สุขภาพ

ไข้อีดำอีแดง อาการ ผื่น และทำไมต้องกินยาให้ครบ 10 วัน

ไข้ดำแดง (scarlet fever) คือการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสกลุ่มเอ (Streptococcus pyogenes) ที่ทำให้มีไข้สูง เจ็บคอ และมีผื่นแดงสากเหมือนกระดาษทรายขึ้นทั่วตัว โรคนี้รักษาหายได้ด้วยยาฆ่าเชื้อกลุ่มเพนิซิลลิน [1],[2],[3] แต่ถ้ากินยาไม่ครบ 10 วัน ยังมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่หัวใจและไต

คำถามที่พ่อแม่ถามมากที่สุดคือ “ลูกเป็นไข้อีดำอีแดงหรือแค่ผื่นจากไวรัส” ซึ่งตอบจากผื่นอย่างเดียวไม่ได้ เพราะผื่นแบบนี้เกิดได้ทั้งหัด หัดเยอรมัน ผื่นไวรัส และคาวาซากิ [2],[17],[18]

ไข้อีดำอีแดงคืออะไร: การติดเชื้อสเตรปโตคอคคัสกลุ่มเอที่สร้างสารพิษ

เชื้อต้นเหตุคือ Streptococcus pyogenes ซึ่งอาศัยอยู่ที่ลำคอและต่อมทอนซิล เชื้อนี้ก่อโรคได้หลายแบบ ตั้งแต่คออักเสบไปจนถึงการติดเชื้อในกระแสเลือด ไข้อีดำอีแดงคือคออักเสบจากเชื้อนี้ที่มีผื่นร่วมด้วย เพราะเชื้อบางสายพันธุ์สร้างสารพิษที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันทั้งระบบ ผื่นจึงเกิดได้แม้เชื้ออยู่แค่ที่คอ [1],[14]

ลำดับที่พบบ่อยคือมีไข้และเจ็บคอก่อน หลังจากนั้น 1–2 วันจึงเริ่มมีผื่นที่คอและหน้าอก แล้วลามทั่วตัวภายใน 2–3 วัน [23] ระยะฟักตัวอยู่ที่ประมาณ 2–5 วัน [1],[2] กลุ่มที่พบมากที่สุดคือเด็กวัยเรียน 5–15 ปี ส่วนเด็กต่ำกว่า 3 ปีพบน้อยกว่าชัดเจน [1],[2]

ชื่อไทย “ไข้อีดำอีแดง” ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเกี่ยวกับเลือดดำ ซึ่งไม่ใช่เลย คำว่า “ดำ” เป็นชื่อเก่าที่ไม่ได้สื่อพยาธิสภาพใด ๆ [23] ในประเทศไทย โรคนี้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 กองระบาดวิทยาพบผู้ป่วย 455 รายระหว่าง 1 มกราคมถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 ไม่มีผู้เสียชีวิต เทียบค่ามัธยฐาน 5 ปีที่ปีละ 605 ราย [24] ส่วนปี 2561 มีรายงาน 3,162 ราย หรือ 4.83 ต่อแสนประชากร [23]

อาการ 5 อย่างที่ใช้สังเกต

อาการเรียงเป็นลำดับที่ค่อนข้างคงที่

1. ไข้สูงและเจ็บคอเฉียบพลัน ผู้ป่วยมักเริ่มด้วยไข้สูง ปวดศีรษะ และเจ็บคอจนกลืนลำบาก ตรวจในคอจะเห็นทอนซิลบวมแดง อาจมีหนอง และต่อมน้ำเหลืองที่คอด้านหน้าบวมกดเจ็บ [3],[23]

2. ผื่นสากเหมือนกระดาษทราย เป็นจุดแดงเล็กถี่ ๆ ที่ลูบแล้วรู้สึกสาก เริ่มที่คอและหน้าอกก่อนแล้วลามไปลำตัวและแขนขา ไม่ค่อยขึ้นที่ฝ่ามือฝ่าเท้า บริเวณข้อพับอย่างรักแร้และขาหนีบผื่นจะเข้มเป็นเส้น ๆ เรียกว่า Pastia’s lines และเมื่อกดผื่นจะจางลง [2],[23]

3. แก้มแดงแต่รอบปากซีด ใบหน้าแดงคล้ายถูกแดดเผา แต่รอบริมฝีปากซีดขาว เรียกว่า circumoral pallor [2],[23]

4. ลิ้นเป็นปุ่มแดง (strawberry tongue) ช่วง 2–3 วันแรก ลิ้นมีฝ้าขาวและปุ่มลิ้นเป็นจุดแดง ต่อมาฝ้าขาวลอกในวันที่ 4–5 เหลือลิ้นแดงสด [23],[24]

5. ผิวลอกหลังผื่นจาง หลังผื่นจางราว 1 สัปดาห์ ผิวจะลอกเป็นแผ่นที่รักแร้ ขาหนีบ และปลายนิ้ว ส่วนลำตัวลอกเป็นขุย อาการลอกอาจต่อเนื่องหลายสัปดาห์แต่ไม่เป็นอันตราย [2],[23]

อาการ ลักษณะเด่น ช่วงเวลาที่พบ
ไข้และเจ็บคอ ไข้สูง กลืนเจ็บ ทอนซิลบวมแดง มีหนองหรือจุดเลือดออก วันแรกของอาการ [3],[23]
ผื่นสาก จุดแดงถี่ ลูบสากเหมือนกระดาษทราย กดแล้วจาง เริ่มหลังไข้ 1–2 วัน ลามทั่วตัวใน 2–3 วัน [23]
Pastia’s lines ผื่นเข้มเป็นเส้นที่ข้อพับ รักแร้ ขาหนีบ ระหว่างที่มีผื่น [2]
Circumoral pallor แก้มแดง รอบปากซีด ระหว่างที่มีผื่น [2],[23]
ลิ้นเป็นปุ่ม ฝ้าขาวและปุ่มแดงก่อน แล้วเป็นลิ้นแดงสด ฝ้าขาววันที่ 2–3 ลิ้นแดงวันที่ 4–5 [23]
ผิวลอก ลอกเป็นแผ่นที่ปลายนิ้ว รักแร้ ขาหนีบ ประมาณ 1 สัปดาห์หลังผื่นจาง [2],[23]

ผื่นมักคงอยู่ราว 1 สัปดาห์ก่อนจาง [2] ในเด็กอาจมีปวดท้องนำมาก่อนจนเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะ [3]

ผื่นแบบไหนที่ต้องแยกจากไข้อีดำอีแดง

ผื่นแดงรวมกับไข้เป็นอาการร่วมของโรคติดเชื้อหลายชนิด การวินิจฉัยจากผื่นอย่างเดียวจึงเสี่ยงทั้งการรักษาเกินจำเป็นและการรักษาช้า

โรค ลำดับอาการที่ต่างออกไป จุดแยกสำคัญ
หัด (measles) ไข้ ไอ น้ำมูก ตาแดงก่อน 2–3 วัน แล้วผื่นจึงขึ้น ผื่นเริ่มที่ไรผมและลามลงล่าง มี Koplik spots ในปาก [17]
หัดเยอรมัน (rubella) ไข้ต่ำ ผื่นบาง ต่อมน้ำเหลืองโต อาการเบามาก ผู้ป่วย 25–50% ไม่มีอาการเลย [18]
ผื่นไวรัสอื่น ไข้ร่วมกับผื่นที่ไม่เรียงลำดับชัด มักมีไอหรือท้องเสียร่วม ไม่มีลิ้นเป็นปุ่ม [2]
ผื่นจากยา ผื่นขึ้นหลังเริ่มยาตัวใหม่ คันมาก ไม่มีหนองที่ทอนซิล ไม่มีไข้สูงนำ [2]
คาวาซากิ (Kawasaki disease) ไข้สูงต่อเนื่องตั้งแต่ 5 วันขึ้นไป ตาแดงสองข้าง ริมฝีปากแดงแตก มือเท้าบวมแดง ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต [16]

จุดที่ต้องระวังที่สุดคือคาวาซากิ เพราะเริ่มต้นคล้ายกันมาก แต่ภาวะแทรกซ้อนคือหลอดเลือดหัวใจโป่งพอง ไม่ใช่ไข้รูมาติก และการรักษาคือ immunoglobulin ทางหลอดเลือด ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ [16] ถ้าไข้สูงต่อเนื่องเกิน 5 วันแม้กินยาฆ่าเชื้อแล้ว ต้องกลับให้แพทย์ประเมินซ้ำ

ทำไมต้องตรวจให้ชัด: rapid antigen test และการเพาะเชื้อ

การตรวจยืนยันทำได้สามวิธี คือชุดตรวจเร็ว (RADT) การเพาะเชื้อจากลำคอ และ NAAT ผลบวกจากวิธีใดวิธีหนึ่งยืนยันว่าต้องรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อ [2],[3]

ชุดตรวจเร็วให้ผลภายใน 5–10 นาที งานรีวิว Cochrane ที่รวม 98 การศึกษา ผู้เข้าร่วมกว่า 101,000 คน พบความไว 85.6% และความจำเพาะ 95.4% [6] แปลว่าแทบไม่ให้ผลบวกลวง แต่พลาดเชื้อได้ราว 14 ใน 100 ราย คำแนะนำของไทยระบุว่าชุดตรวจเร็วมีความไวราว 70–90% ขณะที่การเพาะเชื้อมีความไวราว 90% แต่ใช้เวลา 3–5 วัน [23]

แนวทางสากลจึงแนะนำว่าในเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไปที่ผลชุดตรวจเร็วเป็นลบ ควรเพาะเชื้อซ้ำถ้ายังสงสัยโรคสูง [2],[3] ส่วนผู้ใหญ่ไม่จำเป็นเพราะโอกาสเกิดไข้รูมาติกต่ำมาก [2]

การตรวจทุกคนที่เจ็บคอไม่ได้ช่วยอะไร เพราะคออักเสบส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส และการตรวจโดยไม่มีข้อบ่งชี้จะได้ผลบวกลวงจากภาวะพาหะเชื้อ [3],[12] เกณฑ์ที่ช่วยคัดกรองคือคะแนน Centor และ McIsaac ซึ่งนับจากไข้ ไม่มีไอ ต่อมน้ำเหลืองที่คอด้านหน้าบวมกดเจ็บ ทอนซิลมีหนองหรือบวม และช่วงอายุ [7] แต่งานวิเคราะห์อภิมานปี 2024 สรุปว่าทั้งสองคะแนนคัดกรองได้ไม่ดีนัก จึงควรใช้เป็นตัวช่วยตัดสินว่าจะตรวจหรือไม่ [7],[12]

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องป้องกัน: ไข้รูมาติกและโรคไต

ภาวะแทรกซ้อนแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเกิดจากเชื้อลุกลามไปใกล้เคียง เช่น ฝีรอบทอนซิล ฝีหลังคอหอย หูชั้นกลางอักเสบ และการติดเชื้อเข้ากระแสเลือด [2],[23] กลุ่มที่สองคือภาวะจากภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ต้องกินยาให้ครบ

ไข้รูมาติก (acute rheumatic fever) เกิดจากภูมิคุ้มกันที่สร้างแอนติบอดีต่อเชื้อแล้วไปจับกับเนื้อเยื่อของร่างกายเอง โดยเฉพาะลิ้นหัวใจและข้อ อาการมักเกิดหลังการติดเชื้อ 1–5 สัปดาห์ [19] สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือปวดบวมข้อใหญ่ที่เข่า ข้อเท้า ข้อมือ ไข้ และอาการหัวใจล้มเหลว เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น [19] ภาวะนี้เป็นสาเหตุของโรคลิ้นหัวใจรูมาติกในระยะยาว [5],[19]

ไตอักเสบหลังการติดเชื้อ (post-streptococcal glomerulonephritis) เกิดจากภูมิคุ้มกันที่ไปอักเสบที่โกลเมอรูลัสของไต อาการมักเกิดราว 10 วันหลังคออักเสบ หรือราว 3 สัปดาห์ถ้าเป็นการติดเชื้อที่ผิวหนัง [20] สิ่งที่ต้องสังเกตคือปัสสาวะสีแดงหรือสีโค้ก ปัสสาวะน้อยลง หนังตาบวม ขาบวม และความดันโลหิตสูง [20]

หลักฐานว่าการรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อป้องกันไข้รูมาติกได้จริงนั้นไม่ได้แข็งแรงมาก งานรีวิวใน Lancet ระบุว่ายังขาดงานวิจัยคุณภาพสูงที่จะยืนยันผล [5] และการศึกษาเมื่อปี 2025 ในผู้ป่วยกว่า 2,500 รายไม่พบความแตกต่างของผลลัพธ์เมื่อระยะเวลารักษาสั้นลง [9] แต่คำแนะนำมาตรฐานยังใช้ 10 วัน เพราะพิสูจน์มานานว่ากำจัดเชื้อออกจากลำคอได้ดีที่สุด [4],[23]

การรักษา: ยาฆ่าเชื้อชนิดใด ระยะเวลาเท่าไร

ยาตัวแรกคือเพนิซิลลินหรืออะมอกซิซิลลิน เพราะได้ผลดี ราคาถูก และไม่เคยมีรายงานเชื้อดื้อ [2],[3] ตารางนี้คือขนาดยาตามแนวทาง CDC ซึ่งตรงกับตารางของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย [3],[23]

ยา ขนาด ระยะเวลา
Penicillin V (กิน) เด็ก 250 มก. วันละ 2–3 ครั้ง / วัยรุ่นและผู้ใหญ่ 250 มก. วันละ 4 ครั้ง หรือ 500 มก. วันละ 2 ครั้ง 10 วัน
Amoxicillin (กิน) 50 มก./กก. วันละ 1 ครั้ง (ไม่เกิน 1,000 มก.) หรือ 25 มก./กก. วันละ 2 ครั้ง (ไม่เกิน 500 มก.) 10 วัน
Benzathine penicillin G (ฉีดเข้ากล้าม) น้อยกว่า 27 กก. 600,000 ยูนิต / ตั้งแต่ 27 กก. 1,200,000 ยูนิต ครั้งเดียว
Cephalexin (กิน) 20 มก./กก. วันละ 2 ครั้ง (ไม่เกิน 500 มก.) 10 วัน
Cefadroxil (กิน) 30 มก./กก. วันละ 1 ครั้ง (ไม่เกิน 1,000 มก.) 10 วัน
Clindamycin (กิน) 7 มก./กก. วันละ 3 ครั้ง (ไม่เกิน 300 มก.) 10 วัน
Azithromycin (กิน) 12 มก./กก. วันละ 1 ครั้ง (ไม่เกิน 500 มก.) 5 วัน
Clarithromycin (กิน) 7.5 มก./กก. วันละ 2 ครั้ง (ไม่เกิน 250 มก.) 10 วัน

สำหรับผู้ที่แพ้เพนิซิลลิน การเลือกยาขึ้นกับชนิดของการแพ้ ถ้าแพ้แบบเฉียบพลันรุนแรง เช่น ผื่นลมพิษหรือบวมหลังรับยา ควรเลี่ยง cephalosporin และใช้ macrolide หรือ clindamycin แทน แต่ถ้าแพ้แบบไม่เฉียบพลัน cephalosporin รุ่นแรกอย่าง cephalexin หรือ cefadroxil ใช้ได้ [2],[23] โดยให้แพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้ตัดสิน

ยาฉีด benzathine penicillin G ได้ครบในครั้งเดียว จึงเหมาะกับคนที่กินยาไม่สม่ำเสมอ [3] ส่วนความไวต่อ azithromycin ต่างกันตามพื้นที่และช่วงเวลา การเฝ้าระวังในโปรตุเกสระหว่างปี 2014–2019 พบเชื้อดื้อ erythromycin ประมาณ 4% และขึ้นเป็น 9% ในปี 2019 [13] ขณะที่เพนิซิลลินยังไม่มีรายงานเชื้อดื้อเลย [2],[3] นี่คือเหตุผลที่ macrolide ไม่ควรเป็นยาตัวแรกเมื่อไม่จำเป็น

การศึกษาที่นิวซีแลนด์ในเด็ก 353 รายพบว่าอะมอกซิซิลลินวันละครั้งไม่ด้อยกว่า penicillin V วันละสองครั้ง [10] จึงมีทางเลือกวันละครั้งที่กินง่ายขึ้น

กินยาแล้วดีขึ้นใน 2 วัน แต่ห้ามหยุด: อธิบายให้เข้าใจ

ไข้และเจ็บคอจะดีขึ้นเร็วภายใน 24–48 ชั่วโมงหลังเริ่มยา แต่การดีขึ้นไม่ได้แปลว่าเชื้อหมดไปแล้ว เชื้อยังอยู่ในลำคอ และนั่นคือช่วงที่คนส่วนใหญ่หยุดยาเอง

เหตุผลมีสามข้อ ข้อแรกคือการแพร่เชื้อ ผู้ป่วยจะแพร่เชื้อได้น้อยลงหลังได้รับยาอย่างน้อย 12 ชั่วโมง [2],[3] และแนวทางไทยระบุ 24 ชั่วโมง [23] ข้อที่สองคือภาวะแทรกซ้อนแบบหนอง เช่น ฝีรอบทอนซิลและหูชั้นกลางอักเสบ ซึ่งพบบ่อยขึ้นเมื่อรักษาไม่พอ [2],[23] ข้อที่สามคือการกลับมาเป็นซ้ำและการเกิดไข้รูมาติก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทุกแนวทางกำหนด 10 วัน [4]

การกลับไปโรงเรียนทำได้เมื่อไม่มีไข้และผ่านไปอย่างน้อย 12–24 ชั่วโมงหลังเริ่มยา โดยใช้ 24 ชั่วโมงหากเป็นบุคลากรทางการแพทย์หรืออยู่ในสถานการณ์ระบาด [2]

อาการข้างเคียงที่ต้องรายงานแพทย์ทันทีคือผื่นลมพิษ บวมที่หน้าหรือลำคอ หายใจลำบาก และตัวเหลืองตาเหลือง ถ้าเพียงคลื่นไส้หรือถ่ายเหลวเล็กน้อย ให้ปรึกษาเภสัชกรก่อนหยุดยาเอง

วิธีจำง่ายสำหรับผู้ปกครองคือ “สิบวันคือสิบวัน ไม่ใช่ห้าวัน” เขียนวันที่ต้องกินยาครบไว้ที่กล่องยาและตั้งเตือนในโทรศัพท์ ถ้าลืมให้กินเมื่อนึกได้ ไม่ใช่กินสองเท่าเพื่อชดเชย

การดูแลระหว่างป่วย: ไข้ เจ็บคอ และการกิน

การดูแลระหว่างป่วยมีสามเรื่องหลัก คือลดความทรมานจากไข้ ดื่มน้ำให้พอ และป้องกันการแพร่เชื้อในบ้าน

ยาลดไข้ที่ใช้ได้คือพาราเซตามอล 10–15 มก./กก. ต่อครั้งตามน้ำหนักตัว [22] ส่วนไอบูโพรเฟนใช้ได้ในเด็กที่ดื่มน้ำได้และไม่มีปัญหาไต การวิเคราะห์อภิมานของการทดลองแบบสุ่ม 7 งานในปี 2026 พบว่าไอบูโพรเฟนลดอุณหภูมิได้มากกว่าพาราเซตามอลเล็กน้อยที่ 4 ชั่วโมง (0.31 องศาเซลเซียส) แต่สัดส่วนเด็กที่ไม่มีไข้ไม่ต่างกัน (risk ratio 1.26, 95% CI 0.88–1.80) [21] แปลว่าใช้ได้ทั้งสองตัว

หลักที่สำคัญกว่าคือไม่ได้ให้ยาลดไข้เพื่อทำให้เลขบนเทอร์โมมิเตอร์ลง แต่ให้เมื่อเด็กรู้สึกทรมานจากไข้ แนวทางเวชปฏิบัติปี 2026 ย้ำว่าการลดไข้ไม่ควรทำเป็นกิจวัตร [22] สิ่งที่ต้องจับตาคือสัญญาณอันตราย เช่น ซึมลง มีจุดเลือดออก หรือปากแห้ง [22]

เรื่องอาหารไม่ต้องเข้มงวด อาหารอ่อนรสไม่จัดอย่างข้าวต้มหรือซุปช่วยให้กลืนง่ายขึ้น ส่วนการแยกของใช้ทำได้จริง ไม่ใช้แก้ว ช้อน หรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกันในช่วงที่ยังแพร่เชื้อ และล้างจานด้วยน้ำยาปกติก็เพียงพอ [25]

เมื่อไรต้องไปโรงพยาบาล

ส่วนใหญ่รักษาที่บ้านได้ แต่มีสัญญาณที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที

  • หายใจลำบาก กลืนน้ำลายตัวเองไม่ได้ หรือน้ำลายไหลยืด เป็นสัญญาณของการอุดกั้นทางเดินหายใจจากฝีรอบทอนซิลหรือฝีหลังคอหอย [15]
  • คอเบี้ยว ก้อนที่คอ หรือพูดเสียงอู้อี้ เป็นอาการของฝีรอบทอนซิล ซึ่งต้องระบายหนองเมื่อก้อนใหญ่กว่า 2–2.5 เซนติเมตร [15]
  • ปัสสาวะน้อยลงมาก หรือปัสสาวะสีแดงโคลน เป็นสัญญาณของไตอักเสบ [20]
  • ไข้เกิน 5 วันหรือไข้กลับมาอีกหลังดีขึ้น ต้องแยกคาวาซากิและฝีรอบทอนซิล [16]
  • ผื่นกลายเป็นจุดเลือดออกกดไม่จาง หรือปลายมือปลายเท้าเขียว ต้องตรวจเลือดและเกล็ดเลือดทันที

กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือเด็กต่ำกว่า 3 ปี ผู้สูงอายุ ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้มีประวัติไข้รูมาติก เพราะเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนมากกว่า [1],[5]

การป้องกันในบ้านและโรงเรียน

ยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อนี้ การป้องกันจึงอาศัยการลดการสัมผัสเชื้อและการรักษาผู้ป่วยให้เร็ว [23],[24]

สิ่งที่ทำได้จริงคือล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อย ๆ ปิดปากปิดจมูกเมื่อไอจาม ไม่ใช้แก้วน้ำ ช้อน หรือผ้าเช็ดหน้าช่วมกัน และทำความสะอาดของเล่นที่เด็กใช้ร่วมกันเป็นประจำ [24] การระบายอากาศในห้องเรียนและห้องนอนช่วยลดละอองฝอยในอากาศซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการแพร่เชื้อ [25]

ผู้ติดเชื้อบางรายไม่มีอาการแต่ยังแพร่เชื้อได้ [25] ดังนั้นในช่วงระบาดในโรงเรียน การคัดกรองอาการทุกเช้าและแยกเด็กที่ป่วยทันทีจึงสำคัญกว่าการรอผลตรวจ [24] ผู้สัมผัสใกล้ชิดในบ้านที่เริ่มมีไข้หรือเจ็บคอควรไปพบแพทย์ ไม่ควรรอให้ผื่นขึ้นก่อน เพราะการเริ่มยาเร็วลดการแพร่เชื้อได้ชัดเจน [4],[23]

คำถามที่พบบ่อย

ไข้อีดำอีแดงติดต่ออย่างไร

ผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือพูด และผ่านสิ่งของที่ปนเปื้อนน้ำลาย เช่น แก้วน้ำหรือช้อน ระยะฟักตัวประมาณ 2–5 วัน [1],[2],[25]

ไข้อีดำอีแดงอันตรายไหม

ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงถ้าได้ยาฆ่าเชื้อ แต่ถ้ารักษาไม่ครบมีความเสี่ยงไข้รูมาติกซึ่งทำลายลิ้นหัวใจ และไตอักเสบหลังการติดเชื้อ ในอังกฤษมีผู้ป่วยราว 1 ใน 40 รายที่ต้องนอนโรงพยาบาล [2],[11],[19],[20]

ต้องกินยาฆ่าเชื้อกี่วัน

10 วันสำหรับยากินทุกตัวที่เป็นยาหลัก ยกเว้น azithromycin ที่ใช้ 5 วัน และ benzathine penicillin G ที่ฉีดครั้งเดียว ห้ามหยุดยาเองเมื่ออาการดีขึ้น [3],[4],[23]

ผื่นไข้อีดำอีแดงขึ้นกี่วันหาย

ผื่นมักคงอยู่ราว 1 สัปดาห์แล้วค่อย ๆ จาง หลังจากนั้นราว 1 สัปดาห์ผิวอาจลอกเป็นแผ่นที่ปลายนิ้วและขาหนีบ ซึ่งไม่เป็นอันตรายและหายเองได้ [2],[23]

ผู้ใหญ่เป็นไข้อีดำอีแดงได้ไหม

ได้ แต่พบน้อยกว่าเด็กมาก ผู้ใหญ่ที่เจ็บคอและมีผื่นจึงมักถูกวินิจฉัยช้ากว่า และไม่จำเป็นต้องเพาะเชื้อซ้ำหลังผลชุดตรวจเร็วเป็นลบ เพราะความเสี่ยงไข้รูมาติกต่ำมาก [1],[2]

ไข้อีดำอีแดงกลับมาเป็นซ้ำได้ไหม

ได้ เพราะการติดเชื้อครั้งหนึ่งไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันถาวรต่อทุกสายพันธุ์ การกลับมาเป็นซ้ำส่วนหนึ่งเกิดจากกินยาไม่ครบหรือจากสายพันธุ์ใหม่ ผู้มีประวัติไข้รูมาติกต้องระวังเป็นพิเศษเพราะการติดเชื้อซ้ำเพิ่มความเสี่ยงต่อหัวใจ [4],[19]

ลิ้นเป็นปุ่มแดงคืออะไร

เรียกว่า strawberry tongue เกิดจากฝ้าขาวบนลิ้นลอกออกจนเห็นปุ่มลิ้นแดงบวมชัด ฝ้าขาวจะเห็นในช่วง 2–3 วันแรก และกลายเป็นลิ้นแดงสดในวันที่ 4–5 ไม่ใช่สัญญาณอันตรายและหายเองเมื่อโรคทุเลา [2],[23]

ลูกเป็นไข้อีดำอีแดง กลับโรงเรียนได้เมื่อไร

กลับได้เมื่อไม่มีไข้และผ่านไปอย่างน้อย 12–24 ชั่วโมงหลังเริ่มยาฆ่าเชื้อ กรณีเป็นบุคลากรทางการแพทย์หรืออยู่ในสถานการณ์ระบาดควรเว้น 24 ชั่วโมง [2]

สรุป

ไข้อีดำอีแดงคือคออักเสบจากเชื้อสเตรปโตคอคคัสกลุ่มเอที่มีผื่นจากสารพิษร่วมด้วย สังเกตได้จากไข้เจ็บคอ ผื่นสากเริ่มจากคอและลำตัว แก้มแดงรอบปากซีด ลิ้นเป็นปุ่ม และผิวลอกตามหลัง [1],[2],[23] การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจ ไม่ใช่ดูผื่นอย่างเดียว เพราะหัด หัดเยอรมัน และคาวาซากิหน้าตาคล้ายกัน [16],[17],[18] ชุดตรวจเร็วมีความไว 85.6% และความจำเพาะ 95.4% จึงต้องเพาะเชื้อซ้ำในเด็กที่ผลเป็นลบแต่ยังสงสัยโรค [6]

การรักษาคือเพนิซิลลินหรืออะมอกซิซิลลินนาน 10 วัน หรือฉีด benzathine penicillin G ครั้งเดียวเมื่อกินยาไม่ได้ [3],[23] การกินยาให้ครบคือหัวใจของการป้องกันไข้รูมาติกและไตอักเสบ ซึ่งอาจเกิดหลังการติดเชื้อ 1–5 สัปดาห์และราว 10 วันตามลำดับ [19],[20] ระหว่างป่วยให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัวเมื่อทรมาน ดื่มน้ำให้พอ และแยกของใช้ชั่วคราว [22],[25] ถ้ามีหายใจลำบาก กลืนน้ำลายไม่ได้ คอเบี้ยว ปัสสาวะน้อย หรือไข้เกิน 5 วัน ต้องไปโรงพยาบาลทันที [15],[16] ความสำเร็จของการรักษาไม่ได้อยู่ที่ยาตัวไหน แต่อยู่ที่การได้ตรวจให้ชัดและกินยาให้ครบ [4],[8]

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): บทความนี้ให้ความรู้เพื่อช่วยสังเกตและเข้าใจการรักษา ไม่ใช่การวินิจฉัยแทนแพทย์ ผื่นร่วมกับไข้ต้องได้รับการตรวจโดยบุคลากรทางการแพทย์ และห้ามนำยาฆ่าเชื้อที่เหลือจากครั้งก่อนมารับประทานเอง เพราะขนาดยาและระยะเวลาขึ้นกับน้ำหนักตัวและประวัติแพ้ยาของผู้ป่วยแต่ละคน

แหล่งอ้างอิง