ความงาม

ผิวแตกหน้าหนาว แตกที่มือและเท้า ปิดรอยอย่างไร

ผิวแตกหน้าหนาวคือภาวะที่ผิวแห้งจนลอกเป็นขุยและแตกเป็นรอยแยก โดยเกิดบ่อยที่มือและเท้าเพราะสองส่วนนี้ต้องรับน้ำหนัก ถูกน้ำและสบู่บ่อย และมีต่อมไขมันน้อยที่สุดในร่างกาย เมื่อความชื้นในอากาศลดลง ผิวจะสูญเสียน้ำเร็วขึ้น เกราะผิวที่เคยยืดหยุ่นก็แข็งและฉีกเมื่อถูกแรงดึงหรือแรงกด

ปัญหานี้ไม่ได้แก้ด้วยครีมกระปุกเดียวที่ทาแล้วหายขาด แต่ต้องทำสามอย่างพร้อมกัน คือหยุดการสูญเสียน้ำ เติมน้ำและไขมันกลับเข้าชั้นผิว และลดแรงที่ทำให้รอยแยกฉีกซ้ำ บทนี้จึงเรียงจากกลไกในฤดูหนาว ระดับความรุนแรง วิธีแยกว่าผิวแห้งธรรมดาหรือโรคผิวหนัง ไปจนถึงส่วนผสมที่ควรเลือกและแผนดูแลเจ็ดวัน

ทำไมหน้าหนาวผิวแตก

อากาศเย็นอุ้มน้ำได้น้อยกว่าอากาศร้อน ความชื้นสัมพัทธ์จึงลดลงทั้งนอกบ้านและในห้องที่เปิดฮีตเตอร์ งานทบทวนที่รวบรวมการศึกษาด้านสภาพอากาศกับเกราะผิวสรุปว่า ความชื้นต่ำและอุณหภูมิต่ำทำให้เกราะผิวทำงานลดลง ผิวไวต่อแรงเชิงกลและตอบสนองต่อสารระคายมากกว่าปกติ เพราะเคราติโนไซต์หลั่งไซโตไคน์กระตุ้นการอักเสบเพิ่มขึ้น[1]

กลไกที่ทำให้เห็นเป็นขุยและรอยแตกอยู่ที่การผลัดเซลล์ผิว ในผิวหนังแห้งแบบหน้าหนาวพบว่าโปรตีนที่ยึดเซลล์ชั้นบนยังสลายไม่หมด ทั้งคอร์นีโอเดสโมซิน เดสโมกลีอีน 1 และพลาโคกลอบิน จึงมีจุดเชื่อมระหว่างเซลล์เหลือมากและเซลล์ที่ตายแล้วไม่หลุดตามจังหวะ ชั้นผิวจึงหนาขึ้นแต่ไม่ยืดหยุ่น[2] เมื่อถูกแรงดึงตอนกำมือหรือลงเท้า เนื้อผิวที่แข็งจะฉีกเป็นเส้นตรง

หลักฐานจากคนที่อยู่ในอากาศแห้งจัดช่วยยืนยันเรื่องนี้ คนงาน 49 คนที่ทำงานในห้องความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 1.5 วันละ 12 ชั่วโมง มีค่าการสูญเสียน้ำทางผิวและค่าความชุ่มชื้นเปลี่ยนไปภายในสองสัปดาห์แรก และค่าการสูญเสียน้ำฟื้นกลับช้ากว่าความชุ่มชื้นมาก[3]

ทำไมมือและเท้าแตกก่อนส่วนอื่น

มือและเท้ามีชั้นผิวหนังกำพร้าชั้นนอกหนาที่สุดเพื่อรับแรงเสียดทาน แต่ผิวหนาจะแตกร้าวง่ายกว่าผิวบางเมื่อสูญเสียความยืดหยุ่น ฝ่ามือและฝ่าเท้ายังไม่มีต่อมไขมัน จึงไม่มีฟิล์มไขมันตามธรรมชาติช่วยกักน้ำ ผิวสองส่วนนี้จึงพึ่งพาน้ำจากภายในและครีมที่ทาเท่านั้น

มือเจอสารระคายมากกว่าส่วนอื่นเพราะล้างบ่อยและสัมผัสน้ำยาตลอดวัน งานสำรวจในประชากร 3,460 คนพบว่าคนที่รายงานว่ามีผิวแห้งทั่วไปมีความสัมพันธ์ชัดกับโรคผิวหนังอักเสบที่มือ โดยไม่ขึ้นกับการกลายพันธุ์ของยีนฟิลแอกกริน[17] ผิวแห้งจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จัดการได้ด้วยการดูแลประจำวัน

เท้าเจอแรงกดและแรงเฉือนทุกก้าว ผิวที่แห้งและหนาจึงฉีกที่ส้นเท้าหรือซอกนิ้วก้อยก่อนเสมอ รองเท้าเปิดส้นและถุงเท้าที่ดูดซับเหงื่อไม่ดีทำให้ผิวยิ่งสูญเสียน้ำและเปื่อยสลับแห้ง

ระดับความรุนแรง 3 ระดับ

ยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานสากลชุดเดียวสำหรับรอยแตกที่มือและเท้า สามระดับนี้เป็นเครื่องมือสื่อสารว่าควรดูแลเองหรือพบแพทย์

ระดับ ลักษณะที่เห็น อาการ ควรทำอะไร
1 ผิวแห้ง ด้าน ลอกเป็นขุย หรือรอยแตกตื้นที่ยังไม่ผ่านชั้นผิวหนา ไม่เจ็บหรือเจ็บเล็กน้อยเวลาใช้งาน ทาครีมสม่ำเสมอและลดน้ำร้อนได้เอง
2 รอยแยกเป็นเส้นลึก ขอบหนังหนาแข็ง เจ็บเวลาเดินหรือกำมือ ยังไม่มีเลือดออก ดูแลเองได้ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ให้พบแพทย์
3 รอยแยกกว้าง เห็นเนื้อแดงหรือมีเลือดออก ขอบบวม แดง ร้อน หรือมีน้ำเหลือง เจ็บมาก อาจใช้งานมือหรือเดินลำบาก พบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเท้า

ระดับ 1 และ 2 ตอบสนองต่อการเติมน้ำและกักน้ำได้ดีถ้าทำต่อเนื่อง แต่ระดับ 3 เป็นแผลเปิดที่เชื้อแบคทีเรียเข้าได้ จึงไม่ควรปิดด้วยครีมแล้วรอดูอาการอย่างเดียว ผู้ป่วยเบาหวานและผู้มีโรคหลอดเลือดส่วนปลายต้องระวังแม้รอยแตกจะดูเล็ก เพราะแผลที่เท้าในกลุ่มนี้ลุกลามง่ายและหายช้า[20]

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): ห้ามตัด ขูด หรือแคะหนังแข็งที่มือและเท้าด้วยมีด กรรไกร หรือที่ขูดโลหะด้วยตัวเอง เพราะแผลจากเครื่องมือคมติดเชื้อง่ายกว่าปัญหาเดิม ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้มีโรคหลอดเลือดส่วนปลาย ผู้สูงอายุ และผู้ที่ผิวบางจากการใช้สเตียรอยด์ ต้องให้บุคลากรทางการแพทย์ตรวจก่อนเริ่มดูแลเอง และห้ามใช้ครีมผสมสเตียรอยด์แรงที่ซื้อเองทางออนไลน์กับรอยแตก โดยเฉพาะบริเวณที่มีเลือดออก

แยกจากโรค: เกล็ดปลา ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (เอ็กซิม่า) เชื้อราที่เท้า และสะเก็ดเงิน

ผิวแห้งหน้าหนาวมักดีขึ้นเมื่ออากาศชื้นและตอบสนองต่อครีมภายในสองสัปดาห์ ถ้าไม่เป็นแบบนั้นต้องคิดถึงโรคที่หน้าตาคล้ายกัน

ภาวะ จุดสังเกต ต่างจากผิวแห้งหน้าหนาวอย่างไร
ผิวแห้งจากฤดูหนาว แห้ง ลอกละเอียด แตกที่มือและเท้า ดีขึ้นเมื่อทาครีม อาการตามฤดูกาลและตอบสนองต่อมอยส์เจอไรเซอร์
เกล็ดปลาแต่กำเนิด ลอกเป็นแผ่นเหลี่ยมคล้ายเกล็ดปลาที่หน้าแข้งและแขน คันน้อย เป็นตลอดปี เป็นมาแต่เด็ก และมักมีประวัติครอบครัว
ผิวหนังอักเสบ (เอ็กซิม่า) แดง คัน เป็นผื่น มีน้ำเหลือง หรือผิวหนาจากการเกา คันมาก่อนผิวแตก และเป็นซ้ำเป็นช่วง ๆ
เชื้อราที่เท้า ลอกและคันที่ซอกนิ้ว บางครั้งเป็นข้างเดียว เล็บเปลี่ยนสี ไม่ดีขึ้นด้วยครีม และต้องตรวจเศษผิวเพื่อยืนยัน
สะเก็ดเงิน แผ่นหนาขอบชัด มีสะเก็ดเงินหนา มักมีรอยโรคที่เล็บ ขอบคมชัดและไม่ตอบสนองต่อครีมธรรมดา

ส่วนผสมที่ปิดรอยแตกได้จริง

มอยส์เจอไรเซอร์ที่ดีต้องมีทั้งสารดูดน้ำ สารกักน้ำ และไขมันที่ช่วยซ่อมเกราะผิว ถ้ามีแค่สารดูดน้ำ ผิวจะดูดน้ำจากอากาศที่แห้งไม่ได้และอาจดึงน้ำจากชั้นลึกออกมาแทน[13]

ส่วนผสม ความเข้มข้นที่พบในงานศึกษา กลไก หลักฐาน
ปิโตรเลียมเจลลี (วาสลีน) ตามผลิตภัณฑ์ แทรกเข้าไปในช่องระหว่างเซลล์ผิวและลดการระเหยของน้ำ ช่วยให้เกราะผิวฟื้นเร็วกว่าจุดที่ไม่ทา ไม่ได้เป็นเพียงฟิล์มปิดทึบ[4]
ยูเรีย 5 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ดูดน้ำและละลายเคราตินที่หนาตัว 20 เปอร์เซ็นต์ดีกว่าครีมหลอกในผู้ใหญ่ 60 คน แต่ 5 เปอร์เซ็นต์ไม่ต่างจากครีมหลอก[6]
ยูเรียร่วมกับกรดอะมิโน 5 เปอร์เซ็นต์ เติมน้ำและลดขุยในผิวแห้งรุนแรง ลดคะแนนความแห้งที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานได้ดีกว่าครีมกลีเซอรีน และลดลงร้อยละ 91 ใน 32 สัปดาห์[8]
เซราไมด์ สูตรที่ปรับสัดส่วนไขมันให้ใกล้ผิวปกติ ทดแทนไขมันระหว่างเซลล์ที่ขาดไป ช่วยลดความรุนแรงของผิวแห้งอักเสบในเด็ก 24 คน[10] และทำให้ผิวแห้งและคันในผู้สูงอายุ 25 คนดีขึ้นภายใน 15 วัน[11]
ลาโนลิน ตามผลิตภัณฑ์ กักน้ำและทำให้ผิวนุ่ม ได้ผลแต่แพ้ได้ พบความชุกการแพ้ร้อยละ 1.7 ในผู้ที่ทดสอบผิว 24,449 คน[18]

งานทบทวนอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานของการทดลองแบบสุ่ม 12 งานในผู้ป่วยเบาหวานที่มีผิวแห้งที่เท้า พบว่าครีมที่มีส่วนผสมเสริมประสิทธิภาพลดความรุนแรงของผิวแห้งได้ดีกว่าครีมฐานธรรมดาทั้งที่ 2 และ 4 สัปดาห์ และสูตรยูเรียได้ผลชัดกว่าครีมฐานด้วยความเชื่อมั่นของหลักฐานสูง[7] แต่หมายถึงการลดความแห้งและรอยแตกตื้น ไม่ได้หมายความว่าแผลลึกจะหายเอง

เข้มข้นกว่าไม่ได้ดีกว่าเสมอ ยูเรียตั้งแต่ 30 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปเป็นกลุ่มละลายเคราตินสำหรับหนังหนาเฉพาะจุด ไม่ใช่ทาทั่วไปบนรอยแตกเปิด และระคายเคืองได้บ่อยกว่า[5] หากทาแล้วแสบให้ลดความเข้มข้นหรือเปลี่ยนสูตร ไม่ใช่ทนใช้

ทำไมทาแล้วแสบ และควรทนไหม

อาการแสบเวลาทาครีมลงบนรอยแตกเกิดได้จากสามสาเหตุ ข้อแรกคือเกราะผิวที่แตกร้าวเปิดทางให้สารในครีมสัมผัสปลายประสาทชั้นลึก ข้อสองคือยูเรีย กรดแลกติก หรือกรดซาลิไซลิกออกฤทธิ์ละลายเคราตินและกระตุ้นปลายประสาทชั่วคราว ข้อสามคือแอลกอฮอล์ น้ำหอม และสารกันเสียในสูตรที่บางคนไว

ระดับที่รับได้คือแสบหรือเสียวไม่เกินสองสามนาทีแล้วหายไป ถ้าแสบต่อเนื่อง แดงขึ้น หรือปวดมากขึ้น ให้ล้างออกด้วยน้ำอุ่นและทาปิโตรเลียมเจลลีบาง ๆ แทน แล้วรอให้ผิวหายก่อนลองสูตรที่เข้มข้นน้อยลง วิธีที่ปลอดภัยคือเริ่มด้วยครีมความเข้มข้นต่ำวันละครั้ง ทาวาสลีนทับเฉพาะจุดที่แสบ และเลื่อนไปใช้สูตรยูเรียเมื่อรอยแตกตื้นขึ้น การทนใช้ครีมที่แสบซ้ำ ๆ จะทำให้ผิวอักเสบและซ่อมเกราะได้ช้ากว่าเดิม

น้ำร้อน สบู่ และเจลล้างมือ: ตัวการที่มองข้าม

การแช่น้ำร้อนนาน ๆ ทำให้ไขมันระหว่างเซลล์ผิวละลายและถูกชะล้างออก ผิวที่แช่น้ำนานจะดูดน้ำจนเปื่อย แต่เมื่อแห้งกลับสูญเสียน้ำมากกว่าเดิมและแตกง่ายขึ้น น้ำอุ่นพอสบายและอาบไม่เกิน 10 ถึง 15 นาทีจึงปลอดภัยกว่า แล้วทาครีมทันทีขณะผิวยังหมาด

สบู่ทั่วไปมีค่าความเป็นด่างสูงซึ่งเพิ่มการระคายเคือง การทดสอบในคนผิวไว 30 คนพบว่าผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแห้งมีค่าความเป็นกรดด่างและดัชนีการระคายเคืองต่างกันมาก โดยค่าความเป็นด่างที่สูงสัมพันธ์กับผิวแดง ลอก และรอยแตก[14] ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสังเคราะห์ที่ค่าความเป็นกรดด่างใกล้ผิวปกติจึงเหมาะกับคนที่ผิวแตกง่าย

เจลล้างมือแบบแอลกอฮอล์ไม่ได้ดีกว่าสบู่ทุกด้าน แต่ในการทดลองแบบสุ่มในบุคลากรสุขภาพ 62 คนที่ล้างมือตลอดกะ 8 ชั่วโมง กลุ่มที่ใช้เจลแอลกอฮอล์มีค่าการสูญเสียน้ำทางผิวลดลง ขณะที่กลุ่มที่ใช้ทิชชูเปียกฆ่าเชื้อเพิ่มมากที่สุด และกลุ่มที่ล้างด้วยน้ำและสบู่เพิ่มปานกลาง[15] หากต้องล้างบ่อย ให้เลือกวิธีที่ระคายน้อยที่สุดและทาครีมทุกครั้งหลังล้าง เพราะครีมบำรุงช่วยป้องกันผิวหนังอักเสบที่มือได้ ไม่ใช่แค่รักษา[16]

วิธี “ทาแล้วปิด” (soak and seal) สำหรับมือและเท้า

วิธีนี้มาจากแนวปฏิบัติที่ใช้กับผิวแห้งอักเสบเรื้อรัง หลักคือเติมน้ำให้ชั้นผิวอิ่มตัวก่อน แล้วปิดด้วยขี้ผึ้งหรือครีมเนื้อหนักทันทีเพื่อกักน้ำไว้ งานศึกษาในผู้ป่วย 28 รายที่เป็นผื่นคันเรื้อรังรวมถึงผื่นที่มือและเท้า พบว่าการแช่น้ำเปล่า 20 นาทีก่อนนอนแล้วทาขี้ผึ้งบนผิวเปียกช่วยให้อาการดีขึ้นชัดเจนและผู้ป่วยยอมรับวิธีนี้ได้[9]

  1. ล้างมือหรือเท้าด้วยน้ำอุ่นและผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน ไม่ขัดด้วยแปรง
  2. แช่ในน้ำอุ่น 10 ถึง 20 นาที ถ้าเป็นมือให้แช่ในอ่าง ถ้าเป็นเท้าให้แช่ทั้งสองข้าง
  3. ซับให้หมาด ไม่ต้องเช็ดจนแห้ง เพราะผิวที่เปียกจะดูดซับครีมได้ดีกว่า
  4. ทาครีมหรือขี้ผึ้งทันทีขณะผิวยังหมาด เน้นรอยแตกและขอบที่หนา ทาหนาพอเห็นเป็นฟิล์ม
  5. สวมถุงมือผ้าฝ้ายหรือถุงเท้าฝ้ายบางทับก่อนนอน เพื่อกักความชื้นและกันครีมเปื้อนผ้าห่ม

ทำสัปดาห์ละ 2 ถึง 3 ครั้งในระยะแรก แล้วลดเหลือสัปดาห์ละครั้งเมื่อรอยแตกตื้นขึ้น ระหว่างวันให้ทาครีมบาง ๆ หลังล้างมือทุกครั้ง ไม่ต้องแช่น้ำทุกวันเพราะจะชะล้างไขมันผิว

เครื่องทำความชื้นและเสื้อผ้าที่ช่วยได้

การเพิ่มความชื้นในห้องสมเหตุสมผลเมื่ออยู่อาคารที่เปิดฮีตเตอร์จนอากาศแห้ง แต่ยังไม่มีงานทดลองขนาดใหญ่ที่วัดว่าเครื่องทำความชื้นลดรอยแตกได้กี่เปอร์เซ็นต์ คำแนะนำจึงอิงหลักการว่าถ้าความชื้นสัมพัทธ์ต่ำมาก ผิวจะสูญเสียน้ำเร็วขึ้น[1] ให้รักษาความชื้นในช่วงที่รู้สึกสบายและไม่เกิดหยดน้ำเกาะผนัง

ข้อควรระวังคือความสะอาด ถ้าถังน้ำไม่ได้ล้างเป็นประจำ เชื้อราและแบคทีเรียจะฟุ้งกระจายเข้าทางเดินหายใจ ควรเปลี่ยนน้ำทุกวัน ล้างถังสัปดาห์ละครั้ง และไม่ตั้งความชื้นเกิน 60 เปอร์เซ็นต์เพราะจะเกิดเชื้อราในห้องแทน

เสื้อผ้าช่วยได้ถ้าเลือกถูก ถุงมือผ้าฝ้ายใช้ทับครีมตอนนอนได้ แต่ไม่ควรใส่ถุงมือยางนาน ๆ เพราะเหงื่อที่ค้างจะทำให้ผิวเปื่อยและระคายเคืองมากขึ้น ถุงเท้าควรดูดซับเหงื่อ เปลี่ยนทุกวัน และไม่รัดจนกดรอยที่ข้อเท้า รองเท้าที่ปิดส้นและพอดีเท้าช่วยลดการระเหยของน้ำและแรงเสียดทาน

ผิวแตกเรื้อรังที่บอกโรคอื่น

ถ้าทาครีมสม่ำเสมอตั้งแต่ต้นฤดูหนาวแล้วยังแตกหนัก หรือแตกทั้งตัวพร้อมอาการอื่น ควรตรวจหาสาเหตุที่ลึกกว่าอากาศแห้ง

เบาหวานเป็นสาเหตุที่พบบ่อย ผิวแห้งที่เท้าไม่ได้เป็นแค่ความไม่สบาย แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงของรอยแตกที่นำไปสู่แผลและการติดเชื้อ งานทดลองในผู้ป่วยเบาหวาน 40 รายพบว่าการทาครีมวันละสองครั้งหนึ่งเดือนทำให้ความชุ่มชื้นดีขึ้นใกล้เคียงคนทั่วไป พร้อมลดอาการคันและการลอก[19] แนวทางสากลจึงเน้นการดูแลผิวและการตรวจเท้าสม่ำเสมอ ไม่ใช่รอให้เกิดแผลก่อน[20]

ไทรอยด์ทำงานต่ำก็ทำให้ผิวแห้งและหยาบ ในผู้ป่วยภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ 460 ราย อาการทางผิวที่พบมากที่สุดคือผิวแห้งหยาบร้อยละ 65 และตรวจพบภาวะผิวแห้งร้อยละ 57[21] ถ้าผิวแห้งมากร่วมกับเหนื่อย น้ำหนักขึ้น ท้องผูก หรือผมร่วง ควรตรวจการทำงานของไทรอยด์

การขาดสารอาหารทำให้ผิวแห้งและแตกได้ แต่พบน้อยในคนที่กินอาหารครบหมู่ ส่วนใหญ่เกิดในผู้ที่จำกัดอาหารหนัก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้มีปัญหาการดูดซึม ผื่นจากการขาดสารอาหารมักมีลักษณะเฉพาะ เช่น ผื่นรอบปากและอวัยวะเพศ การอักเสบที่ลิ้น หรือผมร่วงร่วมด้วย ไม่ใช่แค่ผิวแห้งธรรมดา[22] สาเหตุอื่นที่ควรนึกถึงคืออายุที่เพิ่มขึ้น โรคไตเรื้อรัง และยากลุ่มเรตินอยด์หรือยาขับปัสสาวะ

แผนดูแล 7 วันและการป้องกันก่อนหน้าหนาว

แผนนี้ใช้กับรอยแตกระดับ 1 ถึง 2 ที่ไม่มีเลือดออกและการติดเชื้อ และไม่ใช่ผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้มีโรคหลอดเลือดส่วนปลาย ถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงให้เริ่มที่การตรวจเท้ากับบุคลากรทางการแพทย์ก่อน

วัน สิ่งที่ทำ เป้าหมาย
วันที่ 1 แช่มือหรือเท้า 15 นาที ทาครีมหนา ปิดด้วยผ้าฝ้ายก่อนนอน ให้ผิวอิ่มน้ำและเริ่มปิดรอยแตก
วันที่ 2 ถึง 3 ทาครีมเช้าและก่อนนอน หลังล้างมือทุกครั้ง หลีกเลี่ยงน้ำร้อน ลดการสูญเสียน้ำระหว่างวัน
วันที่ 4 ทำ soak and seal อีกครั้ง สังเกตว่าแสบลดลงหรือไม่ ประเมินว่าสูตรที่ใช้เหมาะกับผิว
วันที่ 5 ถึง 6 ทาครีมต่อเนื่อง ใส่ถุงมือเมื่อต้องทำงานเปียกหรือสัมผัสสารเคมี ป้องกันการระคายเคืองซ้ำ
วันที่ 7 ตรวจรอยแตก ถ้าตื้นขึ้นและไม่เจ็บให้ทำต่ออีกหนึ่งสัปดาห์ ตัดสินว่าดีขึ้นจริงหรือต้องพบแพทย์

การป้องกันก่อนฤดูหนาวได้ผลกว่าการรอให้แตกแล้วรักษา เริ่มทาครีมบำรุงทุกวันตั้งแต่ปลายฝนหรือก่อนอากาศเย็นลง เพราะผิวที่อิ่มน้ำจะทนต่ออากาศแห้งได้นานกว่า ตรวจความชื้นในห้องและทำความสะอาดเครื่องทำความชื้นก่อนใช้งาน เปลี่ยนสบู่เป็นสูตรอ่อนโยน เตรียมถุงมือผ้าฝ้ายและถุงเท้าที่พอดีไว้ใส่ตอนนอน และหลีกเลี่ยงการแช่น้ำร้อนนาน ๆ ในวันที่อากาศเย็นจัด

คำถามที่พบบ่อย

ผิวแตกหน้าหนาวทายาอะไร

เริ่มจากครีมหรือขี้ผึ้งที่ทั้งดูดและกักน้ำ เช่น ปิโตรเลียมเจลลีทับบนผิวหมาด หรือครีมยูเรีย 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์วันละสองครั้ง ในผู้ใหญ่ 60 คนพบว่ายูเรีย 20 เปอร์เซ็นต์เพิ่มความชุ่มชื้นได้ดีกว่าครีมหลอก แต่ 5 เปอร์เซ็นต์ไม่ต่างจากครีมหลอก[6]

ทาวาสลีนได้ไหม

ได้ และไม่ใช่แค่ฟิล์มปิดทึบ งานทดลองในอาสาสมัครพบว่าปิโตรเลียมเจลลีแทรกเข้าไปในช่องระหว่างเซลล์ผิวและช่วยให้เกราะผิวฟื้นเร็วกว่าจุดที่ไม่ได้ทา[4] ใช้ปิดทับครีมอื่นได้ แต่ถ้ามีน้ำเหลืองหรือแดงร้อนควรพบแพทย์ก่อน

ผิวแตกเป็นแผลต้องพบแพทย์ไหม

ต้องพบถ้ามีเลือดออก เห็นเนื้อแดง ขอบบวม แดง ร้อน หรือมีน้ำเหลือง เพราะรอยแตกเปิดเป็นทางเข้าของเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยเบาหวานและผู้มีโรคหลอดเลือดส่วนปลายควรพบแพทย์แม้รอยแตกเล็ก เพราะแผลที่เท้าในกลุ่มนี้ลุกลามและหายช้า[20]

ยูเรียครีมใช้ยังไง

ทาวันละสองครั้งบนผิวที่หมาด เน้นรอยแตกและขอบที่หนา เริ่มที่ 10 เปอร์เซ็นต์ก่อน หากไม่แสบจึงขยับขึ้นในช่วง 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ 30 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปเป็นสูตรละลายเคราตินสำหรับหนังหนาเฉพาะจุดและระคายเคืองได้บ่อยกว่า ไม่ควรใช้กับรอยแตกเปิดกว้าง[5]

อาบน้ำร้อนได้ไหม

อาบได้แต่น้ำอุ่นพอสบายและไม่เกิน 10 ถึง 15 นาที เพราะน้ำร้อนและเวลาแช่นานชะล้างไขมันผิวออกและทำให้ผิวแห้งกว่าเดิม ทาครีมทันทีขณะผิวยังหมาดหลังอาบ

ผิวแตกเพราะขาดวิตามินไหม

พบได้น้อย ผิวแห้งและแตกส่วนใหญ่เกิดจากอากาศแห้ง การล้างบ่อย และอายุมาก การขาดสารอาหารมักมีอาการอื่นร่วม เช่น ผื่นรอบปาก ผมร่วง หรือการอักเสบที่ลิ้น และพบมากในผู้ที่จำกัดอาหารหนัก[22] ไม่แนะนำให้กินวิตามินเองโดยไม่มีข้อบ่งชี้

ใช้ถุงมือตอนนอนช่วยได้ไหม

ช่วยได้เมื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของวิธีทาแล้วปิด คือแช่น้ำให้ผิวยังหมาด ทาครีมหนา แล้วสวมถุงมือผ้าฝ้ายหรือถุงเท้าฝ้ายทับ วิธีนี้กักความชื้นและกันครีมเปื้อนผ้าห่ม งานศึกษาในผู้ป่วยผื่นคันเรื้อรัง 28 รายใช้การแช่น้ำ 20 นาทีก่อนนอนแล้วทาขี้ผึ้งบนผิวเปียกได้ผลดี[9]

ป้องกันไม่ให้แตกซ้ำได้อย่างไร

ทาครีมทุกวันแม้ผิวดูปกติ หลีกเลี่ยงน้ำร้อนและสบู่ความเป็นด่างสูง ทาครีมหลังล้างมือทุกครั้ง ใส่ถุงมือเมื่อทำงานเปียก ปรับความชื้นในห้องก่อนฤดูหนาว และเริ่มดูแลตั้งแต่ปลายฝน งานทบทวนพบว่าคนที่ใช้ครีมบำรุงเกิดผิวหนังอักเสบที่มือน้อยกว่ากลุ่มควบคุม[16]

สรุป

ผิวแตกหน้าหนาวเกิดจากความชื้นอากาศที่ลดลงร่วมกับน้ำร้อน สบู่ และแรงกดที่มือและเท้า ทำให้เกราะผิวสูญเสียน้ำ ผลัดเซลล์ผิดจังหวะ และฉีกเป็นรอยเมื่อถูกแรงดึง โปรตีนยึดเซลล์ในผิวหนังแห้งแบบหน้าหนาวสลายไม่หมด ผิวจึงหนาแต่ไม่ยืดหยุ่น[2] และคนในอากาศแห้งจัดมีเกราะผิวเปลี่ยนภายในสองสัปดาห์[3]

วิธีที่ได้ผลคือลดการชะล้างด้วยน้ำร้อนและสบู่ที่ระคาย เติมน้ำและกักน้ำด้วยการแช่แล้วทาครีมบนผิวหมาด หรือใช้ยูเรีย 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์และปิโตรเลียมเจลลี[4][6][7] และลดแรงที่ทำให้แตกซ้ำด้วยถุงมือ ถุงเท้า และรองเท้าที่พอดี รอยแตกส่วนใหญ่ตื้นขึ้นในสองสัปดาห์ แต่ถ้ามีเลือดออก ขอบแดงร้อน หรือเป็นผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคหลอดเลือด ต้องพบแพทย์ก่อนดูแลเอง[20]

การเริ่มทาครีมก่อนฤดูหนาวและการปรับความชื้นในห้องช่วยลดโอกาสแตกซ้ำได้มากกว่าการรอให้แตกแล้วรักษา

แหล่งอ้างอิง