โภชนาการ

เจลลี่โดนัทท์ สูตรโดนัทไส้เจลลี่ทีละขั้นและวิธีลดน้ำตาล

เจลลี่โดว์นัทในบทนี้หมายถึงโดนัทแป้งยีสต์ที่ทอดจนสุกแล้วจึงฉีดไส้เจลลี่หรือแยมเข้าไปทีหลัง ไม่ใช่การห่อไส้ไว้ในแป้งก่อนทอด วิธีนี้คือวิธีทำซูฟกานิยอตและเบอร์ลิเนอร์ และเป็นเหตุผลว่าไส้จึงไม่ระเบิดออกมาระหว่างทอด

บทความนี้ให้สูตรชั่งเป็นกรัมสำหรับ 12 ชิ้น สูตรไส้สามรส และโภชนาการต่อชิ้นที่คำนวณจากสูตรนี้

เจลลี่โดนัทท์คืออะไร และต่างจากโดนัททั่วไปตรงไหน

โดนัททั่วไปแบ่งเป็นสามตระกูลตามตัวขึ้นฟู คือวงแหวนแบบยีสต์ เค้กที่ขึ้นฟูด้วยผงฟูและเนื้อแน่นกว่า และแป้งยีสต์แบบมีไส้ที่ไม่มีรูตรงกลาง ตระกูลหลังคือเจลลี่โดนัทท์

ความต่างที่สุดอยู่ที่ลำดับการใส่ไส้ ถ้าใส่ไส้เปียกไว้ก่อนทอด ความชื้นจะกลายเป็นไอน้ำที่ดันแป้งที่ยังไม่สุกให้แตก จึงต้องทอดแป้งเปล่าให้สุก พักให้เย็นแล้วจึงเจาะข้างและฉีดไส้

ความต่างที่สองคือต้องหมักสองครั้ง ระหว่างหมักยีสต์กินน้ำตาลในสูตรและปล่อยก๊าซให้กลูเตนก่อตัวเป็นตาข่ายที่กักก๊าซได้ ความกรอบของเปลือกเกิดจากน้ำในอาหารกลายเป็นไอน้ำทันทีเมื่อเจอน้ำมัน แล้วไอน้ำดันโครงสร้างให้พองและแห้งเป็นชั้นกรอบ[3]

ชนิด ตัวขึ้นฟู ไส้ เนื้อสัมผัส
โดนัทแป้งยีสต์มีไส้ ยีสต์ หมักสองครั้ง ฉีดหลังทอด เบา ฟองละเอียด นุ่มกว่า
โดนัทวงแหวนยีสต์ ยีสต์ หมักสองครั้ง ไม่มี เบา กรอบนอก
โดนัทเค้ก ผงฟูหรือโซดา ไม่มี หรือฉีดหลังอบ แน่น ร่วน คล้ายเค้ก

เจลลี่กับแยมคนละอย่าง เจลลี่คือเจลใสจากน้ำผลไม้กับเพกทิน ส่วนแยมคือผลไม้บดเคี่ยวกับน้ำตาลและยังมีเนื้อผลไม้ ทั้งสองเป็นไส้ได้ แต่แยมที่หยาบจะติดหัวฉีด

วัตถุดิบและอุปกรณ์: ชั่งเป็นกรัม ไม่ใช่ถ้วยตวง

แป้งหนึ่งถ้วยตวงของแต่ละคนหนัก 120–145 กรัม ต่างกันได้ถึงร้อยละ 20 ซึ่งมากพอจะเปลี่ยนจากโดนัทนุ่มเป็นโดนัทแน่น สูตรนี้จึงชั่งเป็นกรัม

วัตถุดิบ น้ำหนักสำหรับ 12 ชิ้น สัดส่วนต่อแป้ง 100 กรัม หมายเหตุ
แป้งขนมปัง 500 กรัม 100 โปรตีนกลูเตนสูงกว่าอเนกประสงค์ สร้างตาข่ายได้แน่นกว่า
นมสดจืด 240 กรัม 48 ใช้น้ำเย็นแทนได้ แต่กลิ่นนมจะน้อยลง
น้ำตาลทราย 50 กรัม 10 อาหารของยีสต์และทำให้เปลือกเป็นสีน้ำตาล
ยีสต์แห้งชนิดออกฤทธิ์เร็ว 8 กรัม 1.6 ประมาณ 2 ช้อนชา
เกลือป่น 6 กรัม 1.2 ห้ามสัมผัสยีสต์โดยตรงตอนเริ่มผสม
ไข่ไก่ 50 กรัม 10 หนึ่งฟองขนาดกลาง
เนยจืดละลาย 50 กรัม 10 ใช้น้ำมันพืชแทนได้ เนื้อจะแน่นขึ้นเล็กน้อย
น้ำมันสำหรับทอด 1,000 กรัม – ต้องท่วมชิ้นโดนัทอย่างน้อย 4 เซนติเมตร
ไส้เจลลี่หรือแยม 240 กรัม – ชิ้นละ 20 กรัม
น้ำตาลสำหรับเคลือบ 60 กรัม – ชิ้นละ 5 กรัม ไม่ใส่ก็ได้

น้ำมันแต่ละชนิดเสื่อมเร็วไม่เท่ากัน เพราะองค์ประกอบกรดไขมันและสารต้านออกซิเดชันตามธรรมชาติกำหนดอัตราการเสื่อมระหว่างทอด[4] น้ำมันรำข้าวมีจุดเกิดควันสูงจึงนิยมใช้ทอดที่อุณหภูมิสูง[5] แต่สิ่งที่กำหนดมากกว่ายี่ห้อคือจำนวนครั้งที่ใช้ซ้ำ

งานศึกษาการกระจายตัวของน้ำในโดระหว่างนวดพบว่าการเปลี่ยนปริมาณน้ำเล็กน้อยก็เปลี่ยนโครงสร้างตาข่ายกลูเตนอย่างชัดเจน[6] จึงควรชั่งน้ำ ไม่กะด้วยสายตา

อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้คือเทอร์โมมิเตอร์วัดน้ำมัน ถุงบีบหรือหัวฉีดไส้แบบเข็มสแตนเลสยาว 3–4 เซนติเมตร ตะแกรงวางขนมให้ไอน้ำระบาย และเครื่องชั่งละเอียด 1 กรัม

ขั้นตอนทำทีละขั้น 8 ขั้น

สูตรนี้ใช้เวลารวมราว 3 ชั่วโมง แต่มือแตะแป้งจริงเพียง 25 นาที

ขั้นที่ 1 ผสมให้เข้ากัน อุ่นนมให้ราว 30 องศา ละลายยีสต์กับน้ำตาล 10 กรัมลงในนม รอ 5–10 นาที ถ้าผิวมีฟองเล็ก ๆ แสดงว่ายีสต์ยังมีชีวิต ตีไข่ให้แตกแล้วผสมลงไป ตามด้วยแป้งและเกลือ คนจนไม่เห็นแป้งแห้ง

ขั้นที่ 2 นวดจนได้แผ่นบางโปร่งแสง ใส่เนยละลายทีละน้อยแล้วนวดต่อด้วยมือหรือเครื่องตีแบบตะขอ 10–12 นาที ถ้านวดมือให้ดึงแป้งขึ้นแล้วทุบลงบนโต๊ะสลับกับการพับ หยิบแป้งก้อนเล็กมาดึงให้บางที่สุด ถ้าส่องแสงผ่านได้โดยไม่ฉีกขาด เรียกว่าระยะ windowpane และหยุดนวดได้

ขั้นที่ 3 หมักครั้งที่ 1 ปั้นเป็นก้อนกลม ทาน้ำมันบาง ๆ ที่ชาม คลุมด้วยผ้าเปียก หมักที่ 26–28 องศา 60–90 นาทีจนขึ้นเป็นสองเท่า วิธีตรวจที่ตรงกว่าคือกดนิ้วลึก 1 เซนติเมตร ถ้ารอยบุ๋มคงอยู่และคืนตัวช้าแสดงว่าหมักพอ

ขั้นที่ 4 ตัดและคลึงเป็นลูก กดไล่ลมเบา ๆ แล้วเทแป้งออกบนโต๊ะที่โรยแป้งบาง ๆ ชั่งทั้งหมดหารด้วย 12 จะได้ชิ้นละราว 75 กรัม คลึงเป็นลูกกลมตึงผิวแล้ววางบนกระดาษรองอบที่ตัดแยกชิ้น

ขั้นที่ 5 หมักครั้งที่ 2 คลุมและหมักต่อ 30–45 นาทีจนเกือบสองเท่า ถ้าทอดตอนแป้งยังขึ้นไม่พอ โดนัทจะแน่นและหนัก

ขั้นที่ 6 ทอดสองด้าน ตั้งน้ำมันให้ได้ 170–180 องศา วัดด้วยเทอร์โมมิเตอร์ทุกครั้ง หย่อนชิ้นโดนัทลงโดยให้ด้านบนหันลงก่อน ทอด 60–90 วินาทีต่อด้าน พลิกครั้งเดียว ทอดครั้งละ 3–4 ชิ้น เพราะการใส่มากทำให้อุณหภูมิตกฮวบ แบบจำลองการถ่ายเทความร้อนในโดนัทระหว่างทอดแสดงว่าความชื้นในเนื้อในยังสูงราวร้อยละ 60 ขณะที่เปลือกแห้งเหลือต่ำกว่าร้อยละ 10[7]

ขั้นที่ 7 พักบนตะแกรง ตักขึ้นวางบนตะแกรงที่รองกระดาษซับน้ำมัน พักให้เย็นจนจับได้ 10–15 นาที

ขั้นที่ 8 ฉีดไส้และเคลือบ เจาะด้านข้างชิ้นละหนึ่งรู ลึก 2 เซนติเมตร ฉีดช้า ๆ 15–20 กรัมต่อชิ้น เคลือบด้วยน้ำตาลทรายป่นหรือไม่เคลือบเลยก็ได้

5 จุดที่มือใหม่พลาดบ่อย และวิธีแก้

1. นวดไม่ถึง แป้งฉีกเป็นรูปรวงเมื่อดึงทดสอบ ผิวลูกโดนัทไม่ตึง และเมื่อทอดแล้วขึ้นไม่เต็มที่ ทางแก้คือนวดต่อ 3–5 นาที อย่าเพิ่มแป้ง

2. น้ำมันร้อนเกิน นอกไหม้เป็นสีน้ำตาลเข้มภายใน 40 วินาที แต่ใจกลางยังเป็นแป้งเปียก ทางแก้คือลดไฟและรอให้กลับมาที่ 175 องศา อุณหภูมิสูงยังเพิ่มสารที่เกิดจากความร้อนและการเกิดอะคริลาไมด์ในอาหารประเภทแป้ง[8], [9]

3. น้ำมันร้อนไม่พอ โดนัทดูดน้ำมันจนผิวด้าน หนักมือ และมีวงน้ำมันซึมบนกระดาษ ทางแก้คือรอให้ถึง 170 องศาจริงและทอดครั้งละน้อยชิ้น เพราะการดูดน้ำมันเกิดมากตอนชิ้นอาหารเย็นลงหลังยกออกจากหม้อ เมื่อไอน้ำในโพรงหดตัวจะดูดน้ำมันที่ติดผิวเข้าไป[10]

4. หมักไม่พอ โดนัทแน่น หนัก มีรอยแตกที่ผิวด้านบน เนื้อในไม่มีฟองอากาศเล็ก ทางแก้คือรอให้ขึ้นเป็นสองเท่าจริง

5. ฉีดไส้มากหรือเจาะซ้ำรูเดิม ไส้ทะลักออกมาทางรอยต่อหรือไหลออกจากรูที่เจาะซ้ำ ทางแก้คือเจาะรูใหม่ห่างจากรูเดิม 1 เซนติเมตร และฉีดไม่เกิน 20 กรัม

สูตรไส้เจลลี่ 3 แบบ: สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี และส้ม

ไส้ 20 กรัมมีน้ำตาลเกือบครึ่งของทั้งชิ้น การทำไส้เองจึงคุมน้ำตาลได้ดีกว่าซื้อแยมสำเร็จรูป

เพกทินชนิดไฮเมทอกซิล (HM)ต้องอาศัยน้ำตาลปริมาณมากและภาวะกรดเพื่อเชื่อมสายโซ่เป็นตาข่าย ส่วนเพกทินเอสเทอร์ต่ำเชื่อมด้วยแคลเซียมและทำงานได้ที่น้ำตาลน้อย[11] งานทดลองกับเพกทินจากแอปเปิลพบว่าน้ำตาลและแคลเซียมเสริมฤทธิ์กันในการทำให้เจลแข็งขึ้น[12] สูตรน้ำตาลน้อยจึงต้องเปลี่ยนชนิดเพกทิน ไม่ใช่แค่ลดน้ำตาล

ส่วนผสม สูตรปกติ (เพกทินเอสเทอร์สูง) สูตรน้ำตาลน้อย (เพกทินเอสเทอร์ต่ำ)
ผลไม้บดหรือน้ำผลไม้ 300 กรัม 300 กรัม
น้ำตาลทราย 300 กรัม 90 กรัม
เพกทินผง 6 กรัม (HM) 6 กรัม (LM)
แคลเซียมแลคเตต ไม่ใช้ 1.5 กรัม
น้ำมะนาว 15 กรัม 10 กรัม
ได้ไส้ประมาณ 400 กรัม 380 กรัม

วิธีทำเหมือนกันทั้งสองสูตร ผสมเพกทินกับน้ำตาลส่วนหนึ่งก่อนเพื่อไม่ให้จับก้อน อุ่นผลไม้ให้ร้อน 40 องศา โรยเพกทินลงไปคนตลอดเวลา ตั้งไฟกลางจนเดือด 1 นาที เติมน้ำมะนาวและแคลเซียมขั้นสุดท้าย

ความข้นที่ต้องการคือหยดจากช้อนแล้วคงรูปเป็นก้อนกลม ไม่ไหลแผ่เป็นแผ่น ถ้าแข็งเกินจนฉีดไม่ออกให้อุ่นกลับ 40 องศา ห้ามเติมน้ำเพราะจะทำให้เจลแตก

รสทั้งสามปรับจากฐานเดียวกัน สตรอว์เบอร์รีใช้ผลบดทั้งลูกและเติมน้ำมะนาวอีก 5 กรัม บลูเบอร์รีกรองเมล็ดออกเพราะจะอุดเข็มฉีด ส้มใช้น้ำส้มคั้นล้วนและเติมผิวส้มขูด 2 กรัม

วิธีลดน้ำตาลโดยไม่เสียรส: 3 ระดับที่ทำได้จริง

น้ำตาลไม่ได้ให้แค่รสหวาน แต่เป็นอาหารของยีสต์ ทำให้เปลือกเป็นสีน้ำตาลเมื่อทอด และอุ้มน้ำไว้ในเนื้อแป้ง การตัดออกโดยไม่ชดเชยหน้าที่เหล่านี้ทำให้เนื้อแห้งและขึ้นน้อย[13]

ระดับแรก ลดน้ำตาลในตัวแป้งจาก 50 กรัมเหลือ 35 กรัมต่อแป้ง 500 กรัม หรือร้อยละ 7 ของน้ำหนักแป้ง ซึ่งยังพอให้ยีสต์เริ่มทำงาน ผลข้างเคียงคือหมักช้ากว่าเดิม 15–20 นาที งานศึกษาการหมักแป้งพาสทรีพบว่าระดับน้ำตาลเปลี่ยนเวลาที่แป้งขึ้นเต็มที่[14] และมีผลกับตาข่ายกลูเตน ไม่ใช่แค่รสหวาน[15]

ระดับที่สอง เปลี่ยนไส้เป็นสูตรน้ำตาลน้อยหรือผลไม้ไม่เติมน้ำตาล ไส้ 20 กรัมจากสูตรปกติมีน้ำตาลราว 10 กรัม สูตรน้ำตาลน้อยเหลือราว 6 กรัม แต่เจลจะนุ่มกว่าและต้องฉีดตอนเย็นสนิท

ระดับที่สาม ลดหรือตัดการเคลือบน้ำตาล เคลือบ 5 กรัมต่อชิ้นให้ 19 กิโลแคลอรีและน้ำตาล 5 กรัม ทางเลือกที่ยังได้ความกรอบคือเคลือบผงอบเชยผสมน้ำตาลเพียง 2 กรัม

ข้อควรระวังคือถ้าลดน้ำตาลในโดต่ำกว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนักแป้ง ยีสต์จะขาดอาหารและหมักช้ามาก ต้องยืดเวลาหมักและตรวจด้วยการกดนิ้ว เพราะยีสต์เครียดจากความเข้มข้นของน้ำตาลทั้งสูงเกินและต่ำเกิน[16], [17]

ทำทั้งสามระดับพร้อมกันจะได้โดนัทที่น้ำตาลลดจาก 20 เหลือราว 10 กรัมต่อชิ้น และพลังงานลดลงราว 40 กิโลแคลอรี

ทางเลือกที่เบาลง: อบแทนทอด / โฮลวีต 30% / ไซส์มินิ

ทางเลือก พลังงานต่อชิ้น ไขมันต่อชิ้น เนื้อสัมผัสที่เสียไป เวลาทำ
ทอดตามสูตรนี้ 371 กิโลแคลอรี 14.2 กรัม – 3 ชั่วโมง
อบที่ 180 องศา 12–15 นาที 292 กิโลแคลอรี 5.2 กรัม เปลือกไม่กรอบแบบทอด เนื้อคล้ายขนมปัง 2 ชั่วโมง 30 นาที
ใช้แป้งโฮลวีต 30% 340 กิโลแคลอรี 14.2 กรัม แน่นกว่า ขึ้นน้อยกว่า ต้องเพิ่มน้ำ 15 กรัม 3 ชั่วโมง
ไซส์มินิ 35 กรัม 186 กิโลแคลอรี 7.1 กรัม คำเล็กกว่า ไส้มากเกินสัดส่วนถ้าไม่ลด 2 ชั่วโมง 30 นาที

การอบลดพลังงานได้ชัดเพราะตัดน้ำมันที่ดูดซึมออกทั้งหมด แต่ต้องบอกตรง ๆ ว่าอบแล้วไม่ได้เนื้อสัมผัสของโดนัททอด เปลือกจะบางและนิ่มกว่า[3]

โฮลวีต 30% สมดุลที่สุด ใช้แป้งโฮลวีต 150 กรัมแทนแป้งขนมปัง 150 กรัม เติมน้ำเพิ่ม 15 กรัมเพราะรำข้าวสาลีดูดน้ำมาก ใยอาหารเพิ่มราว 1 กรัมต่อชิ้น

ไซส์มินิทำให้พลังงานเหลือ 186 กิโลแคลอรี กินสองชิ้นก็ยังน้อยกว่าหนึ่งชิ้นขนาดปกติ

โภชนาการต่อชิ้น: คำนวณจากสูตรนี้จริง

ตัวเลขนี้คำนวณจากการชั่งวัตถุดิบทุกอย่างในสูตร หารด้วย 12 ชิ้น แล้วบวกน้ำมันที่ดูดซึมระหว่างทอด ค่าองค์ประกอบอาหารต่อ 100 กรัมอ้างอิงฐานข้อมูลโภชนาการกลางและฐานข้อมูลอาหารไทย[18], [19] ทั้งหมดเป็นค่าประมาณ

สารอาหาร ต่อ 1 ชิ้น (ราว 75 กรัม) ต่อ 12 ชิ้น
พลังงาน 371 กิโลแคลอรี 4,455 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 54.4 กรัม 653 กรัม
น้ำตาล 20.0 กรัม 240 กรัม
ไขมัน 14.2 กรัม 170 กรัม
โปรตีน 6.4 กรัม 77 กรัม
โซเดียม 215 มิลลิกรัม 2,580 มิลลิกรัม

ตัวโด 898 กรัมให้ 217 กิโลแคลอรีต่อชิ้น น้ำมันที่ดูดซึมเป็นตัวแปรที่ใหญ่ที่สุด ในสูตรนี้ใช้ 9 กรัมต่อชิ้นหรือร้อยละ 12 ของน้ำหนักโด วิธีหาค่าจริงคือชั่งน้ำมันในหม้อก่อนและหลังทอด 12 ชิ้น แล้วหารผลต่างด้วย 12

น้ำตาล 20 กรัมต่อชิ้นคิดเป็นร้อยละ 40 ของเพดานน้ำตาลอิสระ 50 กรัมต่อวันที่องค์การอนามัยโลกแนะนำสำหรับผู้ใหญ่ที่กิน 2,000 กิโลแคลอรี[20] และเกณฑ์ไทยใช้แนวทางเดียวกัน คือต่ำกว่าร้อยละ 10 ของพลังงาน[21]

งานทบทวนแหล่งน้ำตาลที่เติมในอาหารไทยพบว่าขนมอบและเครื่องดื่มเป็นแหล่งหลัก และปริมาณที่ได้รับต่อวันสูงกว่าเกณฑ์แนะนำ[22] ส่วนงานวิเคราะห์อภิมานแบบ dose-response พบความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มตามปริมาณน้ำตาลที่กิน[23] ทั้งสองงานเป็นการศึกษาสังเกต ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าโดนัทชิ้นเดียวทำให้เป็นเบาหวาน

ฝั่งของทอด งานวิเคราะห์อภิมานพบว่าผู้ที่กินของทอดมากที่สุดมีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนสูงกว่ากลุ่มที่กินน้อยที่สุดราวร้อยละ 16 (RR 1.16; 95% CI 1.07–1.25) ขณะที่ความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 ไม่เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ[24] ของทอดจึงไม่ใช่ยาพิษ แต่เป็นอาหารพลังงานสูงที่ควรนับในโควตาวัน

เก็บและอุ่นอย่างไรให้ไส้ไม่ไหล

โดนัทที่ฉีดไส้แล้วมีความชื้นสูงตรงกลาง จึงเน่าเสียเร็วกว่าโดนัทเปล่า ห้ามเก็บที่อุณหภูมิห้องเกิน 2 ชั่วโมงหลังทำเสร็จ[25]

สถานที่เก็บ อุณหภูมิ อายุที่ปลอดภัย ผลต่อเนื้อสัมผัส
อุณหภูมิห้อง ต่ำกว่า 25 องศา 4–6 ชั่วโมง ดีที่สุด เปลือกยังกรอบ
ตู้เย็น 4 องศา 2 วัน แป้งแข็งตัว ต้องอุ่นก่อนกิน
ช่องแช่แข็ง -18 องศา 1 เดือน แป้งร่วนกว่าเดิมเล็กน้อย

ในตู้เย็นต้องใส่กล่องปิดสนิทเพราะโดนัทดูดกลิ่นเร็ว

การอุ่นที่ปลอดภัยที่สุดคืออบที่ 150 องศา 5–6 นาที ถ้าใช้ไมโครเวฟให้ใช้กำลังต่ำสุด 15–20 วินาทีต่อชิ้นและกินทันที เพราะไอน้ำในไส้จะดันไส้ทะลัก

ไส้ที่ความชื้นสูงเอื้อต่อเชื้อ Bacillus cereus งานสำรวจผลิตภัณฑ์พร้อมบริโภคกลุ่มขนมและผลิตภัณฑ์ที่มีครีมพบการปนเปื้อนของกลุ่มนี้ในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ[26] และมีรายงานการตรวจพบสารพิษ cereulide ในตัวอย่างครีม[27] จึงควรกินให้หมดภายในวันที่ทำ

ถ้าไม่ทำเอง: เลือกซื้ออย่างไรให้ได้ของที่ทอดในน้ำมันดี

มีสี่จุดที่สังเกตได้ จุดแรก สี น้ำตาลทองสม่ำเสมอทั้งชิ้นบ่งบอกถึงน้ำมันที่อุณหภูมิเหมาะ ส่วนสีเข้มที่ขอบหรือไม่เท่ากันสองด้านบอกถึงน้ำมันที่ร้อนเกิน

จุดที่สอง กลิ่น กลิ่นน้ำมันที่เริ่มฉุนหรือคล้ายสีทาเป็นสัญญาณของน้ำมันที่เสื่อมจากการใช้ซ้ำ ซึ่งเกิดจากสารออกซิเดชันสะสม[8], [28]

จุดที่สาม ถามว่าน้ำมันทอดซ้ำกี่ครั้ง คำตอบแบบอ้อม เช่น เปลี่ยนทุกวัน เป็นข้อมูลที่ใช้ได้

จุดที่สี่ อ่านฉลากไส้ แยมผลไม้จริงมีชื่อผลไม้เป็นส่วนผสมแรก ส่วนเจลลี่แต่งกลิ่นมักมีน้ำตาลเป็นส่วนผสมแรก

เบเกอรีในไทยยังเกี่ยวข้องกับไขมันทรานส์ งานทบทวนสถานการณ์ในไทยระบุว่าแหล่งหลักคือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ shortening และเนยขาว[29]

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมโดนัทไส้เจลลี่ต้องทอด ไม่ใช้อบ

เพราะไส้ถูกฉีดหลังทอด ตัวแป้งจึงต้องสุกเต็มที่ก่อน ถ้าอบจะได้ขนมปังกลมที่นุ่มแต่ไม่มีเปลือกกรอบ การทอดที่ 170–180 องศาทำให้ผิวระเหยน้ำเร็วและเกิดชั้นกรอบ[3]

ใช้ยีสต์แบบไหน น้ำตาลเท่าไรถึงจะขึ้น

ยีสต์แห้งชนิดออกฤทธิ์เร็ว 8 กรัมต่อแป้ง 500 กรัม และน้ำตาล 50 กรัม หรือร้อยละ 10 ของน้ำหนักแป้ง ถ้าลดต่ำกว่าร้อยละ 5 การหมักจะช้าลง[16], [14]

น้ำมันต้องร้อนกี่องศา

170–180 องศาเซลเซียส วัดด้วยเทอร์โมมิเตอร์ทุกครั้ง ต่ำกว่านี้โดนัทดูดน้ำมัน สูงกว่านี้ผิวไหม้ก่อนใจกลางสุก[8]

ทำไมโดนัทดูดน้ำมัน

เพราะไอน้ำในโพรงแป้งหดตัวเมื่อชิ้นโดนัทเย็นลงหลังยกออกจากหม้อ แล้วดูดน้ำมันที่ติดผิวเข้าไป[10] ทางแก้คือสะเด็ดบนตะแกรง

ฉีดไส้แล้วทะลุ ทำอย่างไร

เจาะรูใหม่ห่างจากรูเดิม 1 เซนติเมตร ฉีดช้า ๆ ไม่เกิน 20 กรัมต่อชิ้น และหยุดเมื่อแป้งตึง

ใช้แยมสำเร็จรูปแทนเจลลี่ได้ไหม

ได้ แต่ต้องเลือกแยมเนื้อละเอียดและข้นพอจะไม่ไหลออกจากรู แยมที่มีชิ้นผลไม้ใหญ่จะอุดเข็ม[19]

โดนัทที่ทำเองเก็บได้กี่วัน

ที่อุณหภูมิห้อง 4–6 ชั่วโมง ในตู้เย็น 2 วัน และช่องแช่แข็ง 1 เดือน เพราะมีไส้ที่มีความชื้นจึงไม่ควรเก็บข้ามคืนนอกตู้เย็น[25]

ทำไมโดนัทแข็งหลังเย็น

เพราะสตาร์ชที่สุกแล้วจัดเรียงตัวใหม่และคายน้ำออกมา เรียกกระบวนการนี้ว่าการเกิดรีโทรเกรเดชัน ซึ่งเป็นกลไกหลักของขนมอบที่แข็งเมื่อเย็นลง[30]

สรุป

เจลลี่โดนัทท์คือโดนัทแป้งยีสต์ที่ทอดสุกก่อนแล้วจึงฉีดไส้ ความสำเร็จขึ้นกับแป้งที่นวดจนได้แผ่นโปร่งแสง การหมักสองครั้งที่พอดี และน้ำมันที่วัดอุณหภูมิได้จริง[10], [3] สูตรนี้ให้ 371 กิโลแคลอรีและน้ำตาล 20 กรัมต่อชิ้น หรือร้อยละ 40 ของเพดานน้ำตาลอิสระต่อวัน[20], [21] ส่วนการลดน้ำตาลสามระดับพร้อมกันเหลือน้ำตาลราว 10 กรัมต่อชิ้น[15] ผู้ที่ต้องคุมน้ำตาลในเลือดควรวางโดนัทไว้ในโควตาคาร์บของมื้อ

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): โดนัทหนึ่งชิ้นในสูตรนี้ให้พลังงานราว 370 กิโลแคลอรีและน้ำตาลราว 20 กรัม ผู้ป่วยเบาหวานต้องนับเป็นคาร์โบไฮเดรตของมื้อ ผู้ที่ต้องคุมไขมันในเลือดควรกินไม่เกินสัปดาห์ละครั้ง เด็กอายุต่ำกว่าสามขวบเสี่ยงสำลักไส้เหนียวและถูกน้ำมันร้อนกระเด็น ผู้ที่แพ้กลูเตน แพ้นม แพ้ไข่ หรือแพ้ถั่วต้องเลี่ยงสูตรนี้ ผู้ที่เป็นโรคเซลิแอกต้องใช้แป้งที่ปนเปื้อนกลูเตนต่ำกว่าระดับที่กฎหมายกำหนด เพราะโรคนี้รักษาด้วยการเลี่ยงกลูเตนตลอดชีวิต ไม่ใช่การลดปริมาณ[1] ส่วนการตัดกลูเตนเองโดยไม่มีข้อบ่งชี้มีข้อเสียเรื่องสารอาหารและค่าใช้จ่าย[2] การทอดต้องทำในหม้อก้นลึกที่มั่นคง มีฝาขนาดใหญ่กับผ้าเปียกวางข้างเตา และห้ามใช้น้ำดับไฟจากน้ำมัน

แหล่งอ้างอิง