โภชนาการ

อาหารเบาหวาน กินข้าวได้ไหมและนับคาร์บอย่างไร

กินข้าวได้ แต่ต้องรู้ว่าข้าวหนึ่งทัพพีคือคาร์โบไฮเดรตประมาณ 17 กรัม และจังหวะที่กินผักก่อนข้าวช่วยลดน้ำตาลหลังมื้อได้จริง เป้าหมายของอาหารเบาหวานไม่ใช่การตัดข้าวออกทั้งชีวิต แต่คือการทำให้ค่าน้ำตาลแกว่งน้อยที่สุดในแต่ละวัน

บทนี้ไล่จากตัวเลขเป้าหมายลงมาถึงจานข้าวจริง ตั้งแต่คาร์บต่อทัพพี ลำดับการกิน ผลไม้ เครื่องดื่ม ยากับมื้ออาหาร ไปจนถึงแผนสี่สัปดาห์ที่เริ่มจากจานเดียว

เป้าหมายไม่ใช่ “น้ำตาลเป็นศูนย์” แต่คือค่าน้ำตาลที่คงที่

เป้าหมายของการรักษาไม่ใช่การทำให้ค่าน้ำตาลเป็นศูนย์ เพราะร่างกายยังต้องใช้กลูโคสเป็นพลังงาน และคาร์โบไฮเดรตจากข้าวยังจำเป็น สิ่งที่แพทย์วัดคือค่าที่บอกการควบคุมตลอดสามเดือน ไม่ใช่ค่าที่วัดหลังอดอาหารครั้งเดียว

แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. 2566 กำหนดเป้าหมายทั่วไปสามค่า คือน้ำตาลขณะอดอาหาร 80–130 มก./ดล. น้ำตาลสูงสุดหลังอาหารไม่เกิน 180 มก./ดล. และ A1C ต่ำกว่าร้อยละ 7[1] ผู้ที่เพิ่งเป็นโรคและไม่มีภาวะแทรกซ้อนอาจตั้งเป้าเข้มขึ้นที่ A1C ต่ำกว่าร้อยละ 6.5[1] ส่วน American Diabetes Association ใช้เป้าเดียวกันแต่เน้นปรับเป็นรายบุคคล เพราะผู้สูงอายุหรือผู้ที่เสี่ยงน้ำตาลต่ำอาจได้ประโยชน์จากเป้าที่ผ่อนกว่า[2]

A1C คือน้ำตาลที่เกาะฮีโมโกลบินสะสมตลอดอายุเม็ดเลือดแดงราวสามเดือน ค่าเดียวจึงไม่ถูกหลอกด้วยการอดอาหารหนึ่งวัน แต่บอกไม่ได้ว่าน้ำตาลแกว่งแรงแค่ไหน คนที่ขึ้นถึง 250 แล้วลงมา 70 สลับกันอาจได้ A1C ใกล้เคียงคนที่นิ่งอยู่ที่ 140[2] ในไทยผู้ที่รักษาเบาหวานอยู่ควบคุมได้ตามเป้าเพียงร้อยละ 36–46[3]

คาร์โบไฮเดรต: ตัวที่ต้องนับ ไม่ใช่ตัวที่ต้องงด

คาร์โบไฮเดรตทุกชนิดถูกย่อยเป็นกลูโคส ความต่างอยู่ที่ความเร็วและปริมาณ ถ้ารู้ว่าอาหารหนึ่งจานให้คาร์บเท่าไร ก็ปรับขนาดมื้อให้ตรงกันได้

แนวทางไทยกำหนดพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตไว้ร้อยละ 45–65 ของพลังงานรวม โปรตีนร้อยละ 10–15 ไขมันร้อยละ 20–35 และให้เลือกคาร์โบไฮเดรตที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ[1],[21] คนที่กินวันละ 1,600 กิโลแคลอรีจึงได้คาร์บราว 180–260 กรัมต่อวัน หรือ 60–85 กรัมต่อมื้อ

อาหาร ปริมาณที่ชั่ง คาร์โบไฮเดรต เทียบเท่าข้าวสวย
ข้าวสวย 1 ทัพพี 60 กรัม 17 กรัม 1 ทัพพี
ข้าวกล้อง 1 ทัพพี 60 กรัม 15 กรัม 1 ทัพพี
ข้าวเหนียว 1 ห่อเล็ก 80 กรัม 17 กรัม 1 ทัพพี
ข้าวต้มหรือโจ๊ก 1 ถ้วย 200 กรัม 20 กรัม 1 ทัพพีครึ่ง
ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก 1 ชาม เส้นสุก 200 กรัม 50 กรัม 3 ทัพพี
ขนมปังโฮลวีต 1 แผ่น 30 กรัม 12 กรัม ครึ่งทัพพี
กล้วยน้ำว้า 1 ผลกลาง 100 กรัม 22 กรัม 1 ทัพพี

ตัวเลขในตารางคิดจากน้ำหนักอาหารสุกและค่าองค์ประกอบอาหารต่อ 100 กรัมในฐานข้อมูลโภชนาการไทย[4],[5] ก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามคาร์บเกือบเท่าข้าวสามทัพพี เพราะเส้นทำจากแป้งข้าวเจ้าและมักให้เยอะกว่าที่คิด ถ้ากินเป็นมื้อหลักให้สั่งเส้นน้อยและเพิ่มผักกับโปรตีน

ข้าวขาว vs ข้าวกล้อง vs ข้าวเหนียว: GI และปริมาณที่สำคัญกว่าชนิด

ข้าวกล้องดีกว่าในแง่องค์ประกอบ แต่ไม่ได้หมายความว่ากินได้ไม่จำกัด หรือข้าวขาวเป็นอาหารต้องห้าม

งานทดลองในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ทดสอบข้าวไทยพบว่าข้าวเหนียวมีค่าดัชนีน้ำตาลสูงที่สุด และค่าดัชนีน้ำตาลแปรผกผันกับปริมาณอะไมโลส[6] งานทดสอบข้าวไทยอีกชิ้นในคนสุขภาพดีพบค่าดัชนีน้ำตาลของผลิตภัณฑ์ข้าวกว้างตั้งแต่ 37 ถึง 92 ขึ้นกับพันธุ์และวิธีแปรรูป[7]

ชนิดข้าว ดัชนีน้ำตาล (ช่วงที่รายงาน) คาร์บต่อ 100 กรัมสุก ข้อสังเกต
ข้าวขาวหอมมะลิ ประมาณ 73–109 28 กรัม ยิ่งสุกนุ่มยิ่งย่อยเร็ว
ข้าวกล้อง ประมาณ 50–87 23 กรัม ใยอาหารสูงกว่า ย่อยช้ากว่า
ข้าวเหนียว ประมาณ 88–105 21 กรัม อะไมโลเพกทินสูง ย่อยเร็วที่สุด
ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ประมาณ 70–85 25 กรัม สารต้านออกซิเดชันสูงกว่า

คาร์บต่อ 100 กรัมของข้าวเหนียวต่ำกว่าข้าวขาวเพราะอมน้ำมากกว่า แต่หนึ่งห่อ 80 กรัมให้คาร์บพอ ๆ กับข้าวสวยหนึ่งทัพพี

งานศึกษาตามรุ่นในสหรัฐฯ พบว่าการแทนข้าวขาว 50 กรัมต่อวันด้วยข้าวกล้องสัมพันธ์กับความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ต่ำลงร้อยละ 16 ส่วนข้าวสวยที่เพิ่มขึ้นหนึ่งถ้วยต่อวันสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นร้อยละ 11[8],[9] เป็นการศึกษาเชิงสังเกต ไม่ได้พิสูจน์เหตุและผล

ลำดับการกินที่ช่วยลดน้ำตาลหลังมื้อ

เรื่องนี้ฟังดูเหมือนเคล็ดลับ แต่ในงานทดลองมีขนาดผลที่วัดได้จริง

งานทดลองแบบสุ่มในผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวาน 15 คน ให้กินมื้อเดียวกันสามรูปแบบ คือคาร์บก่อน ผักและโปรตีนก่อน หรือผักก่อนตามด้วยโปรตีนและคาร์บ พบว่าการกินผักและโปรตีนก่อนลดพื้นที่ใต้น้ำตาลลงร้อยละ 38.8 และลดยอดน้ำตาลสูงสุดลงเกินร้อยละ 40[10] งานศึกษา PATTERN ในคนสุขภาพดี 16 คนใช้มื้อผัก ไก่ และข้าวขาว พบว่าลำดับผักก่อน ตามด้วยเนื้อ และข้าวท้ายสุดให้การตอบสนองน้ำตาลต่ำที่สุด และกระตุ้นฮอร์โมน GLP-1 สูงกว่าลำดับอื่น[11] งานในผู้หญิงญี่ปุ่นยืนยันว่ากินผักก่อนได้ผลแม้กินเร็วเพียง 10 นาที[12]

กลไกคือผักให้ใยอาหารและชะลอการการเคลื่อนตัวของอาหารออกจากกระเพาะ คาร์บที่ตามมาจึงถูกดูดซึมช้ากว่า วิธีใช้จริงคือเริ่มมื้อด้วยผักหนึ่งกำมือ ตามด้วยปลา ไข่ หรือเนื้อไม่ติดมัน แล้วจึงกินข้าว ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวให้กินผักบุ้งก่อนเส้น

ผลไม้: กินได้แต่ต้องเลือกและนับ

ผลไม้บางชนิดให้น้ำตาลต่อ 100 กรัมสูงกว่าข้าวสวยเสียอีก แนวทางไทยแนะนำให้กินผลไม้สดทุกมื้อในปริมาณหนึ่งส่วน โดยหนึ่งส่วนเทียบเท่าผลไม้หั่นชิ้น 6–8 ชิ้นเรียงชั้นเดียวบนจานรองกาแฟ หรือผลกลางขนาดกำปั้นหนึ่งผล หรือผลเล็ก 4–6 ผล[1]

ผลไม้ น้ำตาล (กรัม/100 กรัม) ใยอาหาร (กรัม) ปริมาณที่แนะนำต่อครั้ง
ฝรั่ง 5 5.4 1 ผลกลาง
ส้ม 9 2.4 1 ผลกลาง
มะละกอสุก 8 1.7 6–8 ชิ้น
แอปเปิล 10 2.4 1 ผลเล็ก
กล้วยน้ำว้า 12 2.6 1 ผลเล็ก
มะม่วงสุก 14 1.6 ครึ่งผล
ลำไย 15 1.1 6–8 ผล
ทุเรียน 18 3.8 2 เม็ด

ตัวเลขเป็นค่าประมาณและแปรผันตามพันธุ์กับความสุก ทุเรียนสองเม็ดให้คาร์บพอ ๆ กับข้าวครึ่งทัพพี น้ำผลไม้ต่างจากผลไม้ทั้งลูก เพราะการคั้นเอาใยอาหารออก งานศึกษาตามรุ่นพบว่าผลไม้ทั้งลูกทุกสามส่วนต่อสัปดาห์สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ต่ำลงเล็กน้อย (HR 0.98) ขณะที่น้ำผลไม้ปริมาณเท่ากันสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้น (HR 1.08)[13]

เครื่องดื่มคือจุดที่น้ำตาลพุ่งเร็วที่สุด

ของเหลวผ่านกระเพาะเร็วกว่าอาหารแข็ง น้ำตาลในแก้วเดียวจึงขึ้นถึงยอดภายใน 15–30 นาที

เครื่องดื่ม ปริมาณ น้ำตาลโดยประมาณ เทียบกับเพดานต่อวัน
น้ำอัดลม 325 มล. 35 กรัม เกินเพดานแล้ว
น้ำส้มพร้อมดื่ม 200 มล. 20 กรัม เกือบเต็มเพดาน
นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม 180 มล. 20 กรัม เกือบเต็มเพดาน
กาแฟเย็นหวาน 300 มล. 25–30 กรัม เกินเพดาน
ชาไข่มุก 500 มล. 30–50 กรัม เกินเพดานชัดเจน
น้ำเปล่า ชาไม่หวาน กาแฟดำ ไม่จำกัด 0 กรัม ไม่มีผล

แนวทางไทยกำหนดน้ำตาลที่เติมไม่เกินร้อยละ 5 ของพลังงานรวม หรือราววันละ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม โดยไม่นับน้ำตาลในผลไม้และผักทั้งลูก[1] องค์การอนามัยโลกใช้เกณฑ์เดียวกัน[14] เครื่องดื่มหวานแก้วเดียวจึงใช้โควตาทั้งวันหมด

การทบทวนข้อมูลในไทยพบว่าปริมาณน้ำตาลที่จัดหาได้ต่อคนต่อวันในปี 2553 อยู่ที่ 83 กรัม และแหล่งหลักคือเครื่องดื่มกับอาหารแปรรูป[15] งานวิเคราะห์อภิมานยังพบว่าการดื่มเครื่องดื่มเติมน้ำตาลหนึ่งถึงสองหน่วยบริโภคต่อวันสัมพันธ์กับความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 สูงขึ้นร้อยละ 26[16]

ทางเลือกที่ไม่ต้องดื่มจืดคือน้ำเปล่าผสมมะนาว ชาดำไม่หวาน หรือกาแฟดำใส่นมจืดเล็กน้อย

โปรตีนและไขมันในจานเบาหวาน

โปรตีนไม่ทำให้น้ำตาลขึ้นเร็วเหมือนข้าว แต่ช่วยให้อิ่มนานและรักษามวลกล้ามเนื้อ แนวทางไทยแนะนำโปรตีนร้อยละ 10–15 ของพลังงาน หรืออย่างน้อย 1 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวัน โดยเน้นปลา ไก่ เนื้อไม่ติดมัน ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง และนมไขมันต่ำ[1]

สำหรับคนน้ำหนัก 60 กิโลกรัม ตัวเลขนี้คือโปรตีนราว 60 กรัมต่อวัน หรือ 20 กรัมต่อมื้อ เทียบเท่าไข่สองฟอง ปลา 100 กรัม หรือเต้าหู้แข็ง 150 กรัม ผู้ที่ลดน้ำหนักด้วยการจำกัดคาร์บอาจต้องการโปรตีนสูงขึ้นถึง 1–1.5 กรัมต่อกิโลกรัม[1] แต่ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังระยะ 3b ขึ้นไปต้องลดเหลือ 0.6–0.8 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักอุดมคติ[1],[17]

ไขมันไม่ได้ห้าม แต่ต้องแยกชนิด ไขมันไม่อิ่มตัวจากน้ำมันมะกอก ปลาทะเล และถั่วช่วยเรื่องไขมันในเลือด ส่วนไขมันอิ่มตัวจากกะทิ เนื้อติดมัน และของทอดเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของผู้ป่วยเบาหวาน แนวทางไทยจึงให้ลดเนื้อสัตว์แปรรูปและจำกัดโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน[1]

เมนู 1 วัน (ไทย 100 เปอร์เซ็นต์) พร้อมคาร์บต่อมื้อ

เมนูตัวอย่างนี้คิดพลังงานราว 1,500 กิโลแคลอรี เหมาะกับผู้ใหญ่ที่ต้องการคุมน้ำหนักและไม่ได้ออกกำลังกายหนัก

มื้อ เวลา เมนู คาร์บ โปรตีน ใยอาหาร
เช้า 07.00 ข้าวต้มปลา 1 ถ้วย + ไข่ต้ม 1 ฟอง + ฝรั่ง 1 ผลเล็ก 30 กรัม 20 กรัม 6 กรัม
ว่าง 10.00 นมจืดไขมันต่ำ 200 มล. 10 กรัม 7 กรัม 0 กรัม
กลางวัน 12.00 ข้าวกล้อง 2 ทัพพี + ปลานึ่ง 100 กรัม + ผักลวก 1 ถ้วย 40 กรัม 25 กรัม 8 กรัม
ว่าง 15.30 อัลมอนด์ 10 เม็ด + ชาไม่หวาน 4 กรัม 3 กรัม 2 กรัม
เย็น 18.00 ก๋วยเตี๋ยวเส้นน้อยน้ำใส + ผักบุ้ง + เนื้อไก่ 80 กรัม 35 กรัม 22 กรัม 5 กรัม
รวม 119 กรัม 77 กรัม 21 กรัม

คาร์บ 119 กรัมต่อวันคิดเป็นร้อยละ 32 ของพลังงาน เหมาะกับช่วงเริ่มต้น แต่ถ้าออกกำลังกายสม่ำเสมอควรเพิ่มข้าวอีกหนึ่งทัพพีในมื้อกลางวัน ใยอาหาร 21 กรัมยังต่ำกว่าเป้า 25 กรัมต่อวัน จึงควรเพิ่มผักใบหรือถั่วอีกหนึ่งกำมือ[1],[22]

การกินนอกบ้านที่ทำได้จริง ที่ร้านตามสั่งให้สั่งข้าวครึ่งจาน ผักเยอะ ไข่ดาวน้ำ ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวให้เลือกเส้นเล็กและเพิ่มผัก ที่ร้านส้มตำให้เลี่ยงน้ำปลาหวานและข้าวเหนียวสองห่อ

กินยาร่วมกับอาหาร: จังหวะที่ต้องระวัง

ยารักษาเบาหวานแต่ละกลุ่มทำงานคนละจังหวะกับมื้ออาหาร ถ้ากินยาผิดเวลาและกินข้าวน้อยเกินไป ความเสี่ยงที่ตามมาคือน้ำตาลต่ำ ซึ่งอันตรายกว่าน้ำตาลสูงเล็กน้อยในระยะสั้น

กลุ่มที่เสี่ยงน้ำตาลต่ำชัดเจนคืออินซูลินและยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย เช่น กลิเบนคลาไมด์และกลิพิไซด์ ยากลุ่มนี้กระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลินแม้ไม่มีอาหารเข้า จึงต้องกินให้ตรงเวลาทุกวัน การปรับขนาดยาต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น[1],[2]

อาการน้ำตาลต่ำที่พบบ่อยคือใจสั่น เหงื่อออก มือสั่น หิวจัด ตามัว และสับสน ถ้าวัดได้ต่ำกว่า 70 มก./ดล. ให้กินคาร์โบไฮเดรต 15 กรัมทันที เช่นกลูโคสเม็ด 3 เม็ด น้ำส้ม 180 มล. น้ำผึ้ง 3 ช้อนชา หรือขนมปังหนึ่งแผ่น[1] แล้ววัดซ้ำที่ 15 นาที ถ้ายังไม่เกิน 70 มก./ดล. ให้กินอีก 15 กรัม เมื่อค่าขึ้นเกิน 80 มก./ดล. และใกล้เวลามื้อหลักให้กินมื้อปกติต่อทันที[1]

กลูโคส 15 กรัมเพิ่มระดับน้ำตาลได้ราว 38 มก./ดล. ภายใน 20 นาที และการกินเกิน 30 กรัมครั้งเดียวไม่ได้แก้เร็วกว่า แต่ทำให้ยอดน้ำตาลสูงตามมาทีหลัง[1]

อาหารเบาหวานกับโรคอื่น: ไต ความดัน ไขมันสูง

คำแนะนำด้านอาหารของแต่ละโรคบางครั้งขัดกันเอง นี่คือจุดที่ต้องให้แพทย์หรือนักโภชนาการจัดลำดับความสำคัญ

ภาวะร่วม สิ่งที่ขัดกัน วิธีจัดลำดับ
โรคไตเรื้อรังระยะ 3b ขึ้นไป ต้องลดโปรตีนเหลือ 0.6–0.8 กรัม/กก. แต่การลดคาร์บมักเพิ่มโปรตีน คุมโปรตีนตามไตก่อน แล้วคุมคาร์บด้วยการลดขนาดมื้อ ไม่ใช่เพิ่มเนื้อ
ความดันโลหิตสูง ต้องลดโซเดียมต่ำกว่า 2,000 มก. แต่เครื่องปรุงไทยเค็มจัด ปรุงรสเองที่บ้าน ใช้น้ำปลาครึ่งเดียว และเลี่ยงอาหารแปรรูป
ไขมันในเลือดสูง ต้องลดไขมันอิ่มตัว แต่กะทิและเนื้อติดมันเป็นรสชาติหลักของแกงไทย เปลี่ยนเป็นแกงใส แกงเลียง หรือต้มจืด และกินปลาทะเลสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

แนวทาง KDIGO 2022 และแนวทางไทยเห็นตรงกันว่าผู้ป่วยเบาหวานร่วมกับโรคไตควรจำกัดโปรตีนไม่เกิน 0.8 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวันในระยะที่ 3 ขึ้นไป และ 0.6–0.8 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักอุดมคติในระยะ 3b–5 ที่ยังไม่ฟอกไต โดยให้มากกว่าครึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพสูง[1],[17] ผู้ที่ต้องลดทั้งน้ำตาล โซเดียม โพแทสเซียม และโปรตีนพร้อมกันควรขอใบแนะนำอาหารเฉพาะจากโรงพยาบาล

5 ความเชื่อผิดที่พบบ่อย

1. “งดข้าวแล้วน้ำตาลหาย” การงดข้าวทำให้น้ำตาลลดในระยะสั้นจริง แต่ร่างกายชดเชยด้วยการสร้างกลูโคสจากตับ แนวทางไทยจึงให้กระจายคาร์บและเลือกชนิดที่ดัชนีน้ำตาลต่ำ[1]

2. “กินมะระขี้นกแล้วเลิกยาได้” งานทดลองแบบสุ่มในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เพิ่งวินิจฉัยในไทยพบว่ามะระขี้นก 2,000 มก./วันลดฟรุกโตซามีนได้เล็กน้อย แต่น้อยกว่าเมตฟอร์มิน 1,000 มก./วันชัดเจน และขนาด 500–1,000 มก. ไม่ต่างจากยาหลอก[18] มะระจึงเป็นอาหาร ไม่ใช่ยาทดแทน

3. “ผลไม้ไม่เป็นไรเพราะธรรมชาติ” น้ำตาลในผลไม้เป็นโมเลกุลเดียวกับน้ำตาลในขนม สิ่งที่ต่างคือใยอาหารและปริมาณ ทุเรียนสองเม็ดให้คาร์บพอ ๆ กับข้าวครึ่งทัพพี[4],[13]

4. “น้ำผึ้งดีกว่าน้ำตาล” น้ำผึ้งมีน้ำตาลราวร้อยละ 80 และแนวทางไทยระบุว่าน้ำตาลในความหมายนี้รวมน้ำผึ้งกับน้ำเชื่อมทุกชนิด[1] ปริมาณจึงสำคัญกว่าชนิด

5. “ข้าวกล้องกินได้ไม่จำกัด” ข้าวกล้องให้คาร์บ 23 กรัมต่อ 100 กรัมสุก ใกล้เคียงข้าวขาว และกินเกินปริมาณก็ทำให้น้ำตาลขึ้นได้ ข้อดีคือใยอาหาร ไม่ใช่การยกเว้นการนับปริมาณ[4],[8]

แผน 4 สัปดาห์เริ่มจากจานเดียว

แผนนี้เปลี่ยนสัปดาห์ละหนึ่งอย่างและวัดผลทุกสัปดาห์

สัปดาห์ที่ 1 เปลี่ยนเครื่องดื่ม งดเครื่องดื่มเติมน้ำตาลและเปลี่ยนเป็นน้ำเปล่าหรือชาไม่หวาน วัดน้ำตาลก่อนอาหารเช้าทุกวัน

สัปดาห์ที่ 2 เปลี่ยนลำดับการกิน เริ่มทุกมื้อด้วยผักหนึ่งกำมือ ตามด้วยโปรตีน แล้วจึงกินข้าว วัดน้ำตาลหลังอาหารสองชั่วโมงสัปดาห์ละสามครั้ง

สัปดาห์ที่ 3 ลดข้าวจากสองทัพพีเหลือหนึ่งทัพพีครึ่ง และเปลี่ยนมื้อกลางวันเป็นข้าวกล้อง บันทึกน้ำหนักตัวตอนเช้าและรอบเอว

สัปดาห์ที่ 4 เลือกผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำกว่า 10 กรัมต่อ 100 กรัม และเปลี่ยนแกงกะทิเป็นแกงใสหรือต้มจืดสองมื้อต่อสัปดาห์

เกณฑ์ที่ต้องนัดพบแพทย์ก่อนครบสี่สัปดาห์คือน้ำตาลอดอาหารนอกช่วง 70–130 มก./ดล. ติดกันสามวัน มีอาการน้ำตาลต่ำซ้ำเกินสองครั้งในหนึ่งสัปดาห์ น้ำหนักลดเกิน 3 กิโลกรัมโดยไม่ตั้งใจ แผลที่เท้าหายช้า หรือตามัวใหม่[1],[2] ระหว่างนี้ให้วัดน้ำตาลด้วยเครื่องตรวจปลายนิ้วตามเวลาที่แพทย์กำหนด

คำถามที่พบบ่อย

เบาหวานกินข้าวได้ไหม

กินได้ เพราะคาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงานหลัก ข้าวสวยหนึ่งทัพพี (60 กรัม) ให้คาร์บราว 17 กรัม ถ้าเปลี่ยนบางส่วนเป็นข้าวกล้องและกินผักก่อนจะช่วยลดยอดน้ำตาล

ผลไม้อะไรกินได้บ้าง

กินได้เกือบทุกชนิดในปริมาณหนึ่งส่วนต่อมื้อ ผลไม้ที่น้ำตาลต่ำและใยอาหารสูงคือฝรั่ง ส้ม แอปเปิล และมะละกอสุก ส่วนทุเรียน ลำไย และมะม่วงสุกควรกินน้อยกว่าและนับเป็นคาร์บของมื้อนั้น

ข้าวกล้องดีกว่าข้าวขาวจริงไหม

ดีกว่าในแง่ใยอาหารและความเร็วในการย่อย แต่ไม่ได้แปลว่ากินได้ไม่จำกัด ข้าวกล้องให้คาร์บ 23 กรัมต่อ 100 กรัมสุก เทียบกับข้าวขาว 28 กรัม

น้ำตาลต่ำต้องทำอย่างไร

ถ้าวัดได้ต่ำกว่า 70 มก./ดล. ให้กินคาร์โบไฮเดรต 15 กรัมทันที เช่นกลูโคสเม็ด 3 เม็ดหรือน้ำส้ม 180 มล. แล้ววัดซ้ำที่ 15 นาที ถ้ายังต่ำให้กินอีก 15 กรัม และแจ้งแพทย์

เบาหวานกินเผื่อน้ำตาลได้ไหม (อาหารหวาน)

แนวทางไทยกำหนดน้ำตาลที่เติมไม่เกินร้อยละ 5 ของพลังงานรวม หรือราว 6 ช้อนชาต่อวัน ของหวานหนึ่งชิ้นมักใช้โควตาทั้งวันแล้ว จึงควรกินนาน ๆ ครั้ง

กาแฟใส่นมดื่มได้ไหม

ดื่มได้ถ้าไม่ใส่น้ำตาลหรือน้ำเชื่อม นมจืด 30 มิลลิลิตรให้คาร์บราว 1.5 กรัม แต่กาแฟเย็นหวานหนึ่งแก้วให้น้ำตาล 25–30 กรัม เกินเพดานต่อวัน

เบาหวานกับไตต้องกินอย่างไร

ต้องจำกัดโปรตีนไม่เกิน 0.8 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวันในโรคไตระยะ 3 ขึ้นไป และ 0.6–0.8 กรัมในระยะ 3b–5 ที่ยังไม่ฟอกไต โดยให้มากกว่าครึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพสูง

อาหารเสริมสำหรับเบาหวานได้ผลไหม

หลักฐานยังอ่อนและไม่ควรใช้แทนยา อบเชยมีงานวิเคราะห์ที่รายงานผลดีแต่มีความแตกต่างระหว่างงานศึกษาสูง[20] มะระขี้นกให้ผลเล็กน้อย[18] ส่วนโครเมียมมีคุณภาพงานศึกษาไม่สม่ำเสมอ[19] ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

สรุป

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานไม่ใช่การงดข้าว แต่คือการรู้ปริมาณและจังหวะ ข้าวสวยหนึ่งทัพพีให้คาร์บราว 17 กรัม และเป้าหมายทั่วไปคือ A1C ต่ำกว่าร้อยละ 7 น้ำตาลอดอาหาร 80–130 มก./ดล. และน้ำตาลสูงสุดหลังอาหารไม่เกิน 180 มก./ดล.[1],[2]

สิ่งที่ทำได้ทันทีคือเริ่มมื้อด้วยผักและโปรตีนก่อนคาร์บ ซึ่งลดพื้นที่ใต้น้ำตาลได้ถึงร้อยละ 38.8 ในงานทดลอง[10] เปลี่ยนเครื่องดื่มหวานเป็นน้ำเปล่าหรือชาไม่หวาน[15],[16] และกินผลไม้ทั้งลูกแทนน้ำผลไม้[13]

ส่วนที่ต้องทำร่วมกับแพทย์คือการปรับขนาดยาตามมื้อ การจัดการน้ำตาลต่ำด้วยกฎ 15 กรัม และการปรับเป้าหมายเมื่อมีโรคไตร่วม[1],[17] การเปลี่ยนอาหารได้ผลจริงเมื่อทำต่อเนื่องและวัดผลเป็นตัวเลข ไม่ใช่เมื่อทำได้สมบูรณ์แบบในหนึ่งสัปดาห์

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): บทนี้เป็นข้อมูลประกอบการปรับอาหาร ไม่ใช่คำสั่งการรักษาและไม่ทดแทนยา ห้ามลดหรือหยุดยารักษาเบาหวานด้วยตัวเองทุกกรณี เพราะอาจทำให้น้ำตาลสูงเฉียบพลันจนเกิดภาวะเลือดเป็นกรด ผู้ใช้ยาฉีดอินซูลินหรือยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรียเสี่ยงน้ำตาลต่ำเป็นพิเศษ ผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ต้องได้แผนอาหารจากแพทย์หรือนักโภชนาการเฉพาะราย หากน้ำตาลต่ำกว่า 70 มก./ดล. ให้แก้ตามขั้นตอนในหัวข้อเรื่องยากับอาหารทันที

แหล่งอ้างอิง