สารอาหาร

ขาดวิตามิน อาการแบบไหนบ่งชี้ตัวใด ตรวจอะไร และเติมอย่างไร

คนส่วนใหญ่ที่สงสัยว่าตัวเอง “ขาดวิตามิน” เริ่มจากอาการคลุมเครือ เหนื่อยง่าย ผมร่วง ปากแตก หรือชาปลายเท้า แล้วจบที่การซื้อวิตามินรวมกระปุกใหญ่มาลองกินเอง ปัญหาคืออาการเหล่านี้ไม่ได้ชี้ไปที่วิตามินตัวเดียว และเมื่อเดาผิด การกินรวมหลายตัวจะกลบทั้งอาการและผลตรวจจนหาสาเหตุจริงได้ช้ากว่าเดิม

ขาดวิตามิน หมายถึงอะไร และ “ขาด” กับ “ไม่พอ” ต่างกันตรงไหน

วิตามินคือสารอินทรีย์ที่ร่างกายสร้างเองไม่พอหรือไม่ได้เลย ต้องได้จากอาหาร หน้าที่หลักคือเป็นโคเอนไซม์ให้ปฏิกิริยาของเอนไซม์ เมื่อได้ไม่พอ ปฏิกิริยาเหล่านี้จะช้าลง กระทบระบบที่ใช้พลังงานสูงก่อนเสมอ คือระบบประสาท ไขกระดูก และผิวหนัง

คำว่า “ขาด” ถูกใช้สองความหมาย ความหมายแรกคือขาดชัด คือมีอาการของโรคร่วมกับค่าตรวจผิดปกติ เช่น เลือดออกตามไรฟันกับระดับวิตามินซีในเลือดต่ำ ความหมายที่สองคือขาดเล็กน้อย คือยังไม่มีอาการแต่ตัวชี้วัดการทำงานเริ่มผิดปกติ กลุ่มหลังพบมากกว่ามาก รีวิวระดับสากลประมาณว่าภาวะขาดบีสิบสองแบบไม่ชัดเจนพบได้ตั้งแต่ร้อยละ 2.5 ถึง 26 ของประชากรทั่วไป ขึ้นกับนิยามที่ใช้[1] ความกว้างขนาดนี้ทำให้ตัวเลขที่เห็นตามสื่อเชื่อถือได้ยาก

เรื่องสำรองก็สำคัญ บีหนึ่งมีสำรองจำกัดจนขาดได้ในไม่กี่สัปดาห์เมื่อหยุดได้รับ ขณะที่บีสิบสองถูกเก็บในตับพอใช้หลายปี การขาดจึงค่อยเป็นค่อยไปและตรวจพบช้า ส่วนวิตามินที่ละลายไขมันอย่างเอ ดี อี และเค สะสมในเนื้อเยื่อไขมันได้ จึงขาดช้าแต่เกินขนาดง่ายกว่า

เส้นทางที่ทำให้ขาดมีสามทางที่ต้องแยก เพราะการแก้ต่างกัน ทางแรกได้น้อยกว่าที่ต้องการ ทางที่สองดูดซึมลดลงจากยาลดกรด การผ่าตัดกระเพาะ หรือแอลกอฮอล์ และทางที่สามใช้เพิ่มขึ้นจากตั้งครรภ์หรือติดเชื้อ วิตามินรวมหนึ่งเม็ดตอบได้แค่ทางแรก ถ้าปัญหาอยู่ที่การดูดซึม การกินเม็ดเพิ่มจึงมักไม่พอ[2]

อาการแบบไหนบ่งชี้ถึงวิตามินตัวใด

ตารางข้างล่างจับคู่อาการกับวิตามินที่ควรนึกถึงก่อน แต่ต้องอ่านให้ถูก มันเป็นตัวชี้นำให้ซักประวัติและตรวจต่อ ไม่ใช่ใบสั่งซื้อ อาการเดียวโดยไม่มีปัจจัยเสี่ยงแทบไม่เคยพอจะสรุปว่าขาดวิตามิน

อาการหรือกลุ่มอาการ วิตามินที่นึกถึงก่อน จุดสังเกตที่ช่วยแยก หลักฐานในคน
ชาปลายมือปลายเท้าสองข้างสมมาตร เดินเซ กล้ามเนื้อลีบ บีหนึ่ง (ไทอามีน) เริ่มที่ปลายเท้าไล่ขึ้นเป็นถุงเท้าและถุงมือ เป็นอาการหลักของโรคเหน็บชา[3]
เหนื่อยง่าย บวมขา นอนราบแล้วเหนื่อย หัวใจเต้นเร็ว บีหนึ่ง หัวใจทำงานเกิน มักร่วมกับขาดอาหารเรื้อรังหรือดื่มสุรา เหน็บชาแบบเปียก[3]
สับสนเฉียบพลัน ตาเขหรือกลอกตาไม่ได้ เดินเซ บีหนึ่ง พบในผู้ดื่มสุรา ผู้ป่วยมะเร็ง หรือได้กลูโคสโดยไม่ได้ไทอามีน ต้องรักษาก่อนผลแล็บ[4]
ปากแตกที่มุมปาก ลิ้นแดงมันวาว ผื่นแดงรอบจมูก บีสอง (ไรโบฟลาวิน) เกิดสองข้างสมมาตร ผื่นที่ร่องจมูกและหว่างคิ้ว ชัดในกลุ่มขาดรุนแรง[5]
ผื่นแดงไหม้แดดที่คอและหลังมือ ท้องเสีย สับสน บีสาม (ไนอาซิน) ผื่นขึ้นเฉพาะส่วนที่โดนแดด พบในผู้ดื่มสุราหรือกินยารักษาวัณโรค เป็นโรคเพลลากรา[6]
ลิ้นอักเสบ ริมฝีปากแห้งแตก ผื่นมันรอบจมูก มือชา บีหก (ไพริดอกซิน) ขาดและเกินให้อาการคล้ายกัน จุดแยกคือประวัติกินอาหารเสริม ขาดไม่ใช่สาเหตุหลักของ neuropathy เรื้อรัง[7]
ซีด ร่วมกับชา เดินเซ ความจำถอยหรืออารมณ์เปลี่ยน บีสิบสอง อาการทางระบบประสาทเกิดก่อนซีดได้ในราวหนึ่งในสามของผู้ป่วย[8] เสียเซลล์ประสาทถาวรได้[8]
ซีดเม็ดเลือดใหญ่ ในหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ดื่มสุรา โฟเลต ไม่มีอาการทางระบบประสาทถ้าไม่ขาดบีสิบสองร่วม ใช้ป้องกันความพิการแต่กำเนิด[9]
ตาฟางกลางคืน ตาแห้ง ฝ้าขาวที่ตาขาว วิตามินเอ ตาฟางกลางคืนมักเป็นอาการแรกสุด ตามด้วยตาแห้ง ชัดในพื้นที่ขาดสารอาหาร[10]
เหงือกบวมเลือดออก ฟันโยก แผลหายช้า ขนคุด จ้ำตามขา วิตามินซี ขนเป็นเกลียวหักง่าย จุดเลือดออกรอบรูขุมขนและปวดข้อ เป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน[11]
กระดูกอ่อนหรือโก่ง ปวดกระดูก กล้ามเนื้ออ่อนแรง วิตามินดี เด็กคือโรคกระดูกอ่อน ผู้ใหญ่คือกระดูกนุ่ม ชัดทั้งการป้องกันและรักษา[12]
เลือดออกง่าย จ้ำกว้าง สะดือหรือทางเดินอาหารเลือดออกในทารก วิตามินเค ทารกแรกเกิด ผู้ป่วยโรคตับ หรือดูดซึมไขมันผิดปกติ สาเหตุเลือดออกที่ป้องกันได้[13]
เดินเซ สั่น รับความรู้สึกสั่นสะเทือนลด (พบน้อย) วิตามินอี เกิดเฉพาะกลุ่มดูดซึมไขมันผิดปกติหรือพันธุกรรม พบน้อยแต่ชัดในกลุ่มเฉพาะ[14]

อาการที่ทับซ้อนกันมากที่สุดคือกลุ่มปาก ลิ้น และผิวหนัง เพราะบีสอง บีสาม บีหก โฟเลต และธาตุเหล็กต่างทำให้มุมปากแตกได้หมด จุดแยกคือตำแหน่งและอาการร่วม ผื่นรอบจมูกชี้ไปทางบีสองหรือบีหก ผื่นที่โดนแดดพร้อมท้องเสียชี้ไปทางบีสาม ส่วนลิ้นเรียบมันวาวร่วมกับชาและความจำถอยชี้ไปทางบีสิบสอง

ระบบประสาทก็เช่นกัน โรคเหน็บชาให้ชาสองข้างสมมาตรไล่จากปลายขึ้นมา ขาดบีสิบสองให้ทั้งชาและเดินเซโดยอาจไม่มีซีดเลย ในงานผู้ป่วยที่ยืนยันการขาดบีสิบสอง 434 ครั้ง มีถึงร้อยละ 28 ที่ค่าความเข้มข้นเม็ดเลือดแดงยังปกติ และร้อยละ 17 ที่ขนาดเม็ดเลือดปกติ[8] การรอให้เห็นซีดก่อนแล้วค่อยนึกถึงบีสิบสองจึงพลาดบ่อย

มีสามกลุ่มอาการที่ห้ามรอผลแล็บก่อนรักษา คือสับสนเฉียบพลันร่วมกับตาเขหรือเดินเซซึ่งต้องคิดถึงโรคสมองเวอร์นิเก (Wernicke encephalopathy) เหนื่อยและบวมจากหัวใจทำงานเกินในคนที่ขาดอาหารเรื้อรัง และทารกที่เลือดออกผิดปกติ แนวทางยุโรปแนะนำให้เริ่มไทอามีนทันทีเมื่อสงสัยโดยไม่รอผล เพราะการรอให้ครบสามอาการทำให้พลาดจำนวนมาก[4]

อาการที่คนมักผูกกับวิตามินแต่สาเหตุอยู่ที่อื่นก็มีบ่อย เหนื่อยเรื้อรังส่วนใหญ่มาจากขาดธาตุเหล็ก ไทรอยด์ต่ำ หรือซึมเศร้า ชาปลายเท้าที่พบบ่อยคือเบาหวานกับหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท และปวดกระดูกกล้ามเนื้อนั้นความสัมพันธ์กับวิตามินดีต่ำมีจริง แต่การเสริมในคนที่ระดับเพียงพอไม่ได้ลดปวด[15]

ใครเสี่ยงขาดโดยไม่รู้ตัว

ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป พบบ่อยที่สุด เพราะกินน้อยลงและเคี้ยวเนื้อไม่ไหว ทำให้บีสิบสองจากเนื้อสัตว์ลดลง ร่วมกับกรดในกระเพาะลดตามอายุ

ผู้ที่กินยาลดกรดกลุ่ม PPI ต่อเนื่อง มีความเสี่ยงขาดบีสิบสองสูงขึ้น การวิเคราะห์รวม 25 งานพบอัตราส่วนออดส์ (odds ratio) ในผู้ใช้ PPI สูงกว่าผู้ไม่ใช้ราว 1.42 เท่า (95% CI 1.16–1.73)[16] ตัวเลขนี้ไม่สูงมากและยังถกเถียงกันอยู่

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ใช้เมทาฟอร์มินระยะยาว มีหลักฐานหลายงานว่าการใช้ขนาดสูงต่อเนื่องสัมพันธ์กับระดับบีสิบสองที่ลดลง[17] อาการชาที่แย่ลงในกลุ่มนี้จึงไม่ควรสรุปว่าเป็นจากเบาหวานอย่างเดียว ส่วน ผู้ที่ผ่าตัดลดน้ำหนัก ขาดสารอาหารหลายตัวพร้อมกันได้ และสมาคมศัลยกรรมลดน้ำหนักสหรัฐแนะนำให้คัดกรองก่อนผ่าตัดและติดตามตลอดชีวิต[18]

ผู้ที่ดื่มสุราเรื้อรัง ขาดไทอามีน โฟเลต บีหก และแมกนีเซียมพร้อมกัน โดยไทอามีนอันตรายที่สุดเพราะทำให้เกิดสมองส่วนเวอร์นิเกเฉียบพลัน ส่วน ผู้ที่กินอาหารจากพืชอย่างเดียว เสี่ยงขาดบีสิบสองเพราะวิตามินนี้พบในอาหารจากสัตว์เท่านั้น

หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ต้องการโฟเลต บีสิบสอง เหล็ก และวิตามินดีเพิ่มขึ้น และ ทารกแรกเกิด ต้องการวิตามินเคซึ่งได้ผ่านการฉีดป้องกันที่โรงพยาบาล ส่วนผู้ป่วยโรคเซลิแอก ลำไส้อักเสบ และผ่าตัดกระเพาะบางส่วน ก็ควรได้รับการประเมินจากแพทย์

การตรวจแล็บที่เหมาะกับแต่ละวิตามิน

หลักการเลือกตรวจมีสองข้อ ข้อแรกตรวจเมื่อมีข้อบ่งชี้จากอาการหรือปัจจัยเสี่ยง ไม่ใช่คัดกรองทุกคนด้วยชุดวิตามินสิบกว่าตัว เพราะจะเจอค่าต่ำเล็กน้อยที่ไม่มีความหมายทางคลินิกจำนวนมาก ข้อที่สองเลือกตัวชี้วัดที่ตอบคำถามได้จริง ซึ่งไม่ใช่ค่าในเลือดเสมอไป

วิตามิน การตรวจที่เหมาะ ค่าที่มักใช้ตัดสิน ข้อจำกัดที่ต้องรู้
บีหนึ่ง ไทอามีนไดฟอสเฟตในเลือดครบส่วน (whole blood) หรือค่าสัมประสิทธิ์กิจกรรมของทรานส์คีโทเลส ค่าไดฟอสเฟตต่ำ หรือค่าสัมประสิทธิ์สูงขึ้นหลังเติมโคแฟกเตอร์ ไม่มีเกณฑ์สากลชุดเดียว ห้องแล็บที่ทำได้มีน้อย[19]
บีสอง ค่าสัมประสิทธิ์กิจกรรมของกลูตาไธโอนรีดักเทสในเม็ดเลือดแดง ค่าสัมประสิทธิ์สูงขึ้นเมื่อขาด ต้องคุมวิธีทำเข้มงวด ต่างห้องได้ค่าต่างกัน[20]
บีสาม วินิจฉัยจากอาการเป็นหลัก ไม่มีค่าตรวจ routine ที่ใช้ทั่วไป การตรวจเมตาบอไลต์ในปัสสาวะยังอยู่ในงานวิจัย[6]
บีหก ไพริดอกซาล-5-ฟอสเฟตในพลาสมา ค่าต่ำบ่งชี้ขาด ลดลงจากการอักเสบ และไม่สะท้อนส่วนเกินที่กินเข้าไป
บีสิบสอง บีสิบสองในเลือด ร่วมกับเมทิลมาโลนิกแอซิดและโฮโมซีสเทอีน หรือโฮโลทรานส์โคบาลามิน ค่าบีสิบสองต่ำ หรือเมทิลมาโลนิกแอซิดและโฮโมซีสเทอีนสูง ค่ากลาง ๆ ตีความยาก เมทิลมาโลนิกแอซิดสูงได้จากโรคไต[21]
โฟเลต โฟเลตในเม็ดเลือดแดงดีกว่าโฟเลตในเลือด ค่าโฟเลตในเม็ดเลือดแดงต่ำ ค่าในเลือดสะท้อนมื้อล่าสุด ต้องตรวจคู่กับบีสิบสอง[22]
วิตามินเอ เรตินอลในเลือด หรืออัตราส่วนเรตินอลต่อโปรตีนพาหะ เรตินอลต่ำ ลดลงจากการอักเสบและขาดโปรตีนจนตีความผิด[23]
วิตามินซี กรดแอสคอร์บิกในพลาสมา ค่าต่ำมากบ่งชี้ขาดชัด ต้องเก็บและส่งตัวอย่างเร็วเพราะสลายง่าย
วิตามินดี 25-ไฮดรอกซีวิตามินดีในเลือด ต่ำกว่า 30 นาโนโมลต่อลิตรคือขาดชัด เปลี่ยนตามฤดูกาล วิธีตรวจต่างกันให้ผลต่างได้[12]
วิตามินอี แอลฟาโทโคฟีรอลในพลาสมาควบคู่กับไขมันในเลือด อัตราส่วนต่ำบ่งชี้ขาด ต้องเทียบกับระดับไขมันเสมอ[14]
วิตามินเค ค่าการแข็งตัวของเลือดโปรทรอมบินไทม์ (PT) หรือโปรตีนที่ยังไม่ถูกคาร์บอกซิเลต ทีเอชโปรทรอมบินไทม์ยาวขึ้นในรายรุนแรง ค่าปกติไม่ได้แปลว่าสำรองพอ เพราะขาดเล็กน้อยยังไม่ทำให้ค่ายาว[24]

กรณีที่ตีความยากที่สุดคือบีสิบสอง เพราะค่าในเลือดไม่ไวและไม่จำเพาะเท่าที่คิด ในงานผู้ป่วยที่ยืนยันการขาดชัดเจน 434 ครั้ง เมทิลมาโลนิกแอซิดจับได้ร้อยละ 98.4 และโฮโมซีสเทอีนจับได้ร้อยละ 95.9[21] ผู้ป่วยที่ค่าอยู่ระหว่าง 150 ถึง 300 พิโคโมลต่อลิตรจึงควรได้ตรวจเพิ่ม งานวิเคราะห์ 11,833 ตัวอย่างพบว่าโฮโลทรานส์โคบาลามินแม่นยำที่สุดในหญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ไม่เหนือกว่าการตรวจบีสิบสองในผู้ชาย[25]

อีกเรื่องที่ต้องรู้คือค่าเดียวไม่ได้แปลเหมือนกันทุกคน ระดับวิตามินเอและโปรตีนพาหะลดลงเมื่อมีการอักเสบทำให้ดูเหมือนขาดทั้งที่สำรองพอ เมทิลมาโลนิกแอซิดสูงได้ในโรคไตโดยไม่เกี่ยวกับบีสิบสอง และค่า 25-ไฮดรอกซีวิตามินดีต่างกันได้ระหว่างห้องแล็บ[12] การตรวจครั้งเดียวโดยไม่ดูบริบทจึงทำให้รักษาผิดทางได้

การเติมวิตามินที่ถูกวิธี

การเติมที่ถูกต้องมีสี่องค์ประกอบ คือแก้ต้นเหตุ ใช้ขนาดที่เคยศึกษาจริง กำหนดระยะเวลา และตรวจซ้ำหรือหยุดเมื่อครบ ไม่ใช่ “กินเยอะ ๆ ไว้ก่อน”

กรณีไทอามีน การขาดในผู้ที่ดื่มสุราหรือขาดอาหารเรื้อรังต้องรักษาโดยบุคลากรทางการแพทย์ เพราะการให้ทางหลอดเลือดขนาดสูงเป็นเรื่องเร่งด่วนเมื่อสงสัยสมองส่วนเวอร์นิเก ส่วนการขาดเล็กน้อยในคนที่ยังกินได้มักแก้ด้วยอาหารและอาหารเสริมขนาดตามเกณฑ์[4]

กรณีบีสิบสองกินทางปากได้ผลแม้ในคนที่ดูดซึมผิดปกติ เพราะร่างกายดูดซึมได้เล็กน้อยโดยไม่ต้องอาศัยโปรตีนพาหะ การกินขนาดสูงทุกวันจึงใช้ทดแทนการฉีดได้ในหลายกรณี[8] แต่ถ้ามีอาการทางระบบประสาทแพทย์มักเลือกฉีดก่อน

กรณีโฟเลต เป้าหมายที่หลักฐานชัดที่สุดคือป้องกันความพิการของท่อประสาท ซึ่งต้องเริ่มก่อนตั้งครรภ์ ขนาดทั่วไปคือ 400 ไมโครกรัมต่อวัน จุดที่ห้ามลืมคือต้องเช็กบีสิบสองก่อน เพราะโฟเลตขนาดสูงในคนที่ขาดบีสิบสองจะกลบอาการซีดแต่ไม่ได้หยุดการทำลายเส้นประสาท[9],[22] ส่วนวิตามินดี ทารกแนะนำ 400 ยูนิตต่อวันตั้งแต่แรกเกิด และการรักษาโรคกระดูกอ่อนใช้ขนาดสูงกว่านั้นภายใต้การดูแลของแพทย์[12]

ในทางปฏิบัติ อาหารไทยให้วิตามินครบได้ถ้ากินหลากหลาย ข้าวกล้อง หมู และถั่วให้ไทอามีน ไข่ นม และปลาให้ไรโบฟลาวินและบีสิบสอง เครื่องในและผักใบเขียวให้วิตามินเอ โฟเลต และวิตามินเค ฝรั่งให้วิตามินซี ส่วนวิตามินดีได้จากปลาทูและแดดช่วงเช้า ข้อควรจำคือวิตามินเอ ดี อี และเค ต้องมีไขมันในมื้อนั้น

กับดักกินรวมเกิน: เมกาโดสและของที่ตีกันเอง

เหตุผลที่คนเลือกวิตามินรวมคือความสบายใจว่าครบทุกตัว แต่การกินรวมมีกับดักสามแบบ คือได้ตัวที่ไม่ได้ขาดในขนาดสูง ได้ตัวที่ตีกับยาที่กินอยู่ และแยกไม่ออกว่าอะไรทำให้เกิดผลข้างเคียง ตัวอย่างคลาสสิกคือไนอาซินที่กินเองเพื่อลดไขมัน ซึ่งรูปแบบออกฤทธิ์นานมีรายงานความเป็นพิษต่อตับสูงกว่า[26]

กับดักที่พบบ่อยที่สุดคือวิตามินบีหก การขาดทำให้ชา แต่การได้เกินก็ทำให้ชาเช่นกัน และเป็นแบบเส้นประสาทรับความรู้สึกที่อาจไม่หายสนิท รายงานผู้ป่วยส่วนใหญ่เกิดจากการกินขนาด 50 ถึง 500 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเดือน กลไกคือไพริดอกซินความเข้มข้นสูงไปยับยั้งเอนไซม์ที่เปลี่ยนวิตามินให้อยู่ในรูปใช้งานได้ จึงเกิดภาวะขาดในระดับเซลล์ทั้งที่มีวิตามินในเลือดสูง[27] อาการที่ต้องสังเกตคือชาแย่ลงหลังเริ่มกินบีรวม

วิตามินเออันตรายที่สุดในหญิงตั้งครรภ์ งานศึกษาในหญิงตั้งครรภ์ 22,748 คนพบว่าผู้ที่ได้วิตามินเอรูปพร้อมใช้เกิน 10,000 ยูนิตต่อวันจากอาหารเสริมมีความชุกของความพิการแต่กำเนิดบริเวณศีรษะ ใบหน้า และระบบประสาท (cranial neural crest)สูงกว่ากลุ่มที่ได้ 5,000 ยูนิตหรือน้อยกว่าราว 4.8 เท่า[28] การกินน้ำมันตับปลาร่วมกับวิตามินรวมคือทางที่เกินง่ายที่สุด

วิตามินดีเกินขนาดให้ผลตรงข้ามกับที่หวัง คือแคลเซียมในเลือดสูง คลื่นไส้ ปัสสาวะมาก และไตวายได้ ค่าที่บ่งชี้คือ 25-ไฮดรอกซีวิตามินดีสูงกว่า 375 นาโนโมลต่อลิตร[29] ส่วนสังกะสีกินวันละ 50 มิลลิกรัมนานหลายเดือนทำให้ขาดทองแดงจนเกิดซีดและปัญหาเส้นประสาท[30]

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): วิตามินไม่ใช่สารที่ยิ่งมากยิ่งดี บีหกเกินขนาดทำลายเส้นประสาทรับความรู้สึก วิตามินเอเกินขนาดทำให้ตับเสียและเป็นพิษต่อทารกในครรภ์ และวิตามินดีขนาดสูงทำให้แคลเซียมในเลือดสูงจนไตวาย หากคุณตั้งครรภ์ มีโรคตับหรือโรคไต ใช้ยาวาร์ฟาริน กินยาลดกรดหรือเมทาฟอร์มินต่อเนื่อง หรือเคยผ่าตัดลดน้ำหนัก ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์วิตามินทุกชนิด และหากมีอาการสับสนเฉียบพลัน ตาเข เดินเซ หรือเลือดออกผิดปกติ ให้ไปโรงพยาบาลทันที ไม่ใช่เพิ่มวิตามินเอง

งานจริง: หลักฐานจากการเสริมวิตามินในคน

การเสริมวิตามินเอในเด็กคือตัวอย่างที่ชัดที่สุด การวิเคราะห์รวม 47 งาน ในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 5 ปี ประมาณ 1.2 ล้านคน พบว่าลดอัตราตายจากทุกสาเหตุได้ร้อยละ 12 (อัตราส่วนความเสี่ยง 0.88, 95% CI 0.83–0.93) ลดตาฟางกลางคืนได้ร้อยละ 68 และลดฝ้าขาวที่ตาขาวได้ร้อยละ 58 แต่ไม่ลดการติดเชื้อทางเดินหายใจ และเพิ่มอาเจียนใน 48 ชั่วโมงแรกเป็นสองเท่า[31]

การป้องกันความพิการของท่อประสาทด้วยโฟเลตมีหลักฐานระดับสูง งานทดลองแบบสุ่มปกปิดสองทางในฮังการีพบว่ากรดโฟลิกในรูปวิตามินรวมรอบการปฏิสนธิป้องกันความพิการของท่อประสาทได้ราวร้อยละ 90[9]

ด้านวิตามินดี ข้อสรุปที่หนักแน่นคือการป้องกันและรักษาโรคกระดูกอ่อนในเด็ก ซึ่งกลับมาเพิ่มในหลายประเทศ ส่วนการเสริมในคนที่ระดับเพียงพอเพื่อป้องกันโรคอื่น หลักฐานยังไม่ชัด[12] ด้านวิตามินซี โรคเลือดออกตามไรฟันก็ไม่ได้หายไป งานวิเคราะห์ผู้ป่วยในของเด็กสหรัฐปี 2016 ถึง 2020 พบอุบัติการณ์เพิ่มจาก 8.2 ต่อแสนเป็น 26.7 ต่อแสน และร้อยละ 64.2 มีภาวะออทิสซึมร่วม ซึ่งอธิบายได้จากการกินอาหารจำกัด[32]

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 4,098 คนในการสำรวจสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 6 ปี 2019–2020 พบว่ามีเพียงร้อยละ 4 ที่ระดับ 25-ไฮดรอกซีวิตามินดีต่ำกว่า 50 นาโนโมลต่อลิตร ลดจากร้อยละ 7 ในปี 2008–2009[33] ตัวเลขนี้บอกว่าวิตามินดีไม่ใช่ปัญหาวิกฤตของคนไทยทั่วไป

คำถามที่พบบ่อย

กินวิตามินรวมทุกวันจำเป็นไหม

ไม่จำเป็นสำหรับคนที่กินอาหารหลากหลาย วิตามินรวมช่วยได้ในกลุ่มที่เสี่ยงขาดชัด เช่น ผู้สูงอายุที่กินน้อยหรือผู้ที่ผ่าตัดลดน้ำหนัก แต่ในคนทั่วไปหลักฐานว่าป้องกันโรคยังอ่อน[2]

ชาปลายมือปลายเท้าเป็นเพราะขาดวิตามินบีหรือไม่

อาจเป็นได้ แต่สาเหตุที่พบบ่อยกว่าคือเบาหวาน หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท และผลข้างเคียงของยา สิ่งที่ต้องระวังคือการกินวิตามินบีหกขนาดสูงเองก็ทำให้ชาได้[7]

ตรวจวิตามินรวมสิบกว่าตัวคุ้มไหม

มักไม่คุ้ม เพราะจะเจอค่าต่ำเล็กน้อยที่ไม่มีความหมายทางคลินิกจำนวนมาก ควรตรวจเฉพาะตัวที่สงสัยจากอาการและปัจจัยเสี่ยง[21]

กินวิตามินบีรวมแล้วปัสสาวะเหลือง อันตรายไหม

ไม่ใช่อันตราย เป็นสีของไรโบฟลาวินที่ร่างกายขับส่วนเกินออกทางปัสสาวะ ไม่ได้แปลว่าไตเสียหรือกินเกินขนาด[5]

ตั้งครรภ์ควรกินโฟเลตเท่าไร เริ่มเมื่อไร

ขนาดทั่วไปคือ 400 ไมโครกรัมต่อวัน เริ่มก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อยหนึ่งเดือน ผู้มีประวัติในครอบครัวอาจได้ขนาดสูงกว่าตามคำสั่งแพทย์[9]

วิตามินดีควรกินเม็ดหรือพึ่งแดด

คนไทยส่วนใหญ่ได้จากแดดเพียงพอ ข้อมูลระดับชาติพบเพียงร้อยละ 4 ที่ต่ำกว่า 50 นาโนโมลต่อลิตร[33] ผู้ที่ควรเสริมคือคนที่แทบไม่โดนแดดและทารกซึ่งแนะนำ 400 ยูนิตต่อวัน[12]

กินวิตามินซีเยอะ ๆ ป้องกันหวัดได้ไหม

การกินทุกวันในคนทั่วไปไม่ได้ลดโอกาสเป็นหวัด สิ่งที่ได้คือระยะเวลาป่วยสั้นลงเล็กน้อยในบางกลุ่ม ขนาดที่เกินความจำเป็นไม่ได้ให้ประโยชน์เพิ่มและทำให้ท้องเสียได้

กินวิตามินรวมแล้วยังขาดได้ไหม

ได้ ถ้าปัญหาอยู่ที่การดูดซึม เช่น หลังผ่าตัดลดน้ำหนัก โรคลำไส้อักเสบ หรือใช้ยาลดกรดต่อเนื่อง เพราะการขาดในกลุ่มนี้ไม่ได้เกิดจากปริมาณในอาหารอย่างเดียว[18]

สรุป

ภาวะขาดวิตามินยังเกิดได้ในคนไทย และส่วนใหญ่ไม่ได้มาในรูปอาการชัด ๆ อย่างเลือดออกตามไรฟัน แต่มาด้วยอาการคลุมเครืออย่างเหนื่อย ชา ปากแตก หรือความจำถอย การจับคู่อาการกับวิตามินเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ต้องดูปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ อายุ การใช้ยาลดกรดหรือเมทาฟอร์มิน การผ่าตัดลดน้ำหนัก การดื่มสุรา และการกินอาหารจำกัด

การตรวจแล็บที่ตอบคำถามได้จริงไม่ใช่ชุดวิตามินสิบกว่าตัว แต่คือการเลือกตัวชี้วัดให้ตรงกับข้อสงสัย เช่น เมทิลมาโลนิกแอซิดคู่กับบีสิบสองในรายที่ค่ากลาง ๆ โดยระลึกว่าค่าตรวจได้รับผลจากการอักเสบและโรคไต[21],[12] ส่วนการเติมที่ถูกวิธีคือแก้ต้นเหตุ ใช้ขนาดที่เคยศึกษา กำหนดเวลา แล้วตรวจซ้ำหรือหยุด

หลักฐานจากการทดลองขนาดใหญ่ยืนยันว่าการเสริมได้ผลชัดเมื่อขาดจริง เช่น วิตามินเอในเด็กที่ขาดลดอัตราตายได้ร้อยละ 12 และโฟเลตก่อนตั้งครรภ์ป้องกันความพิการของท่อประสาทได้ราวร้อยละ 90[31],[9] แต่ในคนที่ระดับเพียงพอ การเสริมไม่ได้ให้ประโยชน์ชัด และการกินรวมหลายตัวในขนาดสูงเปิดประตูให้กับพิษจากบีหก ไนอาซิน วิตามินเอ และวิตามินดี[27],[28],[29]

แหล่งอ้างอิง