วิตามินสำหรับคนท้องไม่ใช่การกินให้ครบทุกตัวที่มีขาย แต่คือการได้สารอาหารไม่กี่ตัวให้พอในจังหวะที่ร่างกายต้องการ และหลีกเลี่ยงตัวที่อันตรายเกินขนาด ช่วงสำคัญที่สุดคือก่อนตั้งครรภ์ เพราะหลอดประสาทของทารกปิดสนิทภายในสัปดาห์ที่ 4 นับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้หญิงจำนวนมากยังไม่รู้ว่าตนตั้งครรภ์[1],[3]
วิตามินสำหรับคนท้อง คืออะไร และทำไมต้องเริ่มก่อนตั้งครรภ์
ความต้องการสารอาหารเพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์เพราะต้องสร้างเลือดและเนื้อเยื่อของทารก แต่ไม่ได้เพิ่มเท่ากันทุกตัว บางตัวอาหารปกติครอบคลุมได้ บางตัวต้องเสริม และมีอีกกลุ่มที่อันตรายหากได้เกิน
สิ่งที่ทำให้ช่วงก่อนตั้งครรภ์สำคัญคือหลอดประสาทซึ่งต่อมาเป็นสมองและไขสันหลังสร้างเสร็จเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด ความพิการของหลอดประสาทยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของทารกและเด็กเล็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาใต้สะฮาราอย่างมีนัยสำคัญ และส่วนใหญ่ป้องกันได้ด้วยโฟเลตที่เพียงพอก่อนและช่วงต้นของการตั้งครรภ์[9]
คำแนะนำสากลจึงให้เริ่มตั้งแต่ช่วงวางแผนจะท้อง หรืออย่างน้อยหนึ่งเดือนก่อนพยายามตั้งครรภ์[3],[4]
โฟลิก 400–800 ไมโครกรัมต่อวัน: หลักฐานที่แน่นที่สุด
กรดโฟลิก (folic acid) เป็นรูปสังเคราะห์ของโฟเลต และเป็นสารอาหารเดียวในกลุ่มนี้ที่มีงานทดลองแบบสุ่มขนาดใหญ่ยืนยันผลชัดเจน
งานทดลองในหญิง 1,817 คนที่เคยคลอดบุตรเป็นความพิการของหลอดประสาท พบว่ากรดโฟลิก 4 มก. ต่อวันลดการเกิดซ้ำได้ 72% (relative risk 0.28, 95% CI 0.12–0.71) ขณะที่วิตามินอีก 7 ตัวไม่มีผล[1] งานทดลองต่อมาในหญิงที่ไม่เคยมีบุตรเป็นความพิการชนิดนี้ ให้กรดโฟลิก 0.8 มก. ต่อวัน เริ่มก่อนปฏิสนธิอย่างน้อยหนึ่งเดือน พบว่าไม่มีทารกในกลุ่มที่ได้โฟลิกเป็นความพิการเลย เทียบกับ 6 รายในกลุ่มควบคุม[2]
การทบทวนของ Cochrane รวม 5 การทดลอง ผู้เข้าร่วม 7,391 คน สรุปว่ากรดโฟลิกป้องกันความพิการของหลอดประสาทได้ (risk ratio 0.31, 95% CI 0.17–0.58 หลักฐานคุณภาพสูง) และป้องกันการเกิดซ้ำได้ (risk ratio 0.34) โดยขนาด 400 ไมโครกรัมขึ้นไปให้ผลไม่ต่างจากขนาดสูง[3]
นี่คือที่มาของตัวเลข 400–800 ไมโครกรัม USPSTF แนะนำระดับ A ว่าทุกคนที่วางแผนหรือมีโอกาสตั้งครรภ์ควรได้กรดโฟลิกเสริมวันละ 0.4–0.8 มก.[4] เกณฑ์ไทยกำหนดโฟเลตหญิงวัยเจริญพันธุ์ 400 ไมโครกรัม และหญิงตั้งครรภ์ 600 ไมโครกรัมต่อวัน[5] ตัวเลข 800 จึงเป็นปลายบนของช่วง ไม่ใช่ขนาดที่ทุกคนต้องได้ การบังคับเสริมโฟลิกในอาหารของหลายประเทศลดความชุกของความพิการนี้ได้จริง[8]
ทำไมต้องเริ่มก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อยหนึ่งเดือน
ระดับโฟเลตในเม็ดเลือดแดงใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะถึงระดับที่ป้องกันได้ และหลอดประสาทปิดก่อนที่หลายคนจะรู้ตัวว่าท้อง การเริ่มตอนรู้ว่าท้องจึงมักสายเกิน[3] และกรดโฟลิกจากอาหารเสริมดูดซึมได้ดีกว่าโฟเลตจากอาหารราวหนึ่งเท่าตัว[7]
ใครต้องใช้ขนาดสูง 4–5 มก. ภายใต้การดูแลของแพทย์
หญิงที่เคยคลอดบุตรเป็นความพิการของหลอดประสาทต้องการกรดโฟลิกสูงกว่าปกติมาก งานทดลองต้นแบบใช้ 4 มก. ต่อวัน[1] และแนวทางเวชปฏิบัติใช้ 4–5 มก. เริ่มก่อนปฏิสนธิอย่างน้อยหนึ่งเดือน ภายใต้การสั่งจ่ายของแพทย์
เพดานสูงสุดของกรดโฟลิกสังเคราะห์คือ 1,000 ไมโครกรัมต่อวันสำหรับผู้ใหญ่[7] ไม่ใช่เพราะโฟเลตเป็นพิษ แต่เพราะขนาดสูงอาจกลบอาการของภาวะขาดวิตามินบี 12 ทำให้โรคระบบประสาทดำเนินต่อไปโดยไม่ถูกตรวจพบ[7]
| สารอาหาร | ปริมาณที่แนะนำต่อวันในหญิงตั้งครรภ์ | เพดานหรือข้อจำกัดที่ต้องรู้ | หลักฐานเด่น |
|---|---|---|---|
| กรดโฟลิก | 400–800 ไมโครกรัม (สากล); ไทย 600 ไมโครกรัมโฟเลต | กรดโฟลิกสังเคราะห์ไม่เกิน 1,000 ไมโครกรัม/วัน | ลดความพิการหลอดประสาท RR 0.31[3],[4] |
| ธาตุเหล็ก | ไทยไม่กำหนดจากอาหาร แต่แนะนำยาเม็ดเสริม; WHO 60 มก. + โฟลิก 400 ไมโครกรัม | สหรัฐกำหนด 45 มก./วัน; ไทยไม่กำหนด UL | ลดโลหิตจางตอนคลอด RR 0.30[10],[11] |
| วิตามินดี | 600 IU (ไทย RDA), 400 IU (EAR) | ไม่เกิน 4,000 IU/วัน (เกณฑ์สหรัฐ)[6] | หลักฐานผลการตั้งครรภ์ยังไม่แน่นอน[6],[13] |
| ไอโอดีน | 250 ไมโครกรัม | ไม่เกิน 1,100 ไมโครกรัม/วัน | ขาดไอโอดีนสัมพันธ์กับ IQ และการอ่านต่ำกว่า[18] |
| วิตามินเอ | 650 ไมโครกรัม (ไทย) | ห้ามเกิน 3,000 ไมโครกรัม หรือ 10,000 IU/วัน | เกินขนาดเพิ่มความพิการ 4.8 เท่า[6],[22] |
ธาตุเหล็ก: ธาตุที่หญิงไทยขาดมากที่สุด
เกณฑ์ไทย พ.ศ. 2563 กำหนดธาตุเหล็กสำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์อายุ 19–50 ปีไว้ที่ 20 มก. ต่อวัน แต่สำหรับหญิงตั้งครรภ์ไม่ได้กำหนดปริมาณจากอาหาร และแนะนำให้เสริมธาตุเหล็กในรูปยาเม็ดตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขแทน เพราะอาหารปกติให้ไม่พอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 และ 3[6] องค์การอนามัยโลกแนะนำธาตุเหล็ก 60 มก. พร้อมกรดโฟลิก 400 ไมโครกรัมต่อวัน เป็นเวลา 3 เดือนระหว่างตั้งครรภ์[10]
การทบทวนของ Cochrane จาก 61 การทดลอง พบว่าการเสริมธาตุเหล็กทุกวันลดโลหิตจางของมารดาตอนคลอดได้ 70% (risk ratio 0.30, 95% CI 0.19–0.46) และลดภาวะขาดธาตุเหล็ก (RR 0.43) แต่คุณภาพหลักฐานต่ำ และผลต่อน้ำหนักแรกเกิดยังไม่ชัด ทารกน้ำหนักน้อยเกิด 8.4% ในกลุ่มที่ได้เหล็ก เทียบ 10.3% ในกลุ่มควบคุม (RR 0.84, 95% CI 0.69–1.03)[11]
การวินิจฉัยใช้เฟอร์ริตินในเลือด ค่าที่บ่งชี้ภาวะขาดธาตุเหล็กอยู่ราวต่ำกว่า 30 ไมโครกรัมต่อลิตรในคนที่มีการอักเสบต่ำ ควรกินเหล็กพร้อมวิตามินซีหรือเนื้อสัตว์ ส่วนชา กาแฟ และแคลเซียมลดการดูดซึม[12]
กินเหล็กแล้วคลื่นไส้หรือท้องผูก ทำอย่างไร
อาการไม่พึงประสงค์จากยาเม็ดเหล็กพบบ่อยและเป็นสาเหตุหลักที่คนเลิกกิน[11] ทางแก้คือกินพร้อมอาหารเล็กน้อยและรับประทานวันละครั้ง
วิตามินดี: จำเป็น แต่หลักฐานผลลัพธ์การตั้งครรภ์ยังอ่อนกว่าที่โฆษณา
เกณฑ์ไทยกำหนดวิตามินดีสำหรับผู้ใหญ่รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ที่ EAR 400 IU และ RDA 600 IU ต่อวัน[6] ร่างกายได้วิตามินดีราว 80–90% จากการสร้างที่ผิวหนังเมื่อถูกแสงแดด และได้จากอาหารเพียง 10–20% กรมอนามัยจึงแนะนำให้รับแดดช่วง 9.00–15.00 น. และระบุว่าคนไทยผิวสีเข้มต้องใช้เวลานานขึ้น[6]
ข้อมูลไทยชี้ว่าภาวะขาดวิตามินดีในคนท้องเป็นเรื่องจริง การศึกษาในทารกแรกเกิด 94 คู่ พบว่าวิตามินดีในเลือดสายสะดืออยู่ในระดับขาด (ต่ำกว่า 12 ng/mL) 20.2% และไม่เพียงพอ (12–20 ng/mL) 69.1% โดยสัมพันธ์กับระดับของมารดา (r = 0.86) และปัจจัยเสี่ยงข้อหนึ่งคือการไม่ได้รับวิตามินดีเสริมระหว่างตั้งครรภ์[15] หญิงไทยที่เจ็บครรภ์ก่อนกำหนดก็พบภาวะขาดในสัดส่วนสูงเช่นกัน[16]
แต่การขาดวิตามินดีในเลือดไม่เท่ากับการพิสูจน์ว่าเม็ดวิตามินดีจะป้องกันผลลัพธ์ที่ไม่ดี Cochrane ฉบับปรับปรุงปี 2567 เหลืองานที่น่าเชื่อถือ 10 การศึกษา และสรุปว่าหลักฐานเรื่องภาวะครรภ์เป็นพิษ เบาหวานขณะตั้งครรภ์ คลอดก่อนกำหนด และน้ำหนักแรกเกิดยังมีความแน่นอนต่ำถึงต่ำมาก[13]
งานทดลองที่ให้วิตามินดี 4,400 IU ต่อวันเทียบกับ 400 IU ระหว่างตั้งครรภ์ ติดตามเด็กถึง 6 ขวบ ไม่พบว่ากลุ่มขนาดสูงมีหอบหืดหรือหายใจมีเสียงหวีดลดลง[14] ขนาด 600 IU ตามเกณฑ์จึงเพียงพอสำหรับคนส่วนใหญ่ และขนาด 4,000 IU ขึ้นไปควรมาจากการสั่งของแพทย์เมื่อตรวจแล้วว่าขาดจริง
ไอโอดีน: ธาตุที่หญิงตั้งครรภ์ไทยยังได้ไม่พอ
ไอโอดีนเป็นวัตถุดิบของฮอร์โมนไทรอยด์ซึ่งควบคุมพัฒนาสมองของทารก องค์การอนามัยโลกแนะนำ 250 ไมโครกรัมต่อวันสำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
หลักฐานที่ตรงที่สุดมาจากหญิงตั้งครรภ์อังกฤษ 1,040 คน ค่ามัธยฐานไอโอดีนในปัสสาวะไตรมาสแรกอยู่ที่ 91.1 ไมโครกรัมต่อลิตร เด็กที่เกิดจากมารดาซึ่งมีสัดส่วนไอโอดีนต่อครีอะตินินต่ำกว่า 150 ไมโครกรัมต่อกรัม มีโอกาสได้คะแนนอยู่ในควอไทล์ต่ำสุดของ IQ ด้านภาษาเพิ่ม 58% (odds ratio 1.58, 95% CI 1.09–2.30)[18] เป็นข้อมูลเชิงสังเกต จึงบอกได้ว่าสัมพันธ์กัน ไม่ได้พิสูจน์เหตุและผล
ในประเทศไทย หญิงตั้งครรภ์ในกรุงเทพฯ จำนวน 514 คน มีค่ามัธยฐานไอโอดีนในปัสสาวะ 112 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์เพียงพอที่ 150 และเมื่อให้ไอโอดีนเสริม 200 ไมโครกรัมต่อวันเทียบกับยาหลอก กลับไม่พบว่าการทำงานของต่อมไทรอยด์หรือพัฒนาการของเด็กดีขึ้นชัดเจน[19] การได้พอตั้งแต่ต้นจึงดีกว่าการชดเชยทีหลัง
ไทยบังคับเสริมไอโอดีนในเกลือบริโภคมาตั้งแต่ปี 2537 และอนุญาตให้เติมในน้ำปลา ซีอิ๊ว และซอสปรุงรส เกลือไอโอดีนในอาหารแปรรูปครอบคลุมความต้องการของคนทั่วไปได้เกือบทั้งหมด แต่ยังไม่พอสำหรับหญิงตั้งครรภ์ซึ่งมีความต้องการสูงกว่า[20] ขณะที่ชุมชนห่างไกลภาคตะวันตกพบหญิงวัยเจริญพันธุ์มีค่ามัธยฐาน 147 ไมโครกรัมต่อลิตร[21]
การทบทวน Cochrane ปี 2560 สรุปว่าข้อมูลยังไม่พอจะสรุปประโยชน์และโทษของการเสริมไอโอดีนเป็นการทั่วไป พบว่าลดภาวะไทรอยด์เป็นพิษหลังคลอด (RR 0.32) แต่เพิ่มอาการอาหารไม่ย่อย[17] เพดานที่รับได้ตามเกณฑ์สหรัฐคือ 1,100 ไมโครกรัมต่อวัน[27] สาหร่ายแห้งจึงต้องระวังเพราะปริมาณสูงและผันแปรมาก
วิตามินเอ: เส้นแบ่งระหว่างจำเป็นกับอันตราย
วิตามินเอจำเป็นต่อการมองเห็น การแบ่งตัวของเซลล์ และการสร้างอวัยวะ แต่เป็นวิตามินกลุ่มเดียวในบทความนี้ที่ความเป็นพิษต่อทารกเกิดได้จากขนาดที่คนทั่วไปเข้าถึง เกณฑ์ไทยกำหนดวิตามินเอสำหรับหญิงอายุ 19 ปีขึ้นไปที่ 600 ไมโครกรัมต่อวัน และเพิ่มอีก 50 ไมโครกรัมตลอดการตั้งครรภ์ รวมเป็นราว 650 ไมโครกรัม[6]
เกณฑ์เดียวกันระบุว่าหญิงตั้งครรภ์ที่บริโภควิตามินเอเกิน 3,000 ไมโครกรัม หรือ 10,000 IU ต่อวัน เสี่ยงทำให้ทารกพิการและเสียชีวิต[6] สอดคล้องกับงานศึกษาในหญิงตั้งครรภ์ 22,748 คน ที่พบผู้ได้วิตามินเอรูป preformed จากอาหารเสริมเกิน 10,000 IU ต่อวัน มีความเสี่ยงความพิการของเนื้อเยื่อ cranial neural crest สูงกว่ากลุ่มที่ได้ไม่เกิน 5,000 IU ถึง 4.8 เท่า (95% CI 2.2–10.5) และความเสี่ยงกระจุกก่อนสัปดาห์ที่ 7[22]
รูปของวิตามินเอสำคัญ รูปจากสัตว์ (retinol, retinyl esters) ร่างกายใช้ได้ทันทีและก่อพิษ ส่วนเบต้าแคโรทีนจากผักผลไม้เป็นสารตั้งต้นที่แปลงได้ช้าและมีเพดานตามธรรมชาติ จึงไม่มีการกำหนดเพดานสูงสุด[25] การกินฟักทอง แครอท หรือมะละกอจึงไม่เสี่ยงเท่ากับตับหรือน้ำมันตับปลา
ตับ: แหล่งโฟเลตชั้นดีที่ต้องจำกัด
เอกสารแนะนำโฟเลตของกรมอนามัยจัดตับไก่ ตับวัว และตับหมูไว้ในกลุ่มอาหารที่ให้โฟเลตสูงที่สุด โดยระบุปริมาณ 2 ช้อนกินข้าว[5] แต่ตับสะสมวิตามินเอเข้มข้นที่สุดในตัวสัตว์ ผู้ที่กินตับเป็นประจำร่วมกับน้ำมันตับปลาหรืออาหารเสริมวิตามินเอจึงมีโอกาสเกินเพดานได้ง่าย
แนวปฏิบัติที่สมเหตุสมผลคือกินตับในมื้อเล็ก ๆ ไม่บ่อย เช่นเดือนละ 1–2 ครั้ง ไม่กินร่วมกับน้ำมันตับปลา และตรวจฉลากอาหารเสริมว่าระบุวิตามินเอในรูป retinol หรือ retinyl acetate หรือไม่
ไอโซเตรติโนอินและยาที่ห้ามใช้ระหว่างตั้งครรภ์
ไอโซเตรติโนอินเป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอที่ใช้รักษาสิวชนิดรุนแรง (cystic acne) และเป็นสารก่อทารกพิการที่รุนแรงที่สุดตัวหนึ่งในเวชปฏิบัติ งานศึกษา 154 การตั้งครรภ์ที่มีการสัมผัสยา พบทารกพิการ 21 ราย ความเสี่ยงสัมพัทธ์ 25.6 เท่า (95% CI 11.4–57.5) รูปแบบความพิการ ได้แก่ หูชั้นนอกผิดปกติ กรามเล็ก ปากแหว่งเพดานโหว่ หัวใจและหลอดเลือดใหญ่ ต่อมไทมัส และระบบประสาทส่วนกลาง[23]
ด้วยความเสี่ยงระดับนี้ หลายประเทศจึงมีโปรแกรมป้องกันการตั้งครรภ์ขณะใช้ยา เช่น iPLEDGE ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำหนดให้คุมกำเนิดและตรวจการตั้งครรภ์ก่อนเริ่มยาและเป็นระยะตลอดการรักษา[24] ยาที่ใกล้เคียงกันคือ acitretin และ etretinate ซึ่งสะสมในร่างกายได้นานกว่ามาก ผู้ที่เคยใช้จึงต้องปรึกษาแพทย์เรื่องระยะปลอดยาก่อนตั้งครรภ์ ยากันชักบางชนิดก็เป็นสารก่อทารกพิการเช่นกัน
อาหารไทยที่ให้วิตามินเหล่านี้
สารอาหารหลักในบทความนี้หาได้จากอาหารไทยทั่วไป กรมอนามัยระบุผักและผลไม้ที่ให้โฟเลตสูง เช่น คะน้า ดอกกะหล่ำ ผักโขม บรอกโคลี ผักกาดหอม ขึ้นฉ่าย หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วฝักยาว ส้ม ฝรั่ง มะละกอสุก และถั่วเมล็ดแห้ง แนะนำให้กินผักวันละ 6 ทัพพีและผลไม้วันละ 3–5 ส่วน พร้อมเตือนว่าโฟเลตถูกทำลายด้วยความร้อนนาน ๆ และการอุ่นซ้ำ[5]
สำหรับไอโอดีน เกณฑ์ไทยระบุว่าปลาทะเล 100 กรัมให้ไอโอดีนราว 25–70 ไมโครกรัม และสาหร่ายทะเลแห้ง 100 กรัมให้ 200–400 ไมโครกรัม ซึ่งสูงจนต้องระวังการกินเป็นประจำในปริมาณมาก[6] วิตามินดีพบในปลาทะเลที่มีไขมัน ไข่แดง และนมที่เติมวิตามินดี ซึ่งทั่วไปเติมไว้ราว 100 IU ต่อ 240 มิลลิลิตร[6]
| สารอาหาร | แหล่งอาหารไทยที่ใช้ได้จริง | ข้อควรรู้ |
|---|---|---|
| โฟเลต | ตับ ผักคะน้า ผักโขม บรอคโคลี หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วฝักยาว ส้ม ฝรั่ง มะละกอสุก | ตับให้โฟเลตสูงแต่มีวิตามินเอสูง ต้องจำกัดปริมาณ[5],[22] |
| ธาตุเหล็ก | เนื้อแดง เครื่องใน เลือดหมู ผักใบเขียวเข้ม ถั่วเมล็ดแห้ง | กินคู่วิตามินซีจากผลไม้ช่วยดูดซึม ชาและกาแฟลดการดูดซึม[12] |
| ไอโอดีน | ปลาทะเล สาหร่าย เกลือที่เติมไอโอดีน น้ำปลาและซีอิ๊วที่เติมไอโอดีน | ปลาทะเล 100 กรัม 25–70 ไมโครกรัม; สาหร่ายแห้งสูงมาก[6],[20] |
| วิตามินดี | ปลาที่มีไขมัน ไข่แดง นมที่เติมวิตามินดี แสงแดดช่วง 9.00–15.00 น. | ผิวสีเข้มต้องใช้เวลารับแดดนานขึ้น[6] |
| วิตามินเอ | ตับ ไข่แดง นม ผักผลไม้สีส้มจากเบต้าแคโรทีน | รูปจากสัตว์เสี่ยงเกินขนาด รูปจากพืชไม่เป็นพิษ[25] |
เลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและกฎหมายไทย
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 448 พ.ศ. 2566 กำหนดให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิดต้องขึ้นทะเบียนและแสดงเลขสารบบอาหาร 13 หลักบนฉลาก[26] ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีเลขนี้ไม่ได้ผ่านการประเมินจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
สิ่งที่ควรตรวจบนฉลากมีสี่อย่าง รูปและปริมาณวิตามินเอซึ่งเสี่ยงเกินขนาดมากที่สุด ปริมาณธาตุเหล็กที่มักระบุเป็นธาตุเหล็ก (elemental iron) ไม่ใช่ปริมาณเกลือ จำนวนเม็ดต่อวัน และส่วนผสมสมุนไพรที่ไม่มีข้อมูลความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์
ขนาดที่สมเหตุสมผลคือกรดโฟลิก 400–800 ไมโครกรัม ธาตุเหล็กตามที่แพทย์กำหนด วิตามินดี 400–600 IU และไอโอดีนราว 150–250 ไมโครกรัม โดยไม่ต้องซื้อหลายยี่ห้อพร้อมกัน เพราะการกินซ้ำซ้อนเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการได้วิตามินเอเกินขนาด
คำถามที่พบบ่อย
ต้องเริ่มกินโฟลิกก่อนท้องนานแค่ไหน
อย่างน้อยหนึ่งเดือนก่อนเริ่มพยายามตั้งครรภ์ และกินต่อเนื่องถึงสิ้นไตรมาสแรก เพราะหลอดประสาทปิดภายในสัปดาห์ที่ 4[3],[4]
โฟลิก 400 กับ 800 ไมโครกรัม ต่างกันอย่างไร
งานทบทวน Cochrane ไม่พบว่าขนาด 400 ไมโครกรัมขึ้นไปให้ผลต่างกัน[3] ผู้ที่ไม่มีประวัติในครอบครัวจึงใช้ 400 ได้
ใครต้องกินโฟลิกขนาด 4–5 มก.
ผู้ที่เคยตั้งครรภ์หรือคลอดบุตรเป็นความพิการของหลอดประสาท ต้องได้รับขนาดสูงภายใต้การสั่งจ่ายของแพทย์เท่านั้น[1]
กินตับเพื่อเพิ่มโฟเลตได้ไหม
ได้แต่ต้องจำกัด เพราะตับมีวิตามินเอเข้มข้น และหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรได้เกิน 3,000 ไมโครกรัม หรือ 10,000 IU ต่อวัน[6],[22]
ใช้ไอโซเตรติโนอินรักษาสิวอยู่ ต้องหยุดนานแค่ไหนก่อนตั้งครรภ์
ต้องปรึกษาแพทย์และปฏิบัติตามระยะปลอดยาที่กำหนด รวมทั้งตรวจการตั้งครรภ์ตามโปรแกรม[24]
เหล็กกินแล้วท้องผูกและคลื่นไส้ ทำอย่างไร
ลองกินพร้อมอาหารเล็กน้อย แบ่งเป็นวันละครั้ง และแจ้งแพทย์หากอาการรุนแรงหรือถ่ายดำ เพราะอาจต้องเปลี่ยนสูตรยา[11]
ต้องกินวิตามินดี 4,000 IU ไหม
ไม่จำเป็นสำหรับคนส่วนใหญ่ เกณฑ์ไทยกำหนด 600 IU ต่อวัน และขนาด 4,400 IU ไม่ได้ลดหอบหืดในเด็กเมื่อติดตามถึง 6 ขวบ[6],[14] ขนาดสูงใช้เมื่อตรวจแล้วว่าขาดจริง
กินปลาทะเลเป็นประจำยังต้องเสริมไอโอดีนไหม
อาจยังต้อง ขึ้นกับปริมาณและความถี่ เพราะหญิงตั้งครรภ์ต้องการ 250 ไมโครกรัมต่อวัน และหญิงตั้งครรภ์ในกรุงเทพฯ ยังได้ไอโอดีนต่ำกว่าเกณฑ์[19] ควรปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลฝากครรภ์
สรุป
วิตามินสำหรับคนท้องที่สำคัญจริงมีไม่กี่ตัว กรดโฟลิก 400–800 ไมโครกรัมมีหลักฐานแน่นที่สุดและต้องเริ่มก่อนตั้งครรภ์ เพราะลดความพิการของหลอดประสาทได้ราวสองในสาม[1],[3],[4] ธาตุเหล็กลดโลหิตจางของมารดาเมื่ออาหารให้ไม่พอ[11] ไอโอดีนสำคัญต่อพัฒนาการสมองและหญิงไทยยังได้ไม่ถึงเกณฑ์[18],[19] วิตามินดีจำเป็นแต่หลักฐานเรื่องผลลัพธ์การตั้งครรภ์ยังอ่อน[13],[14] และวิตามินเอคือตัวที่ต้องระวังที่สุด เพราะเกิน 3,000 ไมโครกรัมหรือ 10,000 IU ต่อวันแล้วเพิ่มความเสี่ยงทารกพิการ ขณะที่ไอโซเตรติโนอินต้องหลีกเลี่ยงเด็ดขาดในผู้ที่อาจตั้งครรภ์[6],[22],[23]
คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): วิตามินเอชนิดรับประทาน (retinol และ retinyl esters) ขนาดเกิน 3,000 ไมโครกรัม หรือ 10,000 IU ต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงที่ทารกในครรภ์จะพิการและเสียชีวิต และยาไอโซเตรติโนอิน (isotretinoin) ซึ่งใช้รักษาสิวรุนแรงเป็นสารก่อทารกพิการที่รุนแรง ห้ามใช้ขณะตั้งครรภ์หรือขณะที่มีโอกาสตั้งครรภ์ หากกำลังใช้ยานี้ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนวางแผนตั้งครรภ์ทุกครั้ง
แหล่งอ้างอิง
- 1 Prevention of neural tube defects: results of the Medical Research Council Vitamin Study — MRC Vitamin Study Research Group, 1991 (Lancet 1991;338(8760):131–137) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 2 Prevention of the first occurrence of neural-tube defects by periconceptional vitamin supplementation — Czeizel AE, Dudás I, 1992 (N Engl J Med 1992;327(26):1832–1835) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 3 Effects and safety of periconceptional oral folate supplementation for preventing birth defects — De-Regil LM, Peña-Rosas JP, Fernández-Gaxiola AC, Rayco-Solon P, 2015 (Cochrane Database Syst Rev 2015;(12):CD007950) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 4 Folic Acid Supplementation to Prevent Neural Tube Defects: US Preventive Services Task Force Reaffirmation Recommendation Statement — US Preventive Services Task Force, 2023 (JAMA 2023;330(5):454–459) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 5 โฟเลท สารอาหารจำเป็นสำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์และหญิงตั้งครรภ์ — สำนักโภชนาการ กรมอนามัย, 2563 (สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 6 ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 — สำนักโภชนาการ กรมอนามัย, 2563 (สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 7 Folate — Health Professional Fact Sheet — National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements, 2026 (NIH Office of Dietary Supplements) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 8 Folic acid food fortification—its history, effect, concerns, and future directions — Crider KS, Bailey LB, Berry RJ, 2011 (Nutrients 2011;3(3):370–384) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 9 Neural tube defects as a cause of death among stillbirths, infants, and children younger than 5 years in sub-Saharan Africa and southeast Asia — Madrid L, Vyas KJ, Kancherla V, et al., 2023 (Lancet Glob Health 2023;11(7):e1041–e1052) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 10 Guideline: Daily iron and folic acid supplementation in pregnant women — World Health Organization, 2012 (WHO) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 11 Daily oral iron supplementation during pregnancy — Peña-Rosas JP, De-Regil LM, Garcia-Casal MN, Dowswell T, 2015 (Cochrane Database Syst Rev 2015;(7):CD004736) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 12 Recommendations for diagnosis, treatment, and prevention of iron deficiency and iron deficiency anemia — Iolascon A, Andolfo I, Russo R, et al., 2024 (Hemasphere 2024;8(7):e108) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 13 Vitamin D supplementation for women during pregnancy — Palacios C, Kostiuk LL, Cuthbert A, Weeks J, 2024 (Cochrane Database Syst Rev 2024;7(7):CD008873) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 14 Six-Year Follow-up of a Trial of Antenatal Vitamin D for Asthma Reduction — Litonjua AA, Carey VJ, Laranjo N, et al., 2020 (N Engl J Med 2020;382(6):525–533) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 15 Prevalence of vitamin D deficiency in cord blood of newborns and the association with maternal vitamin D status — Ariyawatkul K, Lersbuasin P, 2018 (Eur J Pediatr 2018;177(10):1541–1545) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 16 Serum 25-hydroxyvitamin D in pregnant women during preterm labor — Bhupornvivat N, Phupong V, 2017 (Asia Pac J Clin Nutr 2017;26(2):287–290) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 17 Iodine supplementation for women during the preconception, pregnancy and postpartum period — Harding KB, Peña-Rosas JP, Webster AC, et al., 2017 (Cochrane Database Syst Rev 2017;3(3):CD011761) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 18 Effect of inadequate iodine status in UK pregnant women on cognitive outcomes in their children: results from the Avon Longitudinal Study of Parents and Children (ALSPAC) — Bath SC, Steer CD, Golding J, Emmett P, Rayman MP, 2013 (Lancet 2013;382(9889):331–337) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 19 Iodine Supplementation in Mildly Iodine-Deficient Pregnant Women Does Not Improve Maternal Thyroid Function or Child Development — Verhagen NJE, Gowachirapant S, Winichagoon P, et al., 2020 (Front Endocrinol (Lausanne) 2020;11:572984) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 20 Assessment of the contribution of industrially processed foods to salt and iodine intake in Thailand — Chotivichien S, Chongchaithet N, Aksornchu P, et al., 2021 (PLoS One 2021;16(7):e0253590) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 21 A sentinel survey in remote Western Thailand indicates that school-aged children and reproductive-aged women of the Indigenous Pwo Karen community are iodine sufficient — Joompa P, Sukboon P, Schultink W, Zimmermann MB, 2025 (Br J Nutr 2025;133(3):357–362) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 22 Teratogenicity of high vitamin A intake — Rothman KJ, Moore LL, Singer MR, et al., 1995 (N Engl J Med 1995;333(21):1369–1373) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 23 Retinoic acid embryopathy — Lammer EJ, Chen DT, Hoar RM, et al., 1985 (N Engl J Med 1985;313(14):837–841) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 24 A comparison of iPLEDGE requirements to risk mitigation programs for isotretinoin in other countries and to other teratogenic medications — Menta N, Shah N, Kirkorian AY, 2025 (J Am Acad Dermatol 2025;92(5):1104–1107) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 25 Vitamin A and Carotenoids — Health Professional Fact Sheet — National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements, 2026 (NIH Office of Dietary Supplements) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 26 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 448) พ.ศ. 2566 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร — กระทรวงสาธารณสุข, 2566 (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 27 Iodine — Health Professional Fact Sheet — National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements, 2026 (NIH Office of Dietary Supplements) อ่านงานวิจัยเต็ม