ตะไคร้ (Cymbopogon citratus — Lemongrass) คือหญ้าหอมตระกูล Poaceae ที่มีสารหลักคือ citral ในน้ำมันหอมระเหย (65–85% ของน้ำมัน) — งานวิจัยรองรับเรื่องต้านการอักเสบ ต้านเชื้อรา Candida และปกป้องเยื่อกระเพาะ พร้อมวิธีชงชาและข้อควรระวังที่ควรรู้ก่อนใช้
บทความนี้รวบรวมงานวิจัยจาก PubMed/PMC ทั้งหมด 26 งาน มาเรียบเรียงเป็นภาษาไทย พร้อมอ้างอิงทุกประโยคสำคัญ และแยกให้ชัดว่าข้อไหนเป็นงานในหลอดทดลอง งานในสัตว์ หรืองานทดลองในคน — เพราะการเข้าใจ “ระดับของหลักฐาน” คือสิ่งที่บทความสมุนไพรส่วนใหญ่ข้ามไป แล้วทำให้ผู้อ่านคาดหวังเกินจริง
ตะไคร้ คืออะไร ต่างจากตะไคร้หอมและสมุนไพรเครื่องแกงอื่นอย่างไร
ตะไคร้ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus — ชื่อ EN: Lemongrass, West Indian Lemongrass) เป็นพืชล้มลุกในตระกูลหญ้า (Poaceae) — ไม่ใช่ตระกูลขิง-ข่า แม้ชื่อไทยใกล้เคียงขิง-ข่าและคนไทยใช้ร่วมในเครื่องแกงเหมือนกัน ต้นโปร่งเป็นกอ ใบริบบิ้นยาวคมขอบ เหง้าสั้นไม่รวมกลีบ กลิ่นหอมมะนาวอ่อน ๆ จาก citral ในเนื้อลำต้นโคน ในตำราไทยใช้ทั้งเป็นเครื่องแกง (ต้มยำ แกงต้มยำ ยำตะไคร้) น้ำชาแก้ท้องอืด และในยาแผนโบราณเรื่องคลายเหนื่อย
ตะไคร้กับ “ตะไคร้หอม” ต่างกันอย่างไร ชื่อที่ร้านขายในไทยปนกันบ่อย จุดแยกที่ชัดที่สุดอยู่ที่สายพันธุ์วิทยาศาสตร์:
- Cymbopogon citratus (West Indian type) — citral ในน้ำมันสูง 65–85% — พันธุ์ที่ใช้ในอาหารและงานวิจัยเชิงคลินิกส่วนใหญ่[1],[6]
- Cymbopogon flexuosus (East Indian type) — myrcene สูงและ citral ลดลง — พันธุ์อินเดียที่ใช้ผลิตน้ำมันสกัดอุตสาหกรรม รวมงานต้านเชื้อ dual-species biofilm ที่ใช้ citral จากพันธุ์นี้[12]
ผู้ซื้อผลิตภัณฑ์จึงควรดูชื่อวิทยาศาสตร์บนฉลากก่อนเสมอ เพราะ “ตะไคร้” ในท้องตลาดหมายถึงทั้งสองสายพันธุ์และบางครั้งรวมหญ้าหอมชนิดอื่นด้วย
| พืช | สารหลัก | ส่วนที่ใช้ | งานวิจัยเด่น |
|---|---|---|---|
| ตะไคร้ (C. citratus) | citral + luteolin | โคนลำต้น, ใบชา, น้ำมัน | ต้านอักเสบ ต้าน Candida ปกป้องกระเพาะ |
| ขมิ้นชัน (Curcuma longa) | curcumin | เหง้า | ต้านอักเสบ (งานคลินิกหลายตัว) |
| ขิง (Zingiber officinale) | 6-gingerol, 6-shogaol | เหง้า | คลื่นไส้ ปวดข้อเสื่อม (meta-analysis) |
สารสำคัญ 2 กลุ่ม: ทำไม “ชาตะไคร้” กับ “น้ำมันตะไคร้” จึงให้ผลต่างกัน
นักวิจัยแยกและวิเคราะห์สารในตะไคร้มาหลายทศวรรษ[6],[7] ตัวหลักแยกออกเป็น 2 กลุ่มที่ไม่ควรปนกัน:
- Citral (geranial + neral) — อยู่ในน้ำมันหอมระเหย (65–85% ของน้ำมันใน C. citratus[7]) เป็นพระเอกเรื่องต้านเชื้อรา-ต้านแบคทีเรีย และรสมะนาวที่ทำให้ชาและน้ำซุปหอม แต่เป็นตัวที่ต้องระวังเรื่องความเข้มข้นสูง (ดูหัวข้อความปลอดภัย)[26]
- Polyphenol ในใบ (luteolin, isoorientin, chlorogenic acid, tannins) — อยู่ในน้ำชา/สารสกัดน้ำ เป็นตัวหลักเรื่องต้านอักเสบและต้านอนุมูลอิสระที่งานวิจัยในเซลล์รองรับ[2],[3],[5] — ไม่อยู่ในน้ำมัน จึงอธิบายว่าทำไมชาและน้ำมันมีโปรไฟล์ฤทธิ์ต่างกัน
จุดนี้สำคัญเพราะงานวิจัยเกือบทั้งหมดที่พูดถึง “ต้านเชื้อ” ใช้น้ำมันหรือ citral บริสุทธิ์ ส่วนงาน “ต้านอักเสบ” จำนวนมากใช้น้ำสกัดใบ — การอ้างข้ามรูปแบบผลิตภัณฑ์จึงไม่ถูกต้องเสมอไป และเป็นเหตุผลว่าทำไมการเลือกผลิตภัณฑ์ควรดูว่าผู้ผลิตระบุสารที่มาตรฐานหรือไม่
สรรพคุณของตะไคร้ และงานวิจัยที่รองรับ
1. ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ — งานวิจัยในเซลล์และสัตว์รองรับหลายทีม
กลุ่มนี้คืองานวิจัยที่มีจำนวนมากที่สุดของตะไคร้ และครอบคลุมทั้งสองกลุ่มสาร:
- น้ำมันหอมระเหย (citral ราว 73%): ทีมแอลจีเรีย (Boukhatem et al. 2014) ให้รับประทาน 10 มก./กก. ในหนูแรตที่ถูกกระตุ้นอักเสบด้วย carrageenan พบลดการบวมอย่างมีนัยสำคัญในระดับเทียบเท่า diclofenac 50 มก./กก. และการทาผิว 5–10 µL/หูลดบวมหูหนูจาก croton oil 62.5–75%[1] กลไกที่รายงานคือการยับยั้งสารอักเสบ TNF-α และกลุ่ม cytokine โปรอักเสบ[1],[7]
- น้ำชา/polyphenol ในใบ: ทีมโคอิมบรา (โปรตุเกส) แสดงว่าน้ำชาใบตะไคร้ยับยั้งการผลิต NO และเอนไซม์ iNOS ในเซลล์ dendritic โดยตัวหลักคือ glycoside ของ luteolin[2] งานต่อมาในเซลล์มนุษย์ macrophage พบกลไกยับยั้งเส้นทาง NF-κB และระบบ ubiquitin-proteasome โดย chlorogenic acid เป็นสารที่มีส่วนร่วม[3] — เป็นงานวิจัยในเซลล์มนุษย์ที่หนักแน่นกว่างานวิจัยในเซลล์สัตว์ทั่วไป
- การใช้ทาผิว: สารสกัดส่วน polyphenol เตรียมเป็นอิมัลชันทา ลดการบวมข้อหนู 29.5–59.1% ในรูปแบบที่ทำเป็นสูตรทาได้จริง[4] และงานคลาสสิกรายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากกลุ่ม flavonoid ในใบ[5]
ข้อระวังการตีความ: ทั้งหมดนี้ยังไม่มี RCT ในคนเรื่อง “กินชาตะไคร้แล้วลดการอักเสบทั่วร่างกาย” — จึงควรเข้าใจเป็น “งานวิจัยเบื้องต้นที่น่าสนใจ” ไม่ใช่คำสัญญาทางคลินิก
2. ต้านเชื้อรา Candida และแผลในช่องปาก — มี RCT ในคน
นี่คือด้านที่ตะไคร้มีหลักฐานในมนุษย์จริงและเป็นจุดที่บทความสมุนไพรไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เขียน:
- เชื้อรา Candida: citral (ส่วนประกอบหลักราว 80% ของน้ำมันตะไคร้) ยับยั้งการงอก mycelium ของ Candida albicans ที่ความเข้มข้น 25–200 µg/ml และยับยั้งทั้งรูป yeast ที่มากกว่า 200 µg/ml[8] งานต่อมายืนยันฤทธิ์ต้าน Candida 5 สายพันธุ์รวม C. glabrata และ C. krusei ซึ่งเป็นเชื้อที่ดื้อยากลุ่ม azole[9]
- RCT ในผู้ป่วย: ทีมแอฟริกาใต้ทำ randomized controlled trial ในผู้ป่วย HIV 90 รายที่มีแผลปากจากเชื้อรา เปรียบเทียบน้ำมะนาว น้ำชาตะไคร้ และ gentian violet 0.5% ผลการวิเคราะห์ผู้ที่ทำครบว่าน้ำมะนาวให้ผลดีกว่ายามาตรฐาน และชาตะไคร้ให้ผลในระดับใกล้เคียงที่ยืนยันได้ทางสถิติ[10] — งานนี้สำคัญเพราะใช้รูปแบบ “ชาชง” ที่คนไทยทำได้เอง ไม่ใช่สารสกัดเข้มข้น
- เสริมฤทธิ์ยาต้านเชื้อรา: citral ร่วมกับ fluconazole ให้ผลเสริมฤทธิ์ (synergistic) ต่อเชื้อดื้อยา ลด biofilm และลดการทำงานของปั๊มขับยา MDR1[11] — เป็นข้อมูลห้องทดลอง ไม่ใช่แนวทางรักษา
3. ต้านแบคทีเรียและแอนติไบโอฟิล์ม — ระดับห้องทดลอง
- citral มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียกว้าง กลไกหลักคือทำลายเยื่อหุ้มเซลล์และรบกวนเอนไซม์สำคัญ[7] งาน dual-species biofilm ของ S. aureus กับ Candida แสดงการยับยั้งการสร้างคราบจุลินทรีย์ร่วม[12]
- งานปี 2024 พบว่าน้ำมันตะไคร้ยับยั้งการสร้าง biofilm ของเชื้อหลายสายพันธุ์ได้มากกว่า 50%[13]
- สิ่งที่ควรระวัง: งานเทียบน้ำยาบ้วนปากจากสารสกัดตะไคร้กับเชื้อก่อฟันผุพบว่าทิงเจอร์ใบไม่ให้ผลต่อ S. mutans ในบางสูตร[6] — ฤทธิ์ต้านเชื้อจึงขึ้นกับรูปแบบและความเข้มข้น ไม่ใช่ทุกผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นตะไคร้จะได้ผล
4. เมตาบอลิก: น้ำตาล ไขมัน และภาวะเบาหวาน (สัตว์ทดลอง + งานในคนบางส่วน)
- น้ำตาล-ไขมัน: ให้น้ำสกัดใบ 125–500 มก./กก./วัน แก่หนูแรต 42 วัน พบลดน้ำตาลอดอาหารและไขมันรูปแบบ dose-dependent พร้อมเพิ่ม HDL[14] งานวิจัยในหนูจำลองเบาหวานชนิด 2 ที่ให้ชาตะไคร้ 0.25–0.5% เป็นเครื่องดื่ม 4 สัปดาห์ พบผลปรับปรุงน้ำตาล ความไวอินซูลิน และไขมันในระดับใกล้เคียง metformin[15] งานเทียบตรง ๆ ระหว่าง metformin, citral และสารสกัดใบในแบบจำลองเดียวกัน พบว่า citral ให้ผลปกป้องระดับปานกลาง[16]
- ไขมันในเลือด: งานพิษ 21 วันในหนูที่ให้น้ำมันตะไคร้ 100 มก./กก. พบการลด cholesterol ในเลือดพร้อมกันไปกับความปลอดภัย[17]
- โภชนาการและเม็ดเลือด: งานในอาสาสมัครที่ดื่มชาตะไคร้ 4 หรือ 8 กรัมต่อวันเป็นเวลา 30 วัน พบการเพิ่มของค่า PCV, ฮีโมโกลบิน และจำนวนเม็ดเลือดแดง ซึ่งสอดคล้องกับธาตุเหล็กและวิตามินซีในใบ[18] — เป็นงานตัวอย่างเล็ก ยังไม่ถือเป็นหลักฐานแน่นหนา
ข้อระวังการตีความ: กลุ่มเมตาบอลิกทั้งหมดเป็นงานวิจัยในสัตว์เกือบทั้งหมด ยังไม่มี RCT ในผู้ป่วยเบาหวาน/ไขมันสูงของชาตะไคร้ — ห้ามใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง
5. ระบบย่อยและกระเพาะ — กลุ่มงานที่สอดคล้องกับการใช้ตามตำรา
- น้ำมันตะไคร้ปกป้องเยื่อกระเพาะหนูจากเอทานอลและแอสไพริน โดยกลไกที่เกี่ยวกับ prostaglandin ภายใน[19]
- น้ำชาใบ (essential oil-free infusion) 28–56 มก./กก. ก่อนหรือหลังให้เอทานอล ลดบาดเจ็บเยื่อกระเพาะหนูอย่างมีนัยสำคัญ และมีประสิทธิผลมากขึ้นเมื่อสัมผัสเยื่อบุกระเพาะนานขึ้น[21]
- งานเปรียบเทียบสารต่าง ๆ พบว่า น้ำมันและ geraniol ช่วยแผลกระเพาะหาย แต่ citral บริสุทธิ์ไม่ได้ให้ผลนี้[20] — ตัวอย่างชัดว่าการกล่าวรวม ๆ ว่า “ตะไคร้แก้กระเพาะ” จึงควรระบุรูปแบบที่ใช้
6. กลิ่นหอม ความกังวล และความง่วง — งานในคนที่ผลต่างกันตามรูปแบบ
- หอมกลิ่นตะไคร้: งาน double-blind ในอาสาสมัครชาย 40 คนที่สูดดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยตะไคร้ 3 หรือ 6 หยด ก่อนการทดสอบที่กระตุ้นความกังวล พบการลด anxiety state และ subjective tension พร้อมฟื้นตัวจากความกังวลภายใน 5 นาที[23]
- กลไกที่พบในสัตว์: น้ำมันให้ผล anxiolytic-like ในหนูผ่านตัวรับ GABA(A)-benzodiazepine[22]
- ชาตะไคร้ในคน: งานคลาสสิกปี 1986 ทดลอง double-blind ในอาสาสมัคร 50 คน พบว่าชาตะไคร้ ไม่มี ฤทธิ์กดประสาท ช่วยนอน หรือแก้กังวลที่วัดได้ แต่ยืนยันความปลอดภัย (ค่าเลือด ตับ ไต หัวใจ ปกติทั้งหมด)[24] — ที่คนรู้สึกสบายหลังดื่มชาจึงมีส่วนของ ritual/ความอบอุ่นร้อน ๆ ร่วมอยู่เสมอ
ตารางสรุป: สรรพคุณ → สารหลัก → ระดับหลักฐาน
| สรรพคุณ | หลักฐานที่พบ | สารหลักที่เกี่ยว | ระดับหลักฐาน |
|---|---|---|---|
| ต้านการอักเสบ | ลด NO/iNOS, NF-κB, proteasome | luteolin + citral | เซลล์ (รวมมนุษย์) + สัตว์ |
| ต้านเชื้อรา Candida | ยับยั้ง mycelium + biofilm | citral | in vitro + RCT ในคน |
| ต้านแบคทีเรีย/แอนติไบโอฟิล์ม | ลด biofilm >50% | citral | in vitro |
| ปกป้องกระเพาะ | ลดบาดเจ็บจากเอทานอล | น้ำมัน + geraniol, polyphenol | สัตว์ |
| น้ำตาล-ไขมัน | ลด FPG, TG, TC | สารสกัดใบ | สัตว์ (งานในคนเล็กมาก) |
| ลดความกังวล (หอมกลิ่น) | ลด anxiety state | น้ำมันหอมระเหย | ในคน (ตัวอย่างเล็ก) |
| ช่วยนอน/กดประสาท (ชา) | ไม่พบฤทธิ์ใน double-blind | — | งานลบในคน |
| ความปลอดภัย | พิษ 21 วัน + คน 2 เดือน | น้ำมัน/ชา | สัตว์ + คน |
ใครควรศึกษาข้อมูลเรื่องตะไคร้
บทความนี้รวบรวมข้อมูลสำหรับผู้อ่านต่อไปนี้: คนที่อยากหาเครื่องดื่มชาสมุนไพรแทนน้ำหวาน[2],[18] คนที่มีปัญหาท้องอืดหลังมื้อหนัก[19],[21] ผู้สนใจดูแลเยื่อบุช่องปาก/ปากอักเสบจากเชื้อรา[8]–[11] และผู้ที่มองหากลิ่นหอมช่วยคลายความตึงเครียดในช่วงทำงาน[23] — ทั้งหมดโยงต่อไปยังหน้า “อาการ” และหมวด “สารสกัดสมุนไพร” ของเว็บ
วิธีชงชาตะไคร้ และรูปแบบผลิตภัณฑ์
- ชาตะไคร้สด: หั่นโคนตะไคร้ 1–2 ต้น (ราว 5–10 ก.) ต้ม/ชงน้ำเดือด 150–200 มล. 5–10 นาที ดื่มได้ทุกวัน — รูปแบบที่งานวิจัยในคนและงานพิษสนับสนุนความปลอดภัย[18],[24],[25]
- ผง/ถุงชาตะไคร้: สะดวก ควบคุมปริมาณง่าย ควรเลือกที่ระบุแหล่งปลูกและไม่มีน้ำตาลผสม
- น้ำมันหอมระเหยตะไคร้: ใช้หอม (aromatherapy) หรือเจือจางทาภายนอกเท่านั้น — ไม่ควรกินน้ำมันเข้มข้นโดยตรง เพราะ citral ความเข้มข้นสูงมีรายงาน cytotoxicity/genotoxicity ในเซลล์มนุษย์[26]
- แคปซูลสารสกัด: ควรดู % สารหลักและมาตรฐานการผลิต (ดูหัวข้อเลือกผลิตภัณฑ์)
การเก็บรักษา: ตะไคร้สดเก็บในตู้เย็นได้ราว 1–2 สัปดาห์ ห่อกระดาษพอชื้นเล็กน้อย ผง/น้ำมันควรปิดสนิทพ้นแสงเพราะ citral ระเหยและเสื่อมสภาพได้ง่าย
ข้อควรระวัง ผลข้างเคียง และผู้ที่ไม่ควรใช้
- น้ำมันหอมระเหยเข้มข้น — ห้ามกิน: citral ที่ความเข้มข้นสูงแสดงความเป็นพิษต่อเซลล์ตับ (HepG2) และความเสียหาย DNA ในการทดสอบในหลอดทดลอง[26] งานพิษในสัตว์ที่ให้น้ำมัน 21 วันไม่พบพิษที่ 1–100 มก./กก. และ LD50 ราว 3,500 มก./กก.[17] — ระยะห่างระหว่าง “ปลอดภัยในสัตว์” กับ “ความเข้มข้นในหลอดทดลอง” กว้าง แต่ประเด็นคือไม่ควรกินน้ำมันสกัดเข้มข้นเอง
- สตรีมีครรภ์: ชาตะไคร้ในปริมาณอาหาร/เครื่องดื่มปกติมีงานสนับสนุนความปลอดภัยในสัตว์ รวมการให้แก่หนูตั้งครรภ์[25] แต่ไม่มี RCT ในสตรีตั้งครรภ์สำหรับสารสกัดเข้มข้น — ปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้รูปแบบเข้มข้น
- ผู้ที่แพ้ตระกูลหญ้าหอมหรือแพ้ citral: น้ำมันที่ไม่เจือจางอาจทำให้เกิดผื่นแพ้สัมผัส — ทดสอบที่ผิวแขนก่อนใช้กว้าง
- ผู้ป่วยเบาหวาน/ไขมันสูง: งานที่พบผลดีเป็นสัตว์ทดลอง ไม่ควรหยุดยาหลักแล้วใช้ชาตะไคร้แทน — อาจกินเป็นเครื่องดื่มแทนน้ำหวานได้
- การกินนาน ๆ: งานพิษระยะยาวในสัตว์ให้ผลปลอดภัยที่ขนาดต่ำ[17],[25] แต่ข้อมูลระยะยาวในมนุษย์มีจำกัด ควรพักและปรึกษาเภสัชกรหากใช้ต่อเนื่องหลายเดือน
วิธีเลือกผลิตภัณฑ์ตะไคร้ให้ได้คุณภาพ
4 จุดยึดตามกฎหมายอาหารเสริมไทยและงานวิจัย:
- เลข อย. สำหรับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในไทย — ยืนยันความปลอดภัยพื้นฐานของสูตร
- มาตรฐานการผลิต GMP/HACCP — พื้นฐานของโรงงานที่จริงจัง
- การระบุสารหลักบนฉลาก — % citral สำหรับน้ำมัน/สารสกัด หรือแหล่งปลูกสำหรับชา — ตระกูล C. citratus ที่ citral สูงจะให้กลิ่นและฤทธิ์ที่ตรงงานวิจัยมากกว่า[1],[7]
- รูปแบบที่เหมาะกับเป้าหมาย — ชาเพื่อดื่มประจำ / น้ำมันเพื่อหอม / แคปซูลสารสกัดเพื่อความเข้มข้น — ห้ามสลับการใช้ระหว่างรูปแบบ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม 1: ตะไคร้กับตะไคร้หอมใช้แทนกันได้หรือไม่?
ชื่อท้องถิ่นปนกันบ่อย แต่จริง ๆ ให้ดูชื่อวิทยาศาสตร์: C. citratus คือตะไคร้ที่งานวิจัยส่วนใหญ่ใช้ (citral สูง) ส่วน C. flexuosus เป็นพันธุ์อินเดียที่ myrcene สูงกว่า ฤทธิ์ใกล้กันแต่สัดส่วนสารต่างกัน
ถาม 2: ชาตะไคร้ช่วยอะไรได้จริง มีงานวิจัยตรงไหน?
แข็งที่สุดคือกลุ่มต้านเชื้อรา Candida (มี RCT ในผู้ป่วย[10] + in vitro ชัด[8],[9]) ตามด้วยกลุ่มต้านอักเสบที่เป็นงานวิจัยในเซลล์/สัตว์[1]–[4] ส่วนเรื่องช่วยนอน/แก้กังวลด้วยการดื่ม งาน double-blind ในคนไม่พบฤทธิ์[24]
ถาม 3: ชาตะไคร้ช่วยลดไขมันหรือเบาหวานจริงหรือไม่?
งานวิจัยในสัตว์ให้ผลน่าสนใจ[14]–[16] แต่ยังไม่มี RCT ในผู้ป่วย — ใช้เป็นเครื่องดื่มแทนน้ำหวานได้ แต่ไม่ใช่การรักษา
ถาม 4: หอมกลิ่นตะไคร้ช่วยลดความกังวลจริงหรือไม่?
มีงาน double-blind ตัวอย่างเล็ก (40 คน) ที่พบการลด anxiety state ชั่วคราว[23] และกลไก GABA(A) ในสัตว์[22] — เป็นงานขั้นต้น ไม่ใช่การรักษาโรคกังวล
ถาม 5: น้ำมันตะไคร้กินได้หรือไม่?
ไม่แนะนำให้กินน้ำมันสกัดเข้มข้นโดยตรง — มีรายงาน cytotoxicity/genotoxicity ของ citral ในเซลล์มนุษย์ที่ความเข้มข้นสูง[26] ใช้หอมหรือเจือจางทาภายนอกเท่านั้น หากต้องการ “กิน” ให้ใช้ชาหรืออาหารที่ใส่ตะไคร้สด
ถาม 6: ดื่มชาตะไคร้ทุกวันได้หรือไม่ กี่แก้วพอ?
ได้ในปริมาณเครื่องดื่มปกติ (1–3 แก้ว/วัน จากตะไคร้สด 5–15 ก.) — งานในคนและงานพิษสนับสนุนความปลอดภัยที่ระดับนี้[18],[24],[25] ควรหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลมาก
ถาม 7: สตรีตั้งครรภ์ดื่มชาตะไคร้ได้หรือไม่?
ชาในปริมาณอาหารมีงานวิจัยในสัตว์ที่ไม่พบพิษแม้ให้หนูตั้งครรภ์[25] แต่ไม่มี RCT ในคนตั้งครรภ์สำหรับสารสกัดเข้มข้น — จำกัดที่ปริมาณอาหารและปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เข้มข้น
ถาม 8: เลือกชา/สารสกัดตะไคร้ที่ไหน ดูอย่างไรหลีกเลี่ยงสินค้าปลอม?
ตรวจสอบ 4 จุด: เลข อย. (สำหรับแคปซูล/สารสกัด) / มาตรฐาน GMP / การระบุ % citral หรือแหล่งปลูก / ราคาที่สมเหตุผล — และระวังโฆษณาที่อ้าง “รักษาโรค” ซึ่งขัดข้อบังคับอาหารเสริมของ อย.
สรุป
ตะไคร้คือสมุนไพรหญ้าหอมที่มีงานวิจัยรองรับมากกว่าที่หลายคนคิด — จุดเด่นคือ กลุ่มต้านเชื้อรา Candida (มี RCT ในคน) และ กลุ่มต้านอักเสบจาก polyphenol ในใบ ตามด้วยงานปกป้องกระเพาะและเมตาบอลิกที่ยังอยู่ระดับสัตว์ การใช้ปลอดภัยที่สุดคือรูปแบบชาและอาหารตามประเพณี ส่วนน้ำมันหอมระเหยใช้หอม/ทาเท่านั้น และผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอยู่ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้รูปแบบเข้มข้น
บทความนี้เรียบเรียงจากงานวิจัยเพื่อความรู้ทั่วไป ไม่ได้ให้บริการวินิจฉัยหรือรักษาโรค ผู้อ่านที่ต้องการใช้เป็นอาหารเสริมหรือยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
แหล่งอ้างอิง
- 1 Effectiveness of Curcuma longa Extract for the Treatment of Symptoms and Effusion-Synovitis of Knee Osteoarthritis: A Randomized Trial — Wang Z et al. (2020) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 2 Bio-optimized Curcuma longa extract is efficient on knee osteoarthritis pain: a double-blind multicenter randomized placebo controlled three-arm study — Henrotin Y et al. (2019) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 3 Effect of Curcuma longa extract on serum inflammatory markers and MRI-based synovitis in knee osteoarthritis: secondary analyses from the CurKOA randomised trial — Eathakkattu Antony PJ et al. (2023) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 4 Anti-inflammatory properties of curcumin a major constituent of Curcuma longa — Jurenka JS (2009) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 5 ขมิ้น (Curcuma longa Linn.) — ข้อมูลสมุนไพร — คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (2564) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 6 Neta JFF et al. “Effectiveness of the piperine-supplemented Curcuma longa L. in metabolic control of patients with type 2 diabetes: a randomised double-blind placebo-controlled clinical trial”. Int J Food Sci Nutr 72(7):968-977. 2021 https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/33586583/ [เข้าถึง: 15/10/2568] — ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 71 คน 120 วัน (curcumin 500 mg + piperine 5 mg): ลดน้ำตาล HbA1c HOMA และ TG ชัดเจน (curcumin 500 mg + piperine 5 mg) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 7 Boukhatem MN et al. “Lemon grass (Cymbopogon citratus) essential oil as a potent anti-inflammatory and antifungal drugs”. Libyan J Med 9(1):25431. 2014. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/25242268/ อ่านงานวิจัยเต็ม
- 8 Figueirinha A et al. “Anti-inflammatory activity of Cymbopogon citratus leaf infusion in LPS-stimulated dendritic cells: contribution of the polyphenols”. J Med Food 13(3):681–690. 2010. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/20438326/ อ่านงานวิจัยเต็ม
- 9 Francisco V et al. “Anti-inflammatory activity of Cymbopogon citratus leaves infusion via proteasome and NF-κB pathway inhibition: contribution of chlorogenic acid”. J Ethnopharmacol 148(2):505–512. 2013. https://pubmed.ncbi.nlm.n อ่านงานวิจัยเต็ม
- 10 Melo D et al. “Polyphenols from Cymbopogon citratus leaves as topical anti-inflammatory agents”. J Ethnopharmacol 178:222–228. 2016. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/26702504/ อ่านงานวิจัยเต็ม
- 11 Campos J et al. “Lemon grass (Cymbopogon citratus (D.C) Stapf: chemical composition and antioxidant activities”. Food Chemistry 141(1):137–144. 2013. https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0308814613016415 อ่านงานวิจัยเต็ม
- 12 Shah G et al. “Scientific basis for the therapeutic use of Cymbopogon citratus, stapf (Lemon grass)”. J Adv Pharm Technol Res 2(1):3–8. 2011. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC3217679/ อ่านงานวิจัยเต็ม
- 13 “Mechanisms and Applications of Citral’s Antimicrobial Properties in Food Preservation and Pharmaceuticals Formulations”. PMC10668791. 2023. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10668791/ อ่านงานวิจัยเต็ม
- 14 Kaneko H et al. “[Anti-Candida albicans activity of essential oils including Lemongrass (Cymbopogon citratus) oil and its component, citral]”. Nippon Ishinkin Gakkai Zasshi 44(4):285–291. 2003. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/1461 อ่านงานวิจัยเต็ม
- 15 “Antifungal activity of the lemongrass oil and citral against Candida spp”. Braz J Infect Dis 12(1):63–66. 2008. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/18553017/ อ่านงานวิจัยเต็ม
- 16 Wright SC, Maree JE, Sibanyoni M. “Treatment of oral thrush in HIV/AIDS patients with lemon juice and lemon grass (Cymbopogon citratus) and gentian violet”. Phytomedicine 16(2-3):118–124. 2009. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/1910 อ่านงานวิจัยเต็ม
- 17 “In vitro and in vivo anti-Candida activity of citral in combination with fluconazole”. 2022. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/35251524/ อ่านงานวิจัยเต็ม
- 18 “Antimicrobial Activity of Lemongrass (Cymbopogon flexuosus) Essential Oil and Its Active Component Citral Against Dual-Species Biofilms of Staphylococcus aureus and Candida Species”. Front Cell Infect Microbiol 10:603858. 2020. h อ่านงานวิจัยเต็ม
- 19 Khosakueng M et al. “Cymbopogon citratus L. essential oil as a potential anti-biofilm agent”. 2024. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/38286789/ อ่านงานวิจัยเต็ม
- 20 Adeneye AA, Agbaje EO. “Hypoglycemic and hypolipidemic effects of fresh leaf aqueous extract of Cymbopogon citratus Stapf. in rats”. J Ethnopharmacol 112(3):440–444. 2007. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/17513076/ อ่านงานวิจัยเต็ม
- 21 “Effect of lemongrass (Cymbopogon citratus Stapf) tea in a type 2 diabetes rat model”. Clinical Phytoscience 6:35. 2020. https://clinphytoscience.springeropen.com/articles/10.1186/s40816-020-00167-y อ่านงานวิจัยเต็ม
- 22 “Comparison of the effects of metformin, citral, Cymbopogon citratus extract and silver nanoparticles of Cymbopogon citratus extract on oxidative stress indices and Nrf2 levels in experimental type 2 diabetes in rats”. PMC12884433 อ่านงานวิจัยเต็ม
- 23 Costa CA et al. “Cholesterol reduction and lack of genotoxic or toxic effects in mice after repeated 21-day oral intake of lemongrass (Cymbopogon citratus) essential oil”. Food Chem Toxicol 49(9):2268–2272. 2011. https://pubmed.nc อ่านงานวิจัยเต็ม
- 24 “Bioactive natural constituents from lemongrass tea and erythropoiesis boosting effects: potential use in prevention and treatment of anemia”. J Med Food 17(6):712–717. 2014. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/25162916/ อ่านงานวิจัยเต็ม
- 25 Fernandes CN et al. “Investigation of the Mechanisms Underlying the Gastroprotective Effect of Cymbopogon Citratus Essential Oil”. J Young Pharm 4(1):28–33. 2012. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC3326778/ อ่านงานวิจัยเต็ม
- 26 Venzon L et al. “Essential oil of Cymbopogon citratus (lemongrass) and geraniol, but not citral, promote gastric healing activity in mice”. Biomedicine & Pharmacotherapy 107:282–289. 2018. https://www.sciencedirect.com/science/art อ่านงานวิจัยเต็ม