โรคผมร่วงเป็นหย่อม (alopecia areata) คือภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของตัวเองไปโจมตีรากผม ทำให้ผมร่วงเป็นวงกลมหรือวงรีขอบชัด ผิวหนังศีรษะบริเวณนั้นเรียบปกติ ไม่มีสะเก็ด ไม่มีผื่นแดง และไม่ติดต่อ ไม่ใช่เชื้อรา และไม่ใช่ผลจากความเครียดเพียงอย่างเดียว[1],[2] รากผมยังอยู่ครบ ที่หยุดทำงานคือวงจรการสร้างเส้นผม จึงมีโอกาสกลับขึ้นใหม่ได้เอง
คำถามที่คนไข้ถามมากที่สุดคือ “จะขึ้นเองไหม” ผู้ที่เป็นหย่อมเล็กหนึ่งถึงสองจุดราว 8 ใน 10 คนมีผมขึ้นใหม่ได้เองภายในหนึ่งปีโดยไม่ต้องรักษา[6] แต่คนที่ร่วงเกินครึ่งหนังศีรษะหรือเป็นชนิดรุนแรง (totalis/universalis) หายขาดเพียงราว 8.5%[7] บทความนี้จึงแยกให้เห็นว่าอะไรทำให้โรคจัดอยู่กลุ่ม “รอได้” และกลุ่ม “ต้องรักษาเร็ว”
ผมร่วงเป็นหย่อมคืออะไร: ภูมิคุ้มกันโจมตีรากผม ไม่ใช่เชื้อรา ไม่ติดต่อ
ในคนปกติ รากผมช่วงที่กำลังสร้างเส้นผม (anagen) ถูกปกป้องจากระบบภูมิคุ้มกันด้วยกลไกที่เรียกว่า immune privilege เมื่อกลไกนี้ล้มเหลว เม็ดเลือดขาวชนิด cytotoxic CD8+ T cell ที่มีตัวรับ NKG2D จะเข้ามาโจมตีเซลล์รากผม และปล่อยสาร interferon-gamma กับ interleukin-15 ให้เกิดการอักเสบต่อเนื่อง[2] ผลคือเส้นผมถูกตัดวงจรกลางทางและหลุดออก แต่ตัวรากผมเองไม่ถูกทำลายจนหายไป จึงเป็นโรคผมร่วงชนิดไม่เกิดแผลเป็น (non-scarring) และยังกลับขึ้นใหม่ได้[2]
สิ่งที่ตามมาคือคำถามเรื่องการติดต่อ โรคนี้ไม่เกิดจากเชื้อโรค ไม่มีอะไรถ่ายทอดผ่านการใช้หวี หมอน หรือการสัมผัสศีรษะกัน และไม่ต้องแยกของใช้[1] สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบชัด แต่พบว่ากรรมพันธุ์มีส่วน งานวิเคราะห์รวม 67 งานศึกษาพบว่าผู้ป่วยราว 17.6% มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้[31]
รูปร่างที่บอกว่าใช่: วงกลมขอบชัด ผิวเรียบ และ exclamation mark hair
ลักษณะตั้งต้นคือวงผมร่วงกลมหรือวงรีขนาดตั้งแต่เหรียญสิบบาทถึงฝ่ามือ ผิวหนังในวงเรียบและสีปกติ ไม่มีสะเก็ด ไม่มีหนอง บางรายมีอาการคันหรือเสียวแปลบเล็กน้อยก่อนร่วง แต่อาการส่วนใหญ่คือ “เงียบ”[3]
เครื่องหมายที่ช่วยยืนยันคือ exclamation mark hair หรือผมรูปเครื่องหมายอัศเจรีย์ คือเส้นผมที่โคนเรียวเล็กและปลายกว้างกว่า อยู่ใกล้ขอบวงที่ยังกำเริบ เกิดจากเส้นผมที่ถูกบีบรัดจนเปราะและหัก ณ จุดที่โผล่พ้นผิว[3] เมื่อใช้เครื่อง trichoscope (กล้องขยายหนังศีรษะ) จะเห็นจุดเหลือง จุดดำ เส้นผมขาด และเส้นผมสั้นเล็ก ได้ชัดกว่าการมองด้วยตาเปล่า[8],[9]
ตารางนี้สรุปสัญญาณจาก trichoscopy และความหมาย ตัวเลขในวงเล็บมาจากการทบทวน 30 งานศึกษา[8]
| สิ่งที่เห็น | ลักษณะ | ความหมาย |
|---|---|---|
| จุดเหลือง (yellow dots) | รูขุมขนที่เต็มไปด้วยเคราตินและน้ำมัน | พบ 6–100% ของผู้ป่วย สัมพันธ์กับโรคเรื้อรังและตอบสนองช้า[8] |
| จุดดำ (black dots) | ปลายเส้นผมที่หักติดอยู่ใต้ผิว | พบ 0–84% บอกว่ายังกำเริบ[8] |
| ผมรูปอัศเจรีย์ | โคนเรียว ปลายกว้าง ใกล้ขอบวง | พบ 12–71% เป็นสัญญาณของระยะกำเริบ[8] |
| ผมสั้นเล็ก (short vellus) | เส้นเล็กสั้นในวง | พบ 34–100% เป็นสัญญาณของการเริ่มกลับขึ้น[8] |
| เล็บเป็นหลุม | หลุมเล็กเรียงบนแผ่นเล็บ | พบราว 1 ใน 4 ของผู้ป่วย สัมพันธ์กับโรคที่รุนแรงกว่า[29] |
จุดสำคัญคือไม่มีสัญญาณใดสัญญาณเดียวที่ยืนยันโรคได้ การวินิจฉัยจึงอาศัยภาพรวมของหลายสัญญาณร่วมกับลักษณะทางคลินิก[9]
แยกจากเชื้อรา ผมร่วงจากแรงดึง และไทรอยด์: ตรวจอะไรจึงแยกได้
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือเชื้อราหนังศีรษะ (tinea capitis) เพราะหายด้วยยาต้านเชื้อราและถ้าปล่อยไว้นานอาจทำให้ผมร่วงถาวรและแพร่ให้คนในบ้านได้ เชื้อรามักมีสะเก็ด คัน ต่อมน้ำเหลืองท้ายทอยโต และผมขาดเป็นตอสั้น ๆ ไม่เท่ากัน ขณะที่ผมร่วงเป็นหย่อมผิวจะเรียบและผมที่ขอบวงยังยาวปกติ[10],[11]
การตรวจที่ใช้จริงมีสามอย่าง อย่างแรก trichoscopy ดูรูปเส้นผม ถ้าเห็น comma hair หรือ corkscrew hair ให้คิดถึงเชื้อรา[11] อย่างที่สองการขูดสะเก็ดไปตรวจด้วยสารละลายโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) เพื่อดูเส้นใยรา และการเพาะเชื้อซึ่งเป็นมาตรฐานยืนยัน อย่างที่สามคือการตรวจเลือดหาค่าไทรอยด์ (TSH) ในรายที่ผมบางทั้งหัวร่วมกับอาการอื่น เช่น เหนื่อย น้ำหนักเปลี่ยน หรือใจสั่น[28]
| ภาวะ | จุดแยกสำคัญ | การตรวจยืนยัน |
|---|---|---|
| ผมร่วงเป็นหย่อม | ผิวเรียบ ขอบชัด ไม่มีสะเก็ด มีผมรูปอัศเจรีย์ | วินิจฉัยจากคลินิกและ trichoscopy[9] |
| เชื้อราหนังศีรษะ | สะเก็ด คัน ผมขาดเป็นตอ ต่อมน้ำเหลืองโต | KOH และเพาะเชื้อ[10],[11] |
| ผมร่วงจากแรงดึง | ร่วงตามแนวถักหรือที่รัด ขอบไม่สม่ำเสมอ | ประวัติและ trichoscopy |
| ผมร่วงจากความเครียดหรือไทรอยด์ | ร่วงกระจายทั่วหัว ไม่เป็นวง | ประวัติ ร่วมกับ TSH เมื่อมีอาการชี้[28] |
โรคนี้พบบ่อยแค่ไหน และสัมพันธ์กับอะไร
งานทบทวน 94 งานศึกษาพบความชุกรวม 2.11% (ช่วงความเชื่อมั่น 95% 1.82–2.42) แต่แยกตามแหล่งข้อมูลแล้วต่างกันชัด คือ 0.75% ในประชากรทั่วไป และ 3.47% ในคนที่มาตรวจคลินิก[4] ตัวเลขที่ดูสูงจึงมักเป็นภาพของคนที่มาหาหมออยู่แล้ว ฐานสิทธิประโยชน์สหรัฐพบความชุกราว 0.2% อุบัติการณ์ 87–93 รายต่อแสนคนต่อปี และ 5–10% เป็นชนิดถอน[5]
โรคนี้สัมพันธ์กับโรคภูมิคุ้มกันอื่นชัดเจน งานรุ่นในสหราชอาณาจักรเปรียบเทียบผู้ใหญ่ 8,051 รายพบโรคภูมิแพ้ 37.2% เทียบกับ 26.7% และโรคภูมิคุ้มกัน 11.5% เทียบกับ 7.9% ความเสี่ยงเกิดภูมิแพ้ใหม่สูงกว่า 1.43 เท่า ภูมิคุ้มกันใหม่ 1.45 เท่า โดยเฉพาะไทรอยด์อักเสบภูมิต้านตนเอง (1.65 เท่า) และ vitiligo (2.39 เท่า)[12] งานวิเคราะห์อีกรวม 18 งานศึกษาพบ vitiligo สูงถึง 6.61 เท่า[13]
แต่ความสัมพันธ์ไม่เท่ากับต้องตรวจทุกคน ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องการคัดกรองไทรอยด์ในผู้ป่วยทุกรายที่ไม่มีอาการ[28] เพราะผลผิดปกติเล็กน้อยจำนวนมากไม่เปลี่ยนการรักษา แต่เพิ่มความกังวลและค่าใช้จ่าย วิธีที่เหมาะคือซักประวัติอาการไทรอยด์ โรคผิวหนังอื่น และประวัติครอบครัว แล้วตรวจเพิ่มเมื่อมีเงื่อนงำ
ธรรมชาติของโรค: หายเองกี่เปอร์เซ็นต์ ภายในกี่เดือน และกลับเป็นซ้ำแค่ไหน
คำตอบขึ้นกับขนาดพื้นที่ที่เสียไป ในกลุ่มที่มีหย่อมเล็กและจำกัด การทบทวนวรรณกรรมระบุว่าผมขึ้นใหม่ได้เองถึง 80% ภายในหนึ่งปี[6] จึงเป็นเหตุผลที่แนวทางหลายฉบับยอมให้ “รอดู” ในกลุ่มนี้ได้ โดยเฉพาะในเด็กและรายที่หย่อมเล็กมาก[28]
ฝั่งตรงข้ามคือกลุ่มที่เป็นทั้งหัว งานทบทวนผลระยะยาวของผู้ป่วย 375 รายที่เป็น alopecia totalis หรือ universalis พบว่าหายขาดจริงเพียง 8.5% (32 ราย) ที่เหลือได้ผลบางส่วนหรือขึ้นแล้วร่วงซ้ำ[7] ตัวเลขนี้ควรบอกคนไข้ตั้งแต่ต้น เพราะถ้าคาดว่าจะหายเหมือนหย่อมเล็กจะผิดหวังและเปลี่ยนการรักษาไปมา
เรื่องการกลับเป็นซ้ำมีข้อมูลจากงานวิเคราะห์ภูมิคุ้มกันแบบสัมผัส 45 งานศึกษา ผู้ป่วย 2,227 ราย พบอัตรากลับเป็นซ้ำ 38.3% ในกลุ่มที่ใช้ยาต่อเนื่อง และ 49.0% ในกลุ่มที่หยุดหลังผมขึ้น[15] งานศึกษาเดี่ยวจากอิหร่านรายงานว่าผู้ที่ตอบสนองต่อ DPCP ราวครึ่งหนึ่งร่วงซ้ำภายใน 6–12 เดือน[16] การขึ้นใหม่จึงไม่ใช่หลักประกันว่าหายแล้ว
ชนิดรุนแรง: totalis, universalis และ ophiasis
alopecia totalis คือผมบนหนังศีรษะร่วงทั้งหมด ส่วน alopecia universalis คือร่วงทั้งศีรษะ คิ้ว ขนตา และขนตามร่างกาย ทั้งสองแบบพบรวมกันราว 5–10% ของผู้ป่วยทั้งหมด[5] และเป็นกลุ่มที่พยากรณ์โรคแย่ที่สุดเมื่อวัดด้วยการหายขาด[7]
ophiasis เป็นรูปแบบที่ผมร่วงเป็นแถบต่อเนื่องตามขอบขมับและท้ายทอย ความชุกในประชากรอยู่ราว 0.02%[4] สิ่งที่ต้องรู้คือ ophiasis ถูกจัดเป็นปัจจัยพยากรณ์โรคไม่ดีร่วมกับอายุที่เริ่มเป็นน้อย พื้นที่ร่วงกว้าง ความผิดปกติของเล็บ ประวัติครอบครัว และโรคภูมิคุ้มกันร่วม[3] แปลว่าถึงจะดูเหมือนหย่อมแถบเล็ก ๆ แต่ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ผิวหนังเร็วกว่าหย่อมกลมธรรมดา
การพยากรณ์โรคที่ดีกว่าคือ เริ่มเป็นตอนอายุมาก พื้นที่ร่วงน้อย และไม่มีปัญหาที่เล็บ[3] ข้อมูลนี้ใช้คุยกับคนไข้ได้ตรงไปตรงมา ดีกว่าบอกว่าเดี๋ยวก็หายจนเสียโอกาสรักษา
การรักษาที่มีหลักฐาน: อะไรได้ผลจริงและได้ผลแค่ไหน
ภาพรวมจาก Cochrane ปี 2023 ซึ่งรวบรวมการทดลองแบบสุ่ม 63 งานศึกษา 47 วิธี ผู้เข้าร่วม 4,817 คน สรุปว่าหลักฐานส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อมั่นต่ำ และวิเคราะห์เครือข่ายไม่ได้เพราะแต่ละงานเปรียบเทียบยาต่างกันเกินไป[14]
ตารางนี้เทียบตัวเลือกหลักตามระดับหลักฐานและข้อจำกัดที่ต้องรู้
| ทางเลือก | หลักฐาน | ข้อจำกัดและผลข้างเคียง |
|---|---|---|
| สเตียรอยด์ทาความแรงสูง | ใช้กับหย่อมจำกัด หลักฐานความเชื่อมั่นต่ำ[14] | ผิวบาง แตกลายงา สีผิวเปลี่ยนเมื่อใช้นาน ห้ามใช้บริเวณเปลือกตา |
| ฉีดสเตียรอยด์เข้าชั้นผิวหนัง | ทางเลือกแรกในหย่อมจำกัด ผลตอบสนอง 75% ในเด็ก (211/280)[23] | เจ็บ ต้องฉีดซ้ำทุก 4–6 สัปดาห์ อาจเกิดแผลบุ๋มหรือผิวฝ่อ |
| มินอกซิดิล 5% | เป็นยาช่วย ไม่ใช่ยาหลัก | เติมเข้าไปในการรักษาเดิมแล้วไม่เพิ่มผลชัดในงานทดลอง 24 สัปดาห์[30] |
| DPCP หรือ SADBE ทา | ผมขึ้นบ้าง 65.5% ขึ้นเต็มที่ 32.3%[15] | ต้องมาทาทุกสัปดาห์ ผื่นรุนแรง คัน ต่อมน้ำเหลืองโต |
| สเตียรอยด์กิน | ผลเร็ว แต่กลับเป็นซ้ำเมื่อหยุด | ผลข้างเคียงทั้งตัว ใช้ระยะสั้นภายใต้แพทย์ |
| JAK inhibitor กิน | ดีที่สุดในกลุ่มรุนแรง ดูหัวข้อถัดไป[17],[18] | ราคาสูง ต้องคัดกรองและติดตาม |
หลักการเลือกคือจับคู่ความรุนแรงกับความเสี่ยง หย่อมเดียวเล็ก ๆ ที่เพิ่งเกิดไม่จำเป็นต้องได้ยาที่กดภูมิทั้งตัว เพราะ 80% อาจขึ้นเอง[6] แต่หย่อมที่ลามเร็วหรือเป็นซ้ำหลายรอบควรได้รับการรักษาที่จริงจังตั้งแต่ต้น เพราะรอยโรคที่อยู่นานจะตอบสนองยากขึ้น[15]
JAK inhibitors คืออะไร และทำไมไม่ใช่ยาสามัญ
JAK inhibitors ยับยั้งเส้นทางส่งสัญญาณที่ interferon-gamma และ interleukin-15 ใช้สื่อสารกับเซลล์ภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นแกนหลักของโรคนี้[2] ในการทดลองระยะที่ 3 สองงาน ผู้ป่วย 654 และ 546 รายที่ร่วงตั้งแต่ 50% ขึ้นไป ที่สัปดาห์ที่ 36 ผู้ที่ได้ baricitinib 4 มก. มีพื้นที่ร่วงเหลือไม่เกิน 20% อยู่ที่ 38.8% และ 35.9% เทียบกับ 6.2% และ 3.3% ในกลุ่มยาหลอก[17]
งานวิเคราะห์รวม 12 การทดลอง ผู้เข้าร่วม 4,141 คน พบว่ากลุ่มนี้ได้ผลดีกว่ายาหลอกชัดเจน (odds ratio 7.99 ที่สัปดาห์ที่ 24) และผลข้างเคียงรวมสูงกว่า (odds ratio 1.60) แต่ผลข้างเคียงรุนแรงไม่ต่างกัน[18] ที่พบบ่อยคือสิว ติดเชื้อทางเดินหายใจ และค่าเอนไซม์กล้ามเนื้อในเลือดสูง โดย baricitinib สัมพันธ์กับสิวและการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะมากที่สุด[19] การจัดอันดับด้วยเครือข่ายให้ baricitinib 4 มก. มีโอกาสได้ผลดีที่สุด รองลงมาคือ ritlecitinib[20]
เหตุที่ไม่ใช่ยาสามัญมีสามข้อ หนึ่งคือข้อบ่งใช้ เฉพาะรายรุนแรงที่ล้มเหลวจากวิธีแรก[27] สองคือต้องคัดกรองวัณโรคและไวรัสตับอักเสบ ตรวจเลือดเป็นระยะ และระวังการติดเชื้อระหว่างใช้ สามคือราคาและสิทธิ์เบิกจ่าย ซึ่งควรตรวจกับโรงพยาบาลก่อนตัดสินใจ
คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): JAK inhibitor ต้องสั่งโดยแพทย์ผิวหนังเท่านั้น ห้ามซื้อทางออนไลน์หรือใช้ยาของผู้อื่น เพราะต้องคัดกรองวัณโรค ไวรัสตับอักเสบ และการทำงานของไตก่อนเริ่ม ยานี้กดภูมิคุ้มกันและเพิ่มความเสี่ยงงูสวัดและการติดเชื้อทางเดินหายใจ หากมีไข้ ไอเรื้อรัง หรือผื่นตุ่มน้ำขึ้นระหว่างใช้ ให้หยุดยาและพบแพทย์ทันที
เด็กกับผู้ใหญ่: แนวทางต่างกันอย่างไร และเริ่มรักษาเมื่อไร
โรคนี้เป็นสาเหตุที่พบบ่อยอันดับสามของปัญหาโรคผิวหนังในเด็ก[23] การรักษาภาพรวมเหมือนผู้ใหญ่ แต่หลักฐานน้อยกว่ามาก งานทบทวนในผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 18 ปีพบรายงาน 122 ฉบับ ผู้ป่วย 1,032 ราย แต่เป็นการทดลองแบบสุ่มเพียง 2 งาน[24] ผลตอบสนองจึงมาจากกลุ่มผู้ป่วย เช่น สเตียรอยด์ทา 81% (35/43 ราย) ฉีดสเตียรอยด์ 75% (211/280 ราย) และภูมิคุ้มกันแบบสัมผัส 54% (187/345 ราย)[23]
ยากลุ่ม JAK ในการทดลองย่อยวัยรุ่น 12–17 ปี ที่สัปดาห์ที่ 24 มีผู้ได้ผลดี 17–28% ในกลุ่ม ritlecitinib 30 มก. ขึ้นไป เทียบกับ 0% ในยาหลอก และเพิ่มเป็น 25–50% ที่สัปดาห์ที่ 48[21] ปัจจุบัน ritlecitinib ได้รับอนุมัติสำหรับผู้ป่วยอายุ 12 ปีขึ้นไปในหลายประเทศ[22] เด็กเล็กกว่านั้นเป็นการใช้นอกข้อบ่งใช้ภายใต้แพทย์
หลักที่ใช้ตัดสินคือ หย่อมเล็กที่เพิ่งเกิดรอดู 3–6 เดือนได้ เพราะมีโอกาสขึ้นเองสูงและยาหลายชนิดยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวในเด็ก[24] แต่ถ้าร่วงเกินครึ่งหัว มีปัญหาที่เล็บ ร่วงคิ้วหรือขนตา หรือเริ่มเป็นตั้งแต่อายุน้อย ควรเริ่มรักษาและติดตามใกล้ชิด[3]
ผลต่อจิตใจ: สิ่งที่ต้องพูดคุยและวิธีรับมือ
ผลทางใจของโรคนี้มากกว่าที่คนภายนอกคิด งานวิเคราะห์รวม 37 งานศึกษาพบผู้ป่วยมีโรควิตกกังวล 13% และโรคซึมเศร้า 9% สูงกว่าประชากรทั่วไป ขณะที่อาการที่ยังไม่ถึงเกณฑ์วินิจฉัยพบถึง 34% และ 37% ตามลำดับ[25] งานอีกชิ้นพบโอกาสมีภาวะวิตกกังวลสูงกว่า 2.50 เท่า และซึมเศร้าสูงกว่า 2.71 เท่า[26]
สิ่งที่ช่วยได้มีสามระดับ หนึ่งคือการปกปิดชั่วคราว เช่น ผมปลอม วิก หรือผลิตภัณฑ์แต่งเติมสี ซึ่งไม่ได้รักษาโรคแต่คืนความมั่นใจและทำให้กลับไปทำงานหรือเรียนได้ สองคือการพูดคุยกับเด็กตามวัย ไม่ปิดบัง แต่บอกว่าอะไรกำลังเกิดและจะทำอะไรต่อไป เพราะการปกปิดความจริงทำให้เด็กจินตนาการแย่กว่าความจริง สามคือการปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเมื่อมีอาการนอนไม่หลับ ถอนตัวจากสังคม หรือคิดทำร้ายตัวเอง
สำหรับผู้ใหญ่ ผลต่อการทำงานและการเข้าสังคมมักหนักกว่าตัวโรค การบอกที่ทำงานหรือเพื่อนสนิทหนึ่งถึงสองคนช่วยได้มากกว่าการปกปิดทุกสถานการณ์
เกณฑ์ “ต้องพบแพทย์ผิวหนังทันที”
ไม่ใช่ทุกหย่อมต้องรีบ แต่มีสถานการณ์ที่ควรพบแพทย์ผิวหนังภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ สัญญาณเหล่านี้อ้างอิงจากเกณฑ์ทางคลินิกและปัจจัยพยากรณ์โรคที่ไม่ดี[3],[28]
- ผมร่วงลามเร็ว คือวงขยายชัดในไม่กี่สัปดาห์ หรือเกิดวงใหม่หลายจุดพร้อมกัน
- พื้นที่ร่วงเกินครึ่งของหนังศีรษะ หรือลามไปคิ้ว ขนตา หรือเครา
- มีความผิดปกติของเล็บ เช่น เป็นหลุมลึก ผิวเล็บขรุขระ หรือเล็บบางผิดรูป
- เป็นเด็กหรือวัยรุ่นที่เริ่มเป็นตอนอายุน้อย โดยเฉพาะเมื่อร่วงมากหรือเป็นซ้ำ
- มีสะเก็ด หนอง ผมขาดเป็นตอ หรือต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งชี้ไปทางเชื้อรา
- ผิวหนังศีรษะแดง บวม เจ็บ หรือมีรอยแผลเป็น ซึ่งไม่ใช่ภาพของโรคนี้
- รักษาตามคำแนะนำแล้ว 6–12 เดือนยังไม่มีผมขึ้นใหม่ หรือขึ้นแล้วร่วงซ้ำหลายรอบ
ข้อสุดท้ายสำคัญเพราะโรคนี้กำเริบเป็นธรรมชาติ การเปลี่ยนการรักษาไปมาโดยไม่มีเกณฑ์วัดผลทำให้เสียโอกาสในช่วงที่รอยโรคยังตอบสนองดี
คำถามที่พบบ่อย
ผมร่วงเป็นหย่อมหายเองไหม
ได้ในหลายราย หย่อมเล็กและจำกัดราว 80% ขึ้นใหม่เองได้ภายในหนึ่งปี[6] แต่ถ้าร่วงเกินครึ่งหัวหรือเป็นชนิดถอน หายขาดเพียงราว 8.5%[7] จึงควรให้แพทย์ประเมินตั้งแต่ต้น
ผมร่วงเป็นหย่อมติดต่อไหม
ไม่ติดต่อ โรคนี้เกิดจากภูมิคุ้มกันของตัวเองโจมตีรากผม ไม่มีเชื้อก่อโรค และไม่มีอะไรถ่ายทอดผ่านการสัมผัส การใช้หวีหรือหมอนร่วมกันจึงไม่ทำให้คนอื่นเป็นตาม[1],[2]
ผมร่วงเป็นหย่อมขึ้นใหม่กี่เดือน
ผมใหม่ใช้เวลาหลายเดือน ปกติเริ่มเห็นเส้นเล็ก ๆ ภายใน 3 เดือนหลังเริ่มรักษา ถ้า 6–12 เดือนแล้วยังไม่มีวี่แววขึ้น ควรทบทวนการวินิจฉัย
ผมร่วงเป็นหย่อมต้องฉีดสเตียรอยด์ไหม
ไม่จำเป็นทุกราย การฉีดเหมาะกับหย่อมจำกัดที่ยังไม่กว้างและต้องการผลเร็ว ผลตอบสนองในเด็กราว 75% (211/280 ราย)[23] แต่เจ็บและต้องฉีดซ้ำทุก 4–6 สัปดาห์ หย่อมเล็กที่เพิ่งเกิดอาจรอดูก่อนได้[6]
ผมร่วงเป็นหย่อมกลับมาเป็นซ้ำไหม
เป็นซ้ำได้บ่อย งานวิเคราะห์ภูมิคุ้มกันแบบสัมผัสพบอัตรากลับเป็นซ้ำ 38.3% เมื่อใช้ยาต่อเนื่อง และ 49.0% เมื่อหยุดยา[15] จึงควรนัดติดตามอย่างน้อยหนึ่งปีหลังผมขึ้นครบ
เด็กผมร่วงเป็นหย่อมต้องรักษาไหม
ขึ้นกับขนาดและอายุที่เริ่มเป็น หย่อมเล็กที่เพิ่งเกิดรอดูได้ 3–6 เดือน แต่ถ้าร่วงมาก มีปัญหาที่เล็บ หรือเริ่มเป็นตอนอายุน้อยควรพบแพทย์ เพราะปัจจัยเหล่านี้ทำนายผลลัพธ์ที่ไม่ดี[3],[24]
ผมร่วงเป็นหย่อมเกี่ยวกับไทรอยด์ไหม
มีความสัมพันธ์กัน งานรุ่นในสหราชอาณาจักรพบความเสี่ยงไทรอยด์อักเสบภูมิต้านตนเองสูงกว่า 1.65 เท่า[12] และงานวิเคราะห์รวมพบ 1.57 เท่า[13] แต่ไม่ได้แปลว่าต้องตรวจทุกคน ควรตรวจเมื่อมีอาการชี้ เช่น เหนื่อยหรือน้ำหนักเปลี่ยน[28]
โกนหัวช่วยให้ผมขึ้นไหม
ไม่ช่วย การงอกของผมขึ้นกับรากผมที่กำลังอักเสบ ไม่ได้ขึ้นกับความยาวเส้นผมที่เหลือ การโกนจึงไม่กระตุ้นให้ขึ้นเร็วขึ้นและไม่ใช่การรักษา[2] ประโยชน์เดียวคือความสะดวกในการทายา
สรุป
โรคผมร่วงเป็นหย่อมเกิดจากภูมิคุ้มกันโจมตีรากผม ไม่ใช่เชื้อราและไม่ติดต่อ รากผมยังอยู่จึงกลับขึ้นใหม่ได้[1],[2] หย่อมเล็กและจำกัดมีโอกาสขึ้นเองถึง 80% ภายในหนึ่งปี[6] แต่ชนิดถอนหายขาดเพียง 8.5%[7] และกลับเป็นซ้ำได้ราว 38–49% หลังรักษาได้ผล[15] ทางเลือกที่มีหลักฐานคือสเตียรอยด์ทาและฉีดสำหรับหย่อมจำกัด ภูมิคุ้มกันแบบสัมผัสสำหรับรายที่กว้างขึ้น และ JAK inhibitor สำหรับรายรุนแรงซึ่งต้องคัดกรองและติดตามภายใต้แพทย์[14],[17],[18] สิ่งที่เปลี่ยนผลลัพธ์มากที่สุดคือประเมินให้ถูกตั้งแต่ต้นว่าเป็นกลุ่มไหน แล้วเลือกความเข้มข้นของการรักษาให้ตรงกับกลุ่มนั้น
แหล่งอ้างอิง
- . Ungar B, Renert-Yuval Y, Dlova NC, Jabbari A, et al. Alopecia areata. Nat Rev Dis Primers. 2025;11(1):77. https://doi.org/10.1038/s41572-025-00664-9 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Šutić Udović I, Hlača N, Massari LP, Brajac I, Kaštelan M. Deciphering the Complex Immunopathogenesis of Alopecia Areata. Int J Mol Sci. 2024;25(11):5652. htt ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 3. Spano F, Donovan JC. Alopecia areata: Part 1: pathogenesis, diagnosis, and prognosis. Can Fam Physician. 2015;61(9):751–755. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Lee HH, Gwillim E, Patel KR, Hua T, et al. Epidemiology of alopecia areata, ophiasis, totalis, and universalis: A systematic review and meta-analysis. J Am Ac ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;82(3):675–682. https://doi.org/10.1016/j.jaad.2019.08.032 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Mostaghimi A, Gao W, Ray M, Bartolome L, et al. Trends in Prevalence and Incidence of Alopecia Areata, Alopecia Totalis, and Alopecia Universalis Among Adults ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;159(4):411–418. https://doi.org/10.1001/jamadermatol.2023.0002 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Ito T. Advances in the management of alopecia areata. J Dermatol. 2012;39(1):11–17. https://doi.org/10.1111/j.1346-8138.2011.01476.x ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Burroway B, Griggs J, Tosti A. Alopecia totalis and universalis long-term outcomes: a review. J Eur Acad Dermatol Venereol. 2020;34(4):709–715. https://doi.or ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 8. Waśkiel A, Rakowska A, Sikora M, Olszewska M, Rudnicka L. Trichoscopy of alopecia areata: An update. J Dermatol. 2018;45(6):692–700. https://doi.org/10.1111/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 9. Al-Dhubaibi MS, Alsenaid A, Alhetheli G, Abd Elneam AI. Trichoscopy pattern in alopecia areata: A systematic review and meta-analysis. Skin Res Technol. 2023 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 6):e13378. https://doi.org/10.1111/srt.13378 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Amer M, Helmy A, Amer A. Trichoscopy as a useful method to differentiate tinea capitis from alopecia areata in children at Zagazig University Hospitals. Int J ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;56(1):116–120. https://doi.org/10.1111/ijd.13217 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Al-Refu K. Clinical Significance of Trichoscopy in Common Causes of Hair Loss in Children: Analysis of 134 Cases. Int J Trichology. 2018;10(4):154–161. https: ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 12. Holmes S, Harries M, Macbeth AE, Chiu WS, et al. Alopecia areata and risk of atopic and autoimmune conditions: population-based cohort study. Clin Exp Derma ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;48(4):325–331. https://doi.org/10.1093/ced/llac104 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Krajewski PK, Jastrząb B, Szepietowski JC, Jankowska-Konsur A. Immune-Mediated Disorders in Patients With Alopecia Areata: Systematic Review and Meta-Analysis ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;64(11):2029–2037. https://doi.org/10.1111/ijd.17895 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Mateos-Haro M, Novoa-Candia M, Sánchez Vanegas G, Correa-Pérez A, et al. Treatments for alopecia areata: a network meta-analysis. Cochrane Database Syst Rev. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;10(10):CD013719. https://doi.org/10.1002/14651858.CD013719.pub2 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Lee S, Kim BJ, Lee YB, Lee WS. Hair Regrowth Outcomes of Contact Immunotherapy for Patients With Alopecia Areata: A Systematic Review and Meta-analysis. JAMA ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;154(10):1145–1151. https://doi.org/10.1001/jamadermatol.2018.2312 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Aghaei S. Topical immunotherapy of severe alopecia areata with diphenylcyclopropenone (DPCP): experience in an Iranian population. BMC Dermatol. 2005;5:6. htt ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 17. King B, Ohyama M, Kwon O, Zlotogorski A, et al. Two Phase 3 Trials of Baricitinib for Alopecia Areata. N Engl J Med. 2022;386(18):1687–1699. https://doi.org ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 18. Morriss S, Foo CH, Lin E, Rodrigues Dias F, et al. Efficacy and Safety of Oral Janus Kinase Inhibitors in Adults and Adolescents with Alopecia Areata: A Sys ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;27(5):925–943. https://doi.org/10.1007/s40257-026-01060-z ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Qi Z, Li Y. Safety of oral JAK inhibitors in treating alopecia areata: a systematic review and network meta-analysis. Front Pharmacol. 2025;16:1576553. https: ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 20. Husein-ElAhmed H, Husein-ElAhmed S. Comparative efficacy of oral Janus kinase inhibitors and biologics in adult alopecia areata: A systematic review and Bay ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;38(5):835–843. https://doi.org/10.1111/jdv.19797 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Hordinsky M, Hebert AA, Gooderham M, Kwon O, et al. Efficacy and safety of ritlecitinib in adolescents with alopecia areata: Results from the ALLEGRO phase 2b ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- randomized, double-blind, placebo-controlled trial. Pediatr Dermatol. 2023;40(6):1003–1009. https://doi.org/10.1111/pde.15378 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Blair HA. Ritlecitinib: A Review in Severe Alopecia Areata. Am J Clin Dermatol. 2026. https://doi.org/10.1007/s40257-026-01075-6 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Waśkiel-Burnat A, Kołodziejak M, Sikora M, Stochmal A, et al. Therapeutic management in paediatric alopecia areata: A systematic review. J Eur Acad Dermatol V ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;35(6):1299–1308. https://doi.org/10.1111/jdv.17187 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Barton VR, Toussi A, Awasthi S, Kiuru M. Treatment of pediatric alopecia areata: A systematic review. J Am Acad Dermatol. 2022;86(6):1318–1334. https://doi.or ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 25. Lauron S, Plasse C, Vaysset M, Pereira B, et al. Prevalence and Odds of Depressive and Anxiety Disorders and Symptoms in Children and Adults With Alopecia A ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;159(3):281–288. https://doi.org/10.1001/jamadermatol.2022.6085 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Okhovat JP, Marks DH, Manatis-Lornell A, Hagigeorges D, et al. Association between alopecia areata, anxiety, and depression: A systematic review and meta-anal ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;88(5):1040–1050. https://doi.org/10.1016/j.jaad.2019.05.086 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Harries MJ, Ascott A, Asfour L, Farrant P, et al. British Association of Dermatologists living guideline for managing people with alopecia areata 2024. Br J D ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;192(2):190–205. https://doi.org/10.1093/bjd/ljae385 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Ohyama M, Ito T, Amoh Y, Inui S, et al. Japanese Dermatological Association’s Clinical Practice Guidelines for Alopecia Areata 2024: A Complete English Transl ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;52(10):e876–e907. https://doi.org/10.1111/1346-8138.17859 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Arousse A, Boussofara L, Mokni S, Gammoudi R, et al. Alopecia areata in Tunisia: epidemio-clinical aspects and comorbid conditions. A prospective study of 204 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;58(7):811–815. https://doi.org/10.1111/ijd.14381 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Shapiro J, Tan J, Ho V, Abbott F, Tron V. Treatment of chronic severe alopecia areata with topical diphenylcyclopropenone and 5% minoxidil: a clinical and imm ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;29(5 Pt 1):729–735. https://doi.org/10.1016/0190-9622(93)70238-o ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Huang Y, Jee E, Kim M, Liu X, et al. Familial patterns of alopecia areata: A systematic review and meta-analysis. J Autoimmun. 2025;151:103378. https://doi.or ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed