ความงาม

ริมฝีปากแห้งแตก ทำไมทาลิปแล้วยังแตก

ริมฝีปากแห้งแตกหรือปากลอกคือภาวะที่ผิวชั้นนอกของริมฝีปากสูญเสียน้ำเร็วกว่าที่จะกักน้ำไว้ได้ งานวัดค่าทางสรีรวิทยาเทียบกับผิวแก้มพบว่าชั้น stratum corneum ของริมฝีปากมีน้ำน้อยกว่าและมีค่าการสูญเสียน้ำผ่านผิวหนัง (transepidermal water loss หรือ TEWL) สูงกว่าอย่างชัดเจน[1],[2] เมื่อน้ำในชั้นผิวนอกลดลง การผลัดเซลล์ผิวก็เสียจังหวะ หนังกำพร้าจึงหนาตัวและลอกเป็นขุย

ที่ทาลิปแล้วยังแตกเพราะสามเรื่อง หนึ่ง ลิปบาล์มส่วนใหญ่เป็นเพียงฟิล์มกั้นการระเหยชั่วคราว ไม่ได้เติมน้ำหรือซ่อมไขมันในชั้นผิว สอง หลายหลอดมีสารระคายหรือสารก่อแพ้ สาม ตัวการยังอยู่คือการเลียปากและสภาพอากาศ งานสำรวจทหาร 1,053 นายระหว่างฝึกในทะเลทรายพบอาการปากแตกปานกลางร้อยละ 23.5 และรุนแรงร้อยละ 10 แม้ในกลุ่มที่ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันริมฝีปาก[5]

ทำไมริมฝีปากแตกง่ายกว่าผิวส่วนอื่น

ผิวริมฝีปากหรือส่วนสีแดงของริมฝีปาก (vermilion) เป็นรอยต่อระหว่างผิวหนังกับเยื่อบุในช่องปาก จึงบางกว่าและกักน้ำได้แย่กว่าผิวส่วนอื่น งานศึกษาในหญิงญี่ปุ่น 40 คนพบว่าผู้ที่มีน้ำในชั้นผิวต่ำมีสัดส่วนเซลล์ผิวที่หนาและไม่สม่ำเสมอมากกว่า และสัดส่วนนี้สัมพันธ์กับความรุนแรงของอาการลอก[1]

เหตุผลอยู่ที่ฟิล์มไขมัน ผิวทั่วไปมีต่อมไขมันและต่อมเหงื่อช่วยชะลอการระเหย แต่ริมฝีปากมีต่อมเหล่านี้น้อยมาก จึงพึ่งเพียงไขมันระหว่างเซลล์ที่มีจำกัด[1],[2] เมื่ออากาศแห้งหรือลมแรง น้ำจึงระเหยเร็วและเกิดรอยแตก

สาเหตุที่พบบ่อย

สาเหตุแบ่งเป็นกลุ่มที่ปรับได้กับกลุ่มที่ต้องตรวจเพิ่ม งานศึกษาในผู้ป่วยปากอักเสบเรื้อรังพบปัจจัยเสี่ยงสำคัญสามข้อ คือ โรคผิวหนังกลุ่มภูมิแพ้ (odds ratio 4.5, ช่วงความเชื่อมั่น 2.4 ถึง 8.4) ภาวะซีด (3.3, ช่วงความเชื่อมั่น 1.5 ถึง 7.5) และการทำงานสลับไปมาระหว่างในอาคารกับกลางแจ้ง (2.1, ช่วงความเชื่อมั่น 1.5 ถึง 2.8)[3]

  • อากาศแห้ง หนาว และลม เพิ่มการระเหยโดยตรง งานสำรวจในทะเลทรายพบความชุกถึงหนึ่งในสามของผู้ที่สัมผัสอากาศแห้งจัดต่อเนื่อง[5]
  • เลียปากและกัดปาก เป็นทั้งสาเหตุและผล และนำไปสู่ปากอักเสบจากสารระคาย[6]
  • ดื่มน้ำน้อย งานเติมน้ำ 2 ลิตรต่อวันนาน 30 วันพบความชื้นผิวดีขึ้นชัดในกลุ่มที่ปกติดื่มน้ำน้อย ส่วนค่า TEWL ไม่เปลี่ยน[7]
  • ยาไอโซเตรติโนอิน พบปากอักเสบร้อยละ 78 ของผู้ใช้ 1,743 ราย และขึ้นกับขนาดยา คือร้อยละ 47 ที่ได้ต่ำกว่า 0.25 มก./กก./วัน เทียบกับร้อยละ 96 ที่ได้เกิน 0.75 มก./กก./วัน[8] งานรีวิว 11 งานก็พบผลข้างเคียงกลุ่มผิวแห้งเป็นสัดส่วนมากที่สุด[9]
  • ขาดธาตุเหล็กและวิตามินบีสิบสอง สัมพันธ์กับปากอักเสบที่มุมปาก[4],[12]

คนผิวขาวมากเสี่ยงกว่า 3.23 เท่า และผู้มีประวัติเริมที่ปากเสี่ยงกว่า 2.88 เท่า[5]

แยกชนิดของปากแตกก่อนลงมือรักษา

คำว่า ปากแตก ใช้เรียกหลายอย่างปนกัน ทำให้รักษาผิดทางได้ง่าย งานทบทวนเสนอให้จัดกลุ่มตามสาเหตุและระยะเวลา เพราะแต่ละกลุ่มตอบสนองต่อการรักษาต่างกัน[4]

ชนิด ลักษณะเด่น จุดที่ต่างจากปากแตกธรรมดา แนวทาง
ปากแตกธรรมดา (cheilitis simplex) แห้ง ลอกเป็นขุย แตกเป็นร่องตื้น มักเป็นสองข้าง ไม่มีตุ่ม ไม่มีหนอง ไม่มีแผ่นขาวหนา ปรับพฤติกรรมและใช้สารปิดกั้นความชื้น
ปากอักเสบลอก (exfoliative cheilitis) แผ่น keratin หนาสะสม ลอกซ้ำเป็นวงจร แผ่นหนาและเกิดซ้ำนาน ต้องวินิจฉัยโดยแพทย์และใช้ยาทาเฉพาะ
ปากอักเสบที่มุมปาก (angular cheilitis) รอยแตกและแดงที่มุมปากทั้งสองข้าง อยู่ที่มุมปาก ไม่ใช่กลางริมฝีปาก มักเกี่ยวกับเชื้อราและภาวะขาดสารอาหาร
ปากอักเสบจากแสง (actinic cheilitis) ริมฝีปากล่างแห้ง ด้าน ขาว หรือเป็นแผลเรื้อรัง เป็นริมฝีปากล่างเกือบทั้งหมด สัมพันธ์กับแดดสะสม ต้องตรวจชิ้นเนื้อเพื่อตัดมะเร็ง
ปากอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic contact cheilitis) บวม แดง คัน หรือเป็นผื่นหลังใช้ผลิตภัณฑ์ เกี่ยวเนื่องกับเวลาที่เริ่มใช้ของใหม่ ต้องหาสารก่อแพ้และหยุดใช้

ปากอักเสบลอกมีงานทบทวนผู้ป่วย 15 ราย อายุเฉลี่ย 59 ปี พบการเลียปากแบบ habitual ร้อยละ 53 ผู้ที่มาติดตามผลร้อยละ 80 ดีขึ้นเมื่อใช้ยาทากลุ่ม calcineurin inhibitor หรือสารให้ความชุ่มชื้น โดยค่ามัธยฐานการตอบสนองคือ 2 เดือน[10] ภาวะนี้จึงตอบสนองช้า ไม่ใช่เรื่องของลิปบาล์ม

ปากอักเสบที่มุมปากเกี่ยวกับเชื้อรา Candida และภาวะขาดสารอาหาร โดยพบร่วมกับภูมิคุ้มกันลดลงและการใส่ฟันปลอม[11],[12]

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): อย่าซื้อลิปบาล์มที่อ้างว่าทำให้ปากหายในคืนเดียวจากแหล่งที่ไม่ระบุส่วนผสม เพราะเคยพบการผสมสเตียรอยด์ซึ่งทำให้ผิวบางและกลับมาแตกหนักกว่าเดิมเมื่อหยุด ถ้ามีแผลเลือดออก ตุ่ม หรือแผ่นขาวแข็ง ต้องพบแพทย์ก่อน และห้ามแกะหนังปากหรือขัดด้วยมะนาว เกลือ หรือน้ำตาล

ทำไมเลียปากยิ่งแตก

การเลียปากให้ความรู้สึกดีชั่วครู่เพราะน้ำลายทำให้ริมฝีปากเปียกและเย็น แต่กลไกที่ตามมาเป็นการซ้ำเติมสองชั้น ชั้นแรก เมื่อน้ำลายระเหย มันพาน้ำในชั้นผิวออกไปด้วย ปากจึงแห้งกว่าเดิมในอีกไม่กี่นาที ชั้นที่สอง น้ำลายมีโปรตีนและเอนไซม์สำหรับย่อยอาหาร ไม่ได้ออกแบบให้อยู่บนผิวตลอดวัน การสัมผัสซ้ำจึงระคายชั้นหนังกำพร้าที่บางอยู่แล้ว[6]

ผลคือเกิดวงจรปากอักเสบจากการเลียปาก ผู้ที่เลียจนเป็นนิสัยจะเสี่ยงต่อปากอักเสบจากสารระคาย ปากแตกเป็นขุย ปากอักเสบที่มุมปาก และการติดเชื้อแทรกซ้อน[6] ในรายรุนแรง งานทบทวนผู้ป่วยปากอักเสบลอกพบว่าร้อยละ 53 มีการเลียปากแบบ habitual ร่วมด้วย[10] การหยุดพฤติกรรมนี้ยากกว่าการทาบาล์ม เพราะมักเกิดตอนเครียดหรือตอนไม่มีอะไรทำ สิ่งที่ช่วยได้คือทำให้ปากมีฟิล์มปกคลุมตลอดเวลา

ส่วนผสมที่ควรมีในลิปบาล์ม

หลักการเลือกคือหาสารที่ปิดกั้นการระเหยได้จริงหรือเติมองค์ประกอบของเกราะผิว

ปิโตรเลียมเจลลี เป็นสารอ้างอิงที่งานศึกษากลไกอธิบายชัด งานทดลองที่ทำให้เกราะผิวเสียด้วยอะซิโตนแล้วทาปิโตรเลียมพบว่าผิวฟื้นตัวเร็วกว่าจุดที่ไม่ทา เพราะปิโตรเลียมแทรกเข้าไปในช่องระหว่างเซลล์ทุกชั้นของ stratum corneum แทนที่ชั้นไขมันระหว่างเซลล์ จึงไม่ได้เป็นแผ่นปิดผิวตามที่เคยเข้าใจกัน[22]

เซราไมด์ เป็นไขมันหลักของเกราะผิว งานทดลองในผู้มีปากแห้ง 30 คนที่ใช้ลิปบาล์มผสมเซราไมด์เทียมวันละสองครั้งขึ้นไปนาน 4 สัปดาห์ พบว่าอาการดีขึ้นทุกรายตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 และเมื่อครบ 4 สัปดาห์ มีผู้ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนร้อยละ 27 และดีขึ้นร้อยละ 60[24]

ลาโนลิน เป็นไขมันจากขนแกะที่กักน้ำได้ดี แต่มีรายงานการแพ้อยู่จริง งานทบทวนอธิบาย lanolin paradox ว่าผู้ที่ผลทดสอบภูมิแพ้เป็นบวกจำนวนหนึ่งยังใช้ลาโนลินบริสุทธิ์ระดับเภสัชกรรมได้โดยไม่เกิดผื่น[27]

สควาเลน เป็นไฮโดรคาร์บอนที่ร่างกายผลิตเอง ราวร้อยละ 13 ของซีบัมมนุษย์ รูปอิ่มตัวเป็นอิมอลเลียนต์ที่ให้ความชุ่มชื้นโดยไม่เหนอะหนะ[26] แต่ข้อมูลในคนยังมีน้อย

เชียบัตเตอร์ มีงานทดลองในเด็กผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง 34 รายที่ใช้ครีมผสมเชียบัตเตอร์เทียบกับครีมเซราไมด์ พบว่าความพึงพอใจและประสิทธิภาพไม่ต่างกัน[25]

ส่วนผสม กลไก หลักฐานที่มี
ปิโตรเลียมเจลลี แทรกในช่องระหว่างเซลล์และกระตุ้นการฟื้นเกราะผิว งานทดลองกลไกในคนและงานวิเคราะห์การแสดงออกของยีน[22],[23]
ลาโนลิน ไขมันที่กักน้ำและเพิ่มความนุ่ม งานทบทวนเรื่องการแพ้และความปลอดภัย[27]
เซราไมด์ เติมไขมันหลักของเกราะผิว งานทดลอง 30 คน 4 สัปดาห์[24]
สควาเลน อิมอลเลียนต์ที่เข้ากับซีบัมตามธรรมชาติ งานทบทวนคุณสมบัติและการใช้[26]
เชียบัตเตอร์ ไขมันพืชที่ให้ความนุ่มและลดการสูญเสียน้ำ งานทดลองเทียบกับครีมเซราไมด์[25]

ที่สำคัญกว่าชื่อสารคือความสามารถในการปิดกั้นน้ำ งานทดลองในหญิงญี่ปุ่น 20 คนพบว่าสูตรปิดกั้นสูงทำให้ความหยาบ ริ้วรอย และค่าความชื้นดีขึ้นชัดกว่าสูตรปิดกั้นต่ำ ทั้งที่ไม่ได้ใส่สารดูแลเฉพาะทางใดเลย[2]

ส่วนผสมที่ควรเลี่ยง

กลุ่มแรกคือสารให้กลิ่นและรสจากมิ้นต์ มีรายงานผู้ป่วย 4 รายที่เกิดปากอักเสบจากภูมิแพ้หลังใช้ลิปบาล์มที่มีน้ำมันเปปเปอร์มินต์ และผลทดสอบชี้ที่น้ำมันนี้เป็นสาเหตุหลัก[20]

กลุ่มที่สองคือน้ำหอมและบาล์มเปรู ข้อมูลจากศูนย์ทดสอบภูมิแพ้ในอเมริกาเหนือที่รวบรวมผู้ป่วย 10,061 รายพบว่าผู้ที่มาด้วยปัญหาเฉพาะริมฝีปากมี 196 ราย หรือร้อยละ 2 และในจำนวนนี้ร้อยละ 38.3 เป็นปากอักเสบจากภูมิแพ้ สารก่อแพ้ที่พบบ่อยคือ fragrance mix, Myroxylon pereirae หรือบาล์มเปรู และนิกเกิล[18] งานในอิตาลีที่ทดสอบผู้ป่วย 129 รายพบผลบวกที่เกี่ยวข้องร้อยละ 65.1 และต้องใช้ชุดทดสอบเพิ่มนอกชุดมาตรฐาน 42 ราย โดยสารที่พบบ่อยคือนิกเกิล น้ำหอม บาล์มเปรู โครเมียม และแมงกานีส[19]

กลุ่มที่สามคือโพรโพลิสและไขคาร์นอบา ซึ่งนิยมในลิปบาล์มธรรมชาติ มีรายงานเด็กชายรายหนึ่งเกิดผื่นที่ริมฝีปากจากทั้งสองสารนี้[21] คำว่า ธรรมชาติ จึงไม่ได้แปลว่าไม่ก่อภูมิแพ้ กลุ่มสุดท้ายคือสารที่ให้ความรู้สึกเย็นหรือชา เช่น เมนทอล การบูร และฟีนอล ซึ่งให้ความสบายทันทีแต่ไม่ได้ซ่อมแซมชั้นผิว และทาซ้ำบนผิวที่แตกก็เพิ่มโอกาสระคายเคือง[17]

วิธีทาให้ได้ผลจริง

ข้อแรกคือทาให้หนาพอที่จะเห็นเป็นฟิล์ม โดยเฉพาะก่อนนอน งานทดลองสูตรปิดกั้นสูงวัดผลได้ชัดเมื่อใช้ต่อเนื่อง 2 และ 4 สัปดาห์[2]

ข้อที่สองคือทาซ้ำระหว่างวัน เพราะทุกครั้งที่ดื่มน้ำ กินอาหาร หรือเช็ดปาก ฟิล์มจะถูกขัดออก การทาเพิ่ม 2 ถึง 3 ครั้งเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่การติดลิปบาล์ม[24]

ข้อที่สามคือทาก่อนออกแดดหรือออกลม เพราะรังสี UV และลมเป็นทั้งตัวทำลายเกราะผิวและตัวกระตุ้นแผล งานทดลองครีมริมฝีปากสูตรหนึ่งวัดค่า SPF ในคนได้ 12.2 และลดค่า TEWL ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยความต่างเฉลี่ย 7.19 หน่วย เทียบกับกลุ่มที่ไม่ทา[28] แต่ SPF ระดับนี้ไม่เท่าครีมกันแดดใบหน้า จึงยังควรใช้หมวกหรือหลบแดดเมื่ออยู่กลางแจ้งนาน

นิสัยและสิ่งแวดล้อมที่ช่วย

สิ่งที่ได้ผลสม่ำเสมอที่สุดคือลดการสูญเสียน้ำจากสิ่งแวดล้อม การเปิดเครื่องทำความชื้นในห้องที่ใช้แอร์ตลอดวันช่วยได้ระดับหนึ่ง และเป็นวิธีที่ทีมผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้ร่วมกับการทาบาล์มที่มีการป้องกัน UV[6]

เรื่องน้ำดื่ม งานเติมน้ำ 2 ลิตรต่อวันนาน 30 วันพบความชื้นผิวดีขึ้นชัดในคนที่ปกติดื่มน้ำน้อย แต่ไม่เปลี่ยนค่า TEWL[7] แปลว่าการดื่มน้ำช่วยเรื่องปริมาณน้ำในผิว แต่ไม่ได้ซ่อมเกราะผิวที่เสียแล้ว จึงต้องทำคู่กับการทาสารปิดกั้น อีกสองข้อคือหายใจทางจมูกโดยเฉพาะตอนนอน และหลีกเลี่ยงกลอสแบบบางที่ระเหยเร็ว งานสำรวจในทะเลทรายย้ำว่าผลิตภัณฑ์ป้องกันปากอย่างเดียวได้ผลจำกัดเมื่อสภาพแวดล้อมรุนแรง[5]

ปากแตกเรื้อรังบอกโรคอะไร

ถ้าปากแตกไม่หายแม้ดูแลถูกวิธีครบทุกข้อ ต้องคิดถึงสาเหตุที่ลึกกว่า

ภาวะขาดธาตุเหล็กและวิตามินบีสิบสองเป็นสาเหตุคลาสสิกของปากอักเสบที่มุมปาก งานทบทวนระบุว่าปากอักเสบอาจเป็นอาการเดี่ยวหรือเป็นส่วนหนึ่งของโรค systemic เช่น ภาวะซีดจากการขาดวิตามินบีสิบสองหรือธาตุเหล็ก[4] และงานศึกษาในผู้ป่วยปากอักเสบเรื้อรังพบว่าภาวะซีดเพิ่มความเสี่ยง 3.3 เท่า[3]

กลุ่มที่สองคือโรคผิวหนังกลุ่มภูมิแพ้และผื่นสัมผัส ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงปากอักเสบเรื้อรังถึง 4.5 เท่า[3] ปากที่แตกจึงเป็นเพียงปลายทางของผิวหนังที่กำลังอักเสบ การทาลิปบาล์มเพิ่มขึ้นไม่ช่วย และอาจแย่ลงถ้าบาล์มมีสารก่อแพ้[17],[19]

กลุ่มที่สามคือการติดเชื้อ โดยเฉพาะ Candida ที่มุมปาก ซึ่งพบบ่อยในผู้ใส่ฟันปลอม ผู้มีน้ำลายน้อย และผู้ที่ภูมิคุ้มกันลดลง[11] อาการที่ช่วยแยกคือรอยแดงและแตกที่มุมปากทั้งสองข้างร่วมกับแผ่นขาวในปาก

ตารางดูแล 7 วัน และสิ่งที่ห้ามทำ

วัน สิ่งที่ทำ เหตุผล
1 หยุดใช้ลิปบาล์มที่มีกลิ่น รส หรือสารให้ความเย็น แล้วเปลี่ยนเป็นปิโตรเลียมเจลลีหรือบาล์มที่มีส่วนผสมสั้น ตัดสารก่อแพ้และสารระคายออกก่อน[17],[18]
2 ทาบาล์มหนา ๆ ก่อนนอน และทาซ้ำทุกครั้งที่รู้สึกแห้ง ฟิล์มต้องอยู่ต่อเนื่องจึงลดการสูญเสียน้ำได้[2]
3 สังเกตว่าตัวเองเลียปากตอนไหน แล้วแก้ที่สถานการณ์นั้น การเลียปากเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ[6]
4 เริ่มทาผลิตภัณฑ์ที่มีการป้องกัน UV ก่อนออกแดดหรือออกลม ลดทั้งการระเหยและความเสียหายจากรังสี[28]
5 เพิ่มน้ำดื่มให้ถึงเกณฑ์ที่เหมาะสมและเปิดเครื่องทำความชื้นในห้องนอน ลดการสูญเสียน้ำจากทั้งภายในและสิ่งแวดล้อม[6],[7]
6 ประเมินว่าดีขึ้นหรือไม่ ถ้ายังแตกให้ดูว่าเป็นที่มุมปากหรือกลางริมฝีปาก ตำแหน่งบอกสาเหตุที่ต้องสงสัย[4],[11]
7 ถ้าไม่ดีขึ้นเลยหรือมีแผลเลือดออก ตุ่ม หรือแผ่นขาว ให้ไปพบแพทย์ เข้าเกณฑ์ต้องตรวจเพิ่ม[13],[14]

สิ่งที่ห้ามทำมีสี่ข้อ ห้ามแกะ ดึง หรือกัดหนังปากที่ลอก เพราะการดึงจะพาชั้นผิวที่ยังดีออกไปด้วยและเปิดทางให้ติดเชื้อ ห้ามขัดด้วยน้ำตาล เกลือ หรือสครับใด ๆ เพราะเม็ดขัดสร้างรอยถลอกใหม่บนผิวที่บางอยู่แล้ว ห้ามใช้มะนาวหรือน้ำส้มสายชูเข้มข้นทาปาก เพราะความเป็นกรดสูงจะระคายผิว และห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ผสมสเตียรอยด์โดยไม่ได้สั่งจากแพทย์ เพราะช่วยเพียงชั่วคราวแต่ทำให้ผิวบางลงและกลับมาแตกหนักกว่าเดิม

เมื่อไรต้องพบแพทย์

ปากแตกทั่วไปดีขึ้นได้เองเมื่อตัดตัวการออก แต่มีสัญญาณที่ต้องให้แพทย์ตรวจ

  • ไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ เพราะปากแตกธรรมดาควรตอบสนองภายในเวลานี้
  • เป็นแผลลึก มีเลือดออกซ้ำ หรือแผลไม่หาย งานทบทวนผู้ป่วยปากอักเสบจากแสง 65 ราย ซึ่งเป็นรอยโรคก่อนมะเร็งที่สำคัญ[15] พบมะเร็งเซลล์สความัสร่วม 11 ราย หรือร้อยละ 16.9[13] และงานใน 152 รายย้ำว่าเมื่อพบการเปลี่ยนแปลงทางเนื้อเยื่อวิทยาต้องประเมินรอยโรคอย่างใกล้ชิด[14]
  • มีตุ่ม แผ่นขาวหนา หรือปากแข็งเป็นไต ต้องตรวจชิ้นเนื้อ เพราะไม่ใช่อาการของผิวแห้ง
  • เป็นที่มุมปากสองข้างซ้ำ ๆ ควรตรวจหาเชื้อราและตรวจเลือดหาภาวะขาดธาตุเหล็กกับวิตามินบีสิบสอง[11],[12]
  • ผู้ที่ใช้ไอโซเตรติโนอินอยู่ ควรแจ้งแพทย์หากปากแตกจนทนไม่ได้ เพราะขนาดยาอาจปรับได้ และมีผู้ต้องหยุดยาเพราะปากอักเสบ 22 ราย[8]

กลุ่มที่ต้องระวังคือผู้ทำงานกลางแจ้งและผู้สูงอายุ เพราะมะเร็งริมฝีปากในอิสราเอล 4,337 รายเกิดในผู้มีอายุเกิน 53 ปีถึงร้อยละ 75.5 และพบที่ริมฝีปากด้านนอกมากกว่าด้านใน 40 เท่า[16]

คำถามที่พบบ่อย

ปากแตกทาอะไรหาย

เริ่มจากสารที่ปิดกั้นการระเหยได้จริง เช่น ปิโตรเลียมเจลลี ซึ่งงานทดลองในคนพบว่าช่วยให้เกราะผิวฟื้นเร็วขึ้น[22] ถ้าต้องการเติมไขมันของเกราะผิวให้เลือกสูตรที่มีเซราไมด์[24]

ทาวาสลีนที่ปากได้ไหม

ได้ ปิโตรเลียมเจลลีบริสุทธิ์มีรายงานการแพ้น้อยมากและมีงานทดลองกลไกยืนยันว่าช่วยฟื้นเกราะผิว[22],[23] มักทาหนาก่อนนอนเพราะความหนืดอาจรู้สึกไม่สบาย

ทำไมทาลิปแล้วปากยังแตก

เพราะลิปบาล์มส่วนใหญ่กั้นน้ำได้ชั่วคราวแต่ไม่ได้แก้อะไรที่ทำให้ผิวเสีย ในผู้ป่วยเฉพาะริมฝีปาก 196 รายพบร้อยละ 38.3 เป็นปากอักเสบจากภูมิแพ้ โดยสารก่อแพ้ที่พบบ่อยคือน้าหอมกับบาล์มเปรู[18]

เลียปากทำให้แตกไหม

ทำให้แตกและหายช้า เพราะน้ำลายที่ระเหยจะพาน้ำในชั้นผิวออกไปด้วย และเอนไซม์ในน้ำลายระคายผิวที่บางอยู่แล้ว[6] ในผู้ป่วยปากอักเสบลอกร้อยละ 53 มีการเลียปากแบบ habitual ร่วมด้วย[10]

ปากแตกเพราะขาดวิตามินไหม

เป็นไปได้ แต่ไม่ใช่สาเหตุอันดับแรกในคนที่กินอาหารครบหมู่ ภาวะขาดธาตุเหล็กและวิตามินบีสิบสองสัมพันธ์กับปากอักเสบที่มุมปาก[4],[12] และภาวะซีดเพิ่มความเสี่ยง 3.3 เท่า[3]

ปากแตกเป็นแผลต้องพบแพทย์ไหม

ควรพบ ถ้าเป็นแผลลึก มีเลือดออกซ้ำ หรือไม่หายใน 2 สัปดาห์ เพราะต้องแยกรอยโรคก่อนมะเร็งออก งานทบทวนผู้ป่วยปากอักเสบจากแสงพบมะเร็งเซลล์สความัสร่วมร้อยละ 16.9[13] และการตรวจชิ้นเนื้อคือวิธีที่ชัดที่สุด[14]

ลิปบาล์มแบบไหนไม่ทำให้แห้ง

แบบที่มีสารปิดกั้นสูงและส่วนผสมสั้น เพราะสูตรปิดกั้นสูงทำให้ความหยาบ ริ้วรอย และค่าความชื้นดีขึ้นกว่าสูตรปิดกั้นต่ำอย่างชัดเจนในงานทดลอง 4 สัปดาห์[2] และเลี่ยงเมนทอล เปปเปอร์มินต์ หรือน้ำหอม ถ้าเคยมีผื่นหลังใช้[20],[21]

ใช้เวลากี่วันจึงหาย

ปากแตกธรรมดาที่ตัดตัวการออกมักดีขึ้นใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ โดยงานทดลองสูตรปิดกั้นสูงเห็นความชื้นดีขึ้นที่สัปดาห์ที่ 2 และชัดขึ้นที่ 4[2] ส่วนปากอักเสบลอกใช้เวลานานกว่า ค่ามัธยฐานอยู่ที่ 2 เดือน[10]

สรุป

ปากแตกเกิดเพราะริมฝีปากมีชั้นผิวบาง มีน้ำในชั้นผิวนอกน้อย และมีอัตราการสูญเสียน้ำสูงกว่าผิวส่วนอื่น ขณะที่มีต่อมไขมันและต่อมเหงื่อน้อยจนไม่มีฟิล์มไขมันช่วยกักน้ำ[1],[2] ผู้ป่วยปากอักเสบเรื้อรังยังมีค่า TEWL สูงและค่าความชื้นต่ำกว่าคนปกติ[3] สาเหตุที่พบบ่อยคืออากาศแห้ง การเลียปาก ดื่มน้ำน้อย ยาไอโซเตรติโนอิน และภาวะขาดธาตุเหล็กหรือวิตามินบีสิบสอง[3],[6],[8]

วิธีที่ได้ผลคือปกป้องผิวต่อเนื่องด้วยสารปิดกั้นสูง โดยมีปิโตรเลียมเจลลีเป็นตัวอ้างอิงที่มีหลักฐานกลไกชัดที่สุด[22],[23] รองลงมาคือสูตรที่มีเซราไมด์[24] ควบคู่กับการหยุดเลียปากและป้องกันแสง[6],[28] ถ้าไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ มีแผลเลือดออก หรือมีตุ่มและแผ่นขาว ต้องพบแพทย์ เพราะปากอักเสบจากแสงมีอัตราการพบมะเร็งร่วมสูงถึงร้อยละ 16.9 ในงานทบทวนหนึ่ง[13],[16]

แหล่งอ้างอิง