ยาเซอร์ทราลีน (sertraline) เป็นยาต้านซึมเศร้ากลุ่ม SSRIs ที่ถูกสั่งจ่ายมากที่สุดตัวหนึ่ง และเป็นยาที่คนไข้จำนวนไม่น้อยเลิกกินเองก่อนครบกำหนด เพราะคาดหวังผลเร็วเกินจริงหรือทนผลข้างเคียงช่วงแรกไม่ได้
บทนี้ตอบสามคำถามที่คนใช้ยาถามมากที่สุด คือ เมื่อไรจะเห็นผล ปรับขนาดอย่างไร และเลิกยาอย่างไรไม่ให้กำเริบ ตัวเลขมาจากเอกสารกำกับยาขององค์การอาหารและยาสหรัฐ แนวทาง NICE และงานวิจัยท้ายบท
เซอร์ทราลีนคือยาอะไร ใช้รักษาอะไรได้บ้าง
เซอร์ทราลีนยับยั้งตัวขนส่งเซโรโทนินที่ปลายประสาทก่อนไซแนปส์ (presynaptic) ทำให้เซโรโทนินอยู่ในช่องว่างไซแนปส์นานขึ้น ผลต่ออารมณ์เกิดจากการปรับตัวของวงจรประสาทในระยะต่อมา ไม่ใช่ทันทีที่ยาเข้าสมอง[1] ค่าครึ่งชีวิตอยู่ราว 22–36 ชั่วโมง จึงกินวันละครั้งและเข้าสู่ระดับคงที่ในราวหนึ่งสัปดาห์[2]
ข้อบ่งใช้ที่ขึ้นทะเบียนได้แก่ โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder) OCD โรคแพนิก PTSD โรควิตกกังวลทางสังคม และ PMDD[1] ต่างจากยากลุ่มเก่าอย่าง TCA ตรงที่แทบไม่จับตัวรับ histamine, muscarinic และ alpha-1 จึงไม่ทำให้ปากแห้งจัด ท้องผูก หรือความดันตกเวลาลุก และปลอดภัยกว่าเมื่อกินเกินขนาด[2],[3] งาน network meta-analysis รวม 522 การทดลอง ผู้เข้าร่วม 116,477 คน พบว่าทุกตัวดีกว่ายาหลอก และเซอร์ทราลีนอยู่ในกลุ่มที่หยุดยาเพราะผลข้างเคียงน้อยกว่าตัวอื่น[4]
ผลลัพธ์ต่างกันตามโรค OCD ลดคะแนน YBOCS ได้ −3.21 จาก 17 การทดลอง[5] แพนิกลด panic attack 88% เทียบ 53% ในผู้ที่กินครบ[6] PTSD ลด CAPS 33.0 เทียบ 23.2[7] และ PMDD ลดอาการระดับปานกลาง[8]
ทำไมต้องรอ 2–6 สัปดาห์ และจะรู้อะไรได้ก่อนหน้านั้น
NICE ระบุว่าถ้ายาจะได้ผลมักเห็นภายใน 4 สัปดาห์ และให้ประเมินครั้งแรกที่ 2 สัปดาห์[9] งานวิเคราะห์รวม 47 การทดลองพบว่า 60.2% ของการดีขึ้นเกิดในสองสัปดาห์แรก และช่วงที่ยากับยาหลอกต่างกันชัดที่สุดคือช่วงนั้น[10]
ข้อมูลนี้บอกสองอย่าง หนึ่ง คนที่กินได้สัปดาห์เดียวแล้วยังไม่รู้สึกดีไม่ใช่ความผิดปกติและไม่ใช่เหตุผลให้หยุดยา สอง การรอโดยไม่มีข้อมูลนานเกินไปก็ไม่ถูกต้อง เพราะในผู้ป่วย 6,562 คน อาการลดลงอย่างน้อย 20% ภายใน 2 สัปดาห์ทำนายการตอบสนองระยะยาวได้ดี (ความไว (sensitivity) 81%) แต่ถ้าไม่ลดเลยโอกาสหายสนิทต่ำ (ค่าทำนายผลลบ 82–100%)[11]
ในช่วงแรกจึงไม่ควรคาดหวัง “หายซึมเศร้า” แต่ควรมองหาอาการที่ทุเลาก่อน เช่น ความวิตกกังวล การทดลอง PANDA ในผู้ป่วยปฐมภูมิ 655 คนพบว่าที่ 6 สัปดาห์คะแนนซึมเศร้าไม่ต่างจากยาหลอก (7.98 เทียบ 8.76) แต่ความวิตกกังวลและคุณภาพชีวิตดีขึ้นชัด[12] กรอบเวลาที่ใช้ได้จริงคือ 2 สัปดาห์ดูความทนยา 4–6 สัปดาห์ตัดสินใจเรื่องขนาด และ 6–8 สัปดาห์ตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนยาหรือไม่
ขนาดเริ่มต้นและวิธีปรับ
ขนาดขึ้นกับข้อบ่งใช้และอายุ เอกสารกำกับยากำหนดให้ปรับครั้งละ 25–50 มก. โดยเว้นอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ เพราะค่าครึ่งชีวิตราว 24 ชั่วโมงทำให้ระดับยาเข้าสู่สมดุลช้า[1]
| ข้อบ่งใช้ | ขนาดเริ่มต้น | ช่วงขนาดรักษา | ขนาดสูงสุด |
|---|---|---|---|
| ซึมเศร้าใหญ่ ผู้ใหญ่ | 50 มก./วัน | 50–200 มก. | 200 มก./วัน |
| OCD ผู้ใหญ่ | 50 มก./วัน | 50–200 มก. | 200 มก./วัน |
| OCD เด็ก 6–12 ปี | 25 มก./วัน | 50–200 มก. | 200 มก./วัน |
| OCD วัยรุ่น 13–17 ปี | 50 มก./วัน | 50–200 มก. | 200 มก./วัน |
| แพนิก PTSD วิตกกังวลทางสังคม | 25 มก./วัน | 25–200 มก. | 200 มก./วัน |
| PMDD กินต่อเนื่อง | 50 มก./วัน | 50–150 มก. | 150 มก./วัน |
| PMDD กินเฉพาะระยะลูเทียล (luteal phase) | 50 มก./วัน | 50–100 มก. | 100 มก./วัน |
| ตับบกพร่องเล็กน้อย | ครึ่งหนึ่งของขนาดปกติ | ครึ่งหนึ่งของช่วงปกติ | ครึ่งหนึ่งของขนาดปกติ |
ผู้ป่วยตับบกพร่องปานกลางถึงรุนแรงไม่แนะนำให้ใช้ยา[1]
เหตุผลที่แพทย์เริ่ม 25 มก. ในกลุ่มแพนิก PTSD และวิตกกังวลทางสังคม ไม่ใช่เพราะยาแรงน้อยกว่า แต่เพราะกลุ่มนี้อ่อนไหวต่ออาการกระวนกระวาย คลื่นไส้ และนอนไม่หลับช่วงเริ่มยามากกว่า การเริ่มต่ำแล้วไต่ขึ้นจึงลดโอกาสเลิกยาก่อนยาออกฤทธิ์[1],[6]
ผลข้างเคียงช่วง 1–2 สัปดาห์แรก vs ระยะยาว
ผลข้างเคียงระยะแรกกับระยะยาวเป็นคนละชุด ช่วงแรกมาจากเซโรโทนินสูงขึ้นทั่วร่างกาย ระยะยาวมาจากการปรับตัวของระบบประสาทและการเผาผลาญ ตัวเลขนี้มาจากการทดลองแบบมีกลุ่มควบคุมในผู้ใหญ่ 3,066 คน เทียบกับ 2,293 คนที่ได้ยาหลอก[1]
| อาการ | เซอร์ทราลีน | ยาหลอก | มักพบช่วง |
|---|---|---|---|
| คลื่นไส้ | 26% | 12% | สัปดาห์แรก ๆ แล้วลดลง |
| ถ่ายเหลว | 20% | 10% | สัปดาห์แรก ๆ |
| ปากแห้ง | 14% | 9% | ต้นการรักษา |
| นอนไม่หลับ | 20% | 13% | ต้นการรักษา |
| ง่วงซึม | 11% | 6% | ต้นการรักษา |
| เวียนหัว | 12% | 8% | ต้นการรักษา |
| มือสั่น | 9% | 2% | ต้นการรักษา |
| เหงื่อออกมาก | 7% | 3% | ต่อเนื่อง |
| ความต้องการทางเพศลดลง | 6% | 2% | ต่อเนื่อง |
| หลั่งช้าหรือหลั่งไม่ได้ | 8% | 1% | ต่อเนื่อง |
สองตัวสุดท้ายเป็นเหตุผลที่คนไข้เลิกยาในระยะยาวมากที่สุด การวิเคราะห์รวมพบยาต้านซึมเศร้าเกือบทุกตัวเพิ่มความผิดปกติทางเพศ (25.8–80.3% ขึ้นกับวิธีถาม)[13] ส่วนน้ำหนักเพิ่มน้อยกว่า mirtazapine หรือ paroxetine[14]
วิธีรับมือคือกินยาพร้อมอาหารเมื่อคลื่นไส้ ถ้านอนไม่หลับให้กินตอนเช้า ถ้าง่วงมากให้กินตอนเย็น และถ้ามีปัญหาทางเพศต้องบอกแพทย์ตั้งแต่ต้น เพราะปรับเวลา ขนาด หรือเปลี่ยนยาได้[13]
ผลข้างเคียงที่ต้องรายงานทันที
กลุ่มอาการที่อันตรายที่สุดคือ serotonin syndrome ซึ่งเกิดจากเซโรโทนินสูงเกินจนระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ เกณฑ์ Hunter ระบุว่าการมีกล้ามเนื้อกระตุก (clonus) ร่วมกับอาการอย่างใดอย่างหนึ่งในกลุ่มกระสับกระส่าย เหงื่อออกมาก สั่น หรือรีเฟล็กซ์ไวเกิน ให้สงสัยภาวะนี้ทันที เกณฑ์นี้มีความไว 84% และความจำเพาะ 97% ดีกว่าเกณฑ์เดิม[15] และเกิดได้แม้ใช้ยาเซโรโทนินเพียงตัวเดียว[16]
ผื่นหรืออาการแพ้ยาต้องรายงานทันที เพราะอาจเป็น DRESS หรือ Stevens-Johnson syndrome ความคิดทำร้ายตัวเองหรืออาการแย่ลงก็ต้องรายงาน โดยเฉพาะในคนอายุต่ำกว่า 25 ปี เพราะความเสี่ยงพฤติกรรมฆ่าตัวตาย สูงขึ้นในกลุ่มอายุน้อยและต่ำลงในกลุ่ม 65 ปีขึ้นไป[17] เลือดออกผิดปกติ เช่น ช้ำง่าย เลือดกำเดา หรืออุจจาระดำก็ต้องรายงาน[18] และในผู้สูงอายุต้องระวังสับสน อ่อนแรง หรือเดินเซ ซึ่งอาจเป็นโซเดียมต่ำ[19]
ยาตีกันที่สำคัญ
เซอร์ทราลีนถูกแปรรูปที่ตับและยับยั้ง CYP2D6 ระดับอ่อนถึงปานกลาง จึงมีปฏิกิริยากับยาหลายกลุ่ม ตารางนี้คือรายการที่เอกสารกำกับยาระบุว่าสำคัญทางคลินิก[1]
| ยาหรือสาร | กลไก | สิ่งที่ต้องทำ |
|---|---|---|
| MAOI (phenelzine, tranylcypromine, linezolid, methylene blue ฉีด) | เซโรโทนินสูงรุนแรง | ห้ามใช้ร่วม และเว้น 14 วันก่อนสลับยา |
| Pimozide | ระดับยาเพิ่ม เสี่ยง QT ยาว | ห้ามใช้ร่วม |
| Tramadol, triptan, fentanyl, lithium, tryptophan, buspirone | ออกฤทธิ์เซโรโทนินร่วม | แจ้งแพทย์ทุกครั้งและเฝ้าอาการ |
| NSAID, แอสไพริน, warfarin, ยาต้านการแข็งตัว | เสี่ยงเลือดออกทางเดินอาหาร | แจ้งแพทย์และเภสัชกร ติดตาม INR หากใช้ warfarin |
| ยาที่ถูกแปรรูปโดย CYP2D6 เช่น โคเดอีน เมโทโพรอล นอร์ทริปทิลีน | ระดับยาในเลือดสูงขึ้น | แพทย์อาจลดขนาดยาตัวนั้น |
| สมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ต | เพิ่มเซโรโทนินและกระตุ้นเอนไซม์ตับ | ห้ามใช้ร่วม |
เซนต์จอห์นเวิร์ตไม่ใช่เรื่องเล็ก งานทบทวน Cochrane พบว่าสารสกัด Hypericum ลดอาการซึมเศร้าได้ใกล้เคียงยาแผนปัจจุบันในรายที่ไม่รุนแรง[20] คนจำนวนมากจึงคิดว่าใช้ร่วมกันได้ ซึ่งอันตราย เพราะทั้งสองออกฤทธิ์ผ่านเซโรโทนินและรบกวนการเผาผลาญยาที่ตับ
แอลกอฮอล์ไม่ใช่ข้อห้ามเด็ดขาด แต่ทำให้ง่วง เวียนหัว และตัดสินใจแย่ลง ทั้งทำให้แยกไม่ออกว่าอาการมาจากยาหรือแอลกอฮอล์[9] ผู้ที่ขับรถควรงดช่วงเริ่มยาและช่วงปรับขนาด
ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และวัยรุ่น
การศึกษาเชิงสังเกตในหญิงตั้งครรภ์ไตรมาสแรกไม่พบความเสี่ยงความพิการแต่กำเนิดโดยรวมสูงกว่าประชากรทั่วไป แต่บางการศึกษาพบความเสี่ยงเฉพาะชนิดซึ่งยังสรุปไม่ได้[1] ความเสี่ยงที่พูดถึงมากคือ PPHN ซึ่งพบ OR 1.52 (95% CI 1.04–2.00) แต่ความเสี่ยงสัมบูรณ์เพิ่มเพียง 0.62 ต่อทารกเกิดมีชีพ 1,000 คน หรือต้องรักษา 1,615 คนจึงเกิดเพิ่มหนึ่งราย[21] ต้องชั่งกับความเสี่ยงของซึมเศร้าที่ไม่รักษา[22]
สิ่งที่ห้ามทำคือหยุดยาเองเมื่อรู้ว่าท้อง เพราะการหยุดกะทันหันทำให้เกิดอาการถอนและอาการกำเริบ แนวทางที่ถูกคือปรึกษาแพทย์ก่อนปรับยา และติดตามทารกแรกเกิดเรื่องกลุ่มอาการปรับตัว (neonatal adaptation)[1],[22]
การให้นมบุตรมีข้อมูลค่อนข้างดี ในการวิเคราะห์รวม 53 คู่แม่และทารกที่กินนมแม่อย่างเดียว ระดับยาในเลือดทารกเฉลี่ย 2% ของระดับในแม่ และไม่พบผลข้างเคียง[1] งานศึกษาในแม่ 26 คนพบปริมาณที่ทารกได้รับเฉลี่ย 0.54% ของขนาดที่แม่กิน[23] เซอร์ทราลีนจึงมักถูกเลือกเป็น SSRI ตัวแรกในแม่ที่ให้นม แต่ยังต้องติดตามการกินนมและน้ำหนักทารก
ในวัยรุ่น การทดลอง 2 ชุดในผู้ป่วย 376 คนอายุ 6–17 ปีพบว่าเซอร์ทราลีนดีกว่ายาหลอก (อัตราตอบสนอง 69% เทียบ 59%) ผลข้างเคียงที่พบบ่อยกว่าคือท้องเสีย อาเจียน เบื่ออาหาร และกระสับกระส่าย[24] แต่ความเสี่ยงความคิดทำร้ายตัวเองก็จริง การวิเคราะห์รวมพบว่าต้องรักษา 64 คนจึงเกิดพฤติกรรม suicidal เพิ่มหนึ่งราย และเสี่ยงกว่าในเด็กเล็ก (28.7 คน) มากกว่าวัยรุ่น (706 คน)[25] จึงต้องติดตามใกล้ชิดช่วงเริ่มยาและเมื่อปรับขนาด
เลิกยา: ทำไมต้องลดทีละขั้น และลดอย่างไร
อาการถอนยาเป็นเรื่องจริงและพบบ่อยกว่าที่ตำราหลายเล่มบอก การวิเคราะห์รวม 79 การศึกษา ผู้ป่วย 21,002 คนพบอัตราเกิดอาการถอนอย่างน้อยหนึ่งอาการ 31% เมื่อหยุดยา เทียบ 17% เมื่อหยุดยาหลอก เมื่อหักผลยาหลอกแล้วเหลือราว 15%[26] งานทบทวนอีกชุดพบอัตราเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 56% และในผู้มีอาการ 46% ให้คะแนนความรุนแรงระดับสูงสุด[27]
อาการถอนที่พบบ่อยคือเวียนหัว บ้านหมุน ไฟช็อตในหัว คลื่นไส้ เหงื่อออก นอนไม่หลับ หงุดหงิด และวิตกกังวล[9],[1] อาการเหล่านี้แยกจากอาการกำเริบได้ยาก ข้อสังเกตที่ช่วยได้คืออาการถอนมักเริ่มภายในไม่กี่วันหลังลดขนาดและดีขึ้นเร็วถ้ากลับไปกินขนาดเดิม ขณะที่อาการกำเริบมักค่อย ๆ มาในสัปดาห์ต่อมา
| ขั้น | ขนาด | ระยะเวลาต่อขั้น | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| 1 | 100 มก. → 75 มก. | 2–4 สัปดาห์ | ลด 25% ของขนาดเดิม |
| 2 | 75 มก. → 50 มก. | 2–4 สัปดาห์ | ประเมินอาการถอนก่อนขั้นถัดไป |
| 3 | 50 มก. → 37.5 มก. | 2–4 สัปดาห์ | เม็ด 25 มก. บวกครึ่งเม็ด 25 มก. |
| 4 | 37.5 มก. → 25 มก. | 2–4 สัปดาห์ | ลดขั้นละประมาณ 25% |
| 5 | 25 มก. → 12.5 มก. | 2–4 สัปดาห์ | ครึ่งเม็ด 25 มก. หรือยาน้ำ |
| 6 | หยุด | — | หากมีอาการถอนให้ชะลอและลดละเอียดขึ้น |
NICE แนะนำให้ลดทีละขั้นโดยใช้สัดส่วนของขนาดเดิม เช่น 50% แล้วเล็กลงเป็น 25% เมื่อขนาดต่ำลง และใช้ยาน้ำเมื่อเม็ดยาเล็กเกินไปแล้ว[9] ส่วน Horowitz และ Taylor เสนอให้ลดแบบสัดส่วนคงที่ของตัวรับที่ถูกยึด คือขั้นเล็กลงเรื่อย ๆ ที่ขนาดต่ำและใช้เวลาเป็นเดือนในบางราย[28] ทั้งสองเห็นตรงกันว่าการลดเร็วเกินเป็นสาเหตุหลักที่คนกลับไปกินยาใหม่
อีกเหตุผลที่ต้องค่อย ๆ ลดคือป้องกันอาการกำเริบ การวิเคราะห์รวม 31 การทดลอง ผู้ป่วย 4,410 คนพบว่าการกินยาต่อลดโอกาสกำเริบได้ 70% โดยกำเริบ 18% เทียบ 41% ในกลุ่มหยุดยา[29] NICE จึงแนะนำให้กินต่ออย่างน้อย 6 เดือนหลังอาการสงบในรอบแรก และนานกว่านั้นในคนที่กำเริบหลายครั้ง[9]
กินแล้วไม่ดีขึ้น: ทางเลือกถัดไป
การไม่ตอบสนองไม่ใช่ความล้มเหลวของคนไข้ และไม่ใช่เหตุผลให้เพิ่มขนาดเอง โครงการ STAR*D พบว่าการรักษาขั้นแรกทำให้หายสนิท 36.8% ขั้นที่สอง 30.6% ขั้นที่สาม 13.7% และขั้นที่สี่ 13.0% แต่เมื่อนับสะสมทั้งสี่ขั้นมีผู้หายสนิทถึง 67%[30] การลองรักษาหลายขั้นจึงเป็นเรื่องปกติ และคนที่ยังไม่หายในขั้นแรกยังมีโอกาสดี
ทางเลือกที่แพทย์ใช้มีสี่ทาง ทางแรกเพิ่มขนาดยาช่วงที่ยังไม่ถึงขนาดสูงสุด ทางที่สองเปลี่ยนยาในกลุ่มเดียวกันหรือข้ามกลุ่ม เช่น SNRI, bupropion หรือ mirtazapine ทางที่สามเสริมยาตัวที่สอง และทางที่สี่เพิ่มการบำบัดจิตชนิด CBT ซึ่ง NICE ถือเป็นทางเลือกแรกเคียงกับยาในผู้ป่วยจำนวนมาก และการให้ยาร่วมกับจิตบำบัดได้ผลดีกว่าให้อย่างใดอย่างหนึ่งในรายที่เรื้อรัง[9],[31]
ติดตามผลและตรวจอะไรบ้าง
การติดตามที่ดีใช้เครื่องมือมาตรฐาน ไม่ใช่ความรู้สึกอย่างเดียว PHQ-9 วัดความรุนแรงของซึมเศร้าได้น่าเชื่อถือ[32] ส่วน GAD-7 ใช้กับความวิตกกังวลซึ่งมักมาคู่กัน[33] การทำแบบเดิมทุกครั้งและเทียบคะแนนทำให้เห็นแนวโน้มชัดขึ้น
การนัดครั้งแรกควรอยู่ที่ประมาณ 2 สัปดาห์หลังเริ่มยาหรือหลังปรับขนาด และอีกครั้งที่ 4–6 สัปดาห์เพื่อตัดสินใจว่าจะไปต่อ เพิ่ม หรือเปลี่ยน[9] ผู้สูงอายุควรตรวจโซเดียมในเลือด เพราะ SSRI เพิ่มความเสี่ยงโซเดียมต่ำโดยเฉพาะเมื่อใช้กับยาขับปัสสาวะ[19] ผู้มีโรคหัวใจหรือใช้ยาที่ทำให้ QT ยาวควรพิจารณา ECG[34] และควรชั่งน้ำหนัก ถามเรื่องสมรรถภาพทางเพศ และวัดความดันทุกครั้งที่มา
ลืมกิน/กินสาย: ทำอย่างไร
เซอร์ทราลีนกินวันละครั้งและมีครึ่งชีวิตยาว 22–36 ชั่วโมง การลืมหนึ่งมื้อจึงไม่ทำให้ระดับยาตกเร็วเหมือนยาที่มีครึ่งชีวิตสั้น[2] ถ้านึกออกภายในวันเดียวกันและยังไม่ใกล้เวลามื้อถัดไป ให้กินทันที แต่ถ้าใกล้เวลาแล้วให้ข้ามมื้อที่ลืม ห้ามกินสองเท่าเพื่อชดเชย เพราะเพิ่มความเสี่ยงผลข้างเคียงโดยไม่เพิ่มประโยชน์
ถ้าลืมต่อเนื่องหลายวันหรือมีอาการถอนจากการขาดยา ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มใหม่ เพราะการกลับไปกินขนาดเดิมหลังขาดยาหลายวันอาจเกิดผลข้างเคียงรุนแรง
เช็กลิสต์: 10 คำถามที่ควรถามแพทย์ก่อนเริ่มยา
- ยานี้ถูกสั่งเพื่ออะไร และคาดหวังผลอะไรภายในกี่สัปดาห์
- ขนาดเริ่มต้นเท่าไร และจะปรับเมื่อไรหากยังไม่ดีขึ้น
- ผลข้างเคียงใดพบบ่อยที่สุดในสองสัปดาห์แรก และจัดการอย่างไร
- อาการใดที่ต้องหยุดยาและโทรหาแพทย์ทันที
- ยาอื่นที่กินอยู่ ทั้งยาแผนปัจจุบัน สมุนไพร และอาหารเสริม ตีกับยานี้หรือไม่
- ดื่มแอลกอฮอล์ได้หรือไม่ และได้แค่ไหน
- ถ้าตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ต้องทำอย่างไร
- หากอยากเลิกยา แผนลดขนาดจะเป็นอย่างไรและใช้เวลานานเท่าไร
- จะประเมินผลด้วยแบบวัดใด และนัดครั้งถัดไปเมื่อไร
- ถ้าลืมกินยาหรือกินสายต้องทำอย่างไร
อาการที่ต้องไปพบแพทย์ก่อนวันนัดเสมอคือไข้ร่วมกับตัวสั่นหรือกล้ามเนื้อกระตุก ผื่นใหม่ ความคิดทำร้ายตัวเองหรือแย่ลงเร็ว เลือดออกผิดปกติ และสับสนหรือเดินเซ
คำถามที่พบบ่อย
เซอร์ทราลีนกินนานแค่ไหนเห็นผล
มักเห็นภายใน 4 สัปดาห์ ประเมินที่ 2 และ 4–6 สัปดาห์ การดีขึ้นส่วนใหญ่เกิดในสองสัปดาห์แรก แต่การตัดสินใจเรื่องขนาดควรรอให้ครบ 4–6 สัปดาห์[9],[10]
เซอร์ทราลีน 50 มก. กินตอนไหน
กินวันละครั้งเวลาเดิมทุกวัน ไม่มีข้อกำหนดว่าเช้าหรือเย็น ถ้านอนไม่หลับให้กินตอนเช้า ถ้าง่วงมากให้กินตอนเย็น และกินพร้อมอาหารหากคลื่นไส้[1]
เซอร์ทราลีนทำให้ง่วงหรือนอนไม่หลับ
ทั้งสองอย่างเกิดได้ ในการทดลองพบนอนไม่หลับ 20% และง่วงซึม 11% โดยมากเป็นช่วงเริ่มยาและมักดีขึ้นภายในสองสัปดาห์ ถ้าคงอยู่ให้ปรึกษาแพทย์เรื่องเวลาให้ยา[1]
เซอร์ทราลีนทำให้น้ำหนักขึ้นไหม
อาจเพิ่มเล็กน้อยในระยะยาว และน้อยกว่ายากลุ่ม mirtazapine หรือ paroxetine แต่ละคนต่างกันมาก ควรชั่งน้ำหนักทุก 3 เดือนหากกังวล[14]
เซอร์ทราลีนกับแอลกอฮอล์
ไม่ใช่ข้อห้ามเด็ดขาด แต่เพิ่มอาการง่วง เวียนหัว และทำให้ตัดสินใจแย่ลง ควรงดช่วงเริ่มยาและช่วงปรับขนาด หรือจำกัดให้น้อยที่สุดและไม่ขับรถ[9]
หยุดเซอร์ทราลีนต้องลดขนาดไหม
ต้องลดทีละขั้นเสมอ การหยุดกะทันหันทำให้เกิดอาการถอน เช่น เวียนหัว ไฟช็อตในหัว คลื่นไส้ และเพิ่มความเสี่ยงอาการกำเริบ[26],[27],[9]
เซอร์ทราลีนกับยานอนหลับ
ใช้ร่วมได้เมื่อแพทย์สั่ง แต่ต้องระวังอาการง่วงซึมที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับเบนโซไดอะซีปีนและยา z-drugs ห้ามเพิ่มขนาดเอง และแจ้งแพทย์หากง่วงมากหรือเดินเซ[1]
เซอร์ทราลีนกินแล้วคลื่นไส้ทำอย่างไร
กินยาพร้อมอาหารและดื่มน้ำมากพอ อาการมักดีขึ้นภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ถ้ายังรุนแรงหรืออาเจียนจนกินไม่ได้ ให้ติดต่อแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อปรับเวลาให้ยาหรือรูปแบบยา[1]
สรุป
เซอร์ทราลีนได้ผลจริงในโรคซึมเศร้า OCD แพนิก PTSD และ PMDD แต่ได้ผลช้าและต้องปรับขนาดเป็นขั้นตอน ขนาดเริ่มต้น 25–50 มก. วันละครั้ง ปรับได้ทุกหนึ่งสัปดาห์ถึง 200 มก. และประเมินผลจริงที่ 4–6 สัปดาห์[1],[9] ผลข้างเคียงช่วงแรกคือคลื่นไส้และนอนไม่หลับซึ่งมักทุเลาเอง ส่วนระยะยาวที่ต้องคุยกับแพทย์คือเหงื่อออก น้ำหนัก และสมรรถภาพทางเพศ[1],[13],[14] การเลิกยาต้องลดทีละขั้น ใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน และควรกินต่ออย่างน้อย 6 เดือนหลังอาการสงบ[9],[29]
ห้ามหยุดหรือปรับขนาดยาเอง: หากมีไข้ ตัวสั่น กล้ามเนื้อกระตุก เหงื่อออกมาก สับสน หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง ให้ติดต่อแพทย์หรือไปห้องฉุกเฉินทันที และแจ้งเภสัชกรทุกครั้งที่ซื้อยาใหม่หรืออาหารเสริมเพิ่ม
คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): ห้ามหยุดยา เพิ่มขนาด หรือลดขนาดเซอร์ทราลีนด้วยตนเองทุกกรณี การหยุดกะทันหันทำให้เกิดอาการถอนยาและอาการกำเริบ และการเพิ่มขนาดเองเพิ่มความเสี่ยง serotonin syndrome ซึ่งเป็นภาวะอันตรายถึงชีวิต ถ้ามีไข้ ตัวสั่น กล้ามเนื้อกระตุก เหงื่อออกมาก สับสน หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง ให้ติดต่อแพทย์หรือไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ต้องรอวันนัด
แหล่งอ้างอิง
- . Viatris Specialty LLC. ZOLOFT (sertraline hydrochloride) tablets, for oral use; oral solution, concentrate — Full Prescribing Information. U.S. Food and Drug ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . https://dailymed.nlm.nih.gov/dailymed/drugInfo.cfm?setid=fda754f6-d0f3-4dce-a17a-927d64f912f7 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . DeVane CL, Liston HL, Markowitz JS. Clinical pharmacokinetics of sertraline. Clin Pharmacokinet. 2002;41(15):1247–1266. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/124527 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Sanchez C, Reines EH, Montgomery SA. A comparative review of escitalopram, paroxetine, and sertraline: are they all alike? Int Clin Psychopharmacol. 2014;29(4 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- –196. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/24424469/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Cipriani A, Furukawa TA, Salanti G, et al. Comparative efficacy and acceptability of 21 antidepressant drugs for the acute treatment of adults with major depr ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;391(10128):1357–1366. https://doi.org/10.1016/S0140-6736(17)32802-7 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Soomro GM, Altman D, Rajagopal S, Oakley-Browne M. Selective serotonin re-uptake inhibitors (SSRIs) versus placebo for obsessive compulsive disorder (OCD). Co ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;(1):CD001765. https://doi.org/10.1002/14651858.CD001765.pub3 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Pohl RB, Wolkow RM, Clary CM. Sertraline in the treatment of panic disorder: a double-blind multicenter trial. Am J Psychiatry. 1998;155(9):1189–1195. https:/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Brady K, Pearlstein T, Asnis GM, et al. Efficacy and safety of sertraline treatment of posttraumatic stress disorder: a randomized controlled trial. JAMA. 200 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;283(14):1837–1844. https://doi.org/10.1001/jama.283.14.1837 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Jespersen C, Lauritsen MP, Frokjaer VG, Schroll JB. Selective serotonin reuptake inhibitors for premenstrual syndrome and premenstrual dysphoric disorder. Coc ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;8(8):CD001396. https://doi.org/10.1002/14651858.CD001396.pub4 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . National Institute for Health and Care Excellence. Depression in adults: treatment and management. NICE guideline NG222. London: NICE; 2022. https://www.nice. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 10. Posternak MA, Zimmerman M. Is there a delay in the antidepressant effect? A meta-analysis. J Clin Psychiatry. 2005;66(2):148–158. https://doi.org/10.4088/jc ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 11. Szegedi A, Jansen WT, van Willigenburg AP, et al. Early improvement in the first 2 weeks as a predictor of treatment outcome in patients with major depressi ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- patients. J Clin Psychiatry. 2009;70(3):344–353. https://doi.org/10.4088/jcp.07m03780 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Lewis G, Duffy L, Ades A, et al. The clinical effectiveness of sertraline in primary care and the role of depression severity and duration (PANDA): a pragmati ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;6(11):903–914. https://doi.org/10.1016/S2215-0366(19)30366-9 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Serretti A, Chiesa A. Treatment-emergent sexual dysfunction related to antidepressants: a meta-analysis. J Clin Psychopharmacol. 2009;29(3):259–266. https://d ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Serretti A, Mandelli L. Antidepressants and body weight: a comprehensive review and meta-analysis. J Clin Psychiatry. 2010;71(10):1259–1272. https://doi.org/1 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Dunkley EJ, Isbister GK, Sibbritt D, Dawson AH. The Hunter Serotonin Toxicity Criteria: simple and accurate diagnostic decision rules for serotonin toxicity. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;96(9):635–642. https://doi.org/10.1093/qjmed/hcg109 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Boyer EW, Shannon M. The serotonin syndrome. N Engl J Med. 2005;352(11):1112–1120. https://doi.org/10.1056/NEJMra041867 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Stone M, Laughren T, Jones ML, et al. Risk of suicidality in clinical trials of antidepressants in adults: analysis of proprietary data submitted to US Food a ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;339:b2880. https://doi.org/10.1136/bmj.b2880 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Anglin R, Yuan Y, Moayyedi P, et al. Risk of upper gastrointestinal bleeding with selective serotonin reuptake inhibitors with or without concurrent nonsteroi ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;109(6):811–819. https://doi.org/10.1038/ajg.2014.82 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . De Picker L, Van Den Eede F, Dumont G, et al. Antidepressants and the risk of hyponatremia: a class-by-class review of literature. Psychosomatics. 2014;55(6): ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- –547. https://doi.org/10.1016/j.psym.2014.01.010 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Linde K, Berner MM, Kriston L. St John’s wort for major depression. Cochrane Database Syst Rev. 2008;(4):CD000448. https://doi.org/10.1002/14651858.CD000448.p ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 21. Ng QX, Venkatanarayanan N, Ho CYX, et al. Selective serotonin reuptake inhibitors and persistent pulmonary hypertension of the newborn: an update meta-analy ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;28(3):331–338. https://doi.org/10.1089/jwh.2018.7319 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Lebin LG, Novick AM. Selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs) in pregnancy: an updated review on risks to mother, fetus, and child. Curr Psychiatry Rep ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;24(11):687–695. https://doi.org/10.1007/s11920-022-01372-x ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Stowe ZN, Hostetter AL, Owens MJ, et al. The pharmacokinetics of sertraline excretion into human breast milk: determinants of infant serum concentrations. J C ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;64(1):73–80. https://doi.org/10.4088/jcp.v64n0114 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Wagner KD, Ambrosini P, Rynn M, et al. Efficacy of sertraline in the treatment of children and adolescents with major depressive disorder: two randomized cont ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;290(8):1033–1041. https://doi.org/10.1001/jama.290.8.1033 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . March JS, Klee BJ, Kremer CM. Treatment benefit and the risk of suicidality in multicenter, randomized, controlled trials of sertraline in children and adoles ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;16(1-2):91–102. https://doi.org/10.1089/cap.2006.16.91 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Henssler J, Schmidt Y, Schmidt U, et al. Incidence of antidepressant discontinuation symptoms: a systematic review and meta-analysis. Lancet Psychiatry. 2024; ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 7):526–535. https://doi.org/10.1016/S2215-0366(24)00133-0 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Davies J, Read J. A systematic review into the incidence, severity and duration of antidepressant withdrawal effects: are guidelines evidence-based? Addict Be ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;97:111–121. https://doi.org/10.1016/j.addbeh.2018.08.027 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Horowitz MA, Taylor D. Tapering of SSRI treatment to mitigate withdrawal symptoms. Lancet Psychiatry. 2019;6(6):538–546. https://doi.org/10.1016/S2215-0366(19 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Geddes JR, Carney SM, Davies C, et al. Relapse prevention with antidepressant drug treatment in depressive disorders: a systematic review. Lancet. 2003;361(93 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ):653–661. https://doi.org/10.1016/S0140-6736(03)12599-8 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Rush AJ, Trivedi MH, Wisniewski SR, et al. Acute and longer-term outcomes in depressed outpatients requiring one or several treatment steps: a STAR*D report. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;163(11):1905–1917. https://doi.org/10.1176/ajp.2006.163.11.1905 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Guidi J, Fava GA. Sequential combination of pharmacotherapy and psychotherapy in major depressive disorder: a systematic review and meta-analysis. JAMA Psychi ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;78(3):261–269. https://doi.org/10.1001/jamapsychiatry.2020.3650 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Kroenke K, Spitzer RL, Williams JB. The PHQ-9: validity of a brief depression severity measure. J Gen Intern Med. 2001;16(9):606–613. https://doi.org/10.1046/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Spitzer RL, Kroenke K, Williams JB, Löwe B. A brief measure for assessing generalized anxiety disorder: the GAD-7. Arch Intern Med. 2006;166(10):1092–1097. ht ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 34. Beach SR, Kostis WJ, Celano CM, et al. Meta-analysis of selective serotonin reuptake inhibitor-associated QTc prolongation. J Clin Psychiatry. 2014;75(5):e4 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- –e449. https://doi.org/10.4088/JCP.13r08672 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed