เครื่องมือสุขภาพ

ตรวจ MRI: เตรียมตัวอย่างไร เครื่องให้อะไร และอ่านผลอย่างไร

ใบสั่งตรวจ MRI กับใบผลที่ยังอ่านไม่เข้าใจเป็นสองจุดที่คนไข้ต้องการคำตอบมากที่สุด บทนี้อธิบายว่าเครื่องทำงานอย่างไร ต่างจาก CT ตรงไหน ต้องเตรียมตัวและแจ้งอะไร และอ่านผลอย่างไรโดยไม่หลุดไปวินิจฉัยเอง

คำตอบสั้นคือ MRI ใช้สนามแม่เหล็กกับคลื่นวิทยุ ไม่ใช้รังสีเอกซ์ จึงเห็นเนื้อเยื่ออ่อนได้ดีกว่า CT แลกมาด้วยเวลาที่นานกว่า เสียงที่ดังกว่า และข้อจำกัดเรื่องโลหะซึ่งเป็นความเสี่ยงหลัก ไม่ใช่รังสี ผลที่ได้เป็นคำบรรยายภาพสำหรับแพทย์ ไม่ใช่การวินิจฉัย

MRI ทำงานอย่างไร และต่างจาก CT ตรงไหน

เครื่อง MRI สร้างสนามแม่เหล็กกำลังสูงให้โปรตอนไฮโดรเจนในน้ำและไขมันเรียงตัวในทิศเดียวกัน แล้วปล่อยคลื่นวิทยุกระตุ้นโปรตอนเหล่านั้นชั่วขณะ เมื่อหยุดปล่อยคลื่น โปรตอนจะคืนสภาพและแผ่สัญญาณออกมา เครื่องใช้ขดลวดรับสัญญาณร่วมกับสนามแม่เหล็กไล่ระดับเพื่อระบุตำแหน่งในสามมิติ แล้วคำนวณเป็นภาพ[1]

จุดที่ต่างจาก CT คือ MRI ไม่ได้วัดการดูดกลืนรังสี แต่สร้างความต่างจากเวลาคืนตัวของโปรตอนสองค่า คือ T1 และ T2 ร่วมกับปริมาณน้ำในเนื้อเยื่อ เนื้อสีเทากับเนื้อสีขาว สารน้ำในข้อ หมอนรองกระดูก และก้อนเนื้ออ่อนจึงแยกจากกันได้ชัดกว่ามาก[1]

ข้อแลกเปลี่ยนที่รู้สึกได้ทันทีคือเวลาตรวจยาวกว่า เสียงดังจนต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน[2] และเครื่องไวต่อการขยับตัวมาก[3]

ความปลอดภัยของสองวิธีตั้งอยู่บนหลักที่ต่างกัน CT เสี่ยงจากรังสีเอกซ์ที่สะสมใน lifetime dose และแบบจำลองจากสหรัฐประเมินว่าการตรวจ CT 93 ล้านครั้งในปีเดียวจะก่อมะเร็งจากรังสีราว 103,000 ราย[4] MRI ไม่มีความเสี่ยงชนิดนั้น แต่เสี่ยงจากสนามแม่เหล็กที่ดึงวัตถุ ferromagnetic และความร้อนจากคลื่นวิทยุในเนื้อเยื่อหรืออุปกรณ์ฝัง จึงต้องคัดกรองผู้ป่วยก่อนเข้าห้องตรวจทุกครั้ง[5]

ตารางที่ 1: MRI เทียบ CT อัลตราซาวด์ และเอกซเรย์

การเลือกขึ้นกับคำถามว่าอยากเห็นอะไร

หัวข้อ MRI CT อัลตราซาวด์ เอกซเรย์
เห็นอะไรได้ดีที่สุด เนื้อเยื่ออ่อน สมอง ไขสันหลัง ข้อ ไขกระดูก อุ้งเชิงกราน กระดูก ปอด เลือดออกเฉียบพลัน ช่องท้องฉุกเฉิน ถุงน้ำดี มดลูกและรังไข่ ไทรอยด์ หลอดเลือดตื้น กระดูกหัก ทรวงอก ลำไส้อุดตัน
รังสีเอกซ์ ไม่ใช้ ใช้ ไม่ใช้ ใช้
เวลาตรวจโดยทั่วไป นานที่สุดในสี่ชนิด สั้น สั้น สั้นมาก
ข้อจำกัดหลัก โลหะและอุปกรณ์ฝังบางชนิด การขยับตัว ปริมาณรังสี ตั้งครรภ์ต้องชั่งน้ำหนัก ต้องมีหน้าต่างเสียงที่ดี อ้วนมากอ่านยาก ภาพสองมิติ เนื้อเยื่ออ่อนซ้อนทับ
ราคาเปรียบเทียบ สูงที่สุด และต่างกันตามส่วนที่ตรวจ ปานกลาง ต่ำ ต่ำ

ราคาต่างกันมากตามสถานพยาบาล ควรขอใบเสนอราคาพร้อมระบุส่วนที่ตรวจ

หลักที่ใช้ได้จริงคือ กระดูกหักเฉียบพลัน เลือดออกในสมอง และปอดอักเสบ CT ตอบได้เร็วและพอ หมอนรองกระดูก เอ็นข้อ และก้อนในสมอง MRI ให้ข้อมูลที่เครื่องอื่นให้ไม่ได้ ส่วนถุงน้ำดี ไทรอยด์ และการตั้งครรภ์ อัลตราซาวด์มักเป็นด่านแรก[6]

MRI เห็นอะไรได้ดี และเห็นอะไรได้ไม่ดี

ระบบที่ MRI ได้เปรียบชัดเจนคือสมองและไขสันหลัง เพราะแยกเนื้อเทา เนื้อขาว และรอยโรคได้ในภาพชุดเดียว ต่อมาคือข้อและเนื้อเยื่อรอบข้อ ทั้งหมอนรองกระดูกและเอ็นไขว้ซึ่งเอกซเรย์มองไม่เห็น[7] อีกกลุ่มคือช่องท้องส่วนลึก ทั้งตับ ตับอ่อน ไต และอุ้งเชิงกราน รวมถึงเยื่อบุโพรงมดลูกนอกมดลูก[8] และก้อนที่ไต[6]

ส่วนที่ทำได้ไม่ดีคือปอด เพราะมีอากาศมากและโปรตอนน้อย สัญญาณจึงอ่อนและไวต่อการหายใจ การตรวจปอดส่วนใหญ่จึงใช้ CT ส่วนกระดูกชั้นนอกมีแคลเซียมสูงจึงเห็นเป็นแถบดำ และนิ่วบางชนิด เช่น นิ่วในถุงน้ำดี ก็เห็นได้ไม่ชัดเท่าอัลตราซาวด์หรือ CT

ข้อจำกัดที่ทำให้ผลไม่ตรงความจริงบ่อยที่สุดคือการขยับตัว ผู้ที่ไอหรือหายใจไม่ตรงจังหวะจะได้ภาพที่มีริ้วเงาทับจนอ่านไม่ได้และต้องตรวจซ้ำ[3]

สารทึบรังสี gadolinium: ใช้เมื่อไร และความเสี่ยงที่ต้องรู้

สารทึบรังสีใน MRI คือ gadolinium ซึ่งเป็นธาตุ paramagnetic ที่ทำให้เวลาคืนตัว T1 สั้นลง เนื้อเยื่อที่มีสารนี้จึงสว่างขึ้นในภาพ T1 และช่วยบอกขอบเขตของก้อน การอักเสบ และหลอดเลือด[9] ต่างจากสารทึบรังสีของ CT ตรงที่กลไกคือการเปลี่ยนสัญญาณของเนื้อเยื่อ ไม่ใช่การบดบังรังสี

คำถามที่ควรถามก่อนฉีดคือ “การฉีดจะเปลี่ยนการตัดสินใจรักษาหรือไม่” ไม่ใช่ “ฉีดแล้วเห็นชัดกว่าไหม”

สถานการณ์ มักใช้สารทึบรังสีหรือไม่ เหตุผล
ก้อนหรือฝีในสมอง ใช้ ดูการเสริมสัญญาณและขอบเขตการอักเสบ
โรคกลุ่มทำลายปลอกประสาท (demyelinating disease) เช่น MS ใช้ในบางกรณี แยกรอยโรคใหม่ที่กำลังอักเสบจากรอยโรคเก่า
กระดูกสันหลังเสื่อมหรือหมอนรองกระดูก ไม่จำเป็นส่วนใหญ่ ภาพ T1 และ T2 เพียงพอต่อการวางแผน
ก้อนในตับหรือไต ใช้ แยกชนิดก้อนและประเมินหลอดเลือดเลี้ยง
เยื่อบุโพรงมดลูกนอกมดลูก ใช้ ตามแนวทาง ESUR เพื่อวางแผนผ่าตัด
ตรวจหลอดเลือด (MRA) ใช้หรือใช้เทคนิคไม่ฉีดก็ได้ ขึ้นกับตำแหน่งและเครื่องที่มี[10]
คัดกรองทั้งตัวในคนไม่มีอาการ ไม่ควร ไม่มีข้อบ่งชี้และโทษมากกว่าประโยชน์[11]

ความเสี่ยงที่พบบ่อยที่สุดคือปฏิกิริยาแพ้เฉียบพลัน อัตราที่รายงานอยู่ระหว่างร้อยละ 0.01 ถึง 2[12] การทบทวนเวชระเบียนขนาดใหญ่พบอัตราร้อยละ 0.079 ในการฉีด 141,623 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นลมพิษและอาการเบา[13] ผู้มีประวัติแพ้สารหรือเป็นหืดมีโอกาสสูงขึ้น จึงต้องแจ้งก่อนฉีด

ความเสี่ยงที่คนกังวลมากที่สุดคือ nephrogenic systemic fibrosis (NSF) ซึ่งเป็นโรคพังผืดของผิวและอวัยวะภายในในผู้ป่วยไตเสื่อมหลังได้สารชนิดเก่า สารกลุ่ม II ที่ใช้กันทั่วไปแทบไม่ทำให้เกิดโรคนี้ การวิเคราะห์อภิมานในผู้ป่วยไตระยะ 4 ถึง 5 จำนวน 4,931 รายไม่พบผู้ป่วย NSF เลย (ขอบเขตบนร้อยละ 0.07)[14] แนวทางสมาคมรังสีวิทยาแคนาดาจึงให้ประเมินรายกรณี ตรวจค่าไต (creatinine และ eGFR) ก่อนฉีด และแจ้งความเสี่ยงที่ต่ำกว่าร้อยละ 1[15]

Gadolinium ยังสะสมในเนื้อเยื่อได้รวมทั้งสมอง ผลทางคลินิกยังไม่ทราบ จึงควรใช้เมื่อจำเป็นจริงและเลือกสาร macrocyclic ซึ่งสะสมน้อยกว่า[16]

การตั้งครรภ์ต้องแยกให้ชัด การตรวจโดยไม่ฉีดสารในไตรมาสแรกไม่พบว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อทารก (adjusted RR 1.68; 95% CI 0.97 ถึง 2.90)[17] แต่การฉีด gadolinium สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของกลุ่มอาการทางผิวหนังและการตายของทารก (adjusted RR 3.70; 95% CI 1.55 ถึง 8.85)[17] สารนี้ยังผ่านรกไปสะสมในเนื้อเยื่อทารกได้[18] ACOG จึงให้ฉีดเฉพาะเมื่อจำเป็น[19]

ตารางที่ 2: เช็กลิสต์ความปลอดภัยก่อนเข้าเครื่อง 10 ข้อ

แบบสอบถามก่อนตรวจไม่ใช่เอกสารที่กรอกเล่น ทุกข้อมีเหตุผลจากอุบัติการณ์จริง และเป็นหัวใจของความปลอดภัยในห้องตรวจ[20]

สิ่งที่ต้องแจ้ง ต้องบอกอะไร ถ้าไม่แจ้งเกิดอะไร
เครื่องกระตุ้นหัวใจหรือ ICD ยี่ห้อ รุ่น และบัตรอุปกรณ์ อุปกรณ์รบกวนการเต้นหรือขั้วไฟฟ้าร้อน
ขดลวดหรือคลิปในสมอง เคยผ่าเส้นเลือดสมองหรือไม่ คลิปอาจเคลื่อนหรือร้อนจัด
ข้อเทียม สกรู หรือแผ่นโลหะ ตำแหน่งและปีที่ผ่า ร้อนบริเวณเนื้อเยื่อรอบอุปกรณ์
เครื่องช่วยฟังหรือประสาทหูเทียม มีแม่เหล็กในอุปกรณ์หรือไม่ แม่เหล็กเคลื่อน เสียงหรือการได้ยินเปลี่ยน
เศษโลหะในตา เคยเจียร เหล็ก หรือเชื่อมโลหะ เศษเหล็กเคลื่อนทำลายจอตา
รอยสักหรือสักคิ้วถาวร สักมานานแค่ไหน ใช้สีอะไร ผิวไหม้หรือปวดแสบระหว่างตรวจ
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพา โทรศัพท์ นาฬิกา เครื่องอ่านการ์ด เครื่องเสียหายและสัญญาณรบกวนภาพ
อาชีพที่สัมผัสโลหะ ช่างกลึง ช่างเชื่อม โรงหล่อ เศษโลหะในร่างกายได้รับแรงดึง
ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร อายุครรภ์และกำหนดคลอด การวางแผนฉีดสารและการจัดท่าไม่เหมาะสม
กลัวที่แคบหรือเป็นเด็กเล็ก ระดับความกลัว ผู้ปกครองที่เข้าได้ ตรวจไม่สำเร็จหรือต้องให้ยาสลบเพิ่ม

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): ห้ามปกปิดข้อมูลอุปกรณ์ฝังในร่างกายหรือเศษโลหะ แม้คิดว่าเป็นของเก่าและเล็ก เพราะอุบัติเหตุจากสนามแม่เหล็กรุนแรงและเกิดได้ในวินาทีเดียว ถ้าไม่แน่ใจว่าอุปกรณ์ของคุณตรวจ MRI ได้หรือไม่ ให้ขอใบรับรองจากแพทย์ผู้ใส่หรือบริษัทผู้ผลิตก่อนวันนัด และอย่านำวัตถุโลหะใด ๆ เข้าห้องตรวจโดยไม่ถามเจ้าหน้าที่

อุปกรณ์ฝังถูกจัดเป็นสามกลุ่มคือ MR safe, MR conditional และ MR unsafe คำว่า conditional ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอ แต่หมายถึงปลอดภัยภายใต้เงื่อนไขที่ระบุ เช่น ความแรงสนามไม่เกิน 1.5 เทสลา ถ้ามีอุปกรณ์หลายชิ้น เงื่อนไขที่เข้มที่สุดเป็นตัวกำหนด[21]

ข่าวดีคืออุปกรณ์หัวใจรุ่นใหม่ส่วนใหญ่รองรับ MRI แล้ว และหลักฐานสะสมชี้ว่าผู้ป่วยที่มีอุปกรณ์หัวใจทั้งชนิด conditional และ nonconditional ตรวจได้อย่างปลอดภัยเมื่อมีทีมประเมินก่อนและหลังตรวจ[22] ข้อเทียมทางศัลยกรรมกระดูกสมัยใหม่ทำจากวัสดุไม่ใช่ ferromagnetic จึงแทบไม่เสี่ยงเรื่องการเคลื่อน[23] ประสาทหูเทียมและเครื่องช่วยฟังบางรุ่นมีแม่เหล็กในตัวที่ต้องทำตามคำแนะนำผู้ผลิต[24]

รอยสักกังวลเกินจริง การทบทวนรายงานผู้ป่วยพบ 17 รายที่เกิดอาการระหว่างตรวจ ส่วนใหญ่เป็นแสบหรือปวดชั่วคราว ไม่มีรายงานผิวไหม้[25]

เตรียมตัว: อดอาหาร ดื่มน้ำ ยา และเครื่องประดับ

กฎที่ตรงที่สุดคือทำตามใบสั่งของหน่วยตรวจ เพราะแต่ละโรงพยาบาลมีโปรโตคอลต่างกัน

MRI ส่วนใหญ่ไม่ต้องอดอาหาร ผู้ที่ต้องงดอาหารคือกรณีที่จะได้ sedation และบางโปรโตคอลช่องท้อง การดื่มน้ำปกติทำได้และควรทำ เพราะการขาดน้ำทำให้ปัสสาวะเข้มข้นจนรบกวนภาพอุ้งเชิงกราน

ยาประจำตัวกินได้ตามปกติ เว้นแต่หน่วยตรวจสั่งอื่น ยาที่ต้องแจ้งคือยาละลายลิ่มเลือด เพราะมีผลถ้าต้องฉีดสี

ชนิดตรวจ อดอาหาร น้ำ เตรียมเฉพาะ
สมองและศีรษะ ไม่ต้อง ดื่มได้ปกติ ถอดต่างหูและกิ๊บ
กระดูกสันหลัง ไม่ต้อง ดื่มได้ปกติ แจ้งประวัติผ่าตัดหลังและอุปกรณ์ที่ใส่
ช่องท้องส่วนบน แล้วแต่โปรโตคอล บางกรณี 4 ถึง 6 ชั่วโมง งดน้ำตามที่สั่งถ้าต้องกลั้นหายใจนาน ฝึกกลั้นหายใจตามคำสั่ง
อุ้งเชิงกราน ไม่ต้อง ดื่มน้ำก่อนตรวจตามที่สั่ง บางกรณีต้องกลั้นปัสสาวะให้กระเพาะปัสสาวะพอประมาณ
ข้อและแขนขา ไม่ต้อง ดื่มได้ปกติ งดออกกำลังกายหนักก่อนตรวจ
หัวใจ แล้วแต่โปรโตคอล งดคาเฟอีนเพราะทำให้หัวใจเต้นเร็ว แจ้งยาลดความดันและประวัติใจสั่น
เด็กที่ต้อง sedation ตามวิสัญญีสั่ง งดน้ำตามเวลาที่กำหนด ผู้ปกครองต้องเซ็นยินยอมและอยู่เฝ้า

เครื่องประดับทุกชนิดต้องถอด รวมถึงแหวน สร้อย เข็มขัด และเสื้อชั้นในที่มีโครงลวด บัตรที่มีแถบแม่เหล็กจะเสียหายถ้าเข้าไปในห้องตรวจ

ระหว่างตรวจ: จะเกิดอะไรขึ้น และลดความกังวลอย่างไร

เจ้าหน้าที่จะให้กรอกแบบสอบถามและเปลี่ยนเสื้อ จากนั้นนอนบนเตียงที่เลื่อนเข้าไปในท่อ เครื่องจะส่งเสียงเคาะเป็นจังหวะหลายรูปแบบ บางช่วงให้กลั้นหายใจ 10 ถึง 20 วินาที และบางช่วงให้อยู่นิ่ง

เวลาตรวจต่างกันมากตามจำนวนชุดภาพ โปรโตคอลสั้นบางชนิดใช้เวลาเพียง 3.37 นาทีและไม่ต้องใช้ยาสลบ[26] ส่วนการตรวจเต็มรูปแบบกินเวลาหลายเท่านั้น ควรถามเวลาที่แน่นอนตอนนัด

เสียงของเครื่องดังถึงระดับที่ต้องป้องกันการได้ยิน การวัดในเครื่อง 1.5 เทสลาให้ระดับเสียงเฉลี่ยราว 87 dBA และเครื่อง 3 เทสลาราว 95 dBA ที่บริเวณศีรษะผู้ป่วย[27] ซึ่งเกินระดับปลอดภัย จึงต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันทุกครั้ง[2]

ความกลัวที่แคบเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตรวจไม่จบ การศึกษาหนึ่งพบว่าร้อยละ 14.3 ของผู้ป่วยผู้ใหญ่ต้องได้ยาสงบประสาทหรือดมยาสลบ[28] ขณะที่การสำรวจหลายศูนย์พบการตรวจที่ไม่สำเร็จเพราะกลัวที่แคบเพียงร้อยละ 0.76 และสูงขึ้นในผู้หญิงอายุ 45 ถึง 64 ปี[29]

วิธีลดความกังวลที่ได้ผลมีหลายแบบ ทั้งการออกแบบเครื่อง กลยุทธ์ทางความคิด การนอนคว่ำแทนนอนหงาย และการให้ข้อมูลล่วงหน้า ล้วนมีผลทางบวก[30] ทำได้เองคือขอลองเข้าเครื่องก่อนเริ่มจริง ขอผ้าปิดตา และฟังเพลงผ่านหูฟัง

ปุ่มเรียกถือไว้ในมือได้ ถ้ากลัวหรือต้องเข้าห้องน้ำ ให้กดปุ่มแทนการดันตัวเองออกมา

ตารางที่ 3: อ่านศัพท์ในใบผล MRI

ใบผลเขียนเพื่อสื่อสารกับแพทย์ผู้สั่งตรวจ ไม่ได้เขียนเพื่อผู้ป่วย คำในใบผลจึงเป็นศัพท์เทคนิค

คำในใบผล ความหมายตรงตัว สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ถูก
T1, T2 ลำดับการเก็บภาพสองแบบ T1 เด่นไขมัน น้ำเป็นสีเข้ม T2 เด่นน้ำ น้ำเป็นสีสว่าง
FLAIR T2 ที่ตัดสัญญาณน้ำหล่อสมองออก ใช้ดูรอยโรคใกล้โพรงสมองที่ถูกน้ำกลบ
DWI ภาพที่ไวต่อการเคลื่อนที่ของน้ำ ใช้บ่งชี้ภาวะขาดเลือดเฉียบพลันและฝี
Hyperintense สว่างกว่าบริเวณข้างเคียง ไม่ได้แปลว่าผิดปกติเสมอ ไขมันและผิวหนังก็สว่าง
Hypointense เข้มกว่าบริเวณข้างเคียง กระดูกชั้นนอกและอากาศเข้มเป็นปกติ
Lesion รอยโรคหรือบริเวณที่ต่างจากเนื้อเยื่อปกติ เป็นคำกลาง ๆ ไม่บอกว่าเป็นมะเร็งหรือไม่
Mass effect ผลจากการกดเบียดของก้อน บอกตำแหน่งและความรุนแรง ไม่ใช่ชนิดของก้อน
Enhancement บริเวณที่สว่างขึ้นหลังฉีดสารทึบรังสี บอกการมีหลอดเลือดมาเลี้ยง ไม่ได้ยืนยันมะเร็ง
Artifact สิ่งที่เกิดจากเครื่องหรือการขยับ ไม่ใช่เนื้อเยื่อ อาจทำให้เห็นรอยโรคที่ไม่มีจริงหรือกลบรอยโรคจริง
No acute finding ไม่พบสิ่งที่อธิบายอาการเฉียบพลัน ไม่ได้แปลว่าไม่มีโรคเรื้อรัง
Stable เท่าเดิมเมื่อเทียบภาพครั้งก่อน ต้องมีภาพเก่าเทียบจึงใช้คำนี้ได้
Incidentaloma สิ่งที่พบโดยบังเอิญและไม่เกี่ยวกับอาการที่ตรวจ ต้องประเมินว่าควรติดตามหรือปล่อยไว้

คำที่ทำให้ตกใจมากที่สุดคือ lesion ซึ่งแปลว่า “รอยโรค” และไม่ได้บอกความเป็นมะเร็งเลย รอยโรคอาจเป็นแผลเป็น จุดจากการขาดเลือดเล็กน้อย เนื้องอกธรรมดา หรือการอักเสบที่หายแล้ว การจะรู้ว่าคืออะไรต้องอาศัยตำแหน่ง ขนาด และอาการร่วมด้วย

อีกคำที่ต้องอ่านให้ถูกคือ artifact ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในตัวผู้ป่วย และแปลว่าบริเวณนั้นอ่านไม่ได้

“พบความผิดปกติเล็กน้อย” ที่พบบ่อยและมักไม่ต้องทำอะไร

ผล MRI จำนวนมากรายงานสิ่งที่พบได้บ่อยในคนไม่มีอาการ การทบทวนวรรณกรรม 33 งานในคนไม่มีอาการ 3,110 รายพบความชุกของหมอนรองกระดูกเสื่อมเพิ่มจากร้อยละ 37 ในคนอายุ 20 ปีเป็นร้อยละ 96 ในคนอายุ 80 ปี และหมอนรองกระดูกโป่งเพิ่มจากร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 84[31] คนอายุ 50 ปีที่ไม่มีอาการจึงพบสิ่งเหล่านี้ได้บ่อย

งานวิเคราะห์อภิมานพบว่าคนที่มีอาการปวดหลังมีโอกาสพบหมอนรองกระดูกโป่งมากกว่าคนไม่มีอาการ (OR 7.54; 95% CI 1.28 ถึง 44.56)[32] ความต่างจึงอยู่ที่ขนาดและความสัมพันธ์กับเส้นประสาท ไม่ใช่แค่คำว่า bulge

จุดสว่างเล็ก ๆ ในเนื้อสมองขาวหรือ white matter hyperintensity ก็พบมากตามอายุ การศึกษาในประชากรอายุ 64 ถึง 74 ปีพบจุดเช่นนี้ใต้เปลือกสมองร้อยละ 90 และรอบโพรงสมองร้อยละ 67 โดยสัมพันธ์กับความดันโลหิตที่สูงมาก่อนหน้า[33] จึงพบได้ตามวัยและไม่ได้อธิบายอาการเวียนหัวหรือความจำเสื่อม

ซีสต์ขนาดเล็กที่ไต ตับ และต่อมไทรอยด์ก็อยู่ในกลุ่มนี้ ข้อมูลจากการตรวจ MRI สมองในผู้ป่วยวิจัย 16,400 ครั้งพบความผิดปกติที่ต้องติดตามต่อเพียงร้อยละ 3.7 และอีกร้อยละ 13.3 ไม่ต้องติดตาม[34] แต่ไม่ได้บอกว่าความผิดปกติใดในใบผลของคุณอยู่ในกลุ่มไหน

ข้อที่ต้องย้ำคือ “มักไม่ต้องทำอะไร” ไม่ได้แปลว่า “ไม่ต้องพบแพทย์” การตัดสินขึ้นกับอาการ ประวัติ และการตรวจร่างกายของผู้ป่วยคนนั้น ผู้ที่ไม่มีอาการและตรวจเพราะซื้อคอร์สคัดกรองจึงเสี่ยงต่อการได้ผลที่ต้องตรวจเพิ่มโดยไม่จำเป็น[11]

ตารางที่ 4: MRI กับ MRA และ MRCP ชื่อคล้ายแต่ตรวจคนละเรื่อง

ชื่อย่อทั้งสามตัวใช้เครื่องเดียวกัน แต่ตั้งโปรแกรมต่างกันจนตอบคนละคำถาม

การตรวจ ดูอะไร ใช้สารทึบรังสี เมื่อมักสั่ง
MRI เนื้อเยื่อและอวัยวะ แล้วแต่ข้อบ่งชี้ เนื้องอก การอักเสบ ข้อ กระดูกสันหลัง
MRA หลอดเลือดแดงและดำ ใช้ได้หรือใช้เทคนิคไม่ฉีด ตรวจหลอดเลือดสมอง คอ และทรวงอก[10]
MRCP ท่อน้ำดีและท่อตับอ่อน ไม่ใช้ นิ่วในท่อน้ำดี ท่อตีบ ดีซ่าน[35]

MRA อาศัยการที่เลือดไหลเปลี่ยนสัญญาณในภาพ หรือฉีดสารทึบรังสีแล้วเก็บภาพช่วงที่สารอยู่ในหลอดเลือด จึงเห็นหลอดเลือดโดยไม่ต้องใส่สายสวนแบบเดิม[10]

MRCP ใช้ภาพ T2 ที่ให้น้ำในท่อน้ำดีสว่างมาก ขณะที่เนื้อเยื่อรอบข้างมืด จึงเห็นท่อน้ำดีและท่อตับอ่อนได้โดยไม่ต้องฉีดสารหรือส่องกล้อง ข้อจำกัดคือลิ่มเลือดหรือฟองอากาศอาจทำให้เห็นเป็นก้อน[35]

หลังได้ผล: ลำดับที่ถูกต้องคืออะไร

ขั้นแรกคือนำผลกลับไปหาแพทย์ผู้สั่งตรวจ ไม่ใช่เปิดอินเทอร์เน็ตก่อน เพราะแพทย์ผู้นั้นรู้ว่าสั่งตรวจเพื่ออะไร ขั้นที่สองคือขอสำเนาภาพ ไม่ใช่แค่ใบรายงาน เพราะการปรึกษาแพทย์ท่านที่สองต้องใช้ภาพต้นฉบับอ่านใหม่ ภาพ MRI เป็นไฟล์ DICOM ซึ่งเปิดได้ด้วยโปรแกรมเฉพาะหรือระบบออนไลน์ของโรงพยาบาล

ขั้นที่สามคือขอ second opinion โดยส่งทั้งภาพและรายงานไปพร้อมคำถามเฉพาะ เช่น “ก้อนนี้ต้องเจาะหรือติดตาม”

ขั้นที่สี่คือไม่ปรับหรือหยุดยาเองจากผล MRI เพราะภาพบอกโครงสร้าง ไม่ได้บอกว่ายาตัวไหนได้ผล

เวลารอผลต่างกันมากตามโรงพยาบาลและความเร่งด่วน ถ้าอาการแย่ลงระหว่างรอ ให้ไปห้องฉุกเฉินและแจ้งว่ากำลังรอผล MRI

คำถามที่พบบ่อย

MRI เจ็บไหม

ไม่เจ็บ การตรวจไม่ได้เจาะหรือตัดอะไร ความรู้สึกที่รายงานคือท่อแคบและเสียงดัง ถ้าฉีดสารอาจรู้สึกเย็นที่แขนและได้รสโลหะในปากชั่วครู่ ซึ่งหายเอง

ตรวจ MRI นานแค่ไหน

ขึ้นกับส่วนที่ตรวจและจำนวนชุดภาพ โปรโตคอลสั้นบางชนิดใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที[26] ส่วนการตรวจวินิจฉัยเต็มรูปแบบมักนานกว่านั้นหลายเท่า ควรถามเวลาที่แน่นอนจากหน่วยตรวจตอนนัด

ต้องอดอาหารก่อนตรวจ MRI ไหม

ส่วนใหญ่ไม่ต้อง ยกเว้นกรณีที่จะได้ยาสงบประสาทหรือดมยาสลบ[36] และบางโปรโตคอลช่องท้องที่ต้องการให้อวัยวะอยู่ในสภาพจำเพาะ ถ้าไม่แน่ใจให้โทรถามหน่วยตรวจล่วงหน้า

มีโลหะในร่างกายตรวจได้ไหม

ได้หรือไม่ได้ขึ้นกับชนิดและรุ่นของโลหะนั้น อุปกรณ์จำนวนมากในปัจจุบันเป็น MR conditional ซึ่งตรวจได้ภายใต้เงื่อนไขที่ระบุ[21] ส่วนอุปกรณ์ที่ยังไม่ได้รับการรับรองต้องประเมินรายกรณี

MRI อันตรายไหม

ไม่มีความเสี่ยงจากรังสีเอกซ์ แต่มีความเสี่ยงจากสนามแม่เหล็กและจากสารทึบรังสี อุบัติเหตุที่รุนแรงที่สุดเกิดจากวัตถุโลหะที่หลุดเข้าไปในห้องตรวจ[5] ส่วนสารทึบรังสีทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ได้ประมาณร้อยละ 0.01 ถึง 2[12]

MRI กับ CT ต่างกันอย่างไร

MRI ใช้สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุ ไม่มีรังสีเอกซ์ เห็นเนื้อเยื่ออ่อนได้ดีกว่า ใช้เวลานานกว่าและเสียงดังกว่า CT ใช้รังสีเอกซ์ เร็ว และเห็นกระดูกกับปอดได้ดีกว่า[4] การเลือกขึ้นกับคำถามทางคลินิก

ตั้งครรภ์ตรวจ MRI ได้ไหม

ได้เมื่อมีข้อบ่งชี้ การตรวจโดยไม่ฉีดสารในไตรมาสแรกไม่พบว่าทารกเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ[17] แต่การฉีด gadolinium สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้น[17],[18] จึงควรฉีดเฉพาะเมื่อจำเป็นจริงตามแนวทาง ACOG[19]

ผล MRI ออกกี่วัน

ขึ้นกับโรงพยาบาลและความเร่งด่วน เคสฉุกเฉินรายงานทันที ส่วนการตรวจทั่วไปอาจใช้เวลาหลายวัน ควรถามกำหนดเวลาตอนตรวจและขอดิสก์ภาพเก็บไว้

สรุป

MRI เห็นเนื้อเยื่ออ่อนได้ดีที่สุดในบรรดาการตรวจภาพทั่วไป เพราะใช้สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุแทนรังสีเอกซ์[1] ข้อแลกเปลี่ยนคือเวลาที่นานขึ้น เสียงที่ดังขึ้น และข้อจำกัดเรื่องโลหะซึ่งเป็นความเสี่ยงหลักที่ต้องคัดกรองก่อนทุกครั้ง[5]

การเตรียมตัวที่ดีอยู่ที่การแจ้งข้อมูลอุปกรณ์ฝังในร่างกายอย่างตรงไปตรงมา และทำตามคำสั่งของหน่วยตรวจเรื่องอาหาร น้ำ และยา[21] ผู้ที่กลัวที่แคบควรบอกล่วงหน้า ไม่ใช่ฝืนจนต้องยกเลิกกลางทาง[30]

ผล MRI เป็นคำบรรยายภาพสำหรับแพทย์ ไม่ใช่คำวินิจฉัย และคำอย่าง lesion หรือ hyperintense ไม่ได้แปลว่ามะเร็ง[31] สิ่งที่พบโดยบังเอิญจำนวนมากพบได้ในคนไม่มีอาการ การตีความที่ถูกต้องจึงต้องอาศัยอาการและประวัติของผู้ป่วย

แหล่งอ้างอิง