“กินผักเยอะ ๆ จะได้ไม่ท้องผูก” เป็นคำแนะนำที่คนไทยได้ยินตั้งแต่เด็ก แต่พอถามต่อว่าใยอาหารคืออะไร ต้องกินวันละเท่าไร และชนิดไหนช่วยเรื่องน้ำตาลในเลือดหรือคอเลสเตอรอลจริง คำตอบมักขาดตอน บทความนี้ตอบสามคำถามนั้นด้วยหลักฐานจากงานวิจัยจริง
ใยอาหาร (dietary fiber) คือคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายย่อยไม่ได้ด้วยเอนไซม์ในลำไส้เล็ก จึงไม่ให้พลังงานเหมือนแป้งหรือน้ำตาล แต่มีผลต่อการขับถ่าย ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมัน และจุลินทรีย์ในลำไส้ชัดเจน ข้อที่คนมักเข้าใจผิดคือ ใยอาหารไม่ใช่สารเดียว แต่เป็นกลุ่มสารที่มีโครงสร้างและฤทธิ์ต่างกันมาก
ใยอาหารคืออะไร และทำไมร่างกายย่อยไม่ได้
นิยามสากลจาก Codex Alimentarius คือโพลิเมอร์ของคาร์โบไฮเดรตที่มีสายโมโนเมอร์ตั้งแต่ 10 หน่วยขึ้นไป ซึ่งไม่ถูกย่อยด้วยเอนไซม์ของลำไส้เล็กในทางเดินอาหารมนุษย์[1] แม้ร่างกายใช้เป็นพลังงานไม่ได้ แต่แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ย่อยใยอาหารบางส่วนได้ และการย่อยนี้เองที่ให้ทั้งประโยชน์และผลข้างเคียง
ต้องแยก dietary fiber กับ functional fiber ตามแนวทางของ Institute of Medicine คำแรกใช้กับใยอาหารในอาหารธรรมชาติ ส่วนชนิดที่สกัดหรือสังเคราะห์และพิสูจน์แล้วว่ามีผลทางสรีรวิทยาเรียกว่า functional fiber ผลรวมทั้งสองคือ total fiber[1],[3] เวลาอ่านฉลากจึงควรดูว่าเลขที่โฆษณาเป็นใยอาหารจากอาหารจริงหรือสารที่เติมเข้าไป
หัวใจคือ ใยอาหารแต่ละชนิดต่างกันทั้งการละลายน้ำ การอุ้มน้ำ การหมัก และการดูดซับสารอินทรีย์[1] รีวิวปี 2025 จึงเสนอว่าคำถามที่ตอบได้จริงไม่ใช่ “ใยอาหารดีไหม” แต่คือ “ใยอาหารชนิดใด กับผลลัพธ์ใด”[4]
ใยอาหารละลายน้ำกับไม่ละลายน้ำ ต่างกันตรงไหน
การแบ่งสองกลุ่มนี้เป็นวิธีที่คนรู้จักมากที่สุด และมีประโยชน์ในทางปฏิบัติ แต่เป็นการแบ่งตามสมบัติการละลาย ซึ่งบอกผลต่อสุขภาพได้เพียงบางส่วน[1],[4]
| หัวข้อ | ใยอาหารละลายน้ำ | ใยอาหารไม่ละลายน้ำ |
|---|---|---|
| ตัวอย่างสาร | กัม เบต้ากลูแคน เพคติน มิวซิเลจ อินูลิน | เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส ลิกนิน ไคติน |
| แหล่งอาหารเด่น | ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ถั่วเมล็ดแห้ง | รำข้าวสาลี รำข้าว ผักใบ เปลือกธัญพืช |
| สมบัติเด่น | หนืด อุ้มน้ำสูง หมักได้ดี | พองตัวดูดน้ำ เพิ่มมวลอุจจาระ |
| ผลที่หลักฐานหนุน | ลด LDL ลดน้ำตาลหลังอาหาร | ลดอาการท้องผูก เพิ่มความถี่อุจจาระ |
| ข้อควรระวัง | กินเร็วเกินไปทำให้อืด แน่น | กินมากร่วมกับน้ำน้อยทำให้ท้องผูกหนัก |
เส้นแบ่งในทางชีววิทยาไม่ได้คมขนาดนั้น ใยอาหารบางชนิดละลายน้ำได้แต่ไม่หนืด เช่น อินูลิน จึงไม่ช่วยชะลอน้ำตาล ขณะที่รำข้าวโอ๊ตมีทั้งส่วนละลายและไม่ละลายอยู่ในเมล็ดเดียวกัน การเลือกจากชนิดของอาหารจึงตรงกับความจริงมากกว่าการเลือกจากป้ายบนกล่อง
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน 25–30 กรัมมาจากไหน
ตัวเลขที่คนไทยอ้างบ่อยที่สุดคือ 25 กรัมต่อวัน จากปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 ของสำนักโภชนาการ กรมอนามัย ซึ่งระบุว่าผู้ใหญ่ควรบริโภคใยอาหารวันละ 25 กรัม และสรุปให้ใช้ช่วง 25–38 กรัมต่อวันสำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดี ส่วนเด็กคิดจากอายุเป็นปีบวก 5 กรัม[1] องค์การอนามัยโลกออกแนวทางปี 2023 ระบุว่าผู้ใหญ่ควรได้ใยอาหารจากธรรมชาติอย่างน้อย 25 กรัมต่อวัน และสำหรับเด็กเป็น 15 กรัม (2–5 ปี), 21 กรัม (6–9 ปี) และ 25 กรัม (10 ปีขึ้นไป)[2]
ช่วง 25–29 กรัมถูกพูดถึงเป็นพิเศษเพราะการวิเคราะห์รวมงานศึกษาระยะยาว 185 งานและการทดลอง 58 งาน ในวารสาร Lancet ปี 2019 พบว่าการลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังหลายชนิดมากที่สุดเมื่อใยอาหารอยู่ที่ 25–29 กรัมต่อวัน[20] ทั้งนี้ยังไม่มีการกำหนดปริมาณสูงสุดที่รับได้ต่อวัน เพราะไม่พบความเป็นพิษ[1] แต่การไม่มีเพดานไม่ได้แปลว่ายิ่งมากยิ่งดี เพราะกินมากเกินไปในทันทีทำให้อืดและท้องเสีย และในปริมาณสูงมากอาจรบกวนการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด[1]
ใยอาหารกับท้องผูก หลักฐานบอกอะไร
ท้องผูกเป็นข้อกล่าวอ้างที่ตรงไปตรงมาที่สุด และเป็นข้อเดียวที่มีงานทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมหนุนชัด การวิเคราะห์รวมงานทดลอง 16 งาน ผู้เข้าร่วม 1,251 คน ใน American Journal of Clinical Nutrition ปี 2022 พบว่ากลุ่มที่ได้ใยอาหารเสริมมีอัตราตอบสนอง 66% เทียบกับ 41% ในกลุ่มควบคุม (RR 1.48, 95% CI 1.17–1.88) และความถี่ในการขับถ่ายเพิ่มขึ้น[8]
รายละเอียดที่สำคัญกว่าคือชนิดและขนาดที่ได้ผล งานเดียวกันพบว่าไซเลียม (psyllium) และเพคตินให้ผลชัด ขณะที่รำข้าวสาลีอย่างเดียวไม่ชัดเท่า และจะเห็นผลก็ต่อเมื่อขนาดสูงกว่า 10 กรัมต่อวันและใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 4 สัปดาห์[8] นี่ตอบคำถาม “กินผักแล้วทำไมยังท้องผูก” ได้ส่วนหนึ่ง เพราะการเพิ่มผักเล็กน้อยอาจได้ใยอาหารไม่ถึง 5 กรัม
แนวทางเวชปฏิบัติของสมาคมนักกำหนดอาหารอังกฤษ (BDA) ปี 2025 จัดให้การเพิ่มใยอาหารเป็นแนวทางแรกของการจัดการท้องผูกเรื้อรังในผู้ใหญ่ โดยเสริมเรื่องการดื่มน้ำและการเคลื่อนไหวร่างกาย[9] งานทดลองแบบปกปิดสองทางปี 2023 ก็พบว่าใยอาหารบางชนิดลดอาการท้องผูกและเปลี่ยนองค์ประกอบจุลินทรีย์ไปพร้อมกัน[10]
ใยอาหารกับน้ำตาลในเลือดและเบาหวานชนิดที่ 2
กลไกหลักคือความหนืด ใยอาหารที่ละลายน้ำและเกิดเจลทำให้อาหารเคลื่อนจากกระเพาะช้าลง และเพิ่มความหนืดของชั้นน้ำที่ติดผนังลำไส้เล็ก น้ำตาลกลูโคสจึงถูกดูดซึมได้ช้า ระดับน้ำตาลหลังอาหารขึ้นช้าและขึ้นต่ำลง[1],[5]
การวิเคราะห์รวมงานทดลอง 29 งาน ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 1,517 คน พบว่าใยอาหารละลายน้ำเสริมลด HbA1c ได้ 0.63% (95% CI -0.90 ถึง -0.37) ลดน้ำตาลขณะอดอาหาร 0.89 mmol/L และลดน้ำตาลหลังอาหาร 2 ชั่วโมงอย่างมีนัยสำคัญ โดยขนาดที่เหมาะราว 7.6–8.3 กรัมต่อวัน[12] ตัวเลข 0.63% ฟังดูเล็ก แต่ในทางคลินิกมีความหมาย เพราะ HbA1c ที่ลดลงสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนที่ลดลง งานทบทวนใน PLoS Medicine ปี 2020 ก็ให้ผลทางเดียวกัน[13]
จุดที่ต้องระวังคือ งานทดลองเหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้ใยอาหารเสริมในขนาดที่แน่นอน ไม่ใช่อาหารปกติ ผลจึงไม่เท่ากับการกินผักเพิ่มหนึ่งจาน ใยอาหารเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการอาหารในเบาหวาน แต่ไม่ใช่สิ่งทดแทนยา ผู้ที่ใช้ยาลดน้ำตาลหรือฉีดอินซูลินควรปรึกษาแพทย์ก่อนปรับอาหารครั้งใหญ่
ใยอาหารกับคอเลสเตอรอลและความเสี่ยงโรคหัวใจ
กลไกที่อธิบายผลนี้คือการจับกรดน้ำดี ใยอาหารที่หนืดจับกรดน้ำดีในลำไส้เล็กและพาออกไปกับอุจจาระ ร่างกายจึงต้องสร้างกรดน้ำดีใหม่จากคอเลสเตอรอลในตับ ตับดึง LDL จากเลือดมาใช้มากขึ้น ระดับ LDL จึงลดลง[1],[17]
หลักฐานชัดที่สุดมาจากไซเลียม การวิเคราะห์รวมงานทดลอง 28 งาน ผู้เข้าร่วม 1,924 คน พบว่าไซเลียมขนาดมัธยฐานราว 10.2 กรัมต่อวันลด LDL 0.33 mmol/L (95% CI -0.38 ถึง -0.27)[14] ข้าวโอ๊ตและข้าวบาร์เลย์ให้ผลคล้ายกันผ่านเบต้ากลูแคน โดยขนาดตั้งแต่ 3 กรัมต่อวันลด LDL 0.25 mmol/L และลดคอเลสเตอรอลรวม 0.30 mmol/L โดยไม่ลด HDL[16]
ภาพรวมจากงานวิเคราะห์ขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งรวมงานทดลอง 181 งาน ผู้เข้าร่วม 14,505 คน พบว่าใยอาหารละลายน้ำลด LDL เฉลี่ย 8.28 mg/dL และทุกการเพิ่ม 5 กรัมต่อวันลด LDL ได้อีก 5.57 mg/dL[15] เมื่อเทียบกับยาสแตตินที่ลด LDL ได้ 30–50% ใยอาหารจึงเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่เครื่องมือหลักในการรักษาไขมันสูง
ใยอาหารกับจุลินทรีย์ในลำไส้ และกรดไขมันสายสั้น
ใยอาหารที่หมักได้เป็นอาหารของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ เรียกว่าพรีไบโอติก (prebiotic) เมื่อแบคทีเรียหมักจะได้อะซิเตท โพรพิโอเนต และบิวทิเรต โดยบิวทิเรตเป็นแหล่งพลังงานหลักของเซลล์เยื่อบุลำไส้ใหญ่ และช่วยรักษาความแน่นของผนังลำไส้กับควบคุมการอักเสบ[6],[7]
อย่างไรก็ตาม หลักฐานในคนยังไม่คมเท่าที่โฆษณาอาหารเสริมมักบอก การวิเคราะห์รวมงานทดลองในผู้ใหญ่สุขภาพดีพบว่าการเสริมใยอาหารเพิ่มแบคทีเรียบางกลุ่ม เช่น บิฟิโดแบคทีเรียมและแลคโตบาซิลลัส แต่ความหลากหลายโดยรวมไม่ได้เปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ[18] ส่วนการทบทวนปี 2022 ซึ่งคัดงานศึกษาในคน 44 งาน พบว่าผลต่อกรดไขมันสายสั้นไม่เป็นเอกภาพ ขึ้นกับชนิดและขนาดของใยอาหาร[19]
หลักฐานระยะยาว: มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคกระเปาะผนังลำไส้ และการเสียชีวิต
งานวิเคราะห์ใน Lancet ปี 2019 พบว่าผู้ที่กินใยอาหารสูงสุดเทียบกับต่ำสุดมีความเสี่ยงต่ำลง 15–30% สำหรับการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวานชนิดที่ 2 และมะเร็งลำไส้ใหญ่[20]
สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ งานวิเคราะห์ขนาดตอบสนองจากการศึกษาแบบติดตามกลุ่มประชากร 25 งาน พบว่าทุกการเพิ่มใยอาหารรวม 10 กรัมต่อวันสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลง 10% (RR 0.90, 95% CI 0.86–0.94) และชัดเป็นพิเศษกับใยอาหารจากธัญพืช[21]
สำหรับโรคถุงลำไส้ งานศึกษาในสหราชอาณาจักรที่ติดตามคน 47,033 คน นานเฉลี่ย 11.6 ปี พบว่ากลุ่มที่กินใยอาหารสูงสุด (ตั้งแต่ 25.5 กรัมต่อวันในผู้หญิง และ 26.1 กรัมในผู้ชาย) มีความเสี่ยงเข้ารักษาตัวหรือเสียชีวิตต่ำกว่ากลุ่มที่กินต่ำสุด (น้อยกว่า 14 กรัมต่อวัน) 41%[22] ส่วนโรคหลอดเลือดสมองก็พบความสัมพันธ์แบบผกผันอย่างมีนัยสำคัญ[23]
กินให้ถึง 25 กรัมจริง: เพิ่มทีละน้อยและอย่าลืมน้ำ
ผักและผลไม้สดมีใยอาหารค่อนข้างต่ำเพราะมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก ขณะที่ธัญชาติไม่ขัดสีมีใยอาหาร 4–10 กรัมต่อ 100 กรัม รำข้าว 25–80 กรัมต่อ 100 กรัม และถั่วเมล็ดแห้งกับเมล็ดพืช 19–28 กรัมต่อ 100 กรัม[1] การจะถึง 25 กรัมด้วยผักอย่างเดียวจึงยากมาก
| อาหาร (100 กรัม) | ใยอาหาร (กรัม) |
|---|---|
| ถั่วเลนทิลดิบ | 10.7 |
| ข้าวโอ๊ตแห้ง | 10.1 |
| ถั่วแดงต้มสุก | 6.4 |
| บรอกโคลีสด | 2.6 |
| แอปเปิล (ไม่มีเปลือก) | 1.3 |
ค่าข้างต้นมาจาก USDA FoodData Central[27] ตัวเลขต่างกันตามสายพันธุ์และวิธีปรุง แต่ถั่วและธัญพืชไม่ขัดสีให้ใยอาหารต่อน้ำหนักสูงกว่าผักและผลไม้หลายเท่าเสมอ
ลำดับการเพิ่มที่ปลอดภัยคือเพิ่มสัปดาห์ละ 3–5 กรัม เช่น สัปดาห์แรกเปลี่ยนข้าวขาวครึ่งหนึ่งเป็นข้าวกล้อง สัปดาห์ถัดมาเพิ่มถั่วต้มหนึ่งทัพพีในมื้อเที่ยง สัปดาห์ต่อมาเพิ่มผลไม้หนึ่งผลในมื้อเช้า วิธีนี้ให้ลำไส้ปรับตัวกับแก๊สที่เพิ่มขึ้น[1] เรื่องน้ำคือส่วนที่คนมองข้ามบ่อยที่สุด ใยอาหารไม่ละลายน้ำต้องดูดน้ำเพื่อพองตัว หากดื่มน้ำน้อย อุจจาระจะแข็งและถ่ายยากกว่าเดิม จึงควรดื่มน้ำเปล่าเพิ่มตามปริมาณใยอาหาร และกระจายใยอาหารให้ทั่วทั้งวันแทนการกินรวมมื้อเดียว[11]
ข้อควรระวัง: ลำไส้อุดตัน ผ่าตัดลำไส้ และกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
ผู้ที่สงสัยว่าลำไส้อุดตัน: อาการปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ไม่ผายลม ไม่ถ่ายอุจจาระ และท้องบวม คือภาวะฉุกเฉินที่ต้องพบแพทย์ทันที ไม่ใช่เรื่องที่แก้ด้วยการเพิ่มหรือลดใยอาหารเอง ในระยะเฉียบพลันแพทย์มักสั่งงดอาหารหรือให้อาหารเหลวใสและจำกัดกากอาหารชั่วคราว แล้วจึงกลับไปกินปกติตามคำสั่งของทีมรักษาเป็นขั้น ๆ
ผู้ที่เพิ่งผ่าตัดช่องท้องหรือผ่าตัดลำไส้: การจำกัดกากอาหารชั่วคราวในช่วงฟื้นตัวเป็นเรื่องปกติที่ทีมรักษากำหนด แต่หลักฐานใหม่ทำให้ต้องคิดต่างจากความเชื่อเดิม งานศึกษาแบบ self-controlled case-crossover ในผู้ป่วยลำไส้เล็กอุดตันจากพังผืด 40 คน พบว่าปริมาณใยอาหารช่วง 24 ชั่วโมงก่อนเกิดอุบัติการณ์ไม่ต่างจากช่วงควบคุม (มัธยฐาน 12.3 เทียบ 12.9 กรัมต่อวัน) และไม่พบความสัมพันธ์กับโอกาสเกิดลำไส้อุดตัน (OR 1.00, 95% CI 0.90–1.11) ผู้เขียนสรุปว่าไม่พบหลักฐานสนับสนุนการจำกัดใยอาหารระยะยาว[26] นี่ไม่ได้แปลว่าผู้ป่วยระยะเฉียบพลันกินได้ตามใจ แต่แปลว่าการกลัวใยอาหารไปตลอดชีวิตหลังผ่าตัดไม่มีหลักฐานรองรับ
ผู้ป่วยลำไส้แปรปรวน (IBS): ชนิดของใยอาหารสำคัญกว่าปริมาณ การทดลองแบบสุ่มในผู้ป่วย 275 คน เปรียบเทียบไซเลียม 10 กรัม รำข้าว 10 กรัม และยาหลอก พบว่าไซเลียมดีกว่ายาหลอกชัดเจนในเดือนแรก (ตอบสนอง 57% เทียบ 35%) ขณะที่รำข้าวไม่ได้ดีกว่ายาหลอก และกลุ่มรำข้าวมีอัตราเลิกการรักษาสูงสุดเพราะอาการแย่ลง[24] แนวทางของ AGA ปี 2022 จึงแนะนำให้เลือกชนิดของใยอาหารอย่างเฉพาะเจาะจง[25]
คนที่เพิ่มเร็วเกินไปหรือกินยาหลายชนิด: อาการอืด แน่น และแก๊สพบได้บ่อยและมักชั่วคราว[1] หากไม่ลดภายใน 2–3 สัปดาห์ควรลดปริมาณแล้วค่อย ๆ เพิ่มปริมาณขึ้นใหม่ ส่วนอาหารเสริมใยอาหารชนิดผงอาจลดการดูดซึมยาบางชนิด จึงควรกินห่างจากยาเม็ดอื่นอย่างน้อย 1–2 ชั่วโมง และปรึกษาเภสัชกรเมื่อใช้ยาไทรอยด์หรือยากันชัก
คำถามที่พบบ่อย
ใยอาหารกับไฟเบอร์ต่างกันไหม
ไม่ต่าง ไฟเบอร์คือคำทับศัพท์ของ dietary fiber ส่วนภาษาไทยใช้คำว่าใยอาหารตามประกาศของหน่วยงานราชการ แต่ผลิตภัณฑ์ที่ขายเป็นไฟเบอร์มักเป็นใยอาหารสกัดหรือสังเคราะห์ ซึ่งตามนิยามสากลจัดเป็น functional fiber ไม่ใช่ใยอาหารจากอาหารธรรมชาติ[1],[3]
กินผักผลไม้เยอะแล้วยังท้องผูก เพราะอะไร
สาเหตุที่พบบ่อยมีสี่ข้อ หนึ่ง ปริมาณยังไม่ถึงเกณฑ์ เพราะงานทดลองที่ได้ผลใช้ขนาดสูงกว่า 10 กรัมต่อวันนานอย่างน้อย 4 สัปดาห์[8] สอง ดื่มน้ำไม่พอ[11] สาม ยาบางกลุ่ม เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ และสี่ ภาวะทางลำไส้ที่ต้องตรวจเพิ่ม หากท้องผูกเรื้อรังร่วมกับน้ำหนักลดหรือเลือดในอุจจาระต้องพบแพทย์
ใยอาหารช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม
ได้เล็กน้อยและเป็นผลทางอ้อม อาหารที่มีใยอาหารสูงให้พลังงานต่อปริมาตรต่ำและทำให้อิ่มนานขึ้น แต่งานวิเคราะห์เรื่องใยอาหารชนิดหนืดพบผลต่อน้ำหนักตัวในขนาดเล็กมากจนไม่ควรใช้เป็นวิธีหลัก[15]
ต้องกินใยอาหารเสริมทุกวันไหม
ไม่จำเป็น คนส่วนใหญ่ทำได้ด้วยอาหาร การเสริมมีเหตุผลในบางกรณี เช่น ผู้ที่ต้องเพิ่มใยอาหารชนิดเฉพาะเพื่อลด LDL ตามคำแนะนำแพทย์ และควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเลข อย. และระบุปริมาณต่อหน่วยบริโภคชัดเจน
ใยอาหารทำให้ดูดซึมวิตามินลดลงจริงหรือ
ในปริมาณที่แนะนำไม่เป็นปัญหาสำคัญ แต่การกินสูงมากติดต่อกันอาจลดการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด เช่น แคลเซียม เหล็ก และสังกะสี เพราะใยอาหารจับแร่ธาตุเหล่านี้และขับออกทางอุจจาระ[1]
เด็กควรได้ใยอาหารเท่าไร
องค์การอนามัยโลกกำหนด 15 กรัมต่อวันสำหรับเด็ก 2–5 ปี, 21 กรัมสำหรับ 6–9 ปี และ 25 กรัมสำหรับ 10 ปีขึ้นไป[2] ส่วนเอกสารไทยใช้สูตรอายุเป็นปีบวก 5 กรัม ซึ่งให้ค่าใกล้เคียงกัน[1]
ใยอาหารแต่ละชนิดเลือกอย่างไรให้ตรงปัญหา
ถ้าปัญหาคือท้องผูก ให้เน้นไซเลียม รำข้าว และธัญพืชไม่ขัดสี ถ้าปัญหาคือ LDL สูง ให้เน้นข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ถั่วเมล็ดแห้ง และไซเลียมซึ่งมีหลักฐานเรื่องไขมันชัดที่สุด[14],[16] ถ้าปัญหาคือน้ำตาลในเลือด ให้เน้นชนิดหนืดและกินพร้อมมื้ออาหาร
ใยอาหารจากอาหารกับจากผลิตภัณฑ์เสริมต่างกันไหม
ต่างกันในทางปฏิบัติ ใยอาหารจากอาหารมาพร้อมวิตามิน แร่ธาตุ และสารพฤกษเคมี ขณะที่ผลิตภัณฑ์เสริมให้ใยอาหารชนิดเดียวในขนาดที่ควบคุมได้ จึงเหมาะกับเป้าหมายเฉพาะ เช่น การลด LDL ตามคำแนะนำแพทย์[3]
แหล่งอ้างอิง
- 1 ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 (บทใยอาหาร) — สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (หน่วยงานราชการ) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 2 Carbohydrate intake for adults and children: WHO guideline — World Health Organization (WHO) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 3 Dietary Reference Intakes for Energy, Carbohydrate, Fiber, Fat, Fatty Acids, Cholesterol, Protein, and Amino Acids — Institute of Medicine (National Academies Press) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 4 Beyond soluble and insoluble: a comprehensive framework for classifying dietary fibre’s health effects — Opperman C, Majzoobi M, Farahnaky A (Food Research International) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 5 Health benefits of dietary fiber — Anderson JW, Baird P, Davis RH Jr, et al. (Nutrition Reviews) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 6 The impact of dietary fiber on gut microbiota in host health and disease — Makki K, Deehan EC, Walter J, Backhed F (Cell Host & Microbe) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 7 From dietary fiber to host physiology: short-chain fatty acids as key bacterial metabolites — Koh A, De Vadder F, Kovatcheva-Datchary P, Backhed F (Cell) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 8 The effect of fiber supplementation on chronic constipation in adults: an updated systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials — van der Schoot A, Drysdale C, Whelan K, Dimidi E (American Journal of Clinical Nutrition) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 9 British Dietetic Association guidelines for the dietary management of chronic constipation in adults — Dimidi E, van der Schoot A, Barrett K, et al. (Journal of Human Nutrition and Dietetics) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 10 Effects of dietary fibers or probiotics on functional constipation symptoms and roles of gut microbiota: a double-blinded randomized placebo trial — Lai H, Li Y, He Y, et al. (Gut Microbes) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 11 Association between dietary fiber, water and magnesium intake and functional constipation among young Japanese women — Murakami K, Sasaki S, Okubo H, et al. (European Journal of Clinical Nutrition) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 12 Effects of soluble fiber supplementation on glycemic control in adults with type 2 diabetes mellitus: a systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials — Xie Y, Gou L, Peng M, Zheng J, Chen L (Clinical Nutrition) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 13 Dietary fibre and whole grains in diabetes management: systematic review and meta-analyses — Reynolds AN, Akerman AP, Mann J (PLoS Medicine) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 14 Effect of psyllium (Plantago ovata) fiber on LDL cholesterol and alternative lipid targets, non-HDL cholesterol and apolipoprotein B: a systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials — Jovanovski E, Yashpal S, Komishon A, et al. (American Journal of Clinical Nutrition) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 15 Soluble fiber supplementation and serum lipid profile: a systematic review and dose-response meta-analysis of randomized controlled trials — Ghavami A, Ziaei R, Talebi S, et al. (Advances in Nutrition) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 16 Cholesterol-lowering effects of oat beta-glucan: a meta-analysis of randomized controlled trials — Whitehead A, Beck EJ, Tosh S, Wolever TM (American Journal of Clinical Nutrition) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 17 Cholesterol-lowering effects of dietary fiber: a meta-analysis — Brown L, Rosner B, Willett WW, Sacks FM (American Journal of Clinical Nutrition) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 18 Dietary fiber intervention on gut microbiota composition in healthy adults: a systematic review and meta-analysis — So D, Whelan K, Rossi M, et al. (American Journal of Clinical Nutrition) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 19 Effects of dietary fibers on short-chain fatty acids and gut microbiota composition in healthy adults: a systematic review — Vinelli V, Biscotti P, Martini D, et al. (Nutrients) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 20 Carbohydrate quality and human health: a series of systematic reviews and meta-analyses — Reynolds A, Mann J, Cummings J, Winter N, Mete E, Te Morenga L (The Lancet) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 21 Dietary fibre, whole grains, and risk of colorectal cancer: systematic review and dose-response meta-analysis of prospective studies — Aune D, Chan DS, Lau R, et al. (BMJ) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 22 Diet and risk of diverticular disease in Oxford cohort of European Prospective Investigation into Cancer and Nutrition (EPIC): prospective study of British vegetarians and non-vegetarians — Crowe FL, Appleby PN, Allen NE, Key TJ (BMJ) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 23 Dietary fiber intake and risk of first stroke: a systematic review and meta-analysis — Threapleton DE, Greenwood DC, Evans CE, et al. (Stroke) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 24 Soluble or insoluble fibre in irritable bowel syndrome in primary care? Randomised placebo controlled trial — Bijkerk CJ, de Wit NJ, Muris JW, et al. (BMJ) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 25 AGA clinical practice update on the role of diet in irritable bowel syndrome: expert review — Chey WD, Hashash JG, Manning L, Chang L (Gastroenterology) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 26 Low dietary fiber diet does not reduce risk for adhesive small bowel obstruction development: self-controlled study — Kudo M, Sada KE, Sasaki S, et al. (BMC Nutrition) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 27 FoodData Central (ค่าอ้างอิงใยอาหารต่อ 100 กรัม) — U.S. Department of Agriculture, Agricultural Research Service (ฐานข้อมูลโภชนาการ USDA) อ่านงานวิจัยเต็ม