สารอาหาร

วิตามินบีรวม สรรพคุณ ขนาดที่ควรได้ และข้อควรระวังที่คนมักมองข้าม

วิตามินบีรวมเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ขายดีที่สุดกลุ่มหนึ่งในไทย เพราะเชื่อกันว่าแก้เหนื่อยและบำรุงประสาท แต่เมื่อเปิดงานวิจัยดูจริง วิตามินบีไม่ได้ให้พลังงานกับร่างกายเลย และการทดลองใหญ่ที่สุดกลับไม่พบว่าลดโรคหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง ขณะที่ความเสี่ยงซึ่งมีหลักฐานชัดเจนคือเส้นประสาทส่วนปลายเสียจากวิตามินบี 6 ขนาดสูง

วิตามินบีรวมคืออะไร และทำไมจึงมีแปดชนิด

คำว่าวิตามินบีรวมไม่ใช่สารตัวเดียว แต่เป็นชื่อกลุ่มของวิตามินที่ละลายน้ำได้แปดชนิด ซึ่งเคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสารเดียวตั้งแต่ยุคที่นักวิทยาศาสตร์ตามหาสาเหตุของโรคเหน็บชาและเพลลากรา แล้วจึงตั้งชื่อตามลำดับตัวอักษรและคงชื่อเดิมไว้จนถึงปัจจุบัน

วิตามินบีทุกตัวละลายน้ำได้ จึงไม่สะสมในไขมันเหมือนวิตามินเอ ดี อี เค และส่วนเกินถูกขับทางปัสสาวะ ร่างกายเก็บสำรองได้น้อยมากโดยเฉพาะบี 1 และบี 6 จึงต้องได้จากอาหารทุกวัน ขนาดในท้องตลาดแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกขนาดราวหนึ่งถึงสองเท่าของ RDA ใช้เติมช่องว่างจากการกินไม่ครบ กลุ่มที่สองคือสูตรบี 50 และบี 100 ซึ่งหมายถึงวิตามินบีแต่ละตัว 50 หรือ 100 มิลลิกรัมต่อเม็ด สูงกว่าความต้องการหลายสิบเท่าและเป็นกลุ่มที่ก่อปัญหาความปลอดภัยมากที่สุด

วิตามินบีแปดชนิดทำอะไรในร่างกาย

วิตามิน ชื่อเคมี หน้าที่หลัก แหล่งอาหารไทย
บี 1 ไธอะมิน โคเอนไซม์ในการเผาผลาญน้ำตาลและกรดอะมิโน ข้าวกล้อง หมู ไข่ ถั่วเหลือง
บี 2 ไรโบฟลาวิน ตัวรับอิเล็กตรอนในรูป FAD/FMN ช่วยรีไซเคิลกลูตาไธโอน นม ไข่ ตับ ผักใบเขียว
บี 3 ไนอะซิน สร้าง NAD/NADP ใช้ในทุกเซลล์ เนื้อสัตว์ ปลา ถั่วลิสง ข้าวกล้อง
บี 5 กรดแพนโทเทนิก องค์ประกอบของโคเอนไซม์เอ ใช้เผาผลาญไขมัน เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว ธัญพืชเต็มเมล็ด
บี 6 ไพริดอกซิน โคเอนไซม์มากกว่าร้อยปฏิกิริยา รวมถึงการสร้างฮีมและสารสื่อประสาท ไก่ ปลา กล้วย มันฝรั่ง ถั่ว
บี 7 ไบโอติน โคแฟกเตอร์ของคาร์บอกซิเลสสี่ตัว ไข่แดง ตับ ถั่วเหลือง ดอกกะหล่ำ
บี 9 โฟเลต สร้างนิวคลีโอไทด์และเมทิลเลตดีเอ็นเอ ผักใบเขียวเข้ม ถั่วเมล็ดแห้ง ส้ม
บี 12 โคบาลามิน รักษาเยื่อไมอีลินและสร้างเม็ดเลือดแดง ปลา เนื้อสัตว์ ไข่ นม (พืชไม่มี)

กลุ่มที่เกี่ยวกับการเผาผลาญพลังงาน

ไธอะมินเป็นโคเอนไซม์ในการตัดคาร์บอนออกจากน้ำตาลก่อนเข้าสู่วัฏจักรเครบส์ ถ้าขาดจะเกิดโรคเหน็บชา ซึ่งแสดงเป็นชาและอ่อนแรงที่ขา หรือในรายรุนแรงคือหัวใจล้มเหลวและบวม กลุ่มเสี่ยงในไทยคือผู้ดื่มสุราเรื้อรัง ผู้ป่วยที่ได้สารอาหารทางหลอดเลือดนาน และผู้อาเจียนเรื้อรังจากการตั้งครรภ์[24],[27] ไรโบฟลาวินเป็นตัวรับอิเล็กตรอนกว่าร้อยปฏิกิริยา การขาดจึงทำให้ปากแตก ลิ้นอักเสบ และตาไวแสง[20] ไนอะซินเป็นสารตั้งต้นของ NAD และ NADP ซึ่งเป็นตัวพาอิเล็กตรอนในทุกเซลล์ การขาดรุนแรงทำให้เกิดเพลลากรา คือผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ท้องเสีย และสมองเสื่อม

กลุ่มที่เกี่ยวกับเม็ดเลือดและดีเอ็นเอ

โฟเลตและวิตามินบี 12 ทำงานคู่กันในวิถีคาร์บอนหนึ่งหน่วยซึ่งใช้สร้างนิวคลีโอไทด์และเมทิลเลตดีเอ็นเอ บี 12 ยังจำเป็นต่อการเปลี่ยนเมทิลมาโลนิลโคเอเป็นซักซินิลโคเอ หากขาดเยื่อไมอีลินจะเสื่อมจนเกิดอาการชาและเดินเซ[6] การขาดพบบ่อยเพราะการดูดซึมต้องอาศัยกรดในกระเพาะและโปรตีนจับที่กระเพาะสร้าง[1] งานรีวิวประมาณว่าผู้สูงอายุราวหนึ่งในห้าอาจขาดหรือกึ่งขาด[7] และพืชไม่มีบี 12 เลย ผู้กินเจเคร่งจึงต้องเสริมเท่านั้น[8]

กลุ่มที่เกี่ยวกับระบบประสาท

ไพริดอกซินเป็นโคเอนไซม์ในปฏิกิริยามากกว่าร้อยชนิด ตั้งแต่การถ่ายหมู่แอมโมเนียของกรดอะมิโน การสร้างฮีม ไปจนถึงการสร้างเซโรโทนินและกาบา จึงช่วยควบคุมโฮโมซิสเตอีนในเลือด ทั้งนี้ความต้องการบี 6 ผูกกับปริมาณโปรตีนที่กิน[4] ส่วนไบโอตินเป็นโคแฟกเตอร์ของคาร์บอกซิเลสที่เกี่ยวกับการสร้างกลูโคสและกรดไขมัน การขาดแท้จริงพบน้อยมาก ส่วนใหญ่เกิดจากการกินไข่ขาวดิบมากติดต่อกันนาน เพราะอะวิดินจับไบโอตินไว้แน่น

ปริมาณที่ควรได้ต่อวัน: ตัวเลขไทยเทียบสหรัฐ

ตัวเลขไทยมาจากตารางปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 ของสำนักโภชนาการ กรมอนามัย[4] ส่วนตัวเลขสหรัฐมาจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ ซึ่งใช้ค่าฐานใกล้เคียงกัน

วิตามิน ไทย ชาย/หญิง 19–50 ปี สหรัฐ ชาย/หญิง เพดานสูงสุด (UL) อาการเมื่อได้มากเกิน
บี 1 1.2 / 1.1 มก. 1.2 / 1.1 มก. ไม่กำหนด ไม่มีรายงานจากการกิน
บี 2 1.3 / 1.1 มก. 1.3 / 1.1 มก. ไม่กำหนด ปัสสาวะเหลืองสดใส
บี 3 16 / 14 มก. NE 16 / 14 มก. NE 35 มก. (รูปสังเคราะห์) หน้าแดงร้อน คัน ผื่น
บี 5 5 มก. (AI) 5 มก. (AI) ไม่กำหนด ท้องเสียเมื่อขนาดสูงมาก
บี 6 1.3 มก. 1.3 มก. 100 มก. ชาปลายประสาท เดินเซ
บี 7 30 มคก. (AI) 30 มคก. (AI) ไม่กำหนด รบกวนผลตรวจแล็บ
บี 9 400 มคก. DFE 400 มคก. DFE 1,000 มคก. (กรดโฟลิก) ปิดบังภาวะขาดบี 12
บี 12 2.4 มคก. 2.4 มคก. ไม่กำหนด ไม่มีรายงานพิษ

ตัวเลขนี้คือปริมาณที่ป้องกันการขาดในคนสุขภาพดี ไม่ใช่ขนาดที่พิสูจน์แล้วว่าให้พลังงานมากขึ้น ผู้ใหญ่อายุ 51 ปีขึ้นไปต้องการบี 6 เพิ่มเป็น 1.7 มิลลิกรัมสำหรับผู้ชาย และ 1.5 มิลลิกรัมสำหรับผู้หญิง[4]

วิตามินบีรวมต่างจากมัลติวิตามินตรงไหน

มัลติวิตามินรวมวิตามินที่จำเป็น 13 ชนิดบวกแร่ธาตุ โดยออกแบบให้ขนาดใกล้เคียง RDA เพื่อเติมช่องว่างจากการกินไม่ครบ ส่วนบีรวมมีเฉพาะวิตามินบีแปดชนิด ไม่มีวิตามินเอ ดี อี เค และมักไม่มีแร่ธาตุ แต่ขนาดต่อเม็ดมักสูงกว่า RDA หลายสิบเท่า

ความต่างนี้สำคัญสองข้อ ข้อแรก ถ้ากินมัลติวิตามินอยู่แล้ว การเพิ่มบีรวมจะทำให้ได้บี 6 และไนอะซินซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นสองตัวที่มีเพดานต่ำ ข้อที่สอง บีรวมทดแทนมัลติวิตามินไม่ได้ เพราะไม่มีวิตามินดี เหล็ก สังกะสี หรือแมกนีเซียม

งานทดลอง COSMOS-Web พบว่ามัลติวิตามินช่วยให้คะแนนการคิดและความจำดีขึ้นเล็กน้อยในผู้สูงอายุ[21] แต่เป็นมัลติวิตามินเต็มสูตร ไม่ใช่บีรวม ขณะที่งานติดตามประชากรสหรัฐกว่า 390,000 คน ไม่พบว่าคนที่กินมัลติวิตามินมีอัตราตายต่ำกว่า[22]

บี 6 เกินขนาด: เส้นประสาทส่วนปลายคือความเสี่ยงจริง

อาการเริ่มต้นที่คนมักไม่ทันสังเกต

พิษของบี 6 ต่อระบบประสาทถูกค้นพบในปี 1983 เมื่อแพทย์รายงานผู้ป่วยที่กินไพริดอกซินขนาดสูงแล้วเกิดอาการชาและเดินเซ จากเดิมที่เชื่อกันว่าวิตามินละลายน้ำไม่เป็นพิษ[10] อาการเริ่มที่ชาและรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มที่ปลายเท้าและปลายมือทั้งสองข้าง ต่อมาคือสูญเสียการรับรู้การสั่นสะเทือนและตำแหน่งของข้อ ทำให้เดินเซโดยเฉพาะในที่มืด ผู้ป่วยจำนวนมากถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นโรคปลายประสาทจากเบาหวาน

ขนาดที่เริ่มเสี่ยง

รายงานผู้ป่วย 103 รายในปี 1987 พบว่าโรคปลายประสาทจากไพริดอกซินเกิดในผู้ที่กินตั้งแต่ 50 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไป และเกิดได้ในทุกระดับตั้งแต่ 50 ถึง 500 มิลลิกรัมเมื่อกินต่อเนื่องหลายเดือน[11] ข้อมูลไทยระบุว่าผู้ที่ได้ไพริดอกซิน 200 มิลลิกรัมทุกวันนานเกินแปดเดือนเกิดโรคปลายประสาทและเดินเซ และมีรายงานแม้ในผู้ที่ได้ 200 มิลลิกรัมเพียง 33 วัน[4]

เพดานที่รับได้ของผู้ใหญ่คือ 100 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งตั้งขึ้นจากรายงานกลุ่มนี้เอง[3] ผลิตภัณฑ์สูตรบี 100 จึงมีบี 6 เท่ากับเพดานพอดีต่อเม็ด และผู้ที่กินวันละสองเม็ดก็เกินทันทีโดยไม่รู้ตัว ส่วนผลิตภัณฑ์ในไทยจำนวนมากมีบี 6 อยู่ที่ 50 ถึง 100 มิลลิกรัมต่อแคปซูล

หยุดแล้วฟื้นไหม

อาการส่วนใหญ่ดีขึ้นหลังหยุดวิตามินภายในสองถึงสามสัปดาห์ แต่การฟื้นตัวไม่สมบูรณ์ทุกราย โดยเฉพาะผู้ที่กินขนาดสูงมานาน[10],[11] คนที่กินบีรวมเพื่อบำรุงปลายประสาทตามคำโฆษณาจึงได้ทั้งความเสี่ยงและไม่ได้รับประโยชน์ เว้นแต่มีภาวะขาดจริงที่ต้องตรวจยืนยัน

ไนอะซินและอาการหน้าแดงร้อน: กลไกที่อธิบายได้

อาการหน้าแดงร้อนคันวูบวาบหลังกินไนอะซินขนาดสูงเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุด และเป็นเหตุให้คนเลิกกินมากที่สุด กลไกคือไนอะซินไปจับตัวรับ GPR109A บนเซลล์ผิวหนังชั้นบน ทำให้เกิดการสร้างโพรสตาแกลนดินดีทูและการขยายหลอดเลือดที่ผิวหน้า ลำคอ และอก[12] อาการจึงเกิดเฉพาะรูปกรดนิโคตินิก ไม่เกิดกับไนอะซินาไมด์ ซึ่งไม่ทำให้หน้าแดงแต่ก็ไม่มีผลลดไขมันในเลือดเช่นกัน

ขนาดที่ทำให้เกิดอาการอยู่ระหว่าง 30 ถึง 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน อาการมักเริ่มใน 15 ถึง 30 นาทีหลังกินและหายเองภายในหนึ่งถึงสองชั่วโมง ไม่เป็นอันตราย[4] วิธีลดอาการคือเริ่มขนาดต่ำ ใช้สูตรออกฤทธิ์นานซึ่งแดงน้อยกว่าแต่ต้องระวังตับ กินพร้อมอาหาร เลี่ยงแอลกอฮอล์กับเครื่องดื่มร้อน และกินแอสไพริน 325 มิลลิกรัมก่อนหน้า 30 นาที[13]

เพดานไนอะซินจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่ที่ 35 มิลลิกรัมต่อวัน[2] ขนาดที่ใช้รักษาไขมันในเลือดคือ 1,500 ถึง 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ และแม้ในขนาดนั้น งานทดลองใหญ่สองงานคือ AIM-HIGH และ HPS2-THRIVE ก็ไม่พบว่าลดโรคหัวใจและหลอดเลือด ขณะที่พบผลข้างเคียงเพิ่มขึ้น ทั้งน้ำตาลในเลือดสูง เลือดออกง่าย และการติดเชื้อ[14],[15] ส่วนสูตรออกฤทธิ์นานมีรายงานทำให้ตับอักเสบ[16]

ทำไมกินบีรวมแล้วปัสสาวะเหลือง

ปัสสาวะสีเหลืองสดใสจนเกือบเรืองแสงเป็นผลจากไรโบฟลาวินหรือวิตามินบี 2 ซึ่งมีสีเหลืองอมเขียวและเรืองแสงได้เอง ร่างกายดูดซึมไรโบฟลาวินได้จำกัด เมื่อกินเกินความต้องการส่วนเกินจะถูกขับทางปัสสาวะในรูปเดิม จึงเห็นสีชัดในสองถึงสามชั่วโมงหลังกิน[20] สีนี้ไม่ใช่สัญญาณอันตราย และการที่ปัสสาวะเหลืองก็ยืนยันว่ากินวิตามินเข้าไปจริง

หลักฐานจากงานวิจัย: บีรวมช่วยอะไรได้จริง

หลักฐานที่แข็งแรงที่สุดของวิตามินบีคือการรักษาภาวะขาด ซึ่งได้ผลชัดและเร็ว ทั้งโรคเหน็บชา เพลลากรา ภาวะขาดบี 12 และการป้องกันความพิการของท่อประสาทด้วยกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ ซึ่งข้อมูลหลังการเสริมกรดโฟลิกในแป้งสาลีของหลายประเทศยืนยันว่าลดอุบัติการณ์ได้จริง[19]

ส่วนข้ออ้างว่าบีรวมลดโรคหัวใจผ่านการลดโฮโมซิสเตอีนนั้นถูกทดสอบจนชัดแล้วว่าผิด งานวิเคราะห์อภิมานของการทดลองแปดชุดในคน 37,485 คนพบว่าบีรวมลดโฮโมซิสเตอีนได้จริงราวหนึ่งในสี่ แต่อัตราโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และการตายไม่ลดลงเลย[17] งาน VITATOPS ในผู้ป่วย 8,164 คนที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองก็ไม่ลดการเกิดซ้ำ[18] คำอธิบายที่ใช้กันคือโฮโมซิสเตอีนสูงอาจเป็นตัวบ่งชี้ความเสี่ยง ไม่ใช่สาเหตุที่แก้แล้วหาย

ด้านสมองและอารมณ์ งานรีวิวสรุปว่าวิตามินบีมีบทบาทในกลไกของระบบประสาทชัดเจน แต่ผลการทดลองในคนปกติที่ได้บีรวมแล้วการคิดหรืออารมณ์ดีขึ้นนั้นไม่สอดคล้องกัน[5] การทดลองขนาดเล็กที่ให้มัลติวิตามินประเภทบีสูงพบคะแนนอารมณ์ดีขึ้นในแบบประเมินตนเอง แต่ไม่ได้วัดผลทางคลินิก[25] ส่วนข้ออ้างว่าแก้อาการอ่อนเพลียยังไม่มีหลักฐานในคนที่ไม่ได้ขาด และงานที่พบผลบวกก็ทำในกลุ่มที่อาจขาดอยู่เดิม[23]

ใครควรเสริม ใครไม่จำเป็น

กลุ่มที่ควรได้บีรวมหรือวิตามินบีบางตัวมีหกกลุ่ม ได้แก่ ผู้กินเจหรือมังสวิรัติเคร่งต้องการบี 12 เสริม เพราะพืชไม่มีบี 12 เลย[8] ผู้ใช้ยาเมตฟอร์มินระยะยาว ซึ่งงานทดลองแบบสุ่มพบว่าลดระดับบี 12 ในเลือดและควรตรวจเป็นระยะ[9] ผู้ใช้ยาลดกรดกลุ่ม PPI ต่อเนื่องหลายปีหรือผู้ที่ผ่าตัดกระเพาะ ผู้สูงอายุที่กินอาหารได้น้อยหรือมีการดูดซึมเสื่อม ซึ่งความชุกของภาวะขาดบี 12 สูงถึงราวหนึ่งในห้า[7] ผู้ดื่มสุราเรื้อรังซึ่งเสี่ยงขาดไธอะมิน และหญิงที่วางแผนตั้งครรภ์ซึ่งต้องการกรดโฟลิก 400 ไมโครกรัมต่อวัน[19]

ส่วนคนทั่วไปที่กินข้าวกล้อง เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ และนมเป็นประจำมักได้วิตามินบีครบโดยไม่ต้องเสริม การเสริมในกลุ่มนี้ไม่ให้ประโยชน์เพิ่ม แต่เพิ่มความเสี่ยงจากบี 6 และไนอะซินขนาดสูง

เลือกซื้อและใช้บีรวมอย่างปลอดภัย

สิ่งที่ต้องดูบนฉลากคือปริมาณวิตามินแต่ละตัวเป็นมิลลิกรัม ไม่ใช่คำว่าร้อยละของความต้องการต่อวัน เพราะผลิตภัณฑ์ที่เขียนว่า 5,000 เปอร์เซ็นต์อาจมีบี 6 ถึง 100 มิลลิกรัม บี 6 ไม่ควรเกิน 25 ถึง 50 มิลลิกรัมต่อวันหากไม่มีข้อบ่งชี้ และห้ามเกิน 100 มิลลิกรัม ส่วนไนอะซินไม่ควรเกิน 35 มิลลิกรัม เว้นแต่แพทย์สั่ง

ข้อควรระวังที่คนมักไม่รู้คือไบโอตินขนาดสูงรบกวนผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพราะการตรวจจำนวนมากใช้หลักจับคู่ไบโอตินกับสเตรปตาวิดิน ไบโอตินในเลือดที่สูงจะแย่งที่จับจนผลคลาดเคลื่อนได้ทั้งทางสูงและต่ำ รวมถึงฮอร์โมนไทรอยด์และโทรโพนิน[26] ผู้ที่กินไบโอตินขนาดสูงมักได้รับการแนะนำให้หยุดอย่างน้อย 48 ถึง 72 ชั่วโมงก่อนตรวจเลือดและต้องบอกแพทย์

ข้อปฏิบัติที่สมเหตุสมผลคือกินพร้อมอาหารเพื่อลดคลื่นไส้ และเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเลขสารบบอาหาร 13 หลักของ อย. ทุกครั้ง

คำถามที่พบบ่อย

วิตามินบีรวมกินทุกวันอันตรายไหม

ขึ้นกับขนาด สูตรใกล้ RDA ทั่วไปปลอดภัย แต่สูตรบี 50 หรือบี 100 ที่มีบี 6 50–100 มิลลิกรัมต่อเม็ดเสี่ยงเกินเพดาน 100 มิลลิกรัมต่อวันเมื่อกินร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่น

กินบีรวมแล้วปัสสาวะเหลืองสดใสผิดปกติไหม

ไม่ผิดปกติ สีเหลืองเรืองแสงมาจากไรโบฟลาวินหรือวิตามินบี 2 ที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ ส่วนเกินที่ร่างกายไม่ใช้จะออกมาในรูปเดิมและเห็นสีชัดในสองถึงสามชั่วโมงหลังกิน สีนี้ไม่เป็นอันตรายและจางลงเมื่อดื่มน้ำมาก

กินบีรวมแล้วหน้าแดงร้อนคันเป็นอะไร

เป็นอาการหน้าแดงจากไนอะซิน ซึ่งกระตุ้นตัวรับ GPR109A ที่ผิวหนังทำให้หลอดเลือดขยาย อาการเกิดใน 15–30 นาทีและหายเองในหนึ่งถึงสองชั่วโมง ไม่เป็นอันตราย ถ้ารุนแรงให้เริ่มขนาดต่ำและกินพร้อมอาหาร

วิตามินบี 6 วันละเท่าไรถึงปลอดภัย

เพดานที่รับได้ของผู้ใหญ่คือ 100 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนปริมาณที่แนะนำคือ 1.3 มิลลิกรัมต่อวัน ถ้าจะเสริมโดยไม่มีภาวะขาดควรเลือกขนาดไม่เกิน 25–50 มิลลิกรัม และต้องบวกรวมบี 6 จากมัลติวิตามินหรือเครื่องดื่มชูกำลังด้วย

บีรวมช่วยแก้อาการเหนื่อยล้าได้จริงไหม

ไม่ได้ในคนที่ไม่ได้ขาดวิตามิน บีรวมช่วยให้ร่างกายเผาผลาญอาหารเป็นพลังงานแต่ไม่ได้ให้แคลอรี อาการเหนื่อยล้าเรื้อรังควรหาสาเหตุ เช่น โลหิตจาง ไทรอยด์ หรือการนอน

คนกินเจต้องกินวิตามินบี 12 ไหม

ต้อง อาหารจากพืชไม่มีวิตามินบี 12 ตามธรรมชาติ ผู้กินเจหรือมังสวิรัติเคร่งจึงต้องได้จากอาหารเสริมหรืออาหารที่เสริมบี 12 ความชุกของภาวะขาดในกลุ่มนี้สูงกว่าคนทั่วไปมาก และอาการอาจเกิดช้าเป็นปีก่อนแสดงออก

กินบีรวมพร้อมมัลติวิตามินได้ไหม

ทำได้แต่ไม่แนะนำ เพราะบี 6 และไนอะซินจะซ้ำกันจนอาจเกินเพดาน ถ้ากินมัลติวิตามินอยู่แล้วควรดูว่ามีบี 6 เท่าไรก่อนเพิ่มบีรวม

กินบีรวมแล้วต้องงดกินก่อนตรวจเลือดไหม

ต้องระวังเฉพาะไบโอตินขนาดสูง เพราะรบกวนการตรวจที่ใช้หลักไบโอตินกับสเตรปตาวิดิน เช่น ฮอร์โมนไทรอยด์และโทรโพนิน ผู้ที่กินไบโอตินขนาดสูงควรหยุดอย่างน้อย 48 ถึง 72 ชั่วโมงก่อนตรวจและแจ้งแพทย์ วิตามินบีตัวอื่นไม่ต้องหยุด

สรุป

วิตามินบีรวมคือวิตามินที่ละลายน้ำแปดชนิดซึ่งร่างกายต้องได้ทุกวัน แต่ละตัวทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์ในปฏิกิริยาที่เกี่ยวกับพลังงาน เม็ดเลือด และระบบประสาท ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ไทยอยู่ในช่วง 1.1 ถึง 16 มิลลิกรัมต่อวันแล้วแต่ชนิด และได้ครบจากการกินข้าวกล้อง เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ และผักใบเขียวเป็นประจำ[4] หลักฐานที่ชัดที่สุดคือการรักษาภาวะขาด การป้องกันท่อประสาทด้วยกรดโฟลิก และบี 12 ในผู้กินเจ ผู้ใช้เมตฟอร์มิน และผู้สูงอายุ[7],[8],[9],[19] ส่วนข้ออ้างเรื่องโรคหัวใจและความสดชื่นถูกทดสอบแล้วว่าไม่จริงในคนที่ร่างกายเพียงพอ[17],[18] ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจำคือบี 6 เกิน 100 มิลลิกรัมทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเสีย และไนอะซินเกิน 35 มิลลิกรัมทำให้หน้าแดงร้อน[3],[4] ส่วนปัสสาวะเหลืองจากไรโบฟลาวินไม่เป็นอันตรายและเป็นเรื่องปกติ[20]

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): วิตามินบี 6 ขนาดตั้งแต่ 50 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไปเมื่อใช้ต่อเนื่องหลายเดือน มีรายงานทำให้เกิดโรคเส้นประสาทส่วนปลาย (peripheral neuropathy) ซึ่งฟื้นตัวช้าและไม่หายสนิททุกราย เพดานที่รับได้ของผู้ใหญ่คือ 100 มิลลิกรัมต่อวัน ผู้ที่กินบีรวมขนาดสูงหรือกินมัลติวิตามินร่วมกันควรบวกรวมบี 6 จากทุกแหล่ง และพบแพทย์หากมีอาการชาปลายมือปลายเท้าหรือเดินเซ

แหล่งอ้างอิง