ผู้สูงอายุไทยกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกันมาก และมักกินหลายชนิดพร้อมกันโดยไม่รู้ว่าซ้ำกันอยู่ วิตามินส่วนใหญ่ที่โฆษณาว่า “จำเป็นสำหรับวัยสูงอายุ” ยังไม่มีหลักฐานว่ากินแล้วอายุยืนหรือความจำดีขึ้น มีเพียงสามตัวที่หลักฐานหนักแน่นพอ คือวิตามินดี วิตามินบี 12 และแคลเซียม ทั้งสามตัวจึงเป็นตัวที่เสี่ยงที่สุดเมื่อกินซ้ำเกินขนาด
ทำไมผู้สูงอายุจึงเสี่ยงขาดวิตามินมากกว่าวัยอื่น
การขาดวิตามินในผู้สูงอายุไม่ได้เกิดจากกินน้อยอย่างเดียว แต่เกิดจากร่างกายสังเคราะห์และดูดซึมได้ลดลง ผิวหนังสร้างวิตามินดีได้ช้าลงเพราะสารตั้งต้น 7-dehydrocholesterol ที่ผิวหนังลดลงตามอายุ ผู้สูงอายุจึงต้องรับแดดนานกว่าคนหนุ่มสาวจึงจะได้วิตามินดีเท่ากัน[3]
กระเพาะผลิตกรดได้น้อยลงจากภาวะกระเพาะอักเสบฝ่อ ซึ่งพบบ่อยเมื่ออายุมากขึ้น กรดที่น้อยลงทำให้วิตามินบี 12 ถูกปล่อยออกจากโปรตีนในอาหารได้ไม่ดีและดูดซึมลดลงแม้กินอาหารครบ[14] ขณะเดียวกันความต้องการแคลเซียมกลับสูงขึ้น เพราะการสูญเสียมวลกระดูกรุนแรงขึ้นหลังวัยหมดประจำเดือน
ช่องว่างนี้วัดได้จริง หญิงสูงอายุไทยในกรุงเทพฯ ได้แคลเซียมจากอาหารเฉลี่ยวันละ 309 มก. ต่ำกว่าเกณฑ์ประมาณหนึ่งในสาม[5] นี่คือเหตุผลที่ผลิตภัณฑ์แคลเซียมขายดี แต่การเติมด้วยเม็ดยาไม่ปลอดภัยเสมอไป
วิตามินดี: หลักฐานแข็งเฉพาะเรื่องกระดูก
วิตามินดีเป็นตัวที่หลักฐานหนักแน่นที่สุดในบรรดาวิตามินที่คนสูงอายุกิน แต่ต้องแยกให้ชัดว่าหลักฐานแข็งเรื่องอะไร
เรื่องแรกที่ชัดคือคนไทยไม่ได้มีระดับวิตามินดีที่ดีอย่างที่คิด การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยพบความชุกของภาวะไม่เพียงพอ 64.6% ในกรุงเทพฯ 46.7% ในเขตเทศบาล และ 33.5% นอกเขตเทศบาล[4] คนเมืองเสี่ยงกว่าชนบทชัดเจน เพราะอยู่แต่อาคารและหลบแดด
ในกลุ่มผู้สูงอายุโดยตรง หญิงสูงอายุสุขภาพดีที่กรุงเทพฯ มีภาวะไม่เพียงพอ 32%[5] ส่วนผู้สูงอายุที่กระดูกสะโพกหักจากภาวะกระดูกพรุน พบการขาดวิตามินดีรุนแรง (ต่ำกว่า 20 ng/mL) ถึง 46.3% และไม่เพียงพออีก 32.1%[6] กลุ่มที่กระดูกหักจึงเป็นกลุ่มที่ขาดจริง ไม่ใช่แค่เสี่ยง
ข้อที่สองคือวิตามินดีเพียงอย่างเดียวไม่ป้องกันกระดูกหัก การวิเคราะห์อภิมานที่รวมงานทดลองแบบสุ่ม 36 ชุด ผู้เข้าร่วม 92,045 คน พบว่าไม่ได้ลดกระดูกหักเลย (risk ratio 1.00, 95% CI 0.95–1.06) และไม่ลดการหกล้มด้วย[8] งานอีกชุดที่รวม 34,243 คนให้ผลตรงกัน (RR 1.06)[9] คณะทำงานบริการป้องกันโรคแห่งสหรัฐ (USPSTF) ยังระบุว่าไม่แนะนำให้เสริมวิตามินดีเพื่อป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุที่อยู่บ้านเอง[11]
ข้อที่สามคือวิตามินดีร่วมกับแคลเซียมได้ผลเล็กน้อย การเสริมวิตามินดีวันละ 400–800 IU ร่วมกับแคลเซียม 1,000–1,200 มก. ลดกระดูกหักทุกชนิด 6% และกระดูกสะโพกหัก 16%[9] แต่งานวิเคราะห์ล่าสุดที่รวม 69 การทดลอง ผู้เข้าร่วม 153,902 คน สรุปว่าผลน้อยจนแทบไม่ถึงเกณฑ์ทางคลินิก[8]
ข้อที่สี่ที่คนมักเข้าใจผิดคือวิตามินดีไม่ได้ป้องกันมะเร็งและโรคหัวใจ การทดลอง VITAL ในผู้ใหญ่ 25,871 คน ติดตาม 5.3 ปี พบมะเร็ง 793 คนในกลุ่มวิตามินดี เทียบ 824 คนในกลุ่มยาหลอก (hazard ratio 0.96, 95% CI 0.88–1.06) และเหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือดไม่ต่างกัน (HR 0.97)[10] การตายจากทุกสาเหตุก็ไม่ลด (RR 0.98) แม้การตายจากมะเร็งจะลดลง 16% ซึ่งเป็นผลระดับรอง[12]
สรุปคือวิตามินดีควรเสริมเมื่อขาดหรือเสี่ยงขาด ไม่ใช่เพื่อป้องกันโรคเรื้อรัง
วิตามินบี 12: ปัญหาการดูดซึม ไม่ใช่ปัญหาปริมาณ
วิตามินบี 12 จำเป็นต่อการสร้างดีเอ็นเอ เม็ดเลือดแดง และปลอกไมอีลินของเส้นประสาท ร่างกายเก็บสำรองได้หลายปี จึงไม่ขาดเร็ว ๆ แต่ในผู้สูงอายุกลไกที่พังคือการดูดซึม[14]
ร่างกายสร้างบี 12 เองไม่ได้ ต้องได้จากอาหารที่มาจากสัตว์ และการดูดซึมต้องอาศัยกรดในกระเพาะแยกวิตามินออกจากโปรตีนก่อน แล้วจับกับ intrinsic factor ที่สร้างจากเซลล์กระเพาะ เมื่อเกิดกระเพาะอักเสบฝ่อขั้นตอนแรกจึงล้มเหลว ภาวะนี้เรียกว่าการดูดซึมบี 12 จากอาหารบกพร่อง พบได้บ่อยแม้กินเนื้อสัตว์ทุกวัน[14],[15]
ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่คือ 2.4 ไมโครกรัมต่อวัน และยังไม่มีเพดานสูงสุดกำหนดไว้ เพราะบี 12 ละลายน้ำและความเป็นพิษต่ำมาก[16] นี่คือเหตุผลที่บี 12 เป็นวิตามินตัวเดียวในสามตัวนี้ที่กินเกินแทบไม่มีอันตราย
อาการขาดแบ่งเป็นสองกลุ่ม อาการทางระบบเลือดทำให้เกิดโลหิตจางเม็ดเลือดใหญ่ ซึ่งแยกจากภาวะขาดโฟเลตได้ยาก อาการทางระบบประสาททำให้ชาปลายเท้าและเดินไม่มั่นคง อาการทางประสาทอาจเกิดก่อนภาวะโลหิตจางและไม่หายเต็มที่หากปล่อยไว้นาน[14]
ส่วนข้ออ้างเรื่องความจำ หลักฐานยังไม่แข็ง งานวิเคราะห์อภิมาน 95 การศึกษา ผู้เข้าร่วม 46,175 คน พบว่าคะแนน MMSE ดีขึ้นเพียง 0.14 คะแนน และการขาดโฟเลตกับโฮโมซิสเทอีนสูงสัมพันธ์กับสมองเสื่อมมากกว่าบี 12[21] งานขนาดเล็กที่ลดโฮโมซิสเทอีนชะลอการฝ่อของสมองได้ 53% ในกลุ่มที่ระดับสูงกว่า 13 ไมโครโมลต่อลิตร[22] แต่ยังไม่มีงานใหญ่พอจะสรุปว่าป้องกันสมองเสื่อมได้
แคลเซียม: ช่องว่างในอาหารไทยกับดุลความเสี่ยง
แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่คนไทยได้น้อยที่สุดตัวหนึ่ง เกณฑ์ของสหรัฐแนะนำ 1,000 มก. ต่อวันสำหรับชายอายุ 51–70 ปี และ 1,200 มก. สำหรับหญิงวัยเดียวกันกับทั้งสองเพศเมื่ออายุ 71 ปีขึ้นไป[2] ขณะที่ผู้สูงอายุไทยได้จากอาหารราว 309 มก.[5] ช่องว่างนี้คือเหตุผลที่ผลิตภัณฑ์แคลเซียมถูกขายคู่กับวิตามินดีเสมอ
แต่การเติมด้วยเม็ดยามีราคาที่ต้องจ่าย งานวิเคราะห์อภิมานของการทดลองแบบปกปิดสองทาง 13 ชุด ผู้เข้าร่วมกว่า 43,000 คน พบว่าการเสริมแคลเซียมเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดราว 15% (RR 1.15, 95% CI 1.06–1.25) และโรคหัวใจขาดเลือด 16% ในหญิงวัยหมดประจำเดือนสุขภาพดี[20] เพราะการกินครั้งละมากทำให้ระดับในเลือดพุ่งสูงชั่วคราว
เพดานสูงสุดของแคลเซียมสำหรับผู้ใหญ่คือ 2,000–2,500 มก. ต่อวันนับจากทุกแหล่ง[2] อาการเกินขนาดที่พบบ่อยคือท้องผูก คลื่นไส้ และในรายรุนแรงคือระดับแคลเซียมในเลือดสูงซึ่งทำให้สับสนและไตวายได้
ทางเลือกที่สมเหตุสมผลคือเพิ่มแคลเซียมจากอาหารก่อน ทั้งปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้ที่ทำด้วยแคลเซียมซัลเฟต ผักใบเขียวเข้ม และนม การเสริมด้วยเม็ดยาควรเหลือไว้สำหรับคนที่กินอาหารได้จำกัดจริง และแบ่งขนาดไม่เกิน 500 มก. ต่อครั้ง
ตารางสรุปสามตัวหลัก: ปริมาณ เพดาน และระดับหลักฐาน
| สารอาหาร | ปริมาณที่แนะนำ (ผู้สูงอายุ) | เพดานสูงสุด (UL) | หลักฐานในคน | กลุ่มที่ควรระวัง |
|---|---|---|---|---|
| วิตามินดี | 800 IU/วัน เมื่ออายุ 70 ปีขึ้นไป[3],[2] | 4,000 IU/วัน[2] | แข็งเรื่องกระดูกเมื่อเสริมร่วมแคลเซียม ไม่ช่วยเรื่องมะเร็งและโรคหัวใจ[8],[9],[10] | ผู้ที่กินนมเสริมวิตามินดีหลายแก้วและกินเม็ดเสริมซ้ำ |
| วิตามินบี 12 | 2.4 ไมโครกรัม/วัน[16] | ไม่กำหนด[16] | แข็งเรื่องแก้ภาวะขาด ปานกลางเรื่องอาการทางประสาท | ผู้กินเมทฟอร์มินหรือยาลดกรดกลุ่ม PPI ต่อเนื่อง |
| แคลเซียม | 1,000–1,200 มก./วัน จากอาหารและอาหารเสริมรวมกัน[2],[1] | 2,000 มก./วัน (อายุ 51 ปีขึ้นไป)[2] | ปานกลางเรื่องกระดูกหัก มีสัญญาณเสี่ยงหัวใจเมื่อเสริมขนาดสูง[9],[20] | ผู้มีประวัตินิ่วไต โรคหัวใจ หรือกินยาขับปัสสาวะกลุ่มไทอาไซด์ |
ตัวเลข 800 IU มาจากข้อแนะนำของสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย ซึ่งระบุว่าผู้ที่อายุ 70 ปีขึ้นไปควรได้อย่างน้อย 800 IU ต่อวัน และไม่ควรกินเกิน 4,000 IU เว้นแต่แพทย์สั่ง[3] ส่วนเพดาน 4,000 IU ตรงกับ UL ของสถาบันการแพทย์สหรัฐ[2]
ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น: การกินซ้ำหลายผลิตภัณฑ์
ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในผู้สูงอายุไทยไม่ใช่การขาดวิตามิน แต่คือการได้วิตามินตัวเดิมจากหลายผลิตภัณฑ์พร้อมกันโดยไม่รู้ตัว ข้อมูลในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไปของสหรัฐพบว่า 84.6% กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นประจำ เฉลี่ยคนละ 3.2 ชนิด และ 41.9% กินตั้งแต่ 4 ชนิดขึ้นไป[24] สัดส่วนหลังเพิ่มจาก 10.0% ในปี 2554–2555 เป็น 16.2% ในปี 2564–2566[25]
การใช้ยาตั้งแต่ 5 รายการขึ้นไป หรือ polypharmacy[26] พบมากในผู้สูงอายุไทย งานศึกษาในหน่วยบริการปฐมภูมิแห่งหนึ่งพบว่า 39.4% ของผู้ป่วยสูงอายุได้รับยาที่ไม่เหมาะสมอย่างน้อยหนึ่งรายการ[27] ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมักไม่ถูกนับในรายการเหล่านี้ ทั้งที่กินทุกวัน
ตัวอย่างที่พบบ่อยคือชุด “วิตามินรวมหนึ่งเม็ด บวกวิตามินดีหนึ่งเม็ด บวกแคลเซียมผสมวิตามินดีหนึ่งเม็ด” ซึ่งให้วิตามินดีรวม 1,500–3,000 IU ต่อวันโดยคิดว่าแค่บำรุง
| ชุดที่พบบ่อย | วิตามินดีรวม | แคลเซียมรวม | เทียบเพดาน |
|---|---|---|---|
| วิตามินรวม 1 เม็ด + นมเสริมวิตามินดี 2 แก้ว | ประมาณ 800–1,000 IU | ประมาณ 600 มก. | ยังอยู่ในเกณฑ์ |
| วิตามินรวม + วิตามินดี 1,000 IU + แคลเซียมดี 1 เม็ด | ประมาณ 2,400 IU | ประมาณ 1,000 มก. | ใกล้เพดานวิตามินดี |
| วิตามินดี 2,000 IU + น้ำมันตับปลา + วิตามินรวม | ประมาณ 3,500–4,500 IU | ประมาณ 500 มก. | เกินเพดานวิตามินดี |
| แคลเซียม 2 เม็ดเช้าเย็น + วิตามินรวม + นม 2 แก้ว | ประมาณ 1,000 IU | ประมาณ 2,200 มก. | เกินเพดานแคลเซียม |
เพดานสูงสุดที่รับได้: ตัวเลขที่ต้องรู้ก่อนซื้อ
เพดานสูงสุดหรือ UL คือปริมาณที่ร่างกายรับได้ทุกวันจากทุกแหล่งรวมกัน ไม่ใช่เป้าที่ควรกินถึง หลักฐานที่รองรับเพดานวิตามินดี 4,000 IU มาจากการทดลองที่กิน 3,200–4,000 IU ต่อวันนาน ๆ งานวิเคราะห์ผู้เข้าร่วม 12,952 คน พบแคลเซียมในเลือดสูงเกินบ่อยกว่ากลุ่มควบคุม 2.21 เท่า (95% CI 1.26–3.87) ความเสี่ยงหกล้มเพิ่ม 25% (RR 1.25) และนอนโรงพยาบาลเพิ่ม 16% (RR 1.16)[13] ผู้เขียนสรุปว่าขนาดนี้ไม่ปลอดภัยเต็มที่
คนจำนวนมากเชื่อว่าวิตามินดีกินเท่าไรก็ได้ ผลข้างเคียงจริงคือแคลเซียมในเลือดสูง ทำให้คลื่นไส้ ท้องผูก สับสน และในรายรุนแรงทำให้ไตวาย[2] ส่วนบี 12 ไม่มีเพดานกำหนดเพราะขับส่วนเกินทางปัสสาวะ[16]
สำหรับแคลเซียม เพดาน 2,000 มก. ต่อวันเมื่ออายุ 51 ปีขึ้นไปต่ำกว่าที่หลายคนคิด เพราะอาหารไทยมีแคลเซียมอยู่แล้ว และผลิตภัณฑ์หลายยี่ห้อให้ 600 มก. ต่อเม็ด สองเม็ดบวกนมสองแก้วก็เกินได้ง่าย
ควรตรวจเลือดก่อนกินวิตามินไหม
สำหรับวิตามินดี สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทยระบุชัดว่าไม่แนะนำให้คัดกรองระดับ 25(OH)D ในประชาชนทั่วไป แต่ให้ตรวจในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน ผู้มีประวัติกระดูกหักง่าย หรือผู้มีโรคดูดซึมผิดปกติ[3] เพราะการตรวจทุกรายสิ้นเปลืองและไม่ได้เปลี่ยนผลลัพธ์ในคนที่ไม่มีอาการ
ถ้าจะตรวจ ต้องรู้ข้อจำกัดของผลตรวจด้วย ระดับ 25(OH)D วัดได้หลายวิธีและให้ค่าต่างกัน งานประเมินคุณภาพห้องปฏิบัติการที่ส่งตัวอย่างเดียวกันไปทั่วโลกพบผลยังคลาดเคลื่อนกันมาก[28] จึงไม่ควรตัดสินใจจากตัวเลขหลักเดียวโดยไม่ปรึกษาแพทย์
สำหรับวิตามินบี 12 การตรวจที่ให้ข้อมูลคือระดับบี 12 ในซีรัม ร่วมกับโฮโมซิสเทอีนหรือกรดเมทิลมาโลนิกในรายที่ค่าก้ำกึ่ง กลุ่มที่ควรตรวจคือผู้ที่กินเมทฟอร์มินหรือ PPI ต่อเนื่อง ผู้ที่ตัดกระเพาะหรือลำไส้ ผู้ที่กินมังสวิรัติเคร่ง และผู้ที่มีอาการชาหรือเดินเซโดยไม่มีสาเหตุ[14],[15]
สำหรับแคลเซียม การตรวจเลือดไม่ได้ช่วยตัดสิน เพราะระดับในเลือดถูกควบคุมให้คงที่จนถึงขั้นสุดท้ายของโรค ควรประเมินปริมาณจากอาหารและดูการทำงานของไตก่อน
อาการที่ควรพบแพทย์แทนการซื้อวิตามินเพิ่มคือ ชาปลายมือปลายเท้าหรือเดินเซต่อเนื่อง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดกระดูกทั่วตัว กระดูกหักจากการหกล้มเล็กน้อย และท้องผูกหรือสับสนในผู้ที่กินแคลเซียมกับวิตามินดีขนาดสูง
ยาที่ใช้บ่อยในผู้สูงอายุซึ่งรบกวนวิตามิน
เมทฟอร์มิน เป็นยารักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ใช้แพร่หลายที่สุด งานติดตาม 13 ปีในโครงการ Diabetes Prevention Program พบระดับบี 12 ต่ำกว่าปกติ 4.3% ที่ 5 ปี เทียบ 2.3% ในกลุ่มยาหลอก และเมื่อนับระดับก้ำกึ่งต่ำพบ 19.1% เทียบ 9.5% โดยเสี่ยงเพิ่มตามจำนวนปีที่กิน (odds ratio 1.13 ต่อปี)[17] งานทดลองแบบสุ่มอีกชุดให้ผลตรงกัน[18]
ยาลดกรดกลุ่ม PPI ที่กินต่อเนื่องนาน ๆ ลดการดูดซึมบี 12 เพราะต้องอาศัยกรดแยกวิตามินออกจากอาหาร งานติดตามไปข้างหน้าในผู้ใช้ PPI ระยะยาวพบความสัมพันธ์กับภาวะขาดบี 12 อย่างชัดเจน[19]
ไดยูเรติกกลุ่มไทอาไซด์ ทำให้แคลเซียมถูกขับทางไตน้อยลง เมื่อกินร่วมกับวิตามินดีขนาดสูงจึงเสี่ยงแคลเซียมในเลือดสูง กลุ่มนี้ควรระวังการเสริมเกิน 1,000 IU โดยไม่ได้ตรวจเลือด ส่วนยาวาร์ฟารินถูกต้านฤทธิ์โดยวิตามินเค ผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินเคหรือสมุนไพรจึงรบกวนค่าการแข็งตัวของเลือด ควรแจ้งแพทย์ก่อนเริ่มผลิตภัณฑ์ใหม่
งานวิจัยที่ควรรู้ก่อนเชื่อคำโฆษณา
AREDS2 คือการทดลองในผู้ป่วยจอประสาทตาเสื่อมตามวัย 4,203 คน ผลหลักไม่พบว่าลูทีนลดการลุกลามของโรค (hazard ratio 0.90, 98.7% CI 0.76–1.07) แต่กลุ่มที่ได้เบต้าแคโรทีนมีมะเร็งปอด 23 ราย เทียบ 11 ราย ส่วนใหญ่เคยสูบบุหรี่[23] อดีตผู้สูบบุหรี่จึงควรเลี่ยงสูตรที่มีเบต้าแคโรทีนขนาดสูง
งานทดลองในไทย ในผู้สูงอายุที่กระดูกสะโพกหัก 140 คน พบว่าวิตามินดีขนาดสูง (60,000 IU ต่อสัปดาห์นาน 12 สัปดาห์) ทำให้ระดับกลับสู่เกณฑ์เหมาะสม 82.8% เทียบ 52.5% ในกลุ่มขนาดต่ำ และมีแคลเซียมในเลือดสูงชั่วคราวเพียง 3.4%[7] ผลนี้ใช้ได้กับคนที่ขาดจริงภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ใช่สูตรที่ลอกมาทำเอง
คำถามที่พบบ่อย
ผู้สูงอายุจำเป็นต้องกินวิตามินเสริมทุกวันไหม
ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน วิตามินดีและแคลเซียมเสริมเมื่อได้จากอาหารและแสงแดดไม่พอ หรือมีข้อบ่งชี้เช่นกระดูกพรุน
วิตามินดีวันละ 1,000 IU ปลอดภัยไหม
ปลอดภัย เพราะต่ำกว่าเพดาน 4,000 IU ต่อวันมาก[2] แต่ต้องนับจากทุกแหล่งรวมกัน ทั้งวิตามินรวม นมที่เสริมวิตามินดี และน้ำมันตับปลา หลายผลิตภัณฑ์รวมกันอาจถึงเพดานโดยไม่รู้ตัว
กินแคลเซียมเม็ดแล้วเสี่ยงโรคหัวใจจริงไหม
มีสัญญาณเสี่ยง งานวิเคราะห์อภิมานพบความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มราว 15% ในหญิงวัยหมดประจำเดือนสุขภาพดี[20] ความเสี่ยงนี้เห็นชัดกับการเสริมขนาดสูง ไม่ใช่แคลเซียมจากอาหาร
ควรตรวจระดับวิตามินดีก่อนเริ่มกินไหม
ไม่แนะนำให้ตรวจในคนทั่วไป ให้ตรวจเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยกระดูกพรุน หรือผู้มีโรคดูดซึมผิดปกติ[3] ถ้าผลอยู่ใกล้ขอบเกณฑ์ควรปรึกษาแพทย์ เพราะแต่ละห้องแล็บให้ค่าต่างกัน
กินเมทฟอร์มินนาน ๆ ต้องเช็กบี 12 ไหม
ควรตรวจเป็นระยะ งานติดตาม 13 ปีพบระดับบี 12 ต่ำกว่าปกติในกลุ่มที่กินเมทฟอร์มิน และความเสี่ยงเพิ่มตามจำนวนปีที่ใช้ยา[17] อาการชาปลายเท้าต้องตรวจทันที
กินวิตามินรวมแล้วเสริมวิตามินดีเพิ่มได้ไหม
ได้แต่ต้องบวกปริมาณก่อน วิตามินรวมส่วนใหญ่มีวิตามินดี 400–1,000 IU ต่อเม็ด เพิ่มอีก 1,000 IU ยังอยู่ในเกณฑ์ แต่ 2,000 IU ขึ้นไปอาจเกินเพดานเมื่อรวมผลิตภัณฑ์อื่น[2],[13]
วิตามินดีจากแสงแดดพอสำหรับผู้สูงอายุไหม
อาจไม่พอ ผิวหนังผู้สูงอายุสร้างวิตามินดีได้ช้าลง[3] และคนเมืองมีความชุกของภาวะไม่เพียงพอถึง 64.6%[4] ออกแดดช่วงเช้าหรือเย็นวันละ 15–20 นาทีช่วยได้ แต่คนที่อยู่แต่ในอาคารควรปรึกษาเรื่องการเสริม
วิตามินดีแบบ D2 กับ D3 ต่างกันไหม
ต่างกันที่ประสิทธิภาพ หลักฐานส่วนใหญ่ชี้ว่าวิตามินดี 3 เพิ่มระดับ 25(OH)D ได้มากกว่าวิตามินดี 2 ในขนาดเท่ากัน โดยเฉพาะเมื่อให้ครั้งละมาก[3] ทั้งสองแบบใช้ได้ แต่ D3 คุ้มกว่าที่ขนาดเดียวกัน
สรุป
วิตามินสำหรับผู้สูงอายุที่มีหลักฐานรองรับจริงมีสามตัว วิตามินดีช่วยเรื่องกระดูกเมื่อเสริมร่วมกับแคลเซียม แต่ไม่ป้องกันมะเร็งหรือโรคหัวใจ[8],[9],[10] วิตามินบี 12 เป็นปัญหาการดูดซึมมากกว่าปริมาณ และควรตรวจในผู้ที่กินเมทฟอร์มินหรือยาลดกรดต่อเนื่อง[14],[17] ส่วนแคลเซียมเป็นช่องว่างจริงในอาหารไทย แต่การเติมด้วยเม็ดยาขนาดสูงมีสัญญาณเสี่ยงหัวใจ[5],[20]
ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่การขาด แต่คือการกินซ้ำจนเกินเพดาน 4,000 IU สำหรับวิตามินดี และ 2,000 มก. สำหรับแคลเซียม[2],[13] วิธีที่ปลอดภัยคือเขียนรายการทั้งหมดที่กินอยู่ บวกปริมาณจากทุกแหล่ง ตรวจเลือดเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มผลิตภัณฑ์ใหม่
แหล่งอ้างอิง
- 1 สำนักโภชนาการ กรมอนามัย. ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 — สำนักโภชนาการ กรมอนามัย, 2563 (กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (ฐานข้อมูลทางการ)) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 2 Institute of Medicine. Dietary Reference Intakes for Calcium and Vitamin D — Institute of Medicine, 2011 (National Academies Press (หนังสืออ้างอิงมาตรฐาน)) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 3 สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย. ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะขาดวิตามินดีในคนไทย — สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย, 2560 (แนวทางเวชปฏิบัติ (guideline)) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 4 Regional variation and determinants of vitamin D status in sunshine-abundant Thailand — Chailurkit LO et al., 2011 (BMC Public Health 2011;11:853) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 5 Vitamin D status and bone health in healthy Thai elderly women — Chailurkit LO et al., 2011 (Nutrition 2011;27(2):160-164) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 6 The prevalence of hypovitaminosis D in patient with fragility hip fracture at a single institution in Thailand — Phusunti S et al., 2016 (J Med Assoc Thai 2016;99(11):1233-1238) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 7 High-dose versus low-dose ergocalciferol for correcting hypovitaminosis D after fragility hip fracture: a randomized controlled trial — Jarusriwanna A et al., 2021 (BMC Geriatr 2021;21(1):72) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 8 Calcium, vitamin D, or combined supplementation to prevent fractures and falls: systematic review and meta-analysis — Massé O et al., 2026 (BMJ 2026;393:e088050) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 9 Vitamin D and calcium for the prevention of fracture: a systematic review and meta-analysis — Yao P et al., 2019 (JAMA Netw Open 2019;2(12):e1917789) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 10 Vitamin D supplements and prevention of cancer and cardiovascular disease — Manson JE et al., 2019 (N Engl J Med 2019;380(1):33-44) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 11 Interventions to prevent falls in community-dwelling older adults: US Preventive Services Task Force recommendation statement — USPSTF, 2018 (JAMA 2018;319(16):1696-1704) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 12 Association between vitamin D supplementation and mortality: systematic review and meta-analysis — Zhang Y et al., 2019 (BMJ 2019;366:l4673) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 13 Long-term supplementation with 3200 to 4000 IU of vitamin D daily and adverse events: a systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials — Zittermann A et al., 2023 (Eur J Nutr 2023;62(4):1833-1844) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 14 Vitamin B12 deficiency — Green R et al., 2017 (Nat Rev Dis Primers 2017;3:17040) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 15 Perspective: practical approach to preventing subclinical B12 deficiency in elderly population — Vincenti A et al., 2021 (Nutrients 2021;13(6):1913) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 16 Institute of Medicine. Dietary Reference Intakes for Thiamin, Riboflavin, Niacin, Vitamin B6, Folate, Vitamin B12, Pantothenic Acid, Biotin, and Choline — Institute of Medicine, 1998 (National Academies Press (หนังสืออ้างอิงมาตรฐาน)) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 17 Long-term metformin use and vitamin B12 deficiency in the Diabetes Prevention Program Outcomes Study — Aroda VR et al., 2016 (J Clin Endocrinol Metab 2016;101(4):1754-1761) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 18 Long term treatment with metformin in patients with type 2 diabetes and risk of vitamin B-12 deficiency: randomised placebo controlled trial — de Jager J et al., 2010 (BMJ 2010;340:c2181) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 19 Association of vitamin B12 deficiency with long-term PPIs use: a cohort study — Mumtaz H et al., 2022 (Ann Med Surg (Lond) 2022;82:104762) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 20 Calcium supplements and risk of cardiovascular disease: a meta-analysis of clinical trials — Myung SK et al., 2021 (Nutrients 2021;13(2):368) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 21 B vitamins and prevention of cognitive decline and incident dementia: a systematic review and meta-analysis — Wang Z et al., 2022 (Nutr Rev 2022;80(4):931-949) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 22 Homocysteine-lowering by B vitamins slows the rate of accelerated brain atrophy in mild cognitive impairment: a randomized controlled trial — Smith AD et al., 2010 (PLoS One 2010;5(9):e12244) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 23 Lutein + zeaxanthin and omega-3 fatty acids for age-related macular degeneration: the Age-Related Eye Disease Study 2 (AREDS2) randomized clinical trial — AREDS2 Research Group, 2013 (JAMA 2013;309(19):2005-2015) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 24 Dietary supplement use in middle-aged and older adults — Tan ECK et al., 2022 (J Nutr Health Aging 2022;26(2):133-138) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 25 Trends in dietary supplement use among U.S. adults between 2011 and 2023 — Zhao L et al., 2025 (Eur J Nutr 2025;64(8):304) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 26 What is polypharmacy? A systematic review of definitions — Masnoon N et al., 2017 (BMC Geriatr 2017;17(1):230) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 27 Prevalence of potentially inappropriate medication among older patients in a primary care unit of a tertiary care hospital in Thailand: a retrospective cross-sectional study — Ananchaisarp T et al., 2025 (BMJ Open 2025;15(5):e091465) อ่านงานวิจัยเต็ม
- 28 Assessment of serum total 25-hydroxyvitamin D assays for Vitamin D External Quality Assessment Scheme (DEQAS) materials distributed at ambient and frozen conditions — Sempos CT et al., 2022 (Anal Bioanal Chem 2022;414(2):1015-1028) อ่านงานวิจัยเต็ม