สุขภาพ

โรคภูมิแพ้ ภูมิแพ้แต่ละชนิด ตรวจอะไร รักษาอย่างไร

โรคภูมิแพ้ (allergy) คือภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อสารที่คนทั่วไปไม่ได้รับอันตราย เช่น โปรตีนในนม ไข่ ถั่ว เกสรหญ้า ไรฝุ่น หรือยาปฏิชีวนะ ราวกับเป็นศัตรูที่ต้องกำจัด ปฏิกิริยาจะเกิดซ้ำทุกครั้งที่สัมผัสสารนั้น และเกิดได้กับหลายระบบพร้อมกัน ทั้งจมูก ตา ผิว ทางเดินหายใจ และทางเดินอาหาร

บทนี้เป็นภาพรวมของโรคภูมิแพ้ทั้งกลุ่มสำหรับผู้ใหญ่และพ่อแม่ที่ลูกมีอาการซ้ำ ๆ ครอบคลุมกลไก ชนิดของโรค การตรวจที่เชื่อถือได้ แนวทางรักษาที่มีหลักฐาน และความเชื่อที่ยังไม่ถูกพิสูจน์ ส่วนอาการแพ้เฉียบพลันและโรคแต่ละชนิดมีบทแยกเฉพาะทาง

โรคภูมิแพ้คืออะไร: ภูมิคุ้มกันจำ “ศัตรูผิดตัว”

ในคนที่แพ้ ระบบภูมิคุ้มกันสร้างแอนติบอดีชนิด IgE ต่อโปรตีนของสารก่อภูมิแพ้ตั้งแต่ครั้งแรกที่สัมผัส เรียกกระบวนการนี้ว่าการสร้างความไว (sensitization) ซึ่งยังไม่มีอาการ ต่อมาเมื่อสัมผัสสารเดิมอีก IgE ที่เกาะบนผิวเซลล์มาสต์จะจับสารนั้นแล้วกระตุ้นให้ปล่อยฮีสตามีนและสารสื่อกลางการอักเสบออกมาพร้อมกัน ทำให้หลอดเลือดขยาย ผิวบวม คัน ต่อมน้ำมูกหลั่งเมือก และหลอดลมตีบ อาการจึงเกิดเร็วมักภายในไม่กี่นาทีถึงสองชั่วโมงหลังกินอาหาร และเกิดซ้ำได้ทุกครั้งในปริมาณที่เคยทนได้[1],[8]

ภูมิแพ้ไม่ใช่ “ภูมิคุ้มกันต่ำ” แต่เป็นการตอบสนองที่มากเกินและผิดเป้า จุดที่ต้องแยกให้ชัดคือการแพ้กับภาวะไม่ทนต่ออาหาร (intolerance) ซึ่งไม่มีกลไกภูมิคุ้มกันเกี่ยวข้อง เช่น การขาดเอนไซม์แลกเทส ภาวะไม่ทนพบได้บ่อยและอาจสูงถึงร้อยละ 20 ของประชากร แต่ไม่มีตัวชี้วัดทางห้องปฏิบัติการที่ยืนยันได้ การวินิจฉัยจึงอาศัยการลองลดอาหารที่สงสัยชั่วคราวแล้วทดสอบซ้ำ[21]

ประเด็น ภูมิแพ้ (allergy) ภาวะไม่ทน (intolerance)
กลไก ระบบภูมิคุ้มกันผ่าน IgE หรือเซลล์ ไม่ผ่านภูมิคุ้มกัน เช่น ขาดเอนไซม์
ปริมาณที่ทำให้เกิดอาการ น้อยมากก็เกิดได้ และเกิดซ้ำทุกครั้ง ขึ้นกับปริมาณและสภาพร่างกาย
อาการเด่น ผื่น ลมพิษ ปากบวม คันจมูก หายใจติด ท้องอืด ท้องเสีย ปวดหัว ใจสั่น
การตรวจยืนยัน skin prick test, specific IgE, food challenge ไม่มีตรวจยืนยัน ใช้การทดลองตัดอาหาร

อาการ: 4 ระบบที่ภูมิแพ้แสดงออก

ภูมิแพ้มักไม่แสดงออกที่เดียว คนที่แพ้ไรฝุ่นอาจมีทั้งคันจมูกและผื่นกำเริบพร้อมกัน ส่วนคนที่แพ้อาหารอาจมีทั้งผื่นและท้องเสีย การดูว่าอาการอยู่ระบบไหนช่วยบอกได้ว่าควรตรวจอะไรและพบแพทย์สาขาใด

ระบบแรกคือจมูกและตา อาการคือคันจมูก จามเป็นชุด น้ำมูกใส คัดจมูก และคันตาน้ำตาไหล ระบบที่สองคือผิว ผื่นลมพิษเป็นปื้นนูนสีชมพูคันและหายใน 24 ชั่วโมง ส่วนผิวหนังอักเสบเรื้อรังจะเป็นผื่นแห้ง แดง คัน ซ้ำในที่เดิมโดยเฉพาะข้อพับ ระบบที่สามคือทางเดินหายใจล่าง ไอแห้ง หายใจมีเสียงหวีด แน่นหน้าอก ซึ่งเป็นอาการของหอบหืดที่กระตุ้นด้วยภูมิแพ้ ระบบที่สี่คือทางเดินอาหาร ปากคัน ริมฝีปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเสียหลังกินอาหารบางชนิด

อาการที่เห็น ระบบ โรคที่เป็นไปได้
จามชุด น้ำมูกใส คัดจมูก คันตา จมูกและตา จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้
ลมพิษเป็นปื้นนูนคัน หายในวัน ผิวหนัง ลมพิษเฉียบพลัน
ผื่นแห้ง แดง คันเรื้อรังที่ข้อพับ ผิวหนัง ผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้
ไอแห้ง หายใจมีเสียงหวีด แน่นหน้าอก ทางเดินหายใจล่าง หอบหืดที่กระตุ้นด้วยภูมิแพ้
ปากคัน ริมฝีปากบวม อาเจียน ปวดท้อง ทางเดินอาหาร แพ้อาหาร

อาการที่ขึ้นหลายระบบพร้อมกัน โดยเฉพาะผิวหนังร่วมกับทางเดินหายใจหรือระบบไหลเวียน เป็นรูปแบบที่อันตรายที่สุด เพราะบ่งชี้ว่าเกิดปฏิกิริยาทั่วร่างกาย การสังเกตว่าอาการเกิดเร็วแค่ไหนหลังสัมผัสและกินอะไรก่อนหน้า มีค่ามากกว่าการเดาจากชนิดผื่น

สาเหตุ: ทำไมคนหนึ่งแพ้ อีกคนไม่แพ้

พันธุกรรมเป็นปัจจัยที่ชัดที่สุด ผู้ที่มีพ่อหรือแม่เป็นภูมิแพ้มีโอกาสสูงกว่าคนทั่วไป และผิวหนังอักเสบในวัยทารกเป็นจุดเริ่มของโรคกลุ่มนี้หลายโรค ผิวที่เกราะป้องกันเสียเป็นทางให้สารก่อภูมิแพ้ซึมเข้าชั้นผิวและกระตุ้นภูมิคุ้มกันง่ายกว่าปกติ จึงเป็นเหตุผลที่การดูแลเกราะผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ถูกจัดเป็นการดูแลหลักของผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้[22] งานศึกษาระยะยาวในอังกฤษยังพบว่าการใช้ครีมที่มีน้ำมันถั่วลิสงทาบนผื่นสัมพันธ์กับโอกาสแพ้ถั่วลิสงสูงขึ้น (odds ratio 6.8) ขณะที่ไม่พบหลักฐานว่าอาหารของแม่ระหว่างตั้งครรภ์ทำให้ทารกสร้างความไว[14]

ความหลากหลายของจุลชีพในสิ่งแวดล้อมก็มีส่วน เด็กที่โตในฟาร์มมีโอกาสเป็นหอบหืดน้อยกว่า และยิ่งพบเชื้อหลากหลายในฝุ่นที่นอนมากเท่าไร ความเสี่ยงยิ่งต่ำลง (odds ratio 0.62 และ 0.86 ในการศึกษาสองชุด)[15] ส่วนมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็กสัมพันธ์กับอัตราจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โดยความเสี่ยงเพิ่มประมาณร้อยละ 12 ต่อ PM2.5 ที่เพิ่มขึ้นทุก 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเด็กไวต่อผลนี้มากกว่าผู้ใหญ่[16] ขณะที่การสำรวจซ้ำใน 37–56 ประเทศพบอัตราอาการเพิ่มขึ้นมากกว่าลดลงสองเท่า[24]

ภูมิแพ้แต่ละชนิดต่างกันอย่างไร

คำว่า “ภูมิแพ้” ใช้เรียกโรคหลายกลุ่มที่กลไกใกล้กันแต่ความรุนแรงและวิธีตรวจต่างกัน สิ่งที่ต้องรู้คือความรุนแรงสูงสุดที่เป็นไปได้ของแต่ละชนิด เพื่อประเมินว่าต้องเตรียมอะไรไว้ที่บ้าน

จมูกอักเสบจากภูมิแพ้พบบ่อยที่สุดและไม่ถึงชีวิต แต่กระทบการนอนชัดเจน แพ้อาหารครอบคลุมตั้งแต่ผื่นเล็กน้อยถึงแอนาฟิแล็กซิส และเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของแอนาฟิแล็กซิสในไทย โดยเฉพาะกุ้งและแมลงทอด ภูมิแพ้ผิวหนังเรื้อรังทำให้ผิวเกราะเสียและติดเชื้อแทรกได้ง่าย แพ้ยาพบได้กับยาทุกกลุ่มและมักมาด้วยผื่นหรือบวมหลังเริ่มยา ส่วนแพ้แมลงกัดต่อยให้อาการเฉพาะที่หรือทั้งร่างกายภายในไม่กี่นาที

ชนิด อาการเด่น ความรุนแรงสูงสุด การวินิจฉัยหลัก
จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ จาม คัดจมูก คันตา ไม่ถึงชีวิต แต่เรื้อรัง ประวัติร่วมกับ skin prick test หรือ specific IgE[23]
แพ้อาหาร ผื่น ปากคัน อาเจียน แอนาฟิแล็กซิส ประวัติร่วมกับการทดสอบกินภายใต้การดูแล[1]
ภูมิแพ้ผิวหนัง ผื่นแห้งคันเรื้อรัง ติดเชื้อ ผิวเกราะเสีย ตรวจร่างกายและประวัติ ไม่ต้องตรวจ IgE ทุกกรณี[22]
แพ้ยา ผื่น บวม ไข้ ช็อก ผิวหนังลอก ประวัติ เวลาเริ่มยา และการทดสอบในโรงพยาบาล[19]
แพ้แมลง บวมแดงเฉพาะที่ แอนาฟิแล็กซิส ประวัติ และ specific IgE บางกรณี[6]

ตรวจภูมิแพ้มีกี่แบบ และแบบไหนเชื่อได้

การตรวจทุกชนิดตอบคำถามเดียวคือ “ร่างกายสร้างความไวต่อสารนี้หรือไม่” ไม่ได้ตอบว่า “คุณมีอาการเพราะสารนี้หรือเปล่า” การแปลผลจึงต้องใช้ประวัติการเกิดอาการร่วมด้วย

skin prick test คือการหยดสารก่อภูมิแพ้ที่แขนแล้วใช้เข็มสะกิดผิว อ่านผลที่ 15–20 นาที ถือว่าผื่นนูนเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 3 มิลลิเมตรขึ้นไปเป็นผลบวก และต้องมีน้ำเกลือกับฮีสตามีนเป็นตัวเทียบผลลบและผลบวกทุกครั้ง[4] specific IgE ในเลือดวัดแอนติบอดีต่อสารนั้นโดยตรง ใช้เมื่อผิวไม่พร้อมตรวจ เช่น ผิวหนังอักเสบกว้างหรือกินยาแก้แพ้ที่หยุดไม่ได้ ส่วน patch test ใช้กับผื่นสัมผัสและแพ้ยาแบบล่าช้า และ food challenge คือการกินอาหารที่สงสัยในปริมาณเพิ่มขึ้นภายใต้การดูแลแพทย์ เป็นมาตรฐานทองของแพ้อาหารเพราะเป็นวิธีเดียวที่ยืนยันว่าเกิดอาการจริง[1]

IgG และ IgG4 ต่ออาหารไม่ใช่การตรวจภูมิแพ้ งานของ EAACI ระบุชัดว่าไม่แนะนำให้ใช้ตรวจเพื่อวินิจฉัยอาหารที่แพ้ เพราะ IgG ต่ออาหารพบได้ในคนปกติที่กินอาหารนั้นเป็นประจำ การตัดอาหารตามผล IgG จึงเสี่ยงขาดสารอาหารโดยไม่ได้แก้โรค[3]

การตรวจ บอกอะไร ข้อจำกัด
skin prick test การสร้างความไวผ่าน IgE ต้องหยุดยาแก้แพ้ก่อนตรวจ และอ่านผลที่ 15–20 นาที[4]
specific IgE ระดับแอนติบอดีต่อสารนั้น ผลบวกไม่เท่ากับการแพ้จริง ต้องดูประวัติ[5]
patch test การแพ้แบบล่าช้า เช่น ผื่นสัมผัส ต้องอ่านผลหลายครั้ง ใช้กับบางกรณี
food challenge ยืนยันว่าเกิดอาการจริง ต้องทำในสถานพยาบาลที่มีความพร้อม[1]
IgG หรือ IgG4 ต่ออาหาร ไม่ใช่การทดสอบภูมิแพ้ ไม่แนะนำให้ใช้ตัดสินอาหารที่แพ้[3]

เมื่อไรต้องพบแพทย์

อาการแพ้ส่วนใหญ่ไม่ถึงชีวิต แต่มีบางรูปแบบที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลทันที และ adrenaline มักถูกใช้ช้ากว่าที่ควร[7]

สัญญาณที่ต้องไปห้องฉุกเฉินคือ ปากหรือลิ้นบวม เสียงแหบ หายใจมีเสียงหวีดหรือติดขัด แน่นหน้าอก หน้ามืด เป็นลม และผื่นลามเร็วร่วมกับอาเจียนหรือปวดท้องรุนแรง หากมีอาการอย่างน้อยสองระบบร่วมกันหลังสัมผัสสิ่งกระตุ้น ให้ถือว่าเป็นแอนาฟิแล็กซิสและโทร 1669 ทันที ยาชนิดแรกที่ต้องได้คือ adrenaline ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก ขนาด 0.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของสารละลาย 1:1000 โดยขนาดสูงสุด 0.3 มิลลิลิตรในเด็ก และ 0.2–0.5 มิลลิลิตรในผู้ใหญ่ ฉีดซ้ำได้ทุก 5–15 นาทีหากไม่ดีขึ้น และต้องเฝ้าสังเกตในโรงพยาบาล 8–24 ชั่วโมง เพราะอาจเกิดอาการซ้ำภายหลัง[8]

นอกจากภาวะฉุกเฉิน ควรพบแพทย์เมื่ออาการกำเริบจนขาดเรียนหรือขาดงานบ่อย ต้องใช้ยาพ่นช่วยหายใจมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือเด็กที่น้ำหนักไม่ขึ้น ข้อมูลจากโรงพยาบาลในไทยยังพบว่ามีเพียงร้อยละ 11.4 ของผู้ป่วยแอนาฟิแล็กซิสที่ได้ใบสั่งยาฉีด adrenaline ติดตัวกลับบ้าน[25]

แนวทางที่มีหลักฐาน: รักษา 4 ชั้น

การรักษาเรียงจากชั้นที่ปลอดภัยและทำได้เอง ไปถึงชั้นที่ต้องใช้การตัดสินใจของแพทย์ ไม่มีชั้นใดรักษาหายขาด

ชั้นแรกคือหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น ซึ่งได้ผลดีเมื่อตัวกระตุ้นชัดเจนและหลีกได้จริง ชั้นที่สองคือยาควบคุมอาการ ยาแก้แพ้ชนิดกินและยาพ่นจมูกกลุ่มสเตียรอยด์เป็นหลักของจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โดยแนวทาง ARIA แนะนำให้ปรับยาขึ้นหรือลงตามระดับการควบคุมอาการ ไม่ใช่กินยาเดิมตลอดโดยไม่ประเมิน[23] ชั้นที่สามคือ immunotherapy ทั้งแบบฉีดและอมใต้ลิ้น เป็นการให้สารก่อภูมิแพ้ซ้ำในขนาดเพิ่มขึ้นเพื่อปรับภูมิคุ้มกัน งานทบทวนของ EAACI พบว่าลดคะแนนอาการได้ชัดเจนขณะรักษา (standardized mean difference -0.53) และลดการใช้ยา (-0.37)[11] โดยแนะนำให้รักษาต่อเนื่องประมาณ 3 ปีเพื่อให้ผลคงอยู่หลังหยุด[12] ชั้นที่สี่คือชีวภัณฑ์ในรายรุนแรง เช่น omalizumab ในการทดลองแบบสุ่ม ผู้ที่แพ้อาหารหลายชนิดและได้ omalizumab ทนต่อถั่วลิสงขนาด 600 มิลลิกรัมได้ร้อยละ 67 เทียบกับร้อยละ 7 ในกลุ่มยาหลอก แต่ยังต้องเลี่ยงอาหารที่แพ้อยู่ และมีข้อจำกัดเรื่องราคาและข้อบ่งชี้[18]

การหลีกเลี่ยง: ทำได้จริงแค่ไหน และคุ้มไหม

การหลีกเลี่ยงฟังดูง่าย แต่ผลลัพธ์ขึ้นกับว่าลดการสัมผัสได้จริงหรือไม่ และการลดนั้นเปลี่ยนอาการหรือไม่

ไรฝุ่นเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด การใช้ผ้าคลุมที่นอนแบบกันซึมลดสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นบนผิวผ้าปูที่นอนได้จริง งานทดลองในไทยพบว่าผ้าไนลอนที่ผลิตในประเทศลดการซึมผ่านของสารก่อภูมิแพ้ได้ร้อยละ 94 เทียบกับร้อยละ 66 ของผ้าฝ้ายธรรมดา และระดับสารก่อภูมิแพ้บนผ้าปูต่ำกว่ากลุ่มควบคุมตลอด 6 เดือน[10] แต่เมื่อวัดผลทางคลินิก งานทบทวน Cochrane ที่รวม 54 การทดลองในผู้ป่วย 3,002 คนกลับไม่พบว่าการลดไรฝุ่นด้วยวิธีเชิงกลหรือสารเคมีช่วยเรื่องอาการ ค่าลมออกสูงสุด หรือการใช้ยา[9] การคลุมที่นอนอย่างเดียวจึงลดปริมาณได้แต่ไม่พอเปลี่ยนอาการ และงานทบทวนนี้มีอายุมากจน Cochrane เองติดคำเตือนว่าไม่ควรใช้ตัดสินทางคลินิกเดี่ยว ๆ

เครื่องฟอกอากาศอาจช่วยได้ในบางกรณี เช่น ห้องปิดที่คุมแหล่งฝุ่นอื่นได้ สำหรับอาหาร การอ่านฉลากและระวังการปนเปื้อนข้ามในครัวสำคัญกว่าการเลี่ยงอาหารทั้งกลุ่มโดยไม่มีเหตุ ส่วนสัตว์เลี้ยง การจำกัดให้สัตว์อยู่ห่างห้องนอนทำได้จริงกว่าการห้ามเลี้ยงซึ่งมักไม่ได้ผลเมื่อเด็กสร้างความไวแล้ว

ภูมิแพ้อาหารในเด็ก: เมื่อไร “โตแล้วหาย” และเมื่อไรต้องเลี่ยงตลอดชีวิต

ธรรมชาติของภูมิแพ้อาหารต่างกันตามชนิด ภูมิแพ้นมและไข่มีโอกาสหายสูงกว่า ขณะที่ถั่วลิสงและถั่วเปลือกแข็งมักคงอยู่ระยะยาว และงานทบทวนบางชิ้นชี้ว่าอัตราการหายอาจช้ากว่าที่เข้าใจกันในอดีต[17] การยืนยันว่าหายแล้วต้องทำโดยการทดสอบกินภายใต้การดูแลแพทย์ ไม่ใช่การลองที่บ้าน

การเลี่ยงอาหารนานเกินจำเป็นมีต้นทุนจริง ทั้งการขาดสารอาหารในวัยที่กำลังโต ผลต่อสังคมและการกินนอกบ้าน และความวิตกกังวลของทั้งเด็กและพ่อแม่ แนวทางของ EAACI จึงเน้นการประเมินซ้ำเป็นระยะเพื่อตัดสินว่าควรทดสอบกินหรือยัง[2]

ฝั่งการป้องกันมีหลักฐานชัดเจนขึ้นมาก การทดลอง LEAP ในทารกที่มีผิวหนังอักเสบรุนแรงหรือแพ้ไข่ พบว่าการให้กินถั่วลิสงอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ช่วง 4–11 เดือนลดอัตราแพ้ถั่วลิสงเมื่ออายุ 60 เดือนจากร้อยละ 13.7 เหลือร้อยละ 1.9 ในกลุ่มที่ผลทดสอบผิวเริ่มต้นเป็นลบ[13] การเลี่ยงอาหารทุกชนิดในทารกที่มีความเสี่ยงจึงไม่ใช่คำแนะนำที่ปลอดภัยเสมอไป ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มอาหารที่เสี่ยง

ความเชื่อที่ยังไม่มีหลักฐาน

ความเชื่อหลายข้อเรื่องภูมิแพ้ฟังดูสมเหตุสมผล แต่เมื่อตรวจกับงานคุณภาพสูงกลับช่วยได้น้อยมากจนไม่คุ้มความเสี่ยง

ข้อแรกคือชุดตรวจ IgG เพื่อตัดอาหารหลายสิบชนิด ซึ่งไม่ใช่การตรวจภูมิแพ้และเสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร[3] ข้อที่สองคือโพรไบโอติกเพื่อป้องกันภูมิแพ้ งานทบทวน Cochrane ล่าสุดรวม 24 การทดลองในทารก 7,077 คู่ พบว่าลดการเกิดผื่นผิวหนังอักเสบได้เล็กน้อย (risk ratio 0.87) แต่คุณภาพหลักฐานต่ำ และไม่พบความต่างในหอบหืด จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือแพ้นมวัว[20] ข้อที่สามคือน้ำผึ้งพื้นถิ่นมีงานทดลองแบบสุ่มในผู้ใหญ่ 40 คนที่พบอาการดีขึ้นเมื่อกินน้ำผึ้งขนาด 1 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน แต่เป็นงานเล็กศูนย์เดียวและยังไม่มีงานขนาดใหญ่ยืนยัน[26] ข้อที่สี่คือ “แพ้นมวัวทำให้เกิดทุกอาการ” ซึ่งมักสับสนกับภาวะไม่ทนแลกเทสที่ไม่มีกลไกภูมิคุ้มกัน[21] ข้อที่ห้าคือสมุนไพรและอาหารเสริม “ปรับภูมิ” ซึ่งยังไม่มีงานทดลองขนาดพอจะบอกได้ว่าช่วยเรื่องอาการจริง และบางชนิดมีผลข้างเคียงต่อตับ

อยู่กับภูมิแพ้ระยะยาว: แผนรายปีและสิ่งที่ต้องเตรียม

โรคภูมิแพ้เป็นโรคเรื้อรังที่คุมได้ แผนล่วงหน้าช่วยลดการไปห้องฉุกเฉิน เริ่มจากปฏิทินของตัวเอง ในไทยช่วงที่ฝุ่นละอองสูงและอากาศแห้งมักทำให้จมูกและผิวกำเริบ ส่วนฤดูฝนทำให้ไรฝุ่นและเชื้อราในบ้านเพิ่มขึ้น การจดบันทึกสองถึงสามสัปดาห์ช่วยให้เห็นรูปแบบที่แพทย์ใช้ประโยชน์ได้

สิ่งที่ควรเตรียมคือยาประจำและยาสำรองที่ยังไม่หมดอายุ แผนเขียนสั้น ๆ ว่าถ้าอาการระดับใดให้ทำอะไร และเมื่อไรต้องไปโรงพยาบาล รวมถึงการแจ้งโรงเรียนหรือที่ทำงานหากมีประวัติแอนาฟิแล็กซิส ว่าต้องเลี่ยงอาหารหรือยาอะไร และ adrenaline อยู่ที่ใด

ตารางสรุป: ภูมิแพ้ชนิดไหน ตรวจอะไร เริ่มรักษาอย่างไร

ภูมิแพ้ชนิด ตรวจอะไรก่อน เริ่มรักษาอย่างไร
จมูกและตา ประวัติ และ skin prick test หรือ specific IgE หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น ยาพ่นจมูกกลุ่มสเตียรอยด์ตามระดับอาการ
อาหาร ประวัติ และ food challenge เมื่อจำเป็น เลี่ยงอาหารที่ยืนยันแล้ว วางแผนฉุกเฉิน ถือ adrenaline เมื่อมีข้อบ่งชี้
ผิวหนัง ตรวจร่างกายและประวัติ ให้ความชื้นที่ผิวและยาทาเฉพาะที่ตามแผนแพทย์
ยา ประวัติเวลาเริ่มยา และการทดสอบในโรงพยาบาล เปลี่ยนยากลุ่มอื่น และบันทึกไว้ในเวชระเบียน
แมลง ประวัติ และ specific IgE บางกรณี หลีกเลี่ยงแหล่งแมลง และพิจารณา immunotherapy

คำถามที่พบบ่อย

ภูมิแพ้กับภูมิคุ้มกันต่ำต่างกันไหม

ต่างกัน ภูมิแพ้คือการตอบสนองเกินจริงและผิดเป้าของภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่ภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้ที่แพ้จึงไม่ได้ติดเชื้อง่ายกว่าคนทั่วไป

ตรวจภูมิแพ้ที่ไหน ราคาเท่าไร

ตรวจได้ที่คลินิกภูมิแพ้หรือโรงพยาบาลที่มีแพทย์เฉพาะทาง ราคาขึ้นกับจำนวนสารและชนิดการตรวจ

ภูมิแพ้รักษาหายขาดได้ไหม

ส่วนใหญ่คุมได้แต่ไม่หายขาดด้วยยาที่มีอยู่ ภูมิแพ้อาหารบางชนิด เช่น นมและไข่ อาจหายเมื่อโตขึ้น แต่ต้องยืนยันด้วยการทดสอบกินภายใต้การดูแลแพทย์

IgG food test เชื่อได้ไหม

ไม่ควรใช้ตัดสิน IgG ต่ออาหารพบได้ในคนปกติที่กินอาหารนั้นเป็นประจำ และองค์กรภูมิแพ้ชั้นนำไม่แนะนำให้ใช้

ภูมิแพ้กำเริบตอนตั้งครรภ์ทำอย่างไร

ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทุกชนิด รวมถึงยาแก้แพ้ที่เคยใช้ เพราะยาบางกลุ่มปลอดภัยกว่าในครรภ์ และการฉีด immunotherapy ต้องอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์

เด็กเป็นภูมิแพ้ต้องเลี่ยงนมไหม

ไม่ต้องเลี่ยงโดยอัตโนมัติ การเลี่ยงนมมีที่เมื่อวินิจฉัยว่าแพ้นมวัวจริง และควรประเมินซ้ำเป็นระยะ เพราะการเลี่ยงนานเกินจำเป็นกระทบการเจริญเติบโตของเด็ก

ภูมิแพ้ทำให้เป็นหอบหืดไหม

โรคกลุ่มนี้สัมพันธ์กัน ผู้มีผิวหนังอักเสบหรือจมูกอักเสบจากภูมิแพ้มีโอกาสเกิดหอบหืดสูงกว่าคนทั่วไป

ฉีดวัคซีนภูมิแพ้ต้องฉีดนานแค่ไหน

แนวทางของ EAACI แนะนำให้รักษาต่อเนื่องประมาณ 3 ปี เพื่อให้ได้ผลคงอยู่ระยะหนึ่งหลังหยุด ระยะจริงขึ้นกับชนิดภูมิแพ้และการตอบสนองของแต่ละคน

สรุป

โรคภูมิแพ้คือการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่จำ “ศัตรูผิดตัว” และแสดงออกได้สี่ระบบหลัก การรู้ว่าอาการอยู่ระบบไหนช่วยนำไปสู่การตรวจที่ตรงจุด สิ่งที่ควรจำคือการตรวจทุกชนิดบอกเพียงว่ามีการสร้างความไว ไม่ได้บอกว่าเป็นโรค ต้องแปลผลร่วมกับประวัติเสมอ และชุดตรวจ IgG ไม่ใช่การตรวจภูมิแพ้

การรักษาที่ได้ผลเรียงจากการหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ชัดเจน การใช้ยาตามระดับอาการ immunotherapy ในรายที่เหมาะ และชีวภัณฑ์ในรายรุนแรง ส่วนการป้องกันในเด็กมีความหวังจากหลักฐานเรื่องการเริ่มอาหารที่เสี่ยงอย่างเหมาะสมภายใต้คำแนะนำของแพทย์ หากมีอาการปากบวม หายใจติด หรือหน้ามืด ให้โทร 1669 และไปโรงพยาบาลทันที

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): บทความนี้ช่วยให้เข้าใจและวางแผนกับแพทย์ ไม่ใช่การวินิจฉัยแทนการตรวจ หากเคยมีอาการปากบวม เสียงแหบ หายใจติดขัด แน่นหน้าอก หรือหน้ามืดหลังสัมผัสอาหาร ยา หรือแมลง ห้ามทดลองกินซ้ำเองที่บ้าน ให้โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที

แหล่งอ้างอิง