พืช

ไพล สรรพคุณจากงานวิจัย วิธีใช้ ข้อควรระวัง


ไพล (ชื่อวิทยาศาสตร์ Zingiber montanum — ชื่อเดิมในงานวิจัย Zingiber cassumunar Roxb.; ชื่อ EN: Plai, Cassumunar ginger) คือสมุนไพรตระกูลขิงที่คนไทยใช้รักษาอาการเคล็ดขัดยอกและประคบแก้ปวดมาแต่เดิม งานวิจัยที่รวบรวมได้แล้วราว 25 งาน[1],[7] ชี้ว่าจุดแข็งที่มีหลักฐานแน่นที่สุดคือการลดปวดกล้ามเนื้อและเคล็ดขัดยอกโดยใช้ครีมไพลเข้มข้น 14% ทาภายนอก[1],[2] ตามด้วยงาน RCT ใหม่เรื่องปวดเส้นประสาทจากเบาหวาน[5]

บทความนี้รวบรวมหลักฐานเหล่านั้นเรียบเรียงเป็นภาษาไทย พร้อมอ้างอิงทุกประโยคสำคัญ และแยกให้ชัดว่าข้อไหนมีงานทดลองในคน ข้อไหนยังมีแค่งานห้องทดลองกับสัตว์ — เพราะการรู้ “ระดับของหลักฐาน” คือสิ่งที่บทความสมุนไพรทั่วไปข้ามไป ทำให้ผู้อ่านคาดหวังเกินจริง

ไพล คืออะไร ต่างจากขิงและ “ว่านไพลดำ” อย่างไร

ไพลเป็นพืชล้มลุกในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) หัวใต้ดินเป็นเหง้าแน่นสีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาล ใบยาวคล้ายใบขิงแต่แผ่นใบกว้างกว่าและมีก้านใบช้อนเป็นร่อง กลิ่นฉุนแต่นุ่มกว่าขิง ปลูกง่ายตามบ้านไทยทั่วประเทศ[20] ตำราแพทย์แผนไทยใช้ไพลทั้งภายใน (ตำรับแก้ปวดประจำเดือน อาการจุกเสียด) และภายนอก (ประคบ นวด เคล็ดขัดยอก) และไพลเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ถูกบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ สำหรับใช้ภายนอกบรรเทาเคล็ดขัดยอกและปวดกล้ามเนื้อ-ข้อ[19]

ตารางเทียบ ไพล vs ขิง vs ข่า

ประเด็น ไพล ขิง ข่า
สารหอมระเหยหลัก sabinene + terpinen-4-ol + DMPBD[7],[8] zingiberene, gingerol 1,8-cineole, β-sesquiphellandrene
จุดใช้เด่น ทาภายนอกแก้เคล็ดขัดยอก ปวดกล้ามเนื้อ[1],[2] แก้คลื่นไส้ ย่อยอาหาร แก้ท้องอืด แก้ท้องอืด ขับลม กลากเกลื้อน ในตำรับยาไทย
งานวิจัยในคน มี RCT ครีม 14% จำนวน 4 งาน[1] มี RCT แนวกลุ่มคลื่นไส้-ข้อเข่า ส่วนใหญ่เซลล์/สัตว์
ตำแหน่งในตำราไทย ตำรับยาภายนอก/ประคบ, NLEM[19] เครื่องปรุง + ยาภายใน ตำรับยาไทยเก่า

ว่านไพลดำ คือไพลหรือไม่

คำว่า “ว่านไพลดำ” หรือ “ไพลดำ” เป็นชื่อเรียกในวงการค้าสมุนไพรพื้นบ้านของไพลเหง้าสีเข้ม (บางพื้นที่เรียกไพลหัวหนวกช้าง) ซึ่งระบบข้อมูลสมุนไพรของคณะเภสัชศาสตร์ ม.อุบลราชธานี จัดไว้ใกล้ชิดกับไพลในตระกูลเดียวกัน[21] เว็บสุขภาพทั่วไปที่ขึ้นอันดับคำค้น “ว่านไพลดำ” นำเสนอเป็นลิสต์สรรพคุณ 19 ข้อโดยไม่มีอ้างอิงต่อข้อ[22] — ข้อมูลในบทความนี้จึงยึดงานวิจัยของ Zingiber montanum/cassumunar ซึ่งครอบคลุมทั้งไพลและว่านไพลดำในระดับพันธุ์ไทยเดียวกัน ผู้ซื้อผลิตภัณฑ์จึงควรดูชื่อวิทยาศาสตร์บนฉลากก่อนเสมอ เพราะการอาศัยชื่อพ้องภาษาพูดพลาดกันได้ง่าย

สารสำคัญทางเคมี: ทำไมไพลถึงทำงานต่างจากขิง

บทความทบทวนวรรณกรรมฉบับครบที่สุดแยกสารจากไพลได้กว่า 55 โครงสร้าง แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่[7]:

  1. DMPBD — (E)-1-(3,4-dimethoxyphenyl)but-1,3-diene และสารพวก phenylbutenoid — พระเอกด้านต้านอักเสบ-ระงับปวด ซึ่งงานคลาสสิกปี 1991 แสดงฤทธิ์ลดอาการบวมข้อจาก carrageenin และลดการกระตุกปวดในสัตว์ทดลอง[6]
  2. sabinene และ terpinen-4-ol — สารหอมระเหยหลักของน้ำมันไพล (รวมกันเกิน 70% ของน้ำมัน) อธิบายกลิ่นฉุน-หอมเย็น และฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์[7],[8],[14]
  3. cassumunins และ curcuminoids (รวม curcumin) — กลุ่มต้านอนุมูลอิสระและต้านอักเสบร่วมกับขมิ้น[7]
  4. zerumbone และ β-sesquiphellandrene — sesquiterpene ที่งานวิจัยในเซลล์รายงานฤทธิ์ต้านอักเสบร่วม[7]

ประเด็นสำคัญคือสัดส่วนสารเหล่านี้เปลี่ยนตามแหล่งปลูกและวิธีสกัด งานเทียบน้ำมันไพลกับขิงยืนยันว่าองค์ประกอบหอมระเหยต่างกันชัดเจน[24] นี่คือเหตุผลที่ครีมไพลจากผู้ผลิตต่างบริษัทอาจให้ผลไม่เท่ากัน — งานวิจัยที่ได้ผลจริงใช้ครีมเข้มข้น 14% จากผู้ผลิตมาตรฐาน GMP[2]

สรรพคุณของไพล และงานวิจัยที่รองรับ

1. ลดปวดกล้ามเนื้อ เคล็ดขัดยอก — หลักฐานในคนที่แน่นที่สุด

นี่คือส่วนที่ไพลต่างจากสมุนไพรไทยหลายชนิด: มี systematic review รวมงานวิจัยทางคลินิกจริง ที่กลั่นจาก 1,134 งาน เหลือ 6 งานวิจัยทางคลินิกในไทย (4 RCT) และสรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า “หลักฐานปัจจุบันสนับสนุนครีมไพล 14% ในการลดปวดกล้ามเนื้อและเคล็ดข้อเท้า แต่ไม่สนับสนุนการรักษาสิวและฤทธิ์แอนติฮิสตามีน และคุณภาพงานยังต่ำ ต้องวิจัยเพิ่ม”[1]

  • ปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย (DOMS): RCT 75 อาสาสมัคร ม.ขอนแก่น แบ่ง 3 กลุ่ม ทาครีมไพล 14%, 7% หรือยาหลอก ทุก 8 ชั่วโมง 7 วัน — กลุ่ม 14% ลดความปวดโดยรวมได้ 82% เทียบยาหลอก (p=0.03) ลดชัดตั้งแต่วันแรก และคืนแรงบีบกำกล้ามเนื้อได้ดีกว่าเมื่อครบ 7 วัน ขณะที่ครีม 7% ไม่ต่างจากยาหลอก[2] ทีมวิจัยสรุปว่าควรใช้เข้มข้น 14% เท่านั้น
  • เคล็ดข้อเท้า: RCT ขนาดเล็ก 21 คน พบว่าครีมไพล 14% ลดคะแนนปวดชัดเจนวันที่ 5-6 และลดอาการบวมราว 55% ที่วันที่ 3[3]
  • ข้อเข่าเสื่อม: งานเทียบโดยตรงกับเจลดิคโลฟีแนค 1% ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมระดับเบา-ปานกลาง รายงานว่าครีมไพล 14% ให้ผลลดปวดและฟื้นฟูการใช้งานดีกว่าเจลยาในระยะ 2-4 สัปดาห์[4]
  • ประคบสมุนไพรไทย: meta-analysis ของทีมศิริราชฯ สรุปว่าการประคบสมุนไพรไทย (ที่มีไพลเป็นส่วนผสมหลัก) ช่วยลดปวดกล้ามเนื้อ-ข้อในระดับหลักฐานปานกลาง[18]
  • งานนำร่องเทคนิคใหม่: ฟอโนโฟรีซิส (ส่งสารผ่านผิวด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์) ที่ใช้สารสกัดไพล รายงานแนวโน้มช่วยลดปวดและช่วงการเคลื่อนไหวข้อในงานก่อนตีพิมพ์[25]

ข้อระวังการตีความ: งานส่วนใหญ่มีขนาดตัวอย่างเล็กและทำในไทยเท่านั้น — จึงควรมองว่า “มีหลักฐานสนับสนุนจริง” แต่ยังไม่ถึงระดับคำแนะนำทางการแพทย์สากลที่ตัดขาดได้

2. ปวดเส้นประสาทจากเบาหวาน — RCT ล่าสุดที่น่าติดตาม

งาน F1000Research ปี 2023 ทดลองแบบ double-blind ในผู้ป่วยปวดเส้นประสาทจากเบาหวาน (painful diabetic neuropathy) 31 คน ทุกคนกินกาบาเพนติน 300 มก. ก่อนนอนตามมาตรฐาน จากนั้นทาบาล์มไพล 15% หรือยาหลอกที่เท้า 3 ครั้ง/วัน — สัปดาห์ที่ 2 กลุ่มไพลมีคะแนนปวดต่ำกว่ากลุ่มยาหลอกชัดเจน (ต่างกันราว 1.47 คะแนน VAS, p<0.001) และสัปดาห์ที่ 4 ยังดีกว่า (p=0.027) โดยกลุ่มไพลมีผู้ที่ปวดลดลง ≥50% ถึง 75% เทียบกับ 20% ของกลุ่มยาหลอก (p=0.004) และไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ในทั้งสองกลุ่ม[5] — เป็นงานที่เติมมุม "ปวดเท้าตอนกลางคืน" ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานไทยจำนวนมากเผชิญอยู่จริง

3. น้ำมันไพล — องค์ประกอบ ต้านเชื้อ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์

  • น้ำมันหอมระเหยจากเหง้าไพลไทยประกอบด้วย sabinene 43.5% terpinen-4-ol 29.5% และ γ-terpinene เป็นหลัก[14] งานวิเคราะห์หลายทีมยืนยันฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย-เชื้อรา รวมถึงการยับยั้งเอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรสในหลอดทดลอง[8]
  • ทีมเชียงใหม่พัฒนานิโอโซม (อนุภาคนำส่ง) ที่บรรจุน้ำมันไพล ใช้ร่วมกับอัลตราซาวนด์ในหนูที่ถูกกระตุ้นการอักเสบ พบว่าลดอุณหภูมิผิวและการไหลเวียนเลือดที่บริเวณอักเสบได้ดีกว่าเจลยา NSAID มาตรฐานในแบบจำลอง[9]
  • งานวัสดุศาสตร์พัฒนาผ้าปิดแผลจากเส้นใยโพลีเมอร์บรรจุน้ำมันไพล แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อและสภาพช่วยฟื้นฟูแผลในห้องทดลอง[10],[17] — ตัวอย่างว่าไพลไม่ได้มีแค่ครีมนวด แต่ถูกนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ต่อได้

4. ไล่ยุง-แมลง — มุมที่คนไทยใช้จริงแต่มีงานวิจัยรองรับน้อย

งานทดสอบน้ำมันสมุนไพรไทยกับยุง 3 ชนิดที่พบทั่วไป (Aedes aegypti, Anopheles minimus, Culex quinquefasciatus) รายงานฤทธิ์ไล่ยุงของน้ำมันไพลได้ในระดับน่าสนใจ[11] และงานอีกชุดยืนยันฤทธิ์ไล่ ฆ่าหนอน และฆ่ายุงตัวเต็มวัยของน้ำมันจาก Z. montanum[12] — ทั้งหมดยังเป็นงานห้องทดลอง ไม่เทียบเท่าสารกันยุงมาตรฐานในสนามจริง จึงใช้เป็นข้อมูลเสริม ไม่ใช่คำแนะนำหลัก

5. ความปลอดภัย — ข้อมูลสำคัญที่ควรทราบ

  • งานพิษตามมาตรฐาน OECD/WHO: สารสกัดไพลขนาดเดียว 5,000 มก./กก. และให้ซ้ำ 270 วันในหนู ไม่พบความเป็นพิษสำคัญ (ระดับที่ไม่ก่อโทษสูงถึง 1,125 มก./กก./วัน)[13] — งานเก่าก่อนหน้าเคยรายงานข้อสงสัยพิษตับเมื่อใช้สารสกัดอีกรูปแบบในขนาดสูงมาก จึงต้องไม่กินสารสกัดเกินขนาดเอง
  • น้ำมันหอมระเหย: งานประเมินความปลอดภัยต่อตัวอ่อนปลาแซบราพบว่าน้ำมันไพลเข้มข้นสูง (100–500 µg/mL) ก่อความผิดปกติและการตายของตัวอ่อน — น้ำมันไพลเข้มข้นจึงไม่ควรรับประทาน ใช้ทาภายนอก/ดมกลิ่นตามวัตถุประสงค์[14]
  • การใช้แบบเครื่องแกง/อาหารในปริมาณปกติมีประวัติการใช้ยาวนาน ส่วนผลิตภัณฑ์เข้มข้น (ครีม บาล์ม) รายงานความปลอดภัยดีในงาน RCT[1],[2],[5]

ตารางสรุป: สรรพคุณ → สารสำคัญ → ระดับหลักฐาน

สรรพคุณ หลักฐานที่พบ สารสำคัญ/รูปแบบ ระดับหลักฐาน
ปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย (DOMS) ลดปวด 82% vs ยาหลอก, คืนแรงกล้ามเนื้อ ครีมไพล 14% RCT ในคน
เคล็ดข้อเท้า ลดปวด+บวม ครีมไพล 14% RCT ขนาดเล็ก (คน)
ข้อเข่าเสื่อมเบา-ปานกลาง ดีกว่าเจลดิคโลฟีแนค ครีมไพล 14% RCT (เอกสารไทย)
ปวดเส้นประสาทจากเบาหวาน ลดปวด ≥50% ใน 75% ของผู้ใช้ บาล์มไพล 15% RCT ในคน
ปวดกล้ามเนื้อ-ข้อ (ประคบสมุนไพร) meta-analysis สนับสนุน ประคบไพล Systematic review
ต้านการอักเสบ ลดบวม/ปวดในแบบจำลองสัตว์ DMPBD สัตว์
ต้านเชื้อแบคทีเรีย-เชื้อรา ยับยั้งเชื้อในหลอดทดลอง น้ำมันไพล ห้องทดลอง
ไล่ยุง ไล่ยุง 3 ชนิดในห้องทดลอง น้ำมันไพล ห้องทดลอง
ความปลอดภัยสารสกัดกิน พิษ 270 วันไม่พบโทษ สารสกัดมาตรฐาน งานพิษ OECD (สัตว์)
ความปลอดภัยน้ำมัน ไม่ควรกินน้ำมันเข้มข้น น้ำมันหอมระเหย งานพิษ (ตัวอ่อนปลา)

ใครควรศึกษาข้อมูลเรื่องไพล

บทความนี้รวบรวมข้อมูลสำหรับผู้อ่านต่อไปนี้: คนที่ปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายหรือทำงานหนัก[2] คนที่เคล็ดขัดยอกจากกีฬา-การทำงาน[3] ผู้สูงอายุที่ปวดข้อเข่าเรื้อรังและอยากลดการใช้ยา NSAID บ่อย[4] ผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการปวดเส้นประสาทที่เท้า[5] — ทั้งหมดโยงต่อไปยังหน้า “อาการ” และหมวด “สารสกัดสมุนไพร” ของเว็บ

วิธีใช้ไพล — 4 รูปแบบจริง

  1. ประคบสมุนไพรไทย: ใช้ไพลผสมสมุนไพรอื่น (ขมิ้น ตะไคร้ ฯลฯ) อบร้อนแล้วประคบบริเวณปวด — meta-analysis สนับสนุนผลลดปวดกล้ามเนื้อ-ข้อ[18]
  2. ครีมไพล 14%: ตามโปรโตคอลงานวิจัย ทาบาง ๆ ราว 2 กรัมบริเวณปวด ทุก 8 ชั่วโมง สูงสุด 7 วัน[2] — ขนาดนี้คือโปรโตคอลงานวิจัย ไม่ใช่คำแนะนำสากล ใช้ตามฉลากพร้อมคำแนะนำแพทย์/เภสัชกร
  3. น้ำมันไพลนวด: หยดน้ำมันหอมระเหยผสมน้ำมันพาหะ นวดเบา ๆ บริเวณกล้ามเนื้อตึง — เหมาะสำหรับการนวดบำบัด ไม่ทาแผลเปิด
  4. บาล์มไพล 15% (ปวดเส้นประสาท): รูปแบบที่งาน RCT ใช้กับผู้ป่วยเบาหวาน — ควรอยู่ใต้การดูแลแพทย์ผู้รักษาโรคเบาหวาน[5]

การเก็บรักษา: น้ำมันไพลออกซิไดซ์เร็วเมื่อโดนแสงและอากาศ (เปลี่ยนสี กลิ่นเหม็นหอมหืน) จึงควรปิดสนิทพ้นแสง ใช้ให้หมดในระยะที่ฉลากระบุ[9] ครีม/บาล์มเก็บตามอุณหภูมิห้อง พ้นแสงแดดตรง

ข้อควรระวัง ผลข้างเคียง และผู้ที่ไม่ควรใช้

  • อาการแพ้บนผิว: แม้งาน RCT รายงานอาการไม่พึงประสงค์น้อยมาก[1],[2],[5] ผิวแพ้ง่ายควรทดสอบทาบนผิวด้านในแขนก่อนใช้จริง และหยุดใช้เมื่อเกิดผื่นแดง คัน ลอก
  • ไม่ทาบริเวณแผลเปิด ตา เยื่อบุ และไม่ทาซ้ำบนผิวที่อักเสบร้อนฉับพลัน (อาการบวมแดงร้อนใหม่ ๆ ควรพบแพทย์ก่อน)
  • ไม่กินน้ำมันไพลเข้มข้น: ข้อมูลความปลอดภัยของการกินน้ำมันหอมระเหยในคนยังไม่มี และงานพิษในตัวอ่อนปลาชี้ความเสี่ยงที่ความเข้มข้นสูง[14] การกินเครื่องแกงที่มีไพลในปริมาณอาหารปกติถือว่าต่างเรื่องกัน
  • ขนาดสารสกัดที่กิน: งานพิษสนับสนุนความปลอดภัยในระดับการใช้ปกติ แต่งานเก่ารายงานข้อสงสัยพิษตับที่ขนาดสูงมาก — ผู้ที่มีโรคตับควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้สารสกัดที่กิน[13]
  • หญิงตั้งครรภ์/ให้นมบุตร: ข้อมูลความปลอดภัยเฉพาะกลุ่มนี้ไม่มีงานวิจัยโดยตรง ควรปรึกษาแพทย์หรือผดุงครรภ์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เข้มข้น
  • อย่าใช้แทนการวินิจฉัย: ปวดที่มีอาการผิดปกติร่วม (บวมแรง ไข้ ชา มือเท้าอ่อนแรง) ต้องพบแพทย์ ไม่ใช่พึ่งครีมสมุนไพร

วิธีเลือกผลิตภัณฑ์ไพลให้ได้คุณภาพ

  1. ดูเลขทะเบียน อย. บนฉลากสำหรับครีม/บาล์ม — ผลิตภัณฑ์ที่อ้างสรรพคุณรักษาต้องขึ้นทะเบียน
  2. ดูร้อยละเข้มข้นของสารสกัด/น้ำมันไพล — งานวิจัยที่ได้ผลใช้ครีม 14% และบาล์ม 15%[2],[5] ครีมไพลความเข้มข้นต่ำกว่านั้นมีงานรองรับน้อยกว่า[2]
  3. ดูมาตรฐานโรงงานผู้ผลิต (GMP/PIC-S) — ครีมไพลในงานวิจัยผลิตโดยโรงงานมาตรฐาน GMP ซึ่งคุมความสม่ำเสมอของสารหอมระเหย[2]
  4. วันผลิต-วันหมดอายุของน้ำมัน: น้ำมันไพลเสื่อมคุณภาพเร็วเมื่อโดนแสง-อากาศ[9] — เลือกขวดเล็กปิดมิดชิด ใช้ให้หมดเร็ว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ครีมไพล 14% กับ 7% ต่างกันอย่างไร — ควรใช้ตัวไหน?

งาน RCT พบว่าครีมไพล 14% ลดปวดกล้ามเนื้อได้ชัดเจนกว่ายาหลอก ขณะที่ครีม 7% ไม่ต่างจากยาหลอก จึงควรเลือกเข้มข้น 14% เมื่อต้องการผลลดปวด[2]

ไพลช่วยแก้ปวดอะไรได้ดีที่สุด (มีงานวิจัยแข็งเรื่องไหน)?

ปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย เคล็ดขัดยอก และข้อเข่าเสื่อมระดับเบา-ปานกลาง โดยใช้ทาภายนอกครีม 14% — งานกลุ่มนี้มี RCT และ systematic review รองรับ[1],[2],[3],[4]

ว่านไพลดำกับไพลธรรมดาเหมือนกันไหม?

“ว่านไพลดำ” เป็นชื่อการค้าของไพลเหง้าสีเข้มในระบบสมุนไพรพื้นบ้าน ตระกูลพืชเดียวกับไพล[21] งานวิจัยแข็งทั้งหมดอยู่ในชื่อวิทยาศาสตร์ Zingiber montanum (cassumunar) — ดูชื่อวิทยาศาสตร์บนฉลากจึงปลอดภัยกว่า

น้ำมันไพลกินได้หรือไม่?

ไม่แนะนำ — น้ำมันหอมระเหยเข้มข้นแสดงความเป็นพิษในงานตัวอ่อนปลาที่ความเข้มข้นสูง และไม่มีข้อมูลความปลอดภัยของการกินในคน[14] ใช้ทาภายนอก/นวดเท่านั้น

ไพลแพ้ไหม ใช้บนผิวแล้วต้องระวังอะไร?

งาน RCT รายงานอาการไม่พึงประสงค์น้อยมาก แต่ผู้ที่ผิวแพ้ง่ายควรทดสอบที่ผิวด้านในแขนก่อน และไม่ทาบริเวณแผลเปิดหรือรอบตา[1],[2]

คนตั้งครรภ์ใช้ไพลได้หรือไม่?

ไม่มีงานวิจัยความปลอดภัยเฉพาะกลุ่มตั้งครรภ์ จึงควรปรึกษาแพทย์/ผดุงครรภ์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เข้มข้น การใช้เป็นอาหาร/เครื่องแกงในปริมาณปกติตามประเพณีแตกต่างจากการใช้สารสกัด[13]

ใช้ไพลแทนยาแก้ปวด NSAID ได้จริงหรือไม่?

ในข้อเข่าเสื่อมเบา-ปานกลาง มีงานรายงานว่าครีมไพล 14% ให้ผลดีกว่าเจลดิคโลฟีแนค[4] — แต่เป็นงานเดียวขนาดเล็ก ควรถือเป็นตัวเลือกเสริมภายใต้คำแนะนำแพทย์ ไม่ใช่การหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง

ซื้อผลิตภัณฑ์ไพลดูฉลากอย่างไร?

เลือกที่มีเลขทะเบียน อย., ระบุร้อยละเข้มข้นของสารสกัด/น้ำมันไพลชัดเจน, ผลิตโดยโรงงานมาตรฐาน GMP และมีวันหมดอายุใกล้การใช้จริง (น้ำมันไพลเสื่อมเร็ว)[2],[9],[19]

สรุป

ไพลคือสมุนไพรไทยที่มีหลักฐานในคนชัดเจนกว่าสมุนไพรแก้ปวดภายนอกจำนวนมาก: ครีมไพล 14% ช่วยลดปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย เคล็ดขัดยอก และมีรายงานดีกว่าเจล NSAID ในข้อเข่าเสื่อมเบา-ปานกลาง[1],[2],[3],[4] งาน RCT ใหม่ขยายไปถึงปวดเส้นประสาทจากเบาหวานด้วยบาล์ม 15%[5] ด้านความปลอดภัยมีงานพิษมาตรฐานรองรับการใช้สารสกัดในระดับปกติ[13] แต่น้ำมันไพลเข้มข้นใช้ทาภายนอกเท่านั้น[14] ผู้ที่ปวดแบบเรื้อรังหรือมีโรคประจำตัวควรใช้ร่วมกับการดูแลแพทย์ ไม่ใช่แทน

แหล่งอ้างอิง

  • 1 Chongmelaxme B et al. “Clinical effects of Zingiber cassumunar (Plai): A systematic review”. Complementary Therapies in Medicine. 2018. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/29154071/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 2 Manimmanakorn N et al. “Effects of Zingiber cassumunar (Plai cream) in the treatment of delayed onset muscle soreness”. Journal of Integrative Medicine 19(3). 2021. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/26988432/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 3 Laupattarakasem P et al. “ครีมไพล 14% ในเคล็ดข้อเท้า (RCT)” — รายงานผ่าน systematic review [1]. J Med Assoc Thai. https://sciencedirect.com/science/article/pii/S0965229917304454 อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 4 Srirochana S et al. “ครีมไพล 14% เทียบเจลดิคโลฟีแนค 1% ในข้อเข่าเสื่อม” — รายงานผ่าน systematic review [1]. https://sciencedirect.com/science/article/pii/S0965229917304454 อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 5 Jatuten N et al. “Effect of topical Zingiber cassumunar on painful diabetic neuropathy: a double-blind randomized-controlled trial”. F1000Research 12:334. 2023. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/39220605/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 6 “Anti-inflammatory effect of Zingiber cassumunar Roxb. and its active principles”. J Ethnopharmacol. 1991. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/1804548/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 7 (ทีมวิจัยจีน-ไทย) “Phytochemicals and Bioactivities of Zingiber cassumunar Roxb.”. Molecules 26(8):2377. 2021. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8073654 อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 8 (ทีมวิจัย) “Chemical composition and antibacterial, antifungal, allelopathic and acetylcholinesterase activities of the essential oil”. 2017. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/28585369/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 9 (ทีมเชียงใหม่) “Anti-inflammatory activity of niosomes entrapped with Plai oil (Zingiber cassumunar Roxb.) by therapeutic ultrasound in a rat model”. 2017. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC5383072 อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 10 (ทีมวัสดุศาสตร์) “Zingiber cassumunar Roxb. Essential Oil-Loaded Electrospun PLA/PEO fiber mats for wound dressing”. Polymers. 2021. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8470900 อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 11 Phasomkusolsil S et al. “Insect repellent activity of medicinal plant oils against Aedes aegypti, Anopheles minimus, Culex quinquefasciatus”. Southeast Asian J Trop Med Public Health. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/21073057/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 12 (ทีมวิจัย) “Repellent, larvicidal and adulticidal activities of essential oil from Dai medicinal plant Zingiber montanum”. Natural Product Research. 2021. https://ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC8390919 อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 13 (ทีมวิจัยไทย) “Safety Evaluation of Zingiber cassumunar Roxb. Rhizome Extract: Acute and Chronic Toxicity Studies in Rats”. ISRN Tropical Medicine 2014:632608. 2014. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4897215 อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 14 (ทีมวิจัย) “Phytochemical and Safety Evaluations of Volatile Terpenoids from Zingiber Cassumunar Roxb. on Mature Carp PBMCs and Embryonic Zebrafish”. Molecules 25(3):613. 2020. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7037714 อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 15 (หลายสถาบัน) “Immunomodulatory effects and mechanisms of the extracts and secondary compounds of Zingiber cassumunar”. 2023. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10391552 อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 16 (หลายสถาบัน) “Inhalation of phlai-containing essential oil enhances cognition: a comparison with olive oil”. Scientific Reports. 2026. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC12847393 อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 17 (ทีมวัสดุศาสตร์) “Z. cassumunar Essential Oil-Loaded Electrospun Poly(lactic acid)/Poly(ethylene oxide) for wound healing applications”. Polymers 11(9). 2021. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8470900 อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 18 (ทีมศิริราชฯ) “Clinical effects of Thai herbal compress: a systematic review and meta-analysis”. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine. 2015. https://ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4377500 อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 19 กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. “ไพล — สมุนไพรไทยในบัญชียาหลักแห่งชาติ”. กระทรวงสาธารณสุข. https://www.dtam.moph.go.th/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 20 ศูนย์สารสนเทศสมุนไพร มหิดล. “ไพล (Zingiber cassumunar Roxb.)”. https://medplant.mahidol.ac.th/pubhealth/zincus.html อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 21 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “ไพลดำ”. https://phar.ubu.ac.th อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 22 Medthai. “ไพลดำ สรรพคุณและประโยชน์ของว่านไพลดำ 19 ข้อ”. https://medthai.com อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 23 ผู้ผลิตครีมไพลมาตรฐาน GMP ไทย. “ฉลากครีมไพล 7% และ 14%” — ข้อมูลรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่งานวิจัยใช้. อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 24 (ทีมวิจัย) “Essential Oil of Zingiber cassumunar Roxb. and Zingiber officinale Rosc.: A Comparative Study”. Chemistry & Biodiversity. 2023. https://onlinelibrary.wiley.com/doi/abs/10.1002/cbdv.202201205 อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 25 (ทีมกายภาพบำบัด) “Effect of Zingiber cassumunar phonophoresis versus aquasonic gel on pain, range of motion (preprint PPR353936)”. 2024. https://europepmc.org/article/PPR/PPR353936 อ่านงานวิจัยเต็ม