ยา

ปวดท้องเมนส์: กินยาเมื่อไหร่จึงได้ผล และสัญญาณที่ต้องตรวจ

ปวดประจำเดือนพบบ่อยจนหลายคนคิดว่าต้องทน การวิเคราะห์รวม 336 งานศึกษาใน 70 ประเทศพบความชุก 71.3% (95% CI 68.7–73.8) และเป็นสาเหตุสำคัญของการขาดเรียน ขาดงาน และคุณภาพชีวิตที่ลดลง[1] แต่ความชุกที่สูงไม่ได้แปลว่าปวดทุกแบบปกติ เพราะปวดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาคือสัญญาณที่ต้องหาสาเหตุ

บทนี้ตอบสามคำถามที่พบบ่อย คือ กินยาแก้ปวดเมื่อไรจึงได้ผล ขนาดและข้อห้ามของ NSAID เป็นอย่างไร และอาการแบบไหนที่บอกว่าต้องพบแพทย์เพื่อตรวจ endometriosis

ปวดประจำเดือนแบบปกติ (primary) กับปวดจากโรค (secondary) ต่างกันอย่างไร

ปวดประจำเดือนแบบปกติ (primary dysmenorrhoea) คือปวดเกร็งช่วงมีประจำเดือนโดยไม่มีความผิดปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานรองรับ อาการเริ่มเมื่อมีรอบตกไข่จริง ภายใน 6–12 เดือนหลังมีประจำเดือนครั้งแรก และปวดมากสุดใน 1–3 วันแรก[3] กลไกหลักคือเยื่อบุโพรงมดลูกสร้าง prostaglandin มากเกินไป มดลูกจึงบีบตัวแรง เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมดลูกน้อยลง และปลายประสาทไวต่อความเจ็บปวด[2]

ปวดจากโรค (secondary dysmenorrhoea) คือปวดที่มีพยาธิสภาพรองรับ เช่น endometriosis adenomyosis หรือพังผืดในอุ้งเชิงกราน โดย endometriosis พบบ่อยที่สุดในวัยรุ่น[3] secondary มักปวดนานขึ้นเรื่อย ๆ ปวดนอกช่วงมีประจำเดือน และตอบสนองต่อยาน้อยลง

ประเด็น primary (ปวดแบบปกติ) secondary (ปวดจากโรค)
เริ่มปวดเมื่อไร เริ่มเมื่อมีรอบตกไข่ ภายใน 6–12 เดือนหลังมีประจำเดือนครั้งแรก เริ่มได้ทุกอายุ พบมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น
ช่วงเวลาที่ปวด 1–3 วันแรกของรอบ ตรงกับช่วง prostaglandin สูงสุด ปวดนานขึ้นเรื่อย ๆ ปวดก่อนเลือดมา หรือปวดต่อหลังเลือดหยุด
การตอบสนองต่อ NSAID ตอบสนองดีในคนส่วนใหญ่ที่กินถูกขนาดและถูกเวลา ตอบสนองน้อยลง หรือต้องเพิ่มขนาดขึ้นเรื่อย ๆ
อาการร่วม ปวดเกร็งท้องน้อย คลื่นไส้ ถ่ายเหลว ปวดหลังส่วนล่าง เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ปัสสาวะหรือถ่ายอุจจาระเจ็บช่วงเมนส์ เลือดออกมาก มีบุตรยาก
สิ่งที่ควรทำ เริ่มยาตามหลักฐาน ร่วมกับวิธีบรรเทาที่มีหลักฐาน ประเมินหาสาเหตุและส่งต่อแพทย์ ไม่ควรซื้อมากินเองต่อเนื่อง

ตารางนี้ใช้แยกคร่าว ๆ ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัย เพราะอาการสองกลุ่มทับซ้อนกันมาก[3],[4]

ทำไม NSAID ได้ผล และทำไมต้องเริ่มให้เร็ว

NSAID ยับยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase (COX) ทำให้สร้าง prostaglandin ได้น้อยลง มดลูกจึงบีบตัวเบาลงและเลือดไปเลี้ยงดีขึ้น ความเจ็บปวดลดลงที่ต้นเหตุ ไม่ใช่กดอาการที่ปลายประสาท[5] ในหญิงที่ปวด ระดับ prostaglandin F2α ในน้ำประจำเดือนสูงเป็นสองเท่าของหญิงที่ไม่ปวด[3]

งานทบทวน Cochrane รวมการทดลองแบบสุ่ม 80 งาน ผู้หญิง 5,820 คน พบว่า NSAID บรรเทาปวดดีกว่ายาหลอกชัดเจน (OR 4.37, 95% CI 3.76–5.09) ถ้าในกลุ่มยาหลอกมีคนปวดทุเลาปานกลางถึงดี 18% ในกลุ่ม NSAID จะมีถึง 45–53%[5] แต่ NSAID มีผลข้างเคียงมากกว่า (OR 1.29) โดยเฉพาะทางเดินอาหาร (OR 1.58) และระบบประสาท (OR 2.74)[5]

เหตุผลที่ต้องเริ่มเร็วมาจากลำดับเวลา ไม่ใช่ความแรงของยา ระดับ prostaglandin พุ่งขึ้นตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่เลือดออกและสูงสุดในวันแรกถึงวันที่สอง ถ้ารอกินตอนปวดจนทนไม่ไหว เท่ากับปล่อยให้ prostaglandin ออกฤทธิ์เต็มที่แล้ว แนวทาง ACOG ให้เริ่ม NSAID ล่วงหน้า 1–2 วันก่อนเลือดมา และกินต่อผ่าน 2–3 วันแรกที่มีเลือดออก[3] คนที่รอบไม่สม่ำเสมอให้เริ่มทันทีที่ประจำเดือนมา และควรกินตามเวลาให้สม่ำเสมอตลอด 2–3 วันแรก ไม่ใช่รอให้ปวดก่อน

ขนาดและข้อห้ามของ NSAID: กระเพาะ ไต หอบหืด และการตั้งครรภ์

NSAID ที่ใช้กับปวดประจำเดือนมีหลายตัว และไม่มีหลักฐานว่าตัวใดดีที่สุด งานวิเคราะห์เครือข่าย 72 การทดลอง ผู้ป่วย 5,723 คน พบว่ายาเกือบทุกตัวดีกว่าแอสไพริน และไอบูโพรเฟน นาโพรเซน กรดเมเฟนามิคให้ผลใกล้เคียงกัน[7] การเลือกจึงขึ้นกับราคา รูปแบบยา และโรคประจำตัว

ยา ขนาดเมื่อเริ่มปวด ขนาดต่อเนื่อง เพดานที่ควรรู้
กรดเมเฟนามิค (mefenamic acid) 500 มก. ครั้งแรก 250 มก. ทุก 6 ชั่วโมง ใช้ขนาดต่ำสุดที่ได้ผลและระยะสั้นที่สุด[10]
ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) แบบซื้อเอง 200–400 มก. ทุก 4–6 ชั่วโมง ขณะมีอาการ ไม่เกิน 1,200 มก. ใน 24 ชั่วโมง[11]
โซเดียมนาโพรเซน (naproxen sodium) แบบซื้อเอง 220–440 มก. ทุก 8–12 ชั่วโมง ขณะมีอาการ ไม่เกิน 660 มก. ใน 24 ชั่วโมง[12]

ข้อห้ามสำคัญมีสี่กลุ่ม กลุ่มแรกคือกระเพาะ ผู้มีแผลหรือเคยเลือดออกจาก NSAID ต้องไม่ใช้เองเพราะเสี่ยงเลือดออกซ้ำ กลุ่มที่สองคือไต ผู้มีโรคไตเรื้อรังหรือขาดน้ำรุนแรงควรเลี่ยง และไม่ควรใช้ร่วมกับยาขับปัสสาวะหรือยาลดความดันบางกลุ่ม กลุ่มที่สามคือหอบหืด ผู้ที่แพ้แอสไพรินแล้วเกิดหอบหรือหลอดลมตีบอาจช็อกได้ ตามฉลากไอบูโพรเฟน[11] กลุ่มที่สี่คือการตั้งครรภ์ ห้ามใช้เองในไตรมาสที่สาม เพราะกระทบเลือดไปยังทารกและไตของทารก

ความเสี่ยงระยะยาวคือหัวใจและหลอดเลือด งานวิเคราะห์ข้อมูลผู้เข้าร่วมรายบุคคลจากการทดลอง 280 งานพบว่ายากลุ่ม COX-2 inhibitor และไดโคลฟีแนคเพิ่มความเสี่ยงราวหนึ่งในสาม (RR 1.37 และ 1.41) ขณะที่นาโพรเซนไม่เพิ่ม (RR 0.93) และ NSAID ทุกตัวทำให้หัวใจล้มเหลวเพิ่มราวสองเท่า[9] ตัวเลขนี้มาจากการใช้ต่อเนื่องนานเป็นปี แต่เป็นเหตุผลให้ผู้มีโรคหัวใจหรือไตเสื่อมให้แพทย์เลือกยา

การกิน NSAID สองตัวพร้อมกันหรือซ้อนกับยาผสมที่มี NSAID อยู่แล้วไม่ได้เพิ่มผลบรรเทาปวด แต่เพิ่มความเสี่ยงกระเพาะและไต

paracetamol พอไหม และเมื่อไรควรเปลี่ยนกลุ่มยา

paracetamol ปลอดภัยต่อกระเพาะและคนส่วนใหญ่กินได้ แต่แรงกว่า NSAID น้อยกว่า งาน Cochrane เดียวกันพบว่า NSAID บรรเทาปวดได้ดีกว่า paracetamol (OR 1.89, 95% CI 1.05–3.43, 3 การทดลอง หลักฐานคุณภาพต่ำ)[5] งานวิเคราะห์เครือข่ายยาซื้อเอง 35 การทดลอง ผู้เข้าร่วม 4,383 คน พบว่าไดโคลฟีแนคและไอบูโพรเฟนดีที่สุด รองลงมาคือคีโตโพรเฟนกับนาโพรเซน ส่วนแอสไพรินไม่ดีกว่ายาหลอก[8]

paracetamol ยังมีที่ทางเมื่อปวดน้อย มีข้อห้ามใช้ NSAID เช่นแผลในกระเพาะหรือโรคไต หรือตั้งครรภ์ช่วงท้าย แต่ทุกกรณีต้องอยู่ในความเห็นของแพทย์

จุดที่ควรเปลี่ยนกลุ่มยาคือ เมื่อกิน NSAID ถูกขนาดถูกเวลาติดกัน 2–3 รอบเดือนแล้วยังปวดจนรบกวนการเรียน ไม่ควรสลับไปกินยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาผสมที่ไม่มีหลักฐานเอง

ข้อควรระวังคือเพดานขนาดต่อวันและภาวะเกินขนาดที่ทำลายตับ ผู้ที่กินยาผสมหลายตัวต้องบวกปริมาณ paracetamol ทั้งหมดก่อนซื้อเพิ่ม

ยาคุมกำเนิดและฮอร์โมน: ทางเลือกที่ลดปวดได้จริงในบางคน

ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวมกดการตกไข่และลดการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูก เยื่อบุจึงบางลงและสร้าง prostaglandin น้อยลง[2] งานทบทวน Cochrane ปี 2023 รวม 21 การทดลอง ผู้หญิง 3,723 คน พบว่ายาคุมลดปวดได้ดีกว่ายาหลอกระดับปานกลาง (SMD -0.58, 95% CI -0.74 ถึง -0.41 หลักฐานคุณภาพสูง) และเพิ่มโอกาสที่อาการดีขึ้น (RR 1.65)[6]

อีกด้านคือยาคุมเพิ่มความเสี่ยงผลข้างเคียงใด ๆ (RR 1.31) และเพิ่มเลือดออกกะปริดกะปรอย (RR 2.63)[6] ตัวเลขนี้สำคัญเพราะคนจำนวนมากเลิกยาในเดือนแรก ๆ ทั้งที่อาการมักดีขึ้นหลังปรับตัว 2–3 รอบ

ยาคุมกำเนิดต้องสั่งโดยแพทย์ เพราะต้องประเมินข้อห้าม เช่น ประวัติลิ่มเลือดอุดตันหรือไมเกรนที่มีอาการนำ แพทย์อาจเลือกแบบกินต่อเนื่องเพื่อข้ามช่วงมีประจำเดือนในรายที่ปวดรุนแรง

ในรายที่วินิจฉัย endometriosis แนวทาง ESHRE ให้ทางเลือกฮอร์โมนหลายรูปแบบ ทั้งยาคุมกำเนิดแบบรวม โปรเจสตินอย่างเดียว และห่วงคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมน ตามอาการ ข้อห้าม และแผนการมีบุตร[4] การกดโรคด้วยฮอร์โมนต้องติดตามกับแพทย์ระยะยาว

วิธีบรรเทาที่มีหลักฐาน: ความร้อน ออกกำลังกาย และการนอน

ความร้อนเป็นวิธีที่มีหลักฐานแน่นที่สุดในกลุ่มวิธีกายภาพ งานวิเคราะห์รวม 57 การทดลอง ผู้หญิง 5,359 คน พบว่าความร้อนลดปวดได้ดีกว่าไม่ทำอะไร (ผลต่างค่าเฉลี่ย -1.85 ซม. จากมาตรวัด 10 ซม. ที่ 3 เดือน) และเทียบกับ NSAID ให้ผลใกล้เคียง โดยผลข้างเคียงน้อยกว่าชัดเจน (RR 0.30)[13] แผ่นความร้อนต่อเนื่องให้ผลเทียบเท่าไอบูโพรเฟน และเมื่อใช้ร่วมกันเริ่มทุเลาเร็วขึ้น (1.5 ชั่วโมง เทียบ 2.79 ชั่วโมง)[14]

การออกกำลังกายมีหลักฐานระดับหนึ่ง งานทบทวน Cochrane พบว่าการออกกำลังกายครั้งละ 45–60 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้งขึ้นไป อาจลดความรุนแรงของปวดได้ราว 25 มม. จากมาตรวัด 100 มม.[15] ส่วนการนวดและการนอนยังมีหลักฐานน้อยและใช้แทนยาไม่ได้ในรายที่ปวดรุนแรง

งานวิเคราะห์เครือข่ายแบบเบย์เซียน 33 การทดลอง พบว่าการออกกำลังกาย การฝังเข็ม และความร้อนเฉพาะที่ลดปวดได้มากที่สุด (3.20, 2.90 และ 2.97 จุด บนมาตรวัด 10 จุด) แต่คุณภาพงานยังจำกัด[16] ส่วน TENS ทั้งความถี่สูงและต่ำอาจลดปวดได้เทียบยาหลอก ด้วยความเชื่อมั่นของหลักฐานต่ำถึงต่ำมาก[17]

5 สัญญาณที่บอกว่าไม่ใช่ปวดธรรมดา

สัญญาณแรกคือปวดที่ไม่ตอบสนองต่อ NSAID และฮอร์โมนที่ใช้ถูกต้อง แนวทาง ACOG ระบุว่าถ้าไม่ดีขึ้นภายใน 3 เดือนของการรักษาที่เหมาะสม ต้องหาสาเหตุรองและประเมินความสม่ำเสมอของการกินยา[3] งานทบทวน 15 การศึกษาในวัยรุ่นที่ส่องกล้องเพราะปวด พบ endometriosis 62% (543 จาก 880 ราย) และในกลุ่มที่ปวดไม่ตอบสนองการรักษาพบ 75%[18]

สัญญาณที่สองคือปวดนอกช่วงมีประจำเดือนหรือปวดต่อเนื่องแม้เลือดหยุด สัญญาณที่สามคือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะเจ็บลึก สัญญาณที่สี่คือปัสสาวะหรือถ่ายอุจจาระเจ็บช่วงมีประจำเดือน สัญญาณที่ห้าคือมีบุตรยากหรือพยายามมีบุตรเกินปีแล้วยังไม่ตั้งครรภ์[4]

อาการเหล่านี้อาจเกิดจาก adenomyosis ได้เช่นกัน การทบทวนวรรณกรรมพบความชุกในหญิงที่มีอาการ 20–88.8% (เฉลี่ยราว 30–35%) และมักวินิจฉัยที่อายุ 32–38 ปี[19] งานวิเคราะห์รวมระดับโลกพบความชุกของ endometriosis และ adenomyosis ในผู้มีอาการทางนรีเวช 18–42% และ 41–49%[20] อาการเด่นคือปวดประจำเดือนร่วมกับเลือดออกมากและมดลูกโตกดเจ็บ

การวินิจฉัย endometriosis จากบทความออนไลน์ไม่ได้ เนื้อหานี้มีไว้ช่วยตัดสินใจว่าเมื่อไรควรพบแพทย์ ไม่ใช่เพื่อวินิจฉัยตนเอง

การวินิจฉัย endometriosis: ทำไมอัลตราซาวด์ปกติแล้วยังเป็นได้

อัลตราซาวด์ทางช่องคลอดตรวจพบถุงน้ำช็อกโกแลตที่รังไข่ได้ดี แต่ตรวจรอยโรคเล็กบนเยื่อบุช่องท้องได้จำกัด เพราะรอยโรคอาจหนาเพียงไม่กี่มิลลิเมตรและแบนไปกับผิวเยื่อบุ[23] ผลปกติจึงตัดโรคออกไม่ได้ และไม่ได้แปลว่าอาการปวดเป็นเรื่องปกติ

แนวทาง ESHRE ปี 2022 ท้าทายการส่องกล้องกับตรวจชิ้นเนื้อว่าเป็นมาตรฐานทองคำเพียงอย่างเดียว และสนับสนุนให้วินิจฉัยจากอาการร่วมกับภาพถ่ายทางการแพทย์ในหลายกรณี[4] ส่วน NICE แนะนำให้เริ่มจากประวัติ การตรวจร่างกาย และลองรักษาด้วย NSAID หรือฮอร์โมนก่อนในรายที่อาการเข้าได้กับ primary[27]

ขั้นตอนที่ทำได้จริงเริ่มจากประวัติ ทั้งอายุที่เริ่มปวด ลักษณะการปวดแต่ละรอบ อาการร่วม และผลต่อการเรียน ตามด้วยการตรวจอุ้งเชิงกรานและอัลตราซาวด์ ถ้ายังไม่ดีขึ้นหรือมีสัญญาณอันตราย แพทย์จะส่งต่อซึ่งอาจพิจารณา MRI หรือส่องกล้อง[23]

เวลาที่สูญเสียไปเป็นเรื่องที่ต้องรู้ งานศึกษาใน 10 ประเทศ ผู้หญิง 1,418 คน พบว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่เริ่มมีอาการจนวินิจฉัยคือ 6.7 ปี และ 8.3 ปีในศูนย์ที่ใช้ระบบสาธารณสุขของรัฐ[21] งานศึกษาปี 2025 พบค่าเฉลี่ย 5 ปี แต่ผู้มีรอยโรคที่ช่องคลอด ลำไส้ หรือกระเพาะปัสสาวะรอนานถึง 9 ปี เทียบกับ 2 ปีในรายที่ไม่มีรอยโรคดังกล่าว[22]

แมกนีเซียมและวิตามินอี: หลักฐานมีแค่ไหน

งานทบทวน Cochrane ด้านอาหารเสริมรวม 27 การทดลอง ผู้หญิง 3,101 คน สรุปว่าหลักฐานทั้งหมดอยู่ในระดับต่ำถึงต่ำมาก และวิตามินอีไม่พบว่าดีกว่ายาหลอก (ผลต่างค่าเฉลี่ย 0.00 จุด, 95% CI -0.34 ถึง 0.34)[24]

งานวิเคราะห์ปี 2022 ที่รวมเฉพาะวิตามินอีพบผลทางบวกและสรุปว่าอาจใช้เป็นยาช่วยเสริม แต่ผู้เขียนย้ำว่าต้องการการทดลองขนาดใหญ่กว่านี้[25] งานทบทวนสารอาหารรองปี 2020 ที่รวม 16 การทดลองรายงานว่าวิตามินดีและวิตามินอีลดคะแนนปวดได้ (SMD -1.02 และ -0.47) แต่ตัวอย่างเล็กและต่างกันสูง[26]

แมกนีเซียมมีงานทดลองขนาดเล็กหลายงานที่รายงานผลดี แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่หนักแน่นพอจะเป็นมาตรฐาน และขนาดที่ใช้ไม่ตรงกัน อาหารเสริมกลุ่มนี้จึงยังใช้แทน NSAID หรือฮอร์โมนไม่ได้ และไม่ควรใช้ขนาดสูงต่อเนื่องโดยไม่ปรึกษาเภสัชกร โดยเฉพาะผู้มีโรคไต

แผน 3 เดือน: บันทึกอาการ ปรับยา แล้วประเมินว่าต้องส่งต่อ

การจัดการที่ดีไม่ใช่การกินยาทุกครั้งที่ปวด แต่คือการวางแผนล่วงหน้าและวัดผลอย่างเป็นระบบ ตารางด้านล่างใช้คุยกับแพทย์หรือเภสัชกรได้จริง

ช่องที่บันทึก ตัวอย่างที่ควรกรอก เหตุผลที่ต้องบันทึก
วันที่และรอบเดือน 12–15 ต.ค. วันที่ 1–4 ของรอบ ดูว่ารอบสม่ำเสมอหรือไม่
ระดับปวด 0–10 8 ก่อนยา ลดเหลือ 4 หลัง 2 ชั่วโมง วัดว่ายาได้ผลจริงแค่ไหน
ยาที่กินและเวลา กรดเมเฟนามิค 500 มก. 08:00 แล้ว 250 มก. ทุก 6 ชม. ตรวจว่ากินถูกขนาดและถูกจังหวะ
ผลต่อกิจกรรม ขาดเรียน 1 วัน นอนพัก 3 ชั่วโมง บอกความรุนแรงได้ดีกว่าคำว่าปวดมาก
อาการร่วม คลื่นไส้ ถ่ายเหลว เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ช่วยแยก primary กับ secondary
ผลข้างเคียงจากยา ระคายกระเพาะ เวียนหัว ใช้ปรับชนิดยาในรอบถัดไป
ช่วงเวลา สิ่งที่ทำ เกณฑ์ประเมิน
เดือนที่ 1 เริ่ม NSAID ล่วงหน้า 1–2 วันก่อนเลือดมา กินต่อเนื่อง 2–3 วันแรก พร้อมความร้อนและบันทึกอาการ ปวดลดชัดและกลับไปใช้ชีวิตได้ ถือว่าได้ผล
เดือนที่ 2 ถ้ายังปวด ให้ตรวจว่าใช้ถูกเวลาและถูกความถี่หรือไม่ ปรับชนิด NSAID หรือใช้ความร้อนสม่ำเสมอ ถ้าต้องเพิ่มขนาดขึ้นเรื่อย ๆ ให้เริ่มคิดเรื่องส่งต่อ
เดือนที่ 3 ประเมินภาพรวมสามรอบเดือน ถ้ายังปวดรบกวนชีวิตหรือมีสัญญาณอันตราย ให้ขอส่งต่อสูตินรีแพทย์ ไม่ดีขึ้นใน 3 เดือนคือเกณฑ์ประเมินหาสาเหตุรอง[3]

ระหว่างนี้ อาการที่ต้องพบแพทย์ก่อนกำหนดคือปวดเฉียบพลันจนลุกไม่ไหว ปวดร่วมกับไข้ เลือดออกมากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมงติดกันหลายชั่วโมง หน้ามืดเป็นลม หรือสงสัยตั้งครรภ์

คำถามที่พบบ่อย

ปวดเมนส์กินยาอะไรดี

NSAID เป็นตัวเลือกแรก เช่น ไอบูโพรเฟน กรดเมเฟนามิค หรือโซเดียมนาโพรเซน เริ่มก่อนเลือดมา 1–2 วันหรือทันทีที่เริ่มปวด กินต่อ 2–3 วันแรก ถ้ามีข้อห้ามใช้ NSAID จึงใช้ paracetamol แทน แต่ได้ผลน้อยกว่า[5],[3]

กินยาแก้ปวดก่อนปวดได้ไหม

ได้ และได้ผลกว่าในคนที่คาดเดาวันได้ แนวทาง ACOG แนะนำให้เริ่ม NSAID ล่วงหน้า 1–2 วันก่อนเลือดมาและกินต่อ 2–3 วันแรก[3]

กินยาแก้ปวดทุกเดือนอันตรายไหม

การกิน NSAID 2–3 วันต่อรอบในคนสุขภาพดีถือว่าเหมาะสม แต่ต้องกินพร้อมอาหาร ดื่มน้ำพอ และไม่ซ้อนกับ NSAID ตัวอื่น ความเสี่ยงสำคัญคือกระเพาะ ไต และหัวใจ จึงควรให้เภสัชกรตรวจข้อห้ามก่อนใช้ทุกเดือน[5],[9]

ยาคุมช่วยเรื่องปวดเมนส์ไหม

ช่วยได้ในหลายคน งานทบทวน Cochrane พบว่ายาคุมกำเนิดแบบรวมลดปวดได้ระดับปานกลางเมื่อเทียบยาหลอก แต่เพิ่มเลือดออกกะปริดกะปรอยและผลข้างเคียงอื่น และต้องให้แพทย์สั่ง[6]

ปวดเมนส์มากจนอาเจียนผิดปกติไหม

อาเจียนช่วงปวดเกิดได้จาก prostaglandin ที่สูง แต่ถ้าอาเจียนจนกินยาไม่ได้ หรือปวดร่วมกับไข้ ต้องพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุอื่นและปรับวิธีให้ยา เช่น ยาเหน็บหรือยาฉีด[2]

endometriosis มีอาการอย่างไร

อาการเด่นคือปวดประจำเดือนที่ไม่ตอบสนองต่อยา เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ปัสสาวะหรือถ่ายอุจจาระเจ็บช่วงมีประจำเดือน ปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง และมีบุตรยาก บางรายมีอาการน้อยหรือไม่มีเลย จึงต้องอาศัยประวัติและการตรวจ[4],[3]

กินยาแล้วยังปวดต้องทำไง

ตรวจสามอย่างก่อน คือ กินถูกรึเปล่า เริ่มเร็วพอมั้ย และขนาดพอหรือไม่ ถ้าถูกหมดแล้วยังปวด ให้ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เพื่อเปลี่ยนชนิด NSAID หรือพิจารณาฮอร์โมน[3]

ปวดเมนส์กับถุงน้ำในรังไข่ต่างกันไหม

ต่างกัน ถุงน้ำในรังไข่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการและหายเอง บางชนิดทำให้ปวดเฉียบพลันข้างเดียวเมื่อบิดขั้วหรือแตก ซึ่งเป็นอาการฉุกเฉิน ส่วนปวดประจำเดือนเป็นปวดเกร็งกลางท้องน้อยสองข้างและเกิดรอบเดิม การเห็นถุงน้ำเล็ก ๆ ในอัลตราซาวด์ไม่ได้แปลว่าเป็นสาเหตุ[23]

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำแทนการวินิจฉัยของแพทย์ — ห้ามปรับหรือหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง และหากมีอาการฉุกเฉินให้โทร 1669 ถ้าปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ปวดนอกช่วงมีประจำเดือน เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือมีบุตรยาก ควรพบสูตินรีแพทย์ ไม่ควรสรุปเองว่าเป็น endometriosis หรือซื้อยาฮอร์โมนกินเอง

สรุป

ปวดประจำเดือนส่วนใหญ่เป็น primary ที่ตอบสนองดีต่อ NSAID เมื่อกินถูกตัว ถูกขนาด และถูกเวลา คือเริ่มล่วงหน้า 1–2 วันก่อนเลือดมาหรือทันทีที่เริ่มปวด แล้วกินต่อเนื่อง 2–3 วันแรก NSAID ดีกว่ายาหลอกชัดเจน (OR 4.37) และดีกว่า paracetamol (OR 1.89)[5] แต่มีผลข้างเคียงทางเดินอาหารและระบบประสาทจริง และมีข้อห้ามในผู้มีแผลกระเพาะ โรคไต หอบหืดจากการแพ้ NSAID และหญิงตั้งครรภ์

ความร้อนและการออกกำลังกายมีหลักฐานสนับสนุน โดยความร้อนให้ผลใกล้เคียง NSAID และผลข้างเคียงน้อยกว่า[13],[15] ส่วนแมกนีเซียมและวิตามินอียังมีหลักฐานต่ำและใช้แทนการรักษาไม่ได้[24]

สิ่งสำคัญคือปวดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาใน 3 เดือนไม่ใช่เรื่องปกติและไม่ควรทน กลุ่มนี้มีโอกาสสูงที่จะพบ endometriosis เมื่อตรวจละเอียด[3],[18] การบันทึกอาการและการขอส่งต่ออย่างทันท่วงทีจึงลดทั้งความทุกข์และเวลาที่สูญเสียไป[21]

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำแทนการวินิจฉัยของแพทย์ ห้ามปรับหรือหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง และหากมีอาการฉุกเฉินให้โทร 1669 ห้ามซื้อ NSAID กินเองหากมีแผลในกระเพาะ ไตบกพร่อง โรคหัวใจหรือความดันสูงที่ควบคุมไม่ได้ หรือเคยแพ้แอสไพรินจนหอบ ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ และต้องแจ้งเภสัชกรหากกินยาต้านการแข็งตัวของเลือด

แหล่งอ้างอิง