คันปาก ปากบวม หรือท้องเสียภายในไม่กี่นาทีหลังกินอะไรบางอย่าง ทำให้หลายคนแยกไม่ออกว่ากำลังแพ้อาหาร อาหารเป็นพิษ หรือแค่อาหารไม่ย่อย และไม่รู้ว่าต้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้หรือรอดูอาการได้
บทความนี้ตอบตรง ๆ ว่าอาการแบบไหนคือแพ้จริง แบบไหนคือ anaphylaxis ที่ห้ามรอ และต้องเตรียมอะไรก่อนกินข้าวนอกบ้าน โดยยึดแนวทาง World Allergy Organization (WAO) แนวทาง NIAID แนวทาง EAACI และงานวิจัยจากโรงพยาบาลในประเทศไทย
แพ้อาหารคืออะไร: สามกลไกที่หน้าตาคล้ายกันแต่คนละเรื่อง
การแพ้อาหารคือปฏิกิริยาที่ระบบภูมิคุ้มกันจำโปรตีนในอาหารผิดว่าเป็นภัย ร่างกายสร้าง IgE จำเพาะต่อโปรตีนนั้น เมื่อกินซ้ำ IgE จะกระตุ้น mast cell ให้ปล่อยฮีสตามีนจนหลอดเลือดขยายและกล้ามเนื้อเรียบหดตัว จึงเกิดผื่นลมพิษ ปากบวม และหลอดลมตีบพร้อมกัน[2],[3]
กลไกที่ไม่ผ่าน IgE เกิดจาก T cell และ eosinophil ทำให้อักเสบในทางเดินอาหาร ตัวอย่างชัดที่สุดคือ FPIES ซึ่งเด็กอาเจียนซ้ำหลังกินอาหาร 1–4 ชั่วโมง ร่วมกับซีดและซึม แต่แทบไม่มีผื่นและตรวจ IgE มักให้ผลลบ[17] อาหารเป็นพิษเกิดจากเชื้อหรือสารพิษ ส่วนอาหารไม่ย่อยอย่างการขาดแลคเตสทำให้ท้องอืดแต่ไม่มีผื่น[11],[12]
| กลไก | เวลาออกอาการ | อาการเด่น | เกิดซ้ำแบบเดิมไหม | ตรวจ IgE ช่วยไหม |
|---|---|---|---|---|
| แพ้ทาง IgE | ไม่กี่นาทีถึง 2 ชั่วโมง | ลมพิษ ปากบวม คันคอ หายใจลำบาก | ใช่ เมื่อกินปริมาณใกล้เดิม | ช่วยประกอบประวัติ |
| แพ้ไม่ใช้ IgE (FPIES) | 1–4 ชั่วโมง | อาเจียนซ้ำ ซีด ซึม ถ่ายเป็นเลือด | ใช่ | มักให้ผลลบ |
| อาหารเป็นพิษ/สารพิษ | 30 นาทีถึงหลายชั่วโมง | ไข้ ปวดท้อง ท้องเสีย หลายคนป่วยพร้อมกัน | ไม่แน่นอน | ไม่ช่วย |
| อาหารไม่ย่อย | 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมง | ท้องอืด ลม แน่น แต่ไม่มีผื่น | แล้วแต่ปริมาณ | ไม่ช่วย |
อาการแพ้อาหารที่พบบ่อย เรียงตามระบบ
ระบบผิวหนังพบมากที่สุด ผื่นลมพิษเป็นปื้นนูนคันที่ย้ายตำแหน่งได้ ส่วน angioedema คือบวมที่ชั้นลึกของผิว พบบ่อยที่ริมฝีปากและลิ้น ซึ่งอันตรายเพราะกดทางเดินหายใจได้โดยตรง[1],[8]
ระบบทางเดินหายใจทำให้เสียชีวิต อาการเริ่มต้นคือคันคอและคันในปาก สัญญาณอันตรายคือเสียงแหบ คอตีบ กลืนลำบาก หายใจมีเสียงหวีด และแน่นหน้าอก[1]
ทางเดินอาหารมีตั้งแต่คันปากและคันในหู ไปจนถึงคลื่นไส้ ปวดท้องบีบ อาเจียน และท้องเสีย อาการทางเดินอาหารอย่างเดียวไม่พอวินิจฉัย แต่ถ้าเกิดซ้ำกับอาหารเดิมและเริ่มเร็ว ยิ่งเอนไปทางการแพ้
ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบประสาทคือใจสั่น หน้ามืด เป็นลม และความดันตก ซึ่งในเด็กเล็กอาจแสดงเพียงซึมลงโดยไม่มีผื่น
อาการแบบไหนคือ “แพ้รุนแรง” ที่ห้ามรอ
Anaphylaxis คือการแพ้รุนแรงเฉียบพลันที่เกิดเร็วและอาจถึงแก่ชีวิต เกณฑ์วินิจฉัยมีสามข้อ ซึ่งต้องเข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง[4] ข้อแรกคืออาการเริ่มภายในนาทีถึงชั่วโมง ร่วมกับอาการทางผิวหนังหรือเยื่อบุ และมีปัญหาทางเดินหายใจหรือความดันตก ข้อสองคือมีอาการตั้งแต่สองระบบขึ้นไปหลังสัมผัสสารที่สงสัย โดยไม่ต้องมีผื่นเลยก็ได้ ข้อสามคือความดันตกลงชัดเจนหลังสัมผัสสารที่รู้ว่าแพ้ การไม่มีผื่นจึงไม่ได้แปลว่าอาการเบา[1]
การศึกษาในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเชียงใหม่พบว่าอาการภายใน 30 นาทีหลังกินสัมพันธ์กับภาวะรุนแรง และร้อยละ 37 ของผู้ป่วยจัดเป็น anaphylaxis รุนแรง[18] ในภาพรวมประเทศ การนอนโรงพยาบาลด้วย anaphylaxis ในเด็กเพิ่มขึ้นชัดเจนในช่วงปี 2019–2023[20]
ห้ามขับรถเอง ห้ามลุกเดิน และห้ามรอให้อาการครบทุกอาการ ผู้ป่วยที่ลุกยืนขณะความดันตกอาจเป็นลมล้มศีรษะกระแทก ต้องนอนหงายยกขาสูง และโทร 1669 ทันที[1]
สาเหตุและอาหารที่ก่อเรื่องบ่อยในคนไทย
อาหารทะเลเป็นตัวการอันดับต้นในไทย โปรตีนหลักคือ tropomyosin ในกล้ามเนื้อกุ้ง ปู และหอย ซึ่งทนความร้อนและไม่สลายเมื่อทำให้สุก คนที่แพ้กุ้งจึงมักแพ้ปูและหอยด้วย[8]
นมวัวพบบ่อยในเด็กเล็กโดยเฉพาะขวบปีแรก โปรตีนที่ก่อเรื่องหลักคือเคซีนและ beta-lactoglobulin ซึ่งซ่อนในเนย ชีส โยเกิร์ต และอาหารแปรรูปที่ไม่ได้เขียนว่า “นม” ไข่ขาว ถั่วลิสง งา และข้าวสาลีก็ซ่อนในขนมและซอสได้ง่าย ในสหรัฐมีผู้รายงานว่าแพ้งาร้อยละ 0.49[10]
การศึกษาที่เชียงใหม่พบว่าอาหารที่ผู้ปกครองรายงานว่าเป็นสาเหตุมากที่สุดคือนมวัว กุ้ง และไข่[6] น้ำปลาและปลาร้าเป็นแหล่งฮีสตามีนที่อาจทำให้หน้าแดงร้อน ปวดหัว และใจสั่นโดยไม่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน[11],[13]
คนไทย “แพ้อาหารทะเล” จริงกี่เปอร์เซ็นต์
ตัวเลขจริงต่างจากความรู้สึกของคนส่วนมาก การศึกษาที่เชียงใหม่สำรวจเด็กอายุ 3–7 ปีสองรอบด้วยวิธีเดียวกัน พบว่าผู้ปกครองรายงานว่าลูกแพ้อาหารร้อยละ 5.5 ในปี 2019 แต่เมื่อยืนยันด้วยการทดลองกินอาหารจริง กลับพบว่าแพ้จริงเพียงร้อยละ 0.9–1.1[6] คำว่า “แพ้” ที่รายงานเองจึงสูงกว่าความจริงราวห้าเท่า
ที่ศิริราช การทดสอบผิวหนังผู้ป่วยภูมิแพ้ 2,678 รายให้ผลบวกร้อยละ 20 แต่เมื่อทดลองกินจริงในรายที่ผลบวก มีเพียงร้อยละ 26.1 ที่แพ้จริง[7] และในกลุ่มที่สงสัยแพ้กุ้งโดยตรง การทดลองกินกุ้งยืนยันว่าแพ้เพียงร้อยละ 26[8]
ภาวะที่ต้องแยกออกคือ scombroid poisoning จากปลาที่เก็บอุณหภูมิไม่ดี แบคทีเรียเปลี่ยนฮิสติดีนเป็นฮีสตามีน อาการเริ่มภายใน 20 นาทีถึง 3 ชั่วโมง หน้าแดงร้อน ปวดหัว คัน และใจสั่น มักทุเลาเองใน 12–48 ชั่วโมง และไม่เกิดซ้ำถ้ากินปลาที่สดใหม่[11],[12]
แพ้อาหารกับโรคแพ้ที่เกี่ยวข้อง: atopic march และ FPIES
เด็กที่แพ้อาหารจำนวนมากมีผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรัง (atopic dermatitis) อยู่ก่อนหน้า ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า atopic march คือโรคภูมิแพ้ค่อย ๆ เปลี่ยนหน้าจากผิวหนังไปเป็นทางเดินหายใจ เริ่มจากผื่นในขวบปีแรก ตามด้วยการแพ้อาหาร แล้วจึงเป็นเยื่อบุจมูกอักเสบและหอบหืดในวัยเรียน[16] การศึกษาที่ศิริราชในเด็กที่แพ้ไข่พบว่าร้อยละ 78.2 มีผื่นผิวหนังอักเสบร่วมด้วย[28]
FPIES เป็นภาพที่ถูกมองข้ามบ่อยที่สุด เด็กจะอาเจียนซ้ำอย่างรุนแรงภายใน 1–4 ชั่วโมงหลังกินอาหารที่ก่อเรื่อง มักมีซีด เหงื่อออก และซึม อาจถึงขั้นความดันตกและต้องให้น้ำเกลือ ต่างจากการแพ้ทาง IgE ตรงที่แทบไม่มีผื่นและตรวจ IgE ให้ผลลบ
เมื่อไรต้องพบแพทย์ หรือไปห้องฉุกเฉิน
จุดที่ตัดสินใจผิดบ่อยคือแยกว่า “รอได้หรือต้องไปเดี๋ยวนี้” ตารางนี้แบ่งเป็นสามระดับตามสิ่งที่ต้องทำ
| ระดับ | อาการ | สิ่งที่ต้องทำ |
|---|---|---|
| ดูแลที่บ้านได้ | ผื่นลมพิษเล็กน้อยเฉพาะที่ ไม่มีอาการอื่น หายด้วยยาแก้แพ้ และไม่เคยมีอาการรุนแรงมาก่อน | หยุดกินอาหารนั้น กินยาแก้แพ้ตามฉลาก สังเกตอย่างน้อย 2 ชั่วโมง บันทึกและถ่ายรูปไว้ |
| พบแพทย์ไม่เร่งด่วน | ผื่นเกิดซ้ำหลายครั้งกับอาหารเดิม ท้องเสียเรื้อรังหลังกินนม หรือสงสัยแพ้อาหารแต่ไม่แน่ใจ | นัดแพทย์ภูมิแพ้ ประเมินประวัติและวางแผนตรวจ ไม่ต้องไปห้องฉุกเฉินถ้าไม่มีสัญญาณอันตราย |
| ฉุกเฉิน โทร 1669 | ปากหรือลิ้นบวม เสียงแหบ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก เวียนหัวจะเป็นลม หรืออาเจียนซ้ำพร้อมซึม | โทร 1669 ทันที ใช้ adrenaline ถ้ามี ห้ามขับรถเอง นอนหงายยกขา |
เกณฑ์ที่ช่วยตัดสินคืออาการตั้งแต่สองระบบขึ้นไป ถ้ามีผื่นร่วมกับอาเจียนหรือหายใจติดขัด ให้ถือว่าเป็นฉุกเฉินแม้แต่ละอย่างจะดูไม่หนัก
การวินิจฉัยที่เชื่อถือได้ และการทดสอบที่ยังไม่ควรเชื่อ
การวินิจฉัยเริ่มจากประวัติ ไม่ใช่ผลแล็บ คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือกินอะไร นานแค่ไหนก่อนมีอาการ ปริมาณเท่าไร และเคยเกิดกับอาหารเดิมหรือไม่ ประวัติที่ดีแยกการแพ้ออกจากอาหารเป็นพิษได้บ่อยกว่าการตรวจใด ๆ[3],[21]
การทดสอบผิวหนังและ IgE จำเพาะบอกว่า “ร่างกายไวต่ออาหารนี้” ไม่ได้บอกว่า “กินแล้วจะแพ้จริง” ข้อมูลจากศิริราชชี้ว่าการทดสอบผิวหนังมีความจำเพาะร้อยละ 71–100 แต่ความไวต่ำเพียงร้อยละ 0–40[7] การศึกษาในผู้สงสัยแพ้กุ้งพบว่าการทดสอบผิวหนังและ IgE ต่อกุ้งให้ความไวร้อยละ 46–61 แต่ความจำเพาะเพียงร้อยละ 43–51 ส่วน IgE ต่อ tropomyosin แม่นยำกว่าแต่ตรวจไม่เจอในคนจำนวนมาก[8]
การยืนยันจึงต้องใช้การทดลองกินอาหาร (oral food challenge) ภายใต้การดูแลแพทย์ ซึ่งเป็นมาตรฐานทองคำ[6],[9],[21]
การตรวจที่ยังไม่ควรเสียเงินคือ IgG หรือ IgG4 ต่ออาหาร เพราะ IgG บ่งชี้ว่าเคยสัมผัสอาหารนั้น ไม่ได้บ่งชี้ว่าแพ้ รายงานของ EAACI ระบุชัดว่าไม่แนะนำให้ใช้ตรวจวินิจฉัย[22] เช่นเดียวกับการตรวจเส้นผมและชุดตรวจทางไปรษณีย์ที่อ้างว่าตรวจได้ 100 ชนิด ซึ่งไม่มีหลักฐานและนำไปสู่การเลี่ยงอาหารเกินจำเป็น[23]
แนวทางที่มีหลักฐาน: เลี่ยงอาหารที่แพ้และมีแผนรับมือ
เมื่อยืนยันได้ว่าแพ้อาหารชนิดใด สิ่งที่ได้ผลคือเลี่ยงอาหารนั้นตามระดับความรุนแรง และเตรียมแผนสำหรับกรณีเผลอกิน สองเรื่องนี้ต้องทำคู่กัน เพราะการเลี่ยงอย่างเดียวไม่เคยลดความเสี่ยงเหลือศูนย์
การอ่านฉลากต้องอ่านทุกครั้งแม้เป็นยี่ห้อที่เคยกิน เพราะสูตรเปลี่ยนได้ และชื่อที่ซ่อนรูป เช่น เวย์ เคซีน อัลบูมิน หรือ “โปรตีนพืช” คำเตือนแบบ “อาจมีส่วนประกอบของ…” ไม่ได้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก และไม่ได้แปลว่ามีสารก่อแพ้ในปริมาณที่กำหนด ผู้ที่แพ้รุนแรงจึงควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นคำเตือนนี้[24]
cross-contact คือการปนเปื้อนข้ามภาชนะ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในร้านอาหาร เขียง ตะหลิว และน้ำมันทอดเดียวกันล้วนพอทำให้เกิดอาการในคนที่แพ้มาก การบอกพนักงานตรง ๆ ว่าแพ้อะไรและขอให้เปลี่ยนอุปกรณ์ได้ผลกว่าการขอ “ไม่ใส่”
แผนรับมือควรเป็นลายลักษณ์อักษรและมีสี่ส่วน คืออาหารที่แพ้และระดับความรุนแรง ขั้นตอนเมื่อเกิดอาการและเบอร์ 1669 ตำแหน่งเก็บยาและวิธีใช้ และชื่อผู้ติดต่อในครอบครัว สำหรับโรงเรียนควรแนบรูปถ่ายผู้ป่วยและรูปอาหารที่ห้าม และซักซ้อมกับครูประจำชั้นก่อนเปิดเทอม
ยาและอุปกรณ์ที่ควรมี: antihistamine กับ adrenaline
ยาแก้แพ้กลุ่มต้านฮีสตามีนรุ่นที่สอง เช่น cetirizine และ loratadine ลดคันและลดผื่นได้ดีและไม่ทำให้ง่วง จึงเหมาะกับอาการทางผิวหนังเพียงอย่างเดียว แต่ไม่แก้หลอดลมตีบ ไม่แก้ความดันตก และไม่หยุดการแพ้ที่ลุกลาม การให้ยาแก้แพ้แล้วรอดูอาการจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การรักษาล่าช้า[1],[2]
adrenaline (epinephrine) เป็นยารักษาเส้นแรกเพียงตัวเดียวที่แก้ทั้งหลอดลมตีบ การบวมของกล่องเสียง และความดันตกพร้อมกัน ขนาดที่แนวทางแนะนำคือ 0.01 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก สูงสุด 0.5 มิลลิกรัมในผู้ใหญ่ และ 0.3 มิลลิกรัมในเด็ก ฉีดซ้ำได้ทุก 5–15 นาทีถ้าไม่ดีขึ้น[1],[5] ต้นขาด้านนอกดูดซึมเร็วและปลอดภัยกว่าการฉีดที่แขน
ในประเทศไทย เครื่องฉีดอัตโนมัติยังมีจำกัด ข้อมูลจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวรพบว่าผู้ป่วย anaphylaxis ร้อยละ 98.4 ได้รับ adrenaline ในโรงพยาบาล แต่มีเพียงร้อยละ 11.4 ที่ได้ใบสั่งยาติดตัวกลับบ้าน[19] ผู้ที่เคยมีอาการรุนแรงจึงควรถามแพทย์เรื่องแผนฉุกเฉินและยาติดตัว
หลังฉีด adrenaline ต้องไปโรงพยาบาลทุกครั้งแม้อาการจะดีขึ้น เพราะอาจเกิด biphasic reaction คืออาการกลับมาซ้ำโดยไม่มีอาหารใหม่เข้ามา การวิเคราะห์รวม 12 การศึกษาในผู้ใหญ่พบว่าการเฝ้าดู 6 ชั่วโมงหลังอาการทุเลาทำนายได้แม่นยำร้อยละ 97.3 และ 8–12 ชั่วโมงมากกว่าร้อยละ 98[29] ส่วนเวลาที่ต้องฉีดซ้ำช่วยกำหนดระยะเฝ้าดูในเด็ก[30] สเตียรอยด์ไม่ได้ป้องกันการกลับซ้ำ[1],[5]
ทางเลือกที่หลักฐานยังไม่พอ: desensitization และ immunotherapy อาหาร
การทำให้ทน (desensitization) หรือ oral immunotherapy (OIT) คือการให้กินอาหารที่แพ้ในปริมาณน้อยมากแล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นภายใต้การดูแลของแพทย์ เป้าหมายคือให้ทนปริมาณที่มากขึ้นเมื่อเผลอกิน ไม่ใช่ให้กินได้ตามใจ
แนวทางของ EAACI ระบุว่า OIT ทำได้ในศูนย์เฉพาะทางที่มีความพร้อมเรื่องภาวะฉุกเฉินเท่านั้น เพราะระหว่างรักษามีโอกาสเกิด anaphylaxis และผลที่ได้คงอยู่ก็ต่อเมื่อกินต่อเนื่องสม่ำเสมอ[25] สิ่งที่อันตรายที่สุดคือการทำเองที่บ้านโดยดูจากคลิปหรือกลุ่มออนไลน์ เพราะเพิ่มปริมาณผิดขั้นเพียงเล็กน้อยทำให้เกิด anaphylaxis ขณะอยู่คนเดียวได้
อยู่กับมันระยะยาว: เด็กจำนวนมากหายเองได้
การแพ้อาหารหลายชนิดหายได้เองเมื่อโตขึ้น การติดตามเด็ก 5,276 คนในออสเตรเลียพบว่าไข่แพ้หายร้อยละ 89 ภายในอายุ 6 ปี ขณะที่ถั่วลิสงหายเพียงร้อยละ 29[26] ข้อมูลจากศิริราชในเด็กไทยพบว่าไข่แพ้หายร้อยละ 50.5 เมื่ออายุ 5 ปี และร้อยละ 74.6 เมื่ออายุ 10 ปี โดยอายุมัธยฐานที่ทนไข่ได้คือ 56 เดือน[28]
การแพ้นมวัวมีแนวโน้มคล้ายกัน เด็กที่ยังแพ้ตอนอายุ 6 ปี กว่าร้อยละ 58 ทนได้ภายในอายุ 12 ปี ปัจจัยที่ทำให้หายช้าคือค่า IgE สูง เคยมี anaphylaxis จากนม และการเลี่ยงแบบสมบูรณ์[27] ข้อสุดท้ายชี้ว่าการเลี่ยงเกินจำเป็นอาจไม่ช่วยให้หายเร็วขึ้น
ด้วยเหตุนี้การตรวจซ้ำจึงสำคัญ แนวทางแนะนำให้ประเมินซ้ำทุก 12–18 เดือน การเลี่ยงตลอดชีวิตโดยไม่เคยตรวจซ้ำทำให้เด็กเสี่ยงขาดแคลอรี โปรตีน และแคลเซียม โดยเฉพาะเด็กที่เลี่ยงนมวัวทั้งหมด[3]
คำถามที่พบบ่อย
แพ้อาหารกับอาหารเป็นพิษต่างกันอย่างไร
การแพ้อาหารเกิดจากภูมิคุ้มกันจำโปรตีนในอาหารผิดและเกิดซ้ำทุกครั้งที่กินอาหารเดิม มักเริ่มภายในไม่กี่นาทีถึง 2 ชั่วโมง ด้วยผื่น ปากบวม หรือหายใจติดขัด ส่วนอาหารเป็นพิษมักมีไข้ ปวดท้อง และท้องเสีย ร่วมกับคนอื่นที่กินมื้อเดียวกันป่วยด้วย[2],[3],[11]
กินกุ้งแล้วคันปาก แพ้ไหม
ยังสรุปไม่ได้จากอาการครั้งเดียว การทดลองกินกุ้งในผู้ที่สงสัยแพ้พบว่าแพ้จริงเพียงร้อยละ 26[8] ถ้าเกิดเร็วและเกิดซ้ำทุกครั้งกับกุ้งหรือปู ควรพบแพทย์ภูมิแพ้เพื่อตรวจ ไม่ควรเลี่ยงกุ้งตลอดชีวิตโดยไม่ยืนยัน หากมีปากบวมหรือหายใจติดขัดให้โทร 1669
แพ้อาหารรุนแรงต้องฉีดยาอะไร
adrenaline (epinephrine) เท่านั้น ขนาด 0.01 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก สูงสุด 0.5 มก.ในผู้ใหญ่และ 0.3 มก.ในเด็ก ฉีดซ้ำได้ทุก 5–15 นาทีถ้าไม่ดีขึ้น แล้วไปโรงพยาบาลทุกครั้ง[1],[5] ยาแก้แพ้กินไม่หยุดภาวะนี้
ยาแก้แพ้กินทุกวันได้ไหม
ยาแก้แพ้รุ่นที่สองอย่าง cetirizine หรือ loratadine กินต่อเนื่องได้ในบางข้อบ่งชี้ เช่น ลมพิษเรื้อรัง แต่ไม่ควรกินเพื่อกลบอาการหลังกินอาหารที่แพ้ซ้ำ ๆ เพราะไม่ได้ป้องกัน anaphylaxis[1],[2]
แพ้นมวัว กินนมถั่วเหลืองได้ไหม
ได้บ่อย เพราะโปรตีนต่างชนิดกัน เด็กประมาณครึ่งหนึ่งที่แพ้นมวัวทนได้ แต่ถ้าเคยมีอาการรุนแรงควรปรึกษาแพทย์ก่อนทดลอง และเลือกสูตรที่เสริมแคลเซียมและวิตามินดี[3],[27]
ตรวจ IgG รู้ว่าแพ้อาหารจริงหรือไม่
ไม่รู้ รายงานของ EAACI ระบุว่าไม่แนะนำให้ใช้ IgG หรือ IgG4 ต่ออาหารวินิจฉัยการแพ้อาหาร เพราะ IgG บอกเพียงว่าเคยสัมผัสอาหารนั้น การยืนยันต้องใช้ประวัติร่วมกับการทดลองกินอาหารภายใต้การดูแลแพทย์[21],[22]
เด็กแพ้นมวัวจะหายไหม
ส่วนใหญ่ดีขึ้นตามอายุ เด็กที่ยังแพ้ตอนอายุ 6 ปี ประมาณร้อยละ 58 ทนนมวัวได้ภายในอายุ 12 ปี ควรตรวจซ้ำตามแผนของแพทย์ทุก 12–18 เดือน[27]
ผงชูรสทำให้แพ้จริงหรือเปล่า
ไม่มีหลักฐานว่าผงชูรสทำให้เกิดการแพ้ทาง IgE การทดลองปกปิดสองทางพบอาการได้จริงแต่น้อยและไม่สม่ำเสมอ และไม่เกิดเมื่อให้พร้อมอาหาร[14],[15] อาการที่เกิดซ้ำกับอาหารที่มีผงชูรสควรให้แพทย์ประเมิน
สรุป
แพ้อาหารคือปฏิกิริยาที่ระบบภูมิคุ้มกันจำโปรตีนในอาหารผิด ต่างจากอาหารเป็นพิษและอาหารไม่ย่อยที่ไม่มีภูมิต้านทานเกี่ยวข้อง อาการที่บอกว่าแพ้จริงคือเกิดเร็ว เกิดซ้ำกับอาหารเดิม และมีอาการมากกว่าหนึ่งระบบ[2],[3],[4] ถ้ามีปากหรือลิ้นบวม เสียงแหบ หายใจลำบาก หรือเวียนหัวจะเป็นลม ให้โทร 1669 และใช้ adrenaline 0.01 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกโดยไม่ต้องรอให้อาการครบ[1] ยาแก้แพ้ไม่มีบทบาทหยุดภาวะนี้ และห้ามขับรถเองระหว่างรอความช่วยเหลือ
ตัวเลขจากประเทศไทยชี้ว่าคนที่คิดว่าตนแพ้อาหารมากกว่าคนที่แพ้จริงหลายเท่า การทดลองกินอาหารภายใต้การดูแลแพทย์จึงเป็นวิธีเดียวที่ยืนยันได้[6],[7],[9] เด็กจำนวนมากหายเองได้ตามอายุ แต่ต้องตรวจซ้ำและไม่เลี่ยงอาหารเกินจำเป็น แผนรับมือที่เป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมยาติดตัวและเบอร์ 1669 คือสิ่งที่ทำให้ความเสี่ยงที่เหลือจัดการได้จริง
คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): ถ้าหลังกินอาหารแล้วมีปากหรือลิ้นบวม เสียงแหบ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรือเวียนหัวจะเป็นลม ให้โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที ห้ามรอดูอาการและห้ามขับรถเอง ยาแก้แพ้กินไม่หยุดภาวะนี้ ต้องใช้ adrenaline ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ และถ้าเคยมีอาการรุนแรงจากอาหารชนิดนั้นมาก่อน ห้ามทดลองกินซ้ำเอง
แหล่งอ้างอิง
- . Cardona V, Ansotegui IJ, Ebisawa M, et al. World allergy organization anaphylaxis guidance 2020. World Allergy Organ J. 2020;13(10):100472. https://pubmed.ncb ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Boyce JA, Assa’ad A, Burks AW, et al. Guidelines for the diagnosis and management of food allergy in the United States: report of the NIAID-sponsored expert p ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;126(6 Suppl):S1-S58. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/21134576/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Muraro A, Werfel T, Hoffmann-Sommergruber K, et al. EAACI food allergy and anaphylaxis guidelines: diagnosis and management of food allergy. Allergy. 2014;69( ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ):1008-1025. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/24909706/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Sampson HA, Muñoz-Furlong A, Campbell RL, et al. Second symposium on the definition and management of anaphylaxis: summary report—Second National Institute of ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;117(2):391-397. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/16461139/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Golden DBK, Wang J, Waserman S, et al. Anaphylaxis: A 2023 practice parameter update. Ann Allergy Asthma Immunol. 2024;132(2):124-176. https://pubmed.ncbi.nlm ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Rangkakulnuwat P, Lao-Araya M. The prevalence and temporal trends of food allergy among preschool children in Northern Thailand between 2010 and 2019. World A ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;14(10):100593. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/34721755/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Sripramong C, Visitsunthorn K, Srisuwatchari W, et al. Food sensitization and food allergy in allergic Thai patients from a tertiary care center in Thailand. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;40(2):147-154. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31421663/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Kulalert P, Kreetapirom P, Piboonpocanun S, et al. Specific IgE to tropomyosin increases the diagnostic accuracy of shrimp allergy. Front Allergy. 2026;7:1737 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/41657737/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Srisuwatchari W, Vichyanond P. Oral food challenges: result of a 16-year experience at a major teaching hospital in Thailand. Asia Pac Allergy. 2018;8(2):e21. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Warren CM, Chadha AS, Sicherer SH, et al. Prevalence and severity of sesame allergy in the United States. JAMA Netw Open. 2019;2(8):e199144. https://pubmed.nc ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Hungerford JM. Scombroid poisoning: a review. Toxicon. 2010;56(2):231-243. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/20152850/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Feng C, Teuber S, Gershwin ME. Histamine (scombroid) fish poisoning: a comprehensive review. Clin Rev Allergy Immunol. 2016;50(1):64-69. https://pubmed.ncbi.n ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Maintz L, Novak N. Histamine and histamine intolerance. Am J Clin Nutr. 2007;85(5):1185-1196. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/17490952/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Geha RS, Beiser A, Ren C, et al. Review of alleged reaction to monosodium glutamate and outcome of a multicenter double-blind placebo-controlled study. J Nutr ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;130(4S Suppl):1058S-1062S. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/10736382/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Zanfirescu A, Ungurianu A, Tsatsakis AM, et al. A review of the alleged health hazards of monosodium glutamate. Compr Rev Food Sci Food Saf. 2019;18(4):1111-1 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31920467/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Yang L, Fu J, Zhou Y. Research progress in atopic march. Front Immunol. 2020;11:1907. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/32973790/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Nowak-Węgrzyn A, Chehade M, Groetch ME, et al. International consensus guidelines for the diagnosis and management of food protein-induced enterocolitis syndr ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;139(4):1111-1126.e4. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/28167094/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Rangkakulnuwat P, Sutham K, Lao-Araya M. Anaphylaxis: ten-year retrospective study from a tertiary-care hospital in Asia. Asian Pac J Allergy Immunol. 2020;38 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ):31-39. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/30447654/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Uthaisangsook S, Hirunwattana N, Kajornrojanaruk C, et al. Characteristics of anaphylaxis from tertiary-care hospital in lower northern Thailand: a ten-year r ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;44(2):362-373. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/39003649/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Mairiang D, Uppala R, Niamsanit S, et al. Nationwide epidemiology and healthcare burden of pediatric anaphylaxis in Thailand: a population-based study, 2019-2 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . World Allergy Organ J. 2026;19(8):101437. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/42571257/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Foong RX, Dantzer JA, Wood RA, et al. Improving diagnostic accuracy in food allergy. J Allergy Clin Immunol Pract. 2021;9(1):71-80. https://pubmed.ncbi.nlm.ni ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Stapel SO, Asero R, Ballmer-Weber BK, et al. Testing for IgG4 against foods is not recommended as a diagnostic tool: EAACI Task Force Report. Allergy. 2008;63 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ):793-796. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/18489614/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Kelso JM. Unproven diagnostic tests for adverse reactions to foods. J Allergy Clin Immunol Pract. 2018;6(2):362-365. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/29524991/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Turner PJ, Bognanni A, Arasi S, et al. Time to ACT-UP: update on precautionary allergen labelling (PAL). World Allergy Organ J. 2024;17(10):100972. https://pu ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Pajno GB, Fernandez-Rivas M, Arasi S, et al. EAACI guidelines on allergen immunotherapy: IgE-mediated food allergy. Allergy. 2018;73(4):799-815. https://pubme ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Peters RL, Guarnieri I, Tang MLK, et al. The natural history of peanut and egg allergy in children up to age 6 years in the HealthNuts population-based longit ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;150(3):657-665.e13. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/35597613/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Kubota K, Nagakura KI, Ejiri Y, et al. Natural history of cow’s milk allergy in children aged 6-12 years. Pediatr Allergy Immunol. 2023;34(12):e14064. https:/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Ratanaprug C, Kanchanapoomi K, Srisuwatchari W, et al. Factors predicting tolerance of egg allergy. J Allergy Clin Immunol Glob. 2026;5(3):100669. https://pub ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Kim TH, Yoon SH, Hong H, et al. Duration of observation for detecting a biphasic reaction in anaphylaxis: a meta-analysis. Int Arch Allergy Immunol. 2019;179( ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ):31-36. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/30763927/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Dribin TE, Sampson HA, Zhang Y, et al. Timing of repeat epinephrine to inform paediatric anaphylaxis observation periods: a retrospective cohort study. Lancet ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;9(7):484-496. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/40506197/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed