สุขภาพ

ไซนัสอักเสบ หวัดหรือติดเชื้อ ต้องกินยาปฏิชีวนะเมื่อไร

คนที่บอกว่า “เป็นไซนัส” ส่วนใหญ่มาด้วยอาการสามอย่างเดียวกัน คือคัดจมูกไม่หาย ปวดหน้าหรือโหนกแก้ม และน้ำมูกที่เปลี่ยนสี คำถามที่ตามมาคือ “นี่หวัดหรือไซนัสอักเสบ” และ “ต้องกินยาปฏิชีวนะหรือยัง” คำตอบตรง ๆ คือ ระยะเวลาที่เป็นและรูปแบบที่เปลี่ยนไปสำคัญกว่าสีของน้ำมูก และผู้ใหญ่ที่แข็งแรงส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะเลย[3],[4]

กับดักอีกอย่างที่พบบ่อยพอ ๆ กัน คือคนที่ใช้สเปรย์พ่นจมูกทุกวันจนขาดไม่ได้แล้วเข้าใจว่าไซนัสกำเริบ ทั้งที่ปัญหาจริงคือยาพ่นที่ใช้เกินระยะปลอดภัย[8]

“ไซนัส” คืออะไร และทำไมคนไทยใช้คำนี้เรียกหลายโรค

ไซนัสคือโพรงอากาศที่บุด้วยเยื่อเมือก มีสี่คู่ในกระดูกใบหน้า คือ โพรงใต้โหนกแก้ม โพรงระหว่างตา โพรงหน้าผาก และโพรงหลังจมูก แต่ละโพรงเชื่อมกับช่องจมูกด้วยรูเปิดเล็ก ๆ เมื่อเยื่อเมือกบวม รูเปิดจะตีบลง การระบายแย่ลงและเกิดการคั่งของสารคัดหลั่งตามมา

ทางการแพทย์จึงเรียกรวมว่า “โพรงจมูกและไซนัสอักเสบ” (rhinosinusitis) เพราะจมูกและไซนัสอักเสบไปด้วยกันเสมอ การวินิจฉัยจึงอาศัยอาการทางจมูกเป็นหลัก ไม่ได้ตั้งต้นจากภาพเอกซเรย์[1],[3]

ปัญหาเกิดจากคำว่า “ไซนัส” ถูกใช้แทนคัดจมูกเรื้อรังทุกชนิด ทั้งภูมิแพ้จมูก ติ่งเนื้อจมูก และปวดหัวข้างเดียวเรื้อรังที่คนเรียกกันว่าไซนัสปวดหัว

หวัด vs ภูมิแพ้ vs ไซนัสอักเสบ: แยกด้วยตารางเดียว

อาการหลักของสามโรคนี้ทับกันได้มากในสองสามวันแรก ตารางนี้คือจุดที่ใช้แยกได้จริงตอนซักประวัติ

ประเด็น หวัด (ไวรัส) ภูมิแพ้จมูก ไซนัสอักเสบ
ระยะเวลา หายเองใน 7–10 วัน เป็น ๆ หาย ๆ ตามฤดูหรือสารกระตุ้น เฉียบพลันไม่เกิน 12 สัปดาห์ เรื้อรังเกิน 12 สัปดาห์
ไข้ มีได้ต่ำ ๆ 2–3 วันแรก ไม่มี มักไม่มี แต่ถ้าไข้สูงร่วมปวดหน้าหนักต้องระวัง
น้ำมูก ใสแล้วข้นขึ้นได้ตามธรรมชาติ ใส น้ำ ๆ เป็นชุด ข้น อาจเปลี่ยนสี โดยเฉพาะข้างเดียว
คันจมูก/จามชุด พบบ้างเล็กน้อย เด่นมาก จามติดกันหลายครั้ง ไม่เด่น
คันตา/ตาแดง ไม่มี พบบ่อย ร่วมกับขอบตาคล้ำ ไม่มี
ปวดหน้า/กดเจ็บ ไม่มี อาจแน่นจมูก เด่นที่โหนกแก้มหรือหน้าผาก แย่ลงเมื่อก้มตัว
ตอบสนองต่อยาแก้แพ้ ไม่ตอบสนอง ตอบสนองชัด ไม่ใช่ยาหลัก

น้ำมูกข้นและเปลี่ยนสีจึงพบได้ในหวัดไวรัสช่วงวันที่ 3–7 ก่อนดีขึ้นเอง[3] ส่วนภูมิแพ้เรื้อรังทำให้เยื่อเมือกบวมถาวรและแน่นหน้าได้ตลอด ซึ่งไม่ใช่การติดเชื้อ

เกณฑ์วินิจฉัย “ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน” ที่ใช้จริง

แนวทางสากลนิยามไซนัสอักเสบเฉียบพลันว่าคือการอักเสบของโพรงจมูกและไซนัสที่กินเวลาไม่เกิน 12 สัปดาห์ โดยต้องมีอาการอย่างน้อยสองข้อจากสี่ข้อ คือ คัดแน่นจมูก น้ำมูกไหลหรือลงคอ ปวดหรือแน่นหน้า และได้กลิ่นลดลง (ในเด็กใช้ไอแทนข้อได้กลิ่น)[3] ในผู้ใหญ่ทั่วไปวินิจฉัยได้จากอาการและการตรวจร่างกาย ไม่ต้องส่งเอกซเรย์ทุกราย เพราะภาพถ่ายในหวัดธรรมดาก็ผิดปกติได้บ่อย[1],[3]

หวัดจากไวรัสกินเวลา 7–10 วันและดีขึ้นหลังวันที่ 5 ส่วนการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนพบได้ราวร้อยละ 0.5–2 ของไซนัสอักเสบจากไวรัสทั้งหมด[3] จึงไม่ได้บ่อยอย่างที่คนคิด

แพทย์จะสงสัยเชื้อแบคทีเรียเมื่ออาการแย่ลงอีกครั้งหลังเริ่มดีขึ้นช่วงแรก (double worsening) หรือหนักต่อเนื่องไม่ดีขึ้นเลยหลังวันที่ 10 หรือรุนแรงตั้งแต่ต้นร่วมกับไข้สูงและน้ำมูกเป็นหนองข้างเดียว[2],[3] แนวทาง EPOS เพิ่มความจำเพาะด้วยการนับ 3 ใน 5 ข้อ คือ น้ำมูกเหลืองข้างเดียว ปวดเฉพาะที่รุนแรง ไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส ค่าดัชนีการอักเสบในเลือดสูง และอาการแย่ลงซ้ำ[3]

เชื้อที่พบบ่อยคือ Staphylococcus aureus, S. pneumoniae และ H. influenzae[18] ในเด็ก แนวทางแนะนำให้วินิจฉัยจากอาการเป็นหลัก และใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อเข้าเกณฑ์แบคทีเรียชัดเจนเท่านั้น[12] ส่วนการตรวจภาพมีที่ใช้เฉพาะรายที่สงสัยภาวะแทรกซ้อน[1],[3]

น้ำมูกสีเขียว = ติดเชื้อแบคทีเรีย จริงหรือไม่

ไม่จริง สีของน้ำมูกบอกชนิดของเชื้อไม่ได้ แนวทางปี 2024 รวบรวมข้อมูลว่าน้ำมูกเป็นหนองมีความไวร้อยละ 77 แต่ความจำเพาะเพียงร้อยละ 54 แปลว่าคนที่เป็นหวัดจากไวรัสเกือบครึ่งก็มีน้ำมูกเป็นหนองได้[3] และในกลุ่มที่มีอาการครบสามข้อคือน้ำมูกไหล คัดจมูก และปวดหน้านานกว่า 10 วัน ยังพบว่าเป็นไซนัสอักเสบจากแบคทีเรียจริงเพียงร้อยละ 40–50[3]

เชิงกลไก สีเขียวหรือเหลืองมาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวและเอนไซม์ที่หลั่งมาต่อสู้เชื้อ ร่างกายจึงผลิตน้ำมูกสีเดียวกันได้ทั้งกรณีไวรัสและแบคทีเรีย

เกณฑ์ที่แพทย์ใช้จึงไม่ใช่สี แต่คือระยะเวลาและการเปลี่ยนแปลงของอาการ เมื่อเข้าเกณฑ์แล้วการรักษาในผู้ใหญ่ทั่วไปเริ่มจากยาอะม็อกซีซิลลินหรือยาอะม็อกซีซิลลินร่วมกับกรดคลาวูลานิก[2],[3] การเลือกตัวใดเป็นการตัดสินใจของแพทย์ เพราะการศึกษาในผู้ใหญ่ 234,608 รายพบอัตรารักษาล้มเหลวไม่ต่างกัน (ร้อยละ 3.0 กับ 3.1) แต่ตัวที่ผสมกรดคลาวูลานิกมีโอกาสติดเชื้อยีสต์และเชื้อคลอสทรีเดียมดิฟฟิไซล์สูงกว่าเล็กน้อย[5]

ยาพ่นจมูก 3 แบบที่คนสับสน

ยาพ่นจมูกที่ขายทั่วไปและที่แพทย์สั่งมีกลไกต่างกันจนใช้แทนกันไม่ได้

ประเภท กลไก ใช้ต่อเนื่องได้นานแค่ไหน ข้อควรระวัง
สเปรย์ลดบวม หดหลอดเลือดในเยื่อเมือกจมูก ฉลากไทยมักไม่เกิน 3–5 วัน ตำราแนะนำสูงสุด 3–10 วันแล้วแต่ตัวยา ใช้เกินระยะทำให้คัดจมูกกลับมาแย่กว่าเดิม
สเปรย์สเตียรอยด์ ลดการอักเสบของเยื่อเมือก ต่อเนื่องได้หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนตามแผนรักษา ต้องพ่นให้ถูกทิศ ไม่ใช่ยิงใส่ผนังกั้นจมูก
น้ำเกลือล้างจมูก ชะล้างสารคัดหลั่งและสารก่อภูมิแพ้ ใช้ได้นานตามต้องการ ต้องใช้น้ำสะอาดและล้างอุปกรณ์ทุกครั้ง

สเปรย์ลดบวมออกฤทธิ์เร็วจึงเป็นตัวที่คนติดใจที่สุด แต่ห้ามใช้ต่อเนื่องนานที่สุด การทบทวนวรรณกรรมปี 2025 ระบุคำแนะนำว่าไม่เกิน 3–10 วันแล้วแต่ตัวยาและสูตร ไม่พบอาการคัดจมูกกลับหลังใช้ 10 วัน แต่เมื่อใช้ถึง 30 วัน ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่มีอาการคัดจมูกกลับ โดยความถี่ในการพ่นต่อวันไม่ใช่ตัวทำนายหลัก[8] นี่คือเหตุผลที่คนพ่นทุกวันหลายเดือนรู้สึกว่าจมูกตันตลอด

สเปรย์สเตียรอยด์เป็นกลุ่มที่คนกลัวว่าเป็นฮอร์โมนจะอันตราย ทั้งที่ในโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และไซนัสอักเสบเรื้อรังเป็นยาหลักที่ใช้ต่อเนื่องได้ Cochrane พบว่าขนาดต่ำให้ผลใกล้เคียงขนาดสูงแต่ผลข้างเคียงน้อยกว่า และผลข้างเคียงที่เพิ่มตามขนาดคือเลือดกำเดา มักเป็นเลือดปนในน้ำมูก[15] สิ่งที่พลาดบ่อยไม่ใช่ตัวยา แต่คือการหันปลายกระบอกเข้าผนังกั้นจมูกตรง ๆ ทำให้ยาไม่ถึงเป้า

ล้างจมูกให้ถูกวิธี: น้ำเกลือทำเอง vs ซื้อสำเร็จ

การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นวิธีที่หลักฐานสนับสนุนมากที่สุดในกลุ่มนี้ Cochrane ในไซนัสอักเสบเรื้อรังพบงานทดลองแบบสุ่มสองงาน ผู้เข้าร่วม 116 คน งานหลักใช้น้ำเกลือเข้มข้นร้อยละ 2 ปริมาตร 150 มิลลิลิตร ผลคือคุณภาพชีวิตด้านโรคจมูกดีขึ้นกว่าการรักษาปกติที่ 3 เดือน (ต่างกัน 6.3 คะแนนจาก 100) และมากขึ้นที่ 6 เดือน (13.5 คะแนน) แต่คุณภาพหลักฐานต่ำถึงต่ำมาก และมีผู้ใช้ร้อยละ 23 รายงานผลข้างเคียง เช่น เลือดกำเดา[6]

ในไซนัสอักเสบเฉียบพลัน หลักฐานยังบางกว่า การศึกษานำร่องในอังกฤษ 81 คนพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ล้างต่อเนื่องได้ในสัปดาห์แรก (ร้อยละ 96) แต่ยังไม่ยืนยันว่าล้างแล้วหายเร็วกว่า[7]

สูตรที่ปลอดภัยคือน้ำเกลือความเข้มข้นร้อยละ 0.9 (เกลือประมาณ 9 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร) หรือร้อยละ 2–3 สำหรับคนที่แน่นจมูกมาก โดยละลายในน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วหรือน้ำกลั่นที่ผ่านการฆ่าเชื้อเท่านั้น ห้ามใช้น้ำก๊อกตรง ๆ เพราะมีรายงานผู้ป่วยติดเชื้ออะแคนทามีบาจากการล้างจมูกด้วยน้ำประปา 10 รายในสหรัฐอเมริการะหว่างปี 1994–2022 โดย 9 รายเกิดในทศวรรษหลัง ผู้ป่วยทุกรายมีภูมิคุ้มกันต่ำและ 7 รายเป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง[9]

ขั้นตอนที่ได้ผลจริงคือล้างมือและภาชนะก่อน เอียงศีรษะให้รูจมูกข้างที่ล้างอยู่สูงกว่า ให้น้ำไหลออกอีกข้างช้า ๆ แล้วเป่าจมูกเบา ๆ ทีละข้าง ห้ามเป่าแรงจนหูอื้อ

ไซนัสอักเสบเรื้อรัง: เมื่ออาการไม่หายเกิน 12 สัปดาห์

เมื่ออาการยังอยู่เกิน 12 สัปดาห์ ถือว่าเข้าเกณฑ์ไซนัสอักเสบเรื้อรัง โดยต้องมีอาการอย่างน้อยสองข้อจากสี่ข้อ และต้องมีหลักฐานการอักเสบจริงจากการส่องกล้องหรือการตรวจภาพ ไม่ใช่จากอาการอย่างเดียว[3]

ขนาดของปัญหาไม่ได้เล็ก การวิเคราะห์อภิมานปี 2025 พบความชุกในประชากรทั่วไปร้อยละ 8.71 ส่วนชนิดที่มีติ่งเนื้อจมูกร่วมด้วยพบร้อยละ 0.65 และเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลา จากร้อยละ 4.72 ในกลุ่มปี 1980–2000 เป็นร้อยละ 19.40 ในกลุ่มปี 2014–2020[10]

สาเหตุที่พบบ่อยคือการอักเสบชนิดที่เกี่ยวกับภูมิแพ้และอีโอซิโนฟิล ติ่งเนื้อจมูก และกลุ่มอาการแพ้ยากลุ่มเอ็นเซดที่ทำให้ทั้งจมูกและหลอดลมตอบสนองรุนแรง ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีหอบหืดร่วม[16] การตรวจที่ให้ข้อมูลมากที่สุดคือการส่องกล้องในห้องตรวจ ซึ่งเห็นเยื่อเมือกและติ่งเนื้อได้โดยตรง ส่วนเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ใช้เมื่อวางแผนผ่าตัดหรือไม่แน่ใจในสาเหตุ

การรักษาหลักคือล้างจมูกด้วยน้ำเกลือสม่ำเสมอร่วมกับสเปรย์สเตียรอยด์ต่อเนื่องหลายสัปดาห์[6],[15] หลายคนหยุดยาหลังอาการดีขึ้นสองสัปดาห์แล้วกลับมาเป็นซ้ำ รอบการรักษาที่ถูกคือใช้ต่อเนื่องและประเมินผลที่ 8–12 สัปดาห์

ไซนัสปวดหัว: ปวดแบบไหนที่มาจากไซนัสจริง

ปวดจากไซนัสมีลักษณะค่อนข้างเฉพาะ คือปวดตื้อ ๆ ตรงตำแหน่งโพรงที่อักเสบ ได้แก่ โหนกแก้ม หน้าผาก หรือรอบดวงตา (ไม่ใช่ท้ายทอย) และปวดมากขึ้นเมื่อก้มตัว สั่งจมูก หรือเปลี่ยนความดัน เช่น ตอนเครื่องบินลง มักมีคัดจมูกและน้ำมูกข้างเดียวกันร่วมด้วย

จุดที่ต้องระวังคือการวินิจฉัยตัวเองผิด การศึกษาในโรงพยาบาลสงขลาปี 2025 ในผู้ป่วยไมเกรน 90 รายพบว่าร้อยละ 43.3 เคยได้การวินิจฉัยผิดก่อนมาคลินิกปวดหัว โดยวินิจฉัยผิดเป็นปวดหัวจากความเครียดและไซนัสอักเสบบ่อยที่สุด และการพบแพทย์คนแรกที่ไม่ใช่ประสาทแพทย์เพิ่มโอกาสวินิจฉัยผิดเกือบ 8 เท่า[19]

ปวดจากไซนัสจะมาพร้อมอาการจมูกที่ชัดและตอบสนองต่อการรักษาไซนัส ส่วนไมเกรนและปวดหัวจากความเครียดมีลักษณะของตัวเอง เช่น ไวแสง ไวเสียง คลื่นไส้ หรือปวดรัดสองข้าง ถ้าปวดหัวเป็นหลายเดือนโดยอาการจมูกไม่เด่น ควรปรึกษาแพทย์ระบบประสาท ไม่ใช่ซื้อยาแก้แพ้มากินต่อเนื่อง

สิ่งที่ช่วยได้จริงนอกจากยา

การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือมีหลักฐานดีที่สุดในกลุ่มนี้ แม้คุณภาพงานวิจัยในโรคเรื้อรังอยู่ในระดับต่ำถึงต่ำมาก แต่ผลไปทางเดียวกันและความเสี่ยงต่ำ[6] การดื่มน้ำให้พอและการนอนหัวสูงเล็กน้อยช่วยให้ระบายสารคัดหลั่งได้ดีขึ้น

การสูดไอน้ำเป็นวิธีที่คนไทยนิยมที่สุดและมีหลักฐานอ่อนที่สุด Cochrane เรื่องอากาศร้อนชื้นสำหรับหวัดสรุปว่าหลักฐานยังไม่แน่ชัดว่าช่วยบรรเทาอาการหรือไม่ และคุณภาพต่ำ[14] ขณะที่การสูดไอน้ำจากกาต้มน้ำหรือชามน้ำร้อนมีรายงานผู้ป่วยถูกน้ำร้อนลวกจนต้องรักษาในศูนย์ไฟไหม้ โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ[13] หากจะทำควรใช้เครื่องทำไอน้ำที่ควบคุมอุณหภูมิได้ ไม่ใช่ก้มหน้าเหนือน้ำเดือดในชาม

ยาแก้แพ้ชนิดกินได้ผลเฉพาะรายที่มีภูมิแพ้จมูกเป็นสาเหตุร่วม ไม่ได้ช่วยเรื่องการติดเชื้อ ส่วนยาหม่อง น้ำมันหยอดจมูก และสมุนไพรพ่นจมูกยังไม่มีงานทดลองคุณภาพดีพอจะสรุปว่าช่วยได้ และบางชนิดระคายเยื่อเมือกจนอาการแย่ลง

5 สัญญาณที่ต้องไปพบแพทย์ทันที

อาการส่วนใหญ่ไม่ต้องถึงโรงพยาบาล แต่บางอาการบ่งชี้ว่าการติดเชื้อลุกลามออกนอกโพรงไซนัส ซึ่งเป็นเหตุฉุกเฉิน

สัญญาณ สิ่งที่ต้องนึกถึง
ตาหรือเปลือกตาบวม ขยับลูกตาเจ็บ การติดเชื้อลุกลามเข้าเบ้าตา พบบ่อยในเด็ก
ตามัว เห็นภาพซ้อน หรือมองเห็นลดลง ภาวะแทรกซ้อนในเบ้าตาหรือเส้นประสาทตา
ปวดหน้าหรือปวดหัวรุนแรงมากร่วมไข้สูง การติดเชื้อในกระแสเลือดหรือฝีในโพรงสมอง
คอแข็ง ไม่ทนแสง ซึมลง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
อาการเกิน 3 เดือนหรือแย่ลงเรื่อย ๆ ไซนัสอักเสบเรื้อรัง ติ่งเนื้อ หรือเนื้องอก

ภาวะแทรกซ้อนทางเบ้าตาเป็นข้อที่ต้องระวังที่สุดในเด็ก การศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยเด็ก 48 รายที่ต้องผ่าตัดเพราะภาวะแทรกซ้อนจากไซนัสอักเสบเฉียบพลันพบผลการรักษาดี กลุ่มที่ระบายร่วมสองทางสำเร็จร้อยละ 95.8 และไม่มีผู้ป่วยตาบอดถาวร แต่ข้อสรุปสำคัญคือต้องวินิจฉัยและระบายหนองเร็วพอ ไม่ใช่รอดูอาการที่บ้าน[17]

ผ่าตัด/ส่องกล้องไซนัส: เมื่อไรจึงควรพิจารณา

การผ่าตัดไซนัสแบบส่องกล้องไม่ใช่การรักษาแรก และไม่ได้ทำให้หายขาดในทุกคน ข้อบ่งชี้ที่ชัดคือ รักษาด้วยยาเต็มที่แล้วยังมีอาการรบกวนคุณภาพชีวิตมาก มีติ่งเนื้ออุดตันการหายใจและการได้กลิ่น หรือมีภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ

หลักฐานเรื่องผลลัพธ์ต้องตีความอย่างระมัดระวัง การทดลองแบบสุ่มปี 2026 ในผู้ป่วยติ่งเนื้อจมูก 97 ราย เปรียบเทียบการผ่าตัดเต็มขอบเขตกับแบบจำกัด พบว่าเมื่อ 12 เดือน คะแนน SNOT-22 ของกลุ่มผ่าตัดเต็มขอบเขตดีกว่า (22.3 กับ 31.5 คะแนน) แต่เมื่อถึง 24 เดือน ความแตกต่างเหลือ 2.5 คะแนนและไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ[11]

สิ่งที่ต้องลองก่อนคือล้างจมูกด้วยน้ำเกลือสม่ำเสมอ ใช้สเปรย์สเตียรอยด์ต่อเนื่องอย่างน้อย 8–12 สัปดาห์ และรักษาภูมิแพ้กับหอบหืดร่วม ความเสี่ยงที่ต้องรู้คือเลือดออกหลังผ่าตัด พังผืดและการตีบกลับ และโอกาสที่อาการจะกลับมาในระยะยาว[11]

ค่าใช้จ่ายแตกต่างกันมากตามโรงพยาบาลและสิทธิการรักษา จึงควรสอบถามราคาจริงจากโรงพยาบาลที่รักษา มากกว่าอ้างอิงตัวเลขจากอินเทอร์เน็ต

คำถามที่พบบ่อย

ไซนัสอักเสบมีอาการอย่างไร

คัดแน่นจมูก น้ำมูกไหลหรือลงคอ ปวดหรือแน่นหน้า และได้กลิ่นลดลง ต้องมีอย่างน้อยสองข้อร่วมกับระยะเวลาที่เข้าเกณฑ์ ในเด็กมักใช้ไอเรื้อรังแทนอาการได้กลิ่นลดลง[3]

ไซนัสกับหวัดต่างกันอย่างไร

หวัดจากไวรัสหายเองใน 7–10 วันและดีขึ้นหลังวันที่ 5 ส่วนกลุ่มที่ต้องรักษาคืออาการแย่ลงซ้ำหลังดีขึ้น ไม่ดีขึ้นหลังวันที่ 10 หรือรุนแรงตั้งแต่ต้นร่วมไข้สูง[2],[3]

น้ำมูกสีเขียว เป็นไซนัสติดเชื้อไหม

ไม่แน่ น้ำมูกเป็นหนองมีความจำเพาะต่อเชื้อแบคทีเรียเพียงร้อยละ 54 เพราะหวัดจากไวรัสก็ทำให้ข้นและเปลี่ยนสีได้ สิ่งที่ใช้ตัดสินคือระยะเวลาและการเปลี่ยนแปลงของอาการ[3]

ไซนัสอักเสบกินยาอะไรหาย

ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่หายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ Cochrane พบว่ายาปฏิชีวนะช่วยให้หายเร็วขึ้นเพียง 5 คนต่อ 100 คน แต่เกิดผลข้างเคียงมากขึ้น (ร้อยละ 27 เทียบร้อยละ 15)[4] เมื่อเข้าเกณฑ์แบคทีเรียแพทย์มักเริ่มจากยาอะม็อกซีซิลลิน

ไซนัสปวดหัว ใช้ยาแก้ปวดหัวได้ไหม

ใช้ยาแก้ปวดทั่วไปตามฉลากได้ แต่ถ้าปวดหัวเป็นซ้ำหลายเดือนหรือปวดข้างเดียวตลอด ควรตรวจแยกจากไมเกรน เพราะการวินิจฉัยผิดพบบ่อยและทำให้รักษาไม่ตรงโรค[19]

ไซนัสเรื้อรังรักษาอย่างไร

ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือร่วมกับสเปรย์สเตียรอยด์ต่อเนื่อง และรักษาภูมิแพ้หรือหอบหืดร่วมถ้ามี การผ่าตัดพิจารณาเมื่อให้ยาเต็มที่แล้วยังคุมอาการไม่ได้[6],[11]

ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือทำเองได้ไหม

ได้ โดยใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้วหรือน้ำกลั่นผสมเกลือความเข้มข้นร้อยละ 0.9 ห้ามใช้น้ำก๊อกตรง ๆ เพราะมีรายงานการติดเชื้ออะแคนทามีบาจากการล้างจมูกด้วยน้ำประปา[9]

ไซนัสต้องผ่าตัดไหม

ไม่จำเป็นในรายส่วนใหญ่ การผ่าตัดมีที่ใช้เมื่อรักษาด้วยยาไม่ได้ผล มีติ่งเนื้ออุดตันมาก หรือมีภาวะแทรกซ้อน ผลดีที่สุดในปีแรกและต้องรักษาต่อเนื่องหลังผ่าตัด[11]

สรุป

“ไซนัส” ในภาษาพูดครอบคลุมหลายโรค แต่สิ่งที่ต้องแยกมีไม่กี่ข้อ คืออาการเป็นมานานเท่าไร ดีขึ้นหรือแย่ลงตามลำดับอย่างไร และมีอาการนอกจมูกหรือไม่ หวัดจากไวรัสหายเองได้ใน 7–10 วัน และน้อยรายที่ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน[3]

น้ำมูกสีเขียวไม่ใช่เหตุผลให้กินยาปฏิชีวนะ เพราะหวัดไวรัสและการอักเสบจากภูมิแพ้ก็ทำให้เกิดได้ การใช้เกินจำเป็นแลกมาด้วยผลข้างเคียงถึงร้อยละ 27[4] และข้อมูลผู้ป่วยกว่า 234,000 รายชี้ว่ายาผสมกรดคลาวูลานิกไม่ได้ลดอัตราล้มเหลวแต่เพิ่มการติดเชื้อยีสต์[5]

สิ่งที่ได้ผลจริงและเสี่ยงต่ำคือล้างจมูกด้วยน้ำเกลือที่สะอาด ใช้สเปรย์สเตียรอยด์อย่างถูกวิธีในรายที่เหมาะสม และหยุดสเปรย์ลดบวมก่อนเข้าเกณฑ์ใช้เกินระยะ[8] การสูดไอน้ำมีหลักฐานอ่อนและเสี่ยงลวก จึงไม่ควรใช้แทนการรักษาหลัก[13],[14]

ถ้ามีตาบวม ตามัว ปวดรุนแรงร่วมไข้สูง หรือคอแข็ง ต้องไปโรงพยาบาลทันที เพราะนั่นคือสัญญาณของการติดเชื้อที่ลุกลามออกนอกโพรงไซนัส[17]

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): บทนี้ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยหรือสั่งยาเอง ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมากินเองเพราะน้ำมูกเป็นสีเขียว ห้ามใช้สเปรย์ลดบวมเกินระยะที่ฉลากกำหนด และห้ามล้างจมูกด้วยน้ำก๊อกที่ไม่ได้ต้มหรือฆ่าเชื้อ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ที่เคยผ่าตัดไซนัส และผู้ที่บวมรอบตา ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน หากมีตาบวม ตามัว เห็นภาพซ้อน ปวดหัวรุนแรงร่วมกับไข้สูง หรือคอแข็ง ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที

แหล่งอ้างอิง