื่นนูนในกลุ่มที่ฮิสตามีนเป็นตัวขับหลักอย่างลมพิษ แต่ไม่ได้ลดการอักเสบที่เกิดจากเซลล์ T ซึ่งเป็นกลไกหลักของผื่นแพ้สัมผัสและผื่นแพ้ยา
การกินยาแก้แพ้ทุกวันจึงกลบผื่นที่กำลังบอกอะไรบางอย่าง ยิ่งในเด็กเล็ก การใช้ยารุ่นเก่าที่ทำให้ง่วง เช่น คลอร์เฟนิรามีน ไฮดรอกซีซีน หรือไดเฟนไฮดรามีน ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งแพทย์ เพราะเสี่ยงกดระบบประสาทและชักเมื่อขาดน้ำ
ผื่นคันเรื้อรังที่ไม่ได้เกิดจากฮิสตามีน เช่น ผื่นแห้งจากผิวหนังอักเสบ มีกลไกการคันจากไซโตไคน์อย่าง IL-4, IL-13 และ IL-31 ซึ่งออกฤทธิ์กับเส้นประสาทรับความรู้สึกโดยตรง[20] ยาแก้แพ้จึงช่วยได้น้อยในผื่นกลุ่มนี้ ขณะที่มอยส์เจอไรเซอร์กับยาลดการอักเสบได้ผลกว่า ในลมพิษเรื้อรัง แนวปฏิบัติสากลแนะนำยารุ่นใหม่ที่ไม่ทำให้ง่วงก่อน และเพิ่มขนาดได้ถึงสี่เท่าภายใต้การดูแลของแพทย์[21]
การดูแลผิวระหว่างผื่นกำเริบ: 5 ข้อที่ทำแล้วต่างจริง
หนึ่ง อาบน้ำอุ่นไม่ร้อนและไม่นาน น้ำร้อนชะไขมันตามธรรมชาติของผิวและกระตุ้นให้คันมากขึ้น ควรอาบไม่เกิน 5–10 นาทีและซับให้แห้งด้วยการแตะ ไม่ถู
สอง ทามอยส์เจอไรเซอร์แบบไม่มีน้ำหอมทันทีหลังอาบน้ำ ภายใน 3 นาทีขณะผิวยังชื้นจะกักน้ำได้ดีที่สุด การวิเคราะห์อภิมานพบว่าการใช้มอยส์เจอไรเซอร์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นลดการเกิดผิวหนังอักเสบในทารกกลุ่มเสี่ยง โดยมีอัตราส่วนความเสี่ยง 0.64[22]
สาม ประคบเย็น ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือเจลห่อผ้า 10–15 นาที ช่วยลดคันและลดการอักเสบเฉพาะที่ ห้ามใช้ความเย็นจัดแนบผิวโดยตรง
สี่ ตัดเล็บให้สั้นและหลีกเลี่ยงการเกาแรง การเกาทำให้ผิวแตกและเปิดทางให้แบคทีเรียเข้าสู่ผิว ซึ่งทำให้ผื่นแพ้กลายเป็นผื่นติดเชื้อซ้ำ
ห้า หลีกเลี่ยงผ้าระคายและความร้อนชื้น เลือกผ้าฝ้ายหลวมที่ระบายอากาศได้ หลีกเลี่ยงผ้าขนสัตว์และผ้าสังเคราะห์
ห้าข้อนี้ไม่ทำให้ผื่นหายในวันเดียว แต่ลดคันได้ชัดเจนภายใน 2–3 วัน
สิ่งที่ไม่ควรทำ (และคนทำเยอะ)
ใช้สบู่ฆ่าเชื้อหรือแอลกอฮอล์ล้างผิวบ่อย ๆ ผื่นแพ้ไม่ใช่การติดเชื้อ การฆ่าเชื้อบนผิวที่อักเสบจึงไม่ช่วย
ขัดผิวหรือสครับบริเวณผื่น การขัดทำลายเกราะผิวที่กำลังซ่อมและทำให้ผื่นลาม
ซื้อสเตียรอยด์ผสมยาฆ่าเชื้อมาใช้ต่อเนื่อง การใช้ซ้ำโดยไม่มีการวินิจฉัยทำให้ทั้งสองส่วนถูกใช้เกินจำเป็น และปิดบังการติดเชื้อราที่ต้องรักษาด้วยยาจำเพาะ
ใช้ครีมสมุนไพรหรือครีมที่ไม่มีส่วนผสมชัดเจน การทบทวนอย่างเป็นระบบเรื่องการใช้สเตียรอยด์ทาผิดวิธีพบผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือผิวกดบาง ผิวบางลง และเส้นเลือดฝอยขยาย โดยเฉพาะเมื่อใช้เพื่อความงามบนใบหน้า[23]
กลบผื่นก่อนไปหาหมอ การทาหรือกินยาแก้แพ้ก่อนพบแพทย์ทำให้เห็นผื่นไม่ครบและประเมินความรุนแรงผิด ควรงดยาที่สงสัย แต่ไม่หยุดยาที่แพทย์สั่งประจำโดยไม่ปรึกษา
ตารางคาดหวังผลลัพธ์ 3/7/14 วัน และจุดที่ต้องกลับไปพบแพทย์
| เวลา | สิ่งที่ควรเห็น | ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น |
|---|---|---|
| 3 วัน | คันลดลงชัดเจน ผื่นไม่ลามเพิ่ม | ผื่นลามหรือบวมมากขึ้น ให้พบแพทย์เร็ว |
| 7 วัน | ผื่นแดงจางลง ขุยลดลง ไม่มีตุ่มใหม่ | แดงเท่าเดิม = อาจไม่ใช่ผื่นแพ้หรือยังสัมผัสสารอยู่ |
| 14 วัน | ผื่นจางเกือบหมด เหลือรอยคล้ำจาง ๆ | ยังแดงหนาหรือเป็นวง = ต้องตัดกลากเชื้อรา |
สัญญาณที่บอกว่าอาจไม่ใช่ผื่นแพ้ ได้แก่ ผื่นเป็นวงขอบยกและขยายช้า ๆ (เชื้อรา), ผื่นหนาเป็นแผ่นสีเงินมีขุยขาวที่ข้อศอกและเข่า (สะเก็ดเงิน) และผื่นแดงราบที่ไม่ตอบสนองและมีต่อมน้ำเหลืองโตหรือน้ำหนักลด (ต้องตัด lymphoma ที่ผิวหนัง)
ผื่นที่ไม่หายใน 2–4 สัปดาห์แม้หลีกเลี่ยงสารที่สงสัยแล้ว ไม่ควรได้รับการรักษาซ้ำด้วยยาแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีการตรวจ
เช็กลิสต์กันไม่ให้กลับมา: บันทึกผื่น-ของที่ใช้-อาหาร 14 วัน
การจดบันทึกช่วยทั้งผู้ป่วยและแพทย์ การบันทึก 14 วันจะเผยรูปแบบที่ซ่อนอยู่ เช่น ผื่นขึ้นทุกครั้งหลังใช้ผลิตภัณฑ์หนึ่ง
| วันที่ | เวลาและตำแหน่งผื่น | สิ่งที่สัมผัส/กิน/ใช้ใหม่ใน 48 ชั่วโมงก่อนผื่นขึ้น |
|---|---|---|
| 1 | 09:00 ข้อมือซ้าย แดง คัน 3/10 | เปลี่ยนสบู่เหลวใหม่ ยี่ห้อ A |
| 2 | 09:30 ข้อมือซ้ายลามถึงนิ้ว | ไม่มีของใหม่ ทำงานครัว 3 ชั่วโมง |
| 3 | 08:00 ข้อมือซ้ายแดงเท่าเดิม | ใส่ถุงมือยางขณะล้างจาน |
หลักการทดสอบแบบตัดออกทีละตัวคือ เลือกสิ่งที่สงสัยที่สุดหนึ่งอย่าง ตัดออกอย่างน้อย 2 สัปดาห์ แล้วดูว่าผื่นดีขึ้นหรือไม่ ถ้าดีขึ้นให้ลองใช้ซ้ำหนึ่งครั้งเพื่อยืนยัน (เฉพาะผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ยา)
ข้อห้ามที่สำคัญคือห้ามทดลองกินยาที่สงสัยว่าแพ้ซ้ำด้วยตัวเอง เพราะการกระตุ้นซ้ำอาจทำให้เกิดปฏิกิริยารุนแรงกว่าเดิม การทดสอบยาต้องทำในสถานพยาบาลที่พร้อมรับมือภาวะฉุกเฉิน
คำถามที่พบบ่อย
ผื่นแพ้ขึ้นกี่วันหลังกินยา
ส่วนใหญ่ขึ้นภายใน 4–14 วันหลังเริ่มยา แต่บางชนิดขึ้นเร็วได้ภายใน 1–2 วันหากเคยถูกกระทำให้ไวมาก่อน[9] ผื่นที่ขึ้นหลังเริ่มยาใหม่ภายใน 8 สัปดาห์จึงควรสงสัยว่าเกี่ยวกับยา
ผื่นแพ้ทาครีมอะไรหายเร็ว
สเตียรอยด์ทาความแรงให้เหมาะกับตำแหน่งผิว ร่วมกับมอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่มีน้ำหอม การเลือกความแรงผิดทำให้ทั้งไม่หายและเสี่ยงผลข้างเคียง[16],[17]
ผื่นแพ้ติดต่อไหม
ไม่ติดต่อ เพราะเกิดจากภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเองที่ไวต่อสารเฉพาะตัว แต่ถ้าจริง ๆ เป็นหิดหรือกลากเชื้อรา การติดต่อเป็นไปได้สูงและต้องรักษาคนในบ้านพร้อมกัน[11],[12]
อาบน้ำร้อนตอนผื่นคันได้ไหม
ไม่ควร น้ำร้อนให้ความสบายชั่วครู่แต่จะชะไขมันของผิวและกระตุ้นให้คันมากขึ้นภายหลัง ควรอาบน้ำอุ่น 5–10 นาทีแล้วทามอยส์เจอไรเซอร์ทันที
ผื่นแพ้ขึ้นเพราะอาหารอะไรบ่อยสุด
อาหารทะเล ถั่ว และไข่เป็นตัวกระตุ้นที่พบบ่อย แต่การแพ้อาหารจริงพบเพียงร้อยละ 2–4 ของทั้งเด็กและผู้ใหญ่[24] ผื่นหลังกินอาหารจึงไม่ได้แปลว่าแพ้อาหารเสมอ
สเตียรอยด์ทาหน้าอันตรายไหม
อันตรายเมื่อใช้ผิดความแรงหรือนานเกินไป ผิวหน้าดูดซึมยาได้ดีและบางกว่า จึงเสี่ยงผิวกดบางและเส้นเลือดฝอยขยายมากกว่าผิวส่วนอื่น[18] การใช้ระยะสั้นด้วยความแรงต่ำสุดที่ได้ผลจึงปลอดภัยกว่า
ผื่นแพ้หายเองได้ไหม
ผื่นแพ้สัมผัสส่วนใหญ่หายเองภายใน 1–3 สัปดาห์เมื่อเลิกสัมผัสสารก่อแพ้ แต่ถ้ายังสัมผัสซ้ำจะกลายเป็นเรื้อรัง ผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรงต้องรักษาในโรงพยาบาล[15]
ผื่นแบบไหนคือแพ้ยารุนแรง
ผื่นที่มาพร้อมไข้ ปากหรือตาเป็นแผล ตุ่มน้ำขนาดใหญ่ ผิวลอก หรือลามเร็วร่วมกับอาการบวมและหายใจลำบาก ต้องไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็น SJS/TEN หรือแอนาฟิแล็กซิส[14],[15]
สรุป
ผื่นแพ้คือปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกันต่อสารที่ร่างกายไวเกิน แบ่งเป็นการแพ้แบบเร็วที่อาศัย IgE และแบบช้าที่อาศัยเซลล์ T การแยกให้ออกจึงสำคัญกว่าการซื้อยามาก่อน เพราะผื่นที่ดูคล้ายกันอาจเป็นลมพิษ กลากเชื้อรา หรือหิด ซึ่งรักษาต่างกันโดยสิ้นเชิง
ความชุกของการแพ้สัมผัสในประชากรทั่วไปอยู่ที่ราวร้อยละ 20 และในคลินิกทดสอบผิวมีผู้ให้ผลบวกถึงสองในสาม[1],[2] สาเหตุที่พบบ่อยในไทยคือนิกเกิล น้ำหอม สารกันเสีย และน้ำยาทำความสะอาด ซึ่งซ่อนอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทุกวัน[3],[6],[8]
สิ่งที่ทำแล้วต่างจริงมีไม่กี่ข้อ: หยุดสัมผัสสิ่งที่สงสัย ใช้สเตียรอยด์ทาให้ถูกความแรงและถูกตำแหน่งในระยะสั้นตามข้อบ่งชี้ ร่วมกับมอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่มีน้ำหอม และใช้ยาต้านฮิสตามีนเท่าที่จำเป็นสำหรับอาการคัน
เกณฑ์ไปโรงพยาบาลที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ ปากหรือตาบวม หายใจลำบาก ผิวลอก ตุ่มน้ำใหญ่ ไข้ และผื่นที่ลามเร็วหลังเริ่มยาใหม่ อาการเหล่านี้อาจเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาเร็ว
คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): บทนี้ให้ข้อมูลเพื่อช่วยสังเกตและเตรียมตัวปรึกษาแพทย์ ไม่ใช่คำแนะนำให้วินิจฉัยหรือรักษาเอง ห้ามใช้สเตียรอยด์ทาต่อเนื่องเกินระยะที่แพทย์กำหนดโดยเฉพาะบนใบหน้าและข้อพับ ห้ามใช้ครีมที่โฆษณาว่าเห็นผลในคืนเดียวซ้ำ ๆ และห้ามกลบผื่นด้วยยาแก้แพ้ก่อนพบแพทย์ หากปากหรือตาบวม หายใจลำบาก เสียงแหบ หรือผื่นลามเร็วร่วมกับไข้ ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669 ทันที เพราะอาจเป็นแอนาฟิแล็กซิสที่ต้องได้อะดรีนาลีนเข้ากล้ามเนื้อโดยเร็ว
แหล่งอ้างอิง
- . **Alinaghi F, Bennike NH, Egeberg A, Thyssen JP, Johansen JD. (2019)** — Prevalence of contact allergy in the general population: A systematic review and meta ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;80(2):77-85*. PMID: 30370565 · doi:10.1111/cod.13119 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **DeKoven JG, Warshaw EM, Reeder MJ, et al. (2023)** — North American Contact Dermatitis Group Patch Test Results: 2019-2020. *Dermatitis 2023;34(2):90-104*. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- · doi:10.1089/derm.2022.29017.jdk ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Boonchai W, Iamtharachai P. (2014)** — Risk factors for common contact allergens and patch test results using a modified European baseline series in patient ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- -2009 at Siriraj Hospital. *Asian Pac J Allergy Immunol 2014;32(1):60-65*. PMID: 24641292 · doi:10.12932/AP0326.32.1.2014 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Kanokrungsee S, Kiratiwongwan R, Wareesawetsuwan N, et al. (2026)** — Prevalence of Contact Sensitisation Among Patients With Atopic Dermatitis in Thailand: ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- -Year Retrospective Study. *Contact Dermatitis 2026;94(6):689-693*. PMID: 41819107 · doi:10.1111/cod.70135 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Ahlström MG, Thyssen JP, Wennervaldt M, Menné T, Johansen JD. (2019)** — Nickel allergy and allergic contact dermatitis: A clinical review of immunology, ep ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;81(4):227-241*. PMID: 31140194 · doi:10.1111/cod.13327 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Sukakul T, Bruze M, Svedman C. (2024)** — Fragrance Contact Allergy – A Review Focusing on Patch Testing. *Acta Derm Venereol 2024;104:adv40332*. PMID: 3914 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- · doi:10.2340/actadv.v104.40332 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Chaiyabutr C, Sereeaphinan C, Prasertsook S, Boonchai W. (2024)** — Allergic contact dermatitis to footwear in Thailand: Prevalence, clinical characteristic ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;90(1):51-59*. PMID: 37750414 · doi:10.1111/cod.14428 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Sedeh FB, Michaelsdóttir TE, Jemec GBE, Mortensen OS, Ibler KS. (2023)** — Prevalence, risk factors, and prevention of occupational contact dermatitis among ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;96(3):345-354*. PMID: 36409350 · doi:10.1007/s00420-022-01937-6 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Del Pozzo-Magaña BR, Liy-Wong C. (2024)** — Drugs and the skin: A concise review of cutaneous adverse drug reactions. *Br J Clin Pharmacol 2024;90(8):1838-1 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- *. PMID: 35974692 · doi:10.1111/bcp.15490 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Patel K, Nixon R. (2022)** — Irritant Contact Dermatitis – a Review. *Curr Dermatol Rep 2022;11(2):41-51*. PMID: 35433115 · doi:10.1007/s13671-021-00351-4 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Engelman D, Yoshizumi J, Hay RJ, et al. (2020)** — The 2020 International Alliance for the Control of Scabies Consensus Criteria for the Diagnosis of Scabie ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;183(5):808-820*. PMID: 32034956 · doi:10.1111/bjd.18943 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Leung AK, Lam JM, Leong KF, Hon KL. (2020)** — Tinea corporis: an updated review. *Drugs Context 2020;9:2020-5-6*. PMID: 32742295 · doi:10.7573/dic.2020-5-6 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **van Amerongen CCA, Ofenloch R, Dittmar D, Schuttelaar MLA. (2019)** — New positive patch test reactions on day 7 – The additional value of the day 7 patch t ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;81(4):280-287*. PMID: 31116435 · doi:10.1111/cod.13322 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Cardona V, Ansotegui IJ, Ebisawa M, et al. (2020)** — World allergy organization anaphylaxis guidance 2020. *World Allergy Organ J 2020;13(10):100472*. PMID ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- · doi:10.1016/j.waojou.2020.100472 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Shah H, Parisi R, Mukherjee E, Phillips EJ, Dodiuk-Gad RP. (2024)** — Update on Stevens-Johnson Syndrome and Toxic Epidermal Necrolysis: Diagnosis and Manag ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;25(6):891-908*. PMID: 39278968 · doi:10.1007/s40257-024-00889-6 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Sidbury R, Alikhan A, Bercovitch L, et al. (2023)** — Guidelines of care for the management of atopic dermatitis in adults with topical therapies. *J Am Aca ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;89(1):e1-e20*. PMID: 36641009 · doi:10.1016/j.jaad.2022.12.029 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Bowie AC, Tadrous M, Egeberg A, et al. (2022)** — Agreement and Correlation Between Different Topical Corticosteroid Potency Classification Systems. *JAMA D ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;158(7):796-800*. PMID: 35612864 · doi:10.1001/jamadermatol.2022.1706 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Hengge UR, Ruzicka T, Schwartz RA, Cork MJ. (2006)** — Adverse effects of topical glucocorticosteroids. *J Am Acad Dermatol 2006;54(1):1-15*. PMID: 16384751 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 19. **Chen X, Wang Z. (2026)** — Corticosteroid Phobia in Patients with Atopic Dermatitis: A Narrative Review. *Clin Cosmet Investig Dermatol 2026;19:577749*. P ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 656 · doi:10.2147/CCID.S577749 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Coscarella G, Edwards E, Yosipovitch G. (2026)** — Basic mechanisms of itch and advances in clinical management. *Ann Allergy Asthma Immunol 2026;136(2):131 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- *. PMID: 41046125 · doi:10.1016/j.anai.2025.09.014 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Zuberbier T, Abdul Latiff AH, Abuzakouk M, et al. (2022)** — The international EAACI/GA2LEN/EuroGuiDerm/APAAACI guideline for the definition, classification ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;77(3):734-766*. PMID: 34536239 · doi:10.1111/all.15090 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Liang J, Hu F, Tang H, et al. (2023)** — Systematic review and network meta-analysis of different types of emollient for the prevention of atopic dermatitis ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;37(3):501-510*. PMID: 36415973 · doi:10.1111/jdv.18688 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Alzahrani A. (2026)** — The hidden burden of topical corticosteroid misuse: a systematic review of dermatologic complications. *Curr Med Res Opin 2026 (onli ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- -11*. PMID: 42826358 · doi:10.1080/03007995.2026.2734646 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . **Muraro A, de Silva D, Halken S, et al. (2022)** — Managing food allergy: GA2LEN guideline 2022. *World Allergy Organ J 2022;15(9):100687*. PMID: 36119657 · ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed