โภชนาการ

เกล็ดปลาช่อน สรรพคุณ ข้อควรระวัง และวิธีแยกชนิด

เกล็ดปลาช่อนเป็นไม้พุ่มวงศ์ถั่วที่คนไทยรู้จักในสองบทบาทพร้อมกัน คือเป็นพืชป่าที่ตำรับพื้นบ้านใช้แก้ไข้แก้ปวด และเป็นพรรณไม้ที่หลายจังหวัดเรียกชื่อนี้ทั้งที่หมายถึงพืชคนละชนิดในสกุลเดียวกัน

คำตอบสั้นที่สุดคือ เกล็ดปลาช่อน (Phyllodium pulchellum) มีงานวิจัยระดับหลอดทดลองพอสมควร งานในสัตว์ไม่กี่ชิ้น และไม่มีการทดลองทางคลินิกในคนที่ตีพิมพ์เลย พืชมีอัลคาลอยด์อินโดลที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทและยับยั้งโมโนเอมีนออกซิเดส จึงไม่ควรต้มกินเอง

เกล็ดปลาช่อนคือพืชอะไร: ชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะ

เกล็ดปลาช่อนมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phyllodium pulchellum (L.) Desv. อยู่ในวงศ์ถั่ว (Fabaceae) เผ่า Desmodieae [1],[2] ชื่อที่คนไทยรุ่นก่อนคุ้นกว่าคือ Desmodium pulchellum ซึ่งปัจจุบันเป็นชื่อพ้อง และยังมีอีกสองชื่อคือ Hedysarum pulchellum กับ Dicerma pulchellum [2]

จุดที่ใช้จำง่ายที่สุดคือใบประกอบสามใบย่อย โดยใบย่อยปลายใหญ่กว่าใบข้างราวสองเท่า ยาว 6–10 เซนติเมตร [2] และช่อดอกยาว 10–100 เซนติเมตรซึ่งมีใบประดับกลมแบนขนาด 1–1.5 เซนติเมตรเรียงซ้อนตลอดแกนช่อ ดอกสีขาวรูปดอกถั่วขนาด 5–6 มิลลิเมตร ออกกลุ่มละ 4–6 ดอก [1] ฝักแบนยาว 8–10 มิลลิเมตร แบ่งสองข้อ ผิวเป็นร่างแหและมีขน [1]

ในไทยพืชนี้ขึ้นในที่รกร้าง ริมถนน และป่าผลัดใบถึงระดับราว 1,800 เมตร ออกดอกกรกฎาคมถึงธันวาคม และติดฝักตุลาคมถึงพฤศจิกายน [1],[2] พบเกือบทุกภาค ตั้งแต่เชียงใหม่ ขอนแก่น กาญจนบุรี ถึงสุราษฎร์ธานีและนราธิวาส [1]

สกุล Phyllodium มี 7 ชนิดทั่วโลก ไทยมี 6 ชนิดมากที่สุดในภูมิภาค และชนิดนี้แพร่หลายที่สุดจนถูกประเมินเป็น Least Concern [3]

ทำไมชื่อ “เกล็ดปลาช่อน” และพืชชนิดอื่นที่ชื่อคล้ายกัน

ชื่อนี้มาจากใบประดับกลมแบนที่เรียงซ้อนจนดูคล้ายเกล็ดบนหลังปลา [1] แต่ชื่อไม่ได้ผูกกับพืชชนิดเดียว งานสำรวจอนุกรมวิธานในไทยพบว่า เกล็ดปลาช่อน ถูกใช้เรียกพืชสกุล Phyllodium อย่างน้อยสามชนิดตามจังหวัด ขณะที่ชนิดเดียวก็มีชื่ออื่นอีกเกือบสิบชื่อ [1]

Phyllodium pulchellum ถูกเรียก เกล็ดปลาช่อน ในเชียงใหม่ กาญจนบุรี ขอนแก่น ลพบุรี และสระบุรี แต่ถูกเรียก เกล็ดลิ่น ลิ่นต้น ลูกหนีบต้น และหญ้าสองปล้อง ในท้องที่อื่น ขณะที่ P. kurzianum ซึ่งคนละชนิดก็ถูกเรียก เกล็ดปลาช่อน ในเชียงใหม่และลำปางด้วย [1]

ชื่อที่พบในไทย ชื่อวิทยาศาสตร์และวงศ์ สถานะการใช้
เกล็ดปลาช่อน (ชื่อหลักของบทความนี้) Phyllodium pulchellum (L.) Desv. — Fabaceae สมุนไพรตามตำราและไม้ป่าที่ขึ้นเอง
เกล็ดปลาช่อน (ชื่อซ้ำในบางจังหวัด) P. kurzianum, P. elegans, P. longipes — Fabaceae พืชต่างชนิดในสกุลเดียวกัน งานวิจัยของชนิดหนึ่งใช้อ้างกับอีกชนิดไม่ได้
หูปลาช่อน และ หางปลาช่อน Emilia sonchifolia (L.) DC. ex Wight — Asteraceae ผักพื้นบ้านที่กินได้ แต่มีรายงานพิษต่อตับ

หูปลาช่อนเป็นไม้ล้มลุกวงศ์ Asteraceae ซึ่งอยู่คนละวงศ์กันโดยสิ้นเชิง และมีรายงานว่าเก็บสะสมเซนคิร์กีน (senkirkine) ซึ่งเป็นพิรโรลิซิดีนอัลคาลอยด์ [26] งานในสัตว์ยังพบว่าสารสกัดเอทานอลของหูปลาช่อนทำให้เกิดพิษต่อตับ [27] คำเตือนเรื่องพิษตับใต้ชื่อที่มีคำว่า ปลาช่อน บางส่วนจึงเป็นเรื่องของหูปลาช่อน ไม่ใช่ของพืชนี้ ถ้าจะยืนยันชนิด ต้องเห็นใบประดับกลมบนช่อดอก ไม้พุ่มเนื้อแข็งสูงได้ถึงสองเมตร และฝักที่แบ่งสองข้อ

ส่วนที่ใช้และวิธีเตรียมในตำราไทย

ฐานข้อมูลสมุนไพรของมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกงระบุส่วนที่ใช้คือส่วนเหนือดิน เก็บฤดูร้อน ตัดเป็นท่อนแล้วตากแห้งหรือใช้สด [4] พรรณพฤกษชาติจีนและฐานข้อมูลพรรณไม้สิงคโปร์ระบุว่ารากกับใบใช้ลดไข้และขับปัสสาวะ [2],[5]

ตำรับบันทึกวิธีเตรียมไว้สามแบบ คือต้มเป็นน้ำยา แช่เหล้าเป็นยาดอง และใช้สดตำพอก [4] ทั้งสามเป็นบันทึกดั้งเดิม ไม่ใช่คำแนะนำให้ทำตาม เพราะยังไม่มีข้อมูลว่าปริมาณเท่าไรจึงปลอดภัยในคน

รสยาตามตำราจีนคือจืดถึงขม ฤทธิ์กลาง และจัดเป็นยาพิษน้อย [4] คำว่า พิษน้อย ไม่ใช่การรับรองความปลอดภัย แต่หมายถึงพิษเฉียบพลันต่ำ ซึ่งไม่ครอบคลุมผลระยะยาวต่อตับ

ในห้องปฏิบัติการใช้ส่วนต่างกัน งานต้านการอักเสบใช้รากสกัดเอทานอล [6] งานต้านอนุมูลอิสระใช้ใบและใบประดับสกัดเมทานอล [10] ผลจากรากและใบจึงศึกษาสารคนละชุด

สรรพคุณที่ตำราไทยอ้าง และระดับหลักฐานจริง

คำอ้างในตำรากับสิ่งที่พิสูจน์ได้คนละชั้นกัน ตารางนี้แยกว่าข้อไหนมีงานรองรับระดับใด

คำอ้างในตำรา หลักฐานที่มีจริง
แก้ไข้ ไข้จับสั่น มาลาเรีย บันทึกในฐานข้อมูลสมุนไพรและพรรณพฤกษชาติ [2],[4],[5] แต่ไม่พบงานทดลองที่ทดสอบฤทธิ์ลดไข้โดยตรง
ตับอักเสบ ตับแข็ง น้ำในช่องท้อง ม้ามโต หลอดทดลองพบฟลาโวนอยด์ปกป้องเซลล์ตับ L-O2 ที่ถูกทำลาย [6] และยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์ตับดาว HSC-T6 [7],[8] ยังไม่มีงานในคน
ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ฟกช้ำ บันทึกตำราเท่านั้น [4] ไม่พบงานทดลองที่ตรวจวัดความปวด
กระสับกระส่ายและกลุ่มอาการทางจิตเวช อัลคาลอยด์จากรากเปลี่ยนระดับโดปามีนและเซโรโทนินในสมองหนู [11] เป็นการศึกษากลไก ไม่ใช่การรักษา
ขับปัสสาวะ ลดบวม ระบุในพรรณพฤกษชาติ [2],[5] ไม่มีงานทดลองรองรับ
ต้านอนุมูลอิสระและต้านเชื้อแบคทีเรีย หลอดทดลองชัดเจนทั้งการต้านอนุมูลอิสระและการยับยั้งเชื้อสี่ชนิด [6],[10]

รูปแบบที่เห็นคือมีงานระดับเซลล์จำนวนหนึ่ง งานระดับสัตว์น้อยมาก และงานระดับคนเท่ากับศูนย์ ในการสืบค้น PubMed ไม่พบงานทดลองทางคลินิกแบบสุ่มที่ทดสอบพืชนี้เลย

ผลจากเซลล์จึงยังตอบไม่ได้ว่ากินแล้วปวดข้อจะลดหรือตับจะดีขึ้น เพราะเซลล์ในจานทดลองไม่มีกระบวนการย่อยและกำจัดสารแบบร่างกายคน งานที่ใกล้เคียงคนที่สุดคือการศึกษาในสมองหนู ซึ่งพบว่าโดปามีนลดลงร้อยละ 54.55 และเซโรโทนินลดลงร้อยละ 35.01 [11] ไม่ใช่ผลการรักษา แต่เป็นสัญญาณว่าสารออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท

คำอ้างแบบ “แก้ได้ 20 โรค” คือการนำบันทึกตำราหลายข้อมารวมกันโดยไม่ได้ทดสอบทีละข้อ การอ่านบันทึกเป็นหลักฐานคือจุดที่คนพลาด

สารสำคัญที่พบและกลไกที่น่าจะเป็น

สารในพืชนี้ออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ ซึ่งออกฤทธิ์คนละแบบและมีระดับหลักฐานต่างกัน

กลุ่มสาร ตัวอย่างที่แยกได้ ฤทธิ์ที่รายงาน ระดับการศึกษา
ฟลาโวนอยด์ อีพิกัลโลแคทีชิน อีพิแคทีชิน กัลโลแคทีชิน และชนิดที่ระบุได้รวม 34 ชนิด ต้านอนุมูลอิสระด้วยค่า IC50 3.80 และ 3.97 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร เทียบวิตามินซี 5.14 และปกป้องเซลล์ตับ หลอดทดลอง [6]
อินโดลอัลคาลอยด์ 5-MeO-DMT, DMT, บูโฟเทนิน, กรามีน และเบสอินโดลรวม 15 ชนิด ยับยั้ง MAO-A และ MAO-B และลดโดปามีนกับเซโรโทนินในสมองหนู หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง [11],[12],[13]
ซินนามิลฟีนอล pulchelstyrenes A ถึง D เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งระดับเล็กน้อย หลอดทดลอง [9]

ฟลาโวนอยด์อธิบายคำอ้างเรื่องตับได้ดีที่สุด งานแยกสารปี 2561 แยกฟลาโวนอยด์ได้ 11 ชนิดและอัลคาลอยด์อินโดล 8 ชนิดจากราก โดยอีพิกัลโลแคทีชินกับอีพิแคทีชินทำให้เซลล์ตับเพาะเลี้ยงรอดชีวิตได้ร้อยละ 65.5 และ 62.4 เทียบซิลิมารินที่ร้อยละ 61.9 [6] แต่เป็นเซลล์ในจานทดลองที่ถูกทำลายด้วยกาลาโตซามีน ไม่ใช่ผู้ป่วยตับอักเสบ

กลไกที่น่าสนใจที่สุดคือการยับยั้งโมโนเอมีนออกซิเดส อัลคาลอยด์จากรากหกตัวมีโครงสร้างอินโดลแอลคิลเอมีนและเบตาคาร์โบลีนเหมือนยาอับยั้งเอ็มเอโอไอ [11],[18] ค่าที่ยับยั้งเอนไซม์ครึ่งหนึ่งคือ 37.35 ไมโครกรัม/มิลลิลิตรสำหรับ MAO-A และ 126.53 สำหรับ MAO-B [11] ไม่แรงเท่ายาแผนปัจจุบัน แต่แรงพอจะรบกวนยาที่กินอยู่

ทริปทามีนถูกพบในพืชนี้ตั้งแต่ปี 2508 [13] และงานปี 2515 แยกเบสอินโดลได้ 15 ชนิด [12] ปริมาณในต้นมีน้อยและยังไม่มีใครวัดว่าเนื้อเยื่อหนึ่งกรัมมีสารเท่าไร จึงเทียบกับยาออกฤทธิ์ทางจิตไม่ได้ งานปี 2567 ยังพบว่าชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ABTS ดีที่สุดในกลุ่ม Desmodium เจ็ดชนิด [14]

ความเสี่ยง: พืชวงศ์ถั่วกับตับและอันตรกิริยา

จุดที่ต้องแยกให้ชัดคือ ไม่มีรายงานผู้ป่วยที่ตีพิมพ์ว่าตับเสียจากการกินพืชชนิดนี้ แต่ไม่มีรายงานไม่ได้แปลว่าปลอดภัย เพราะคนที่กินมีน้อยและการติดตามอาการไม่มีระบบ งานรีวิวสมุนไพรที่ทำให้ตับอักเสบพบว่าวินิจฉัยยากเพราะทั้งผู้ป่วยและแพทย์มักเชื่อว่าสมุนไพรปลอดภัย [22] ไทยเองก็มีตัวอย่างพืชที่คนเชื่อว่าดีต่อตับแต่ทำให้ตับอักเสบรุนแรง คือบอระเพ็ด [23]

พืชวงศ์ถั่วหลายชนิดสะสมพิรโรลิซิดีนอัลคาลอยด์ เช่น Crotalaria ซึ่งทำให้เกิดการอุดตันหลอดเลือดดำตับ [21] เกล็ดปลาช่อนไม่ใช่พืชสกุลนั้นและไม่มีรายงานว่าสะสมสารกลุ่มนี้ แต่ความเสี่ยงจริงคือการเก็บผิดต้นหรือปนกัน

ด้านระบบประสาท สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์สองทางที่คาดเดายาก ฐานข้อมูลสมุนไพรของฮ่องกงระบุว่าปริมาณน้อยทำให้ความดันสูงขึ้น ขณะที่ปริมาณมากกลับลดความดันและกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง [4]

ปฏิกิริยากับยามาจากสองกลไก กลไกแรกคือยับยั้งโมโนเอมีนออกซิเดส ซึ่งร่วมกับอาหารที่มีไทราอีนสูงหรือยาที่เพิ่มนอร์อิพิเนฟรินจะเสี่ยงความดันสูงวิกฤต [19] กลไกที่สองคือฤทธิ์ต่อเซโรโทนิน เพราะ 5-MeO-DMT ออกฤทธิ์ที่ตัวรับเซโรโทนินโดยตรง [16] และการยับยั้งเอ็มเอโอร่วมด้วยจะเพิ่มระดับสารและระยะเวลาออกฤทธิ์ [17] เมื่อรวมกับยาต้านซึมเศร้าจึงเป็นเส้นทางตรงสู่กลุ่มอาการเซโรโทนิน ซึ่งมีอาการตั้งแต่กระวนกระวาย ตัวสั่น เหงื่อออก ถึงไข้สูงและชัก [20]

หลักฐานพิษจากสัตว์มีชิ้นเดียว งานปี 2569 พบว่าสารสกัดทำให้หอยน้ำจืดยืดลำตัวผิดปกติและเซลล์ประสาทเสื่อมเฉียบพลัน [15] บอกอะไรเกี่ยวกับคนได้จำกัด แต่ชี้ว่าสารสกัดออกฤทธิ์ที่รอยต่อประสาทและกล้ามเนื้อ

ส่วนผลต่อการแข็งตัวของเลือด ไม่มีงานศึกษาที่ตีพิมพ์เลย ผู้ที่กินยาวาร์ฟารินหรือยาต้านการแข็งตัวกลุ่มใหม่จึงไม่มีข้อมูลให้อ้างอิง

ใครไม่ควรใช้

  • ผู้ตั้งครรภ์และให้นมบุตร ไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเฉพาะของพืชชนิดนี้ในคน งานรีวิวภาพรวมพบว่าสมุนไพรบางชนิดมีสัญญาณเสี่ยงต่อทารก และข้อมูลยังไม่พอจะสรุปเป็นรายชนิด [24] เมื่อรวมกับฤทธิ์ต่อระบบประสาทจึงควรเลี่ยง
  • เด็ก ไม่มีข้อมูลขนาดและความปลอดภัย และสารกลุ่มอินโดลอัลคาลอยด์ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท [11]
  • ผู้มีโรคตับหรือค่าตับสูง คำอ้างเรื่องปกป้องตับยังเป็นเพียงผลในหลอดทดลอง [6] ขณะที่สมุนไพรเป็นสาเหตุที่รู้จักกันของตับอักเสบ [22]
  • ผู้ที่กินยาต้านซึมเศร้า ยับยั้งเอ็มเอโอไอ หรือยาแก้ปวดที่ออกฤทธิ์ต่อเซโรโทนิน เสี่ยงกลุ่มอาการเซโรโทนิน [20]
  • ผู้ที่กินยาลดความดันหรือยาหัวใจ เพราะฤทธิ์ต่อความดันมีสองทาง [4]
  • ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด ไม่มีข้อมูลอันตรกิริยาเลย
  • ผู้ที่ต้องผ่าตัดหรือดมยาสลบ ควรแจ้งแพทย์ว่ากินอะไรอยู่ เพราะฤทธิ์ต่อความดันและระบบประสาทอาจรบกวนการควบคุม

ไม้ประดับ vs สมุนไพร: ซื้อจากไหนถึงจะใช้ได้

เกล็ดปลาช่อนถูกขายเป็นไม้ประดับเพราะช่อดอกสวยและทนแล้ง ต้นจากร้านไม้ประดับกับต้นที่ใช้เป็นยาต่างกันที่กระบวนการผลิต ไม่ใช่ที่ชนิดพืช งานสำรวจในยุโรปพบว่าพืชประดับที่ขายให้ประชาชนมีสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างบ่อย และบางส่วนเป็นสารกลุ่มนีโอนิโคทินอยด์ที่ดูดซึมเข้าเนื้อเยื่อทุกส่วน [25] ต้นที่ปลูกขายเป็นไม้ดอกจึงไม่ถูกควบคุมสารตกค้างแบบผัก

ทางลดความเสี่ยงมีสามทาง ปลูกเองจากกิ่งที่รู้แหล่งที่มาและไม่ใช้สารเคมี ซื้อจากแหล่งที่ปลูกเพื่อการบริโภคหรือการแพทย์โดยเฉพาะ และถ้าเก็บจากธรรมชาติให้เลี่ยงริมถนนกับแปลงเกษตรที่ฉีดยา

การตรวจชนิดข้ามไม่ได้ เพราะในสกุลนี้มีหกชนิดในไทยและชื่อไทยใช้ปนกัน [1],[3] ถ้าซื้อเป็นผลิตภัณฑ์ ให้ดูเลขทะเบียนและชื่อวิทยาศาสตร์บนฉลาก เพราะผลิตภัณฑ์ที่ไม่ระบุชื่อวิทยาศาสตร์ตรวจย้อนกลับไม่ได้

ปลูกและดูแลในสวนไทย

เกล็ดปลาช่อนปลูกง่ายจนแทบไม่มีอะไรต้องดูแล ฐานข้อมูลพรรณไม้สิงคโปร์ระบุว่าต้องการแสงเต็มวัน น้ำปานกลาง และขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด [5] ขึ้นเองได้ในที่รกร้างและดินทรายปนดินเหนียว [1]

ช่วงออกดอกในไทยคือกรกฎาคมถึงธันวาคม และติดฝักตุลาคมถึงพฤศจิกายน [1] ควรตัดแต่งกิ่งหลังติดฝัก และไม่ควรให้ปุ๋ยไนโตรเจนสูงเกินเพราะจะได้ใบมากแต่ช่อดอกน้อย

ข้อควรระวังเรื่องการแพร่กระจาย ฝักมีขนซึ่งช่วยให้ติดเสื้อผ้าหรือขนสัตว์และกระจายเมล็ดง่าย [1] และแม้พืชนี้เป็นพืชถิ่นที่ถูกประเมินว่าไม่น่าเป็นห่วง [3] การย้ายต้นจากป่ามาปลูกบ้านก็ควรทำเท่าที่จำเป็น เพราะต้นที่ขุดจากป่ามักตาย

ถ้าจะลองใช้: checklist 5 ข้อ และสัญญาณที่ต้องหยุด

ผมไม่แนะนำให้เริ่มใช้พืชชนิดนี้เอง แต่ถ้าอยู่ระหว่างตัดสินใจกับแพทย์หรือเภสัชกร ขอให้ตรวจห้าข้อนี้ก่อน

  1. ยืนยันชนิดให้ได้ก่อน ด้วยใบประดับกลมบนช่อดอก ฝักสองข้อ และลักษณะไม้พุ่ม ถ้ายืนยันไม่ได้ให้หยุดตรงนั้น [1]
  2. รู้แหล่งที่มา ว่าเป็นต้นที่ปลูกเพื่อกินหรือเก็บจากที่ที่ไม่มีสารเคมีและโลหะหนัก [25]
  3. เริ่มจากปริมาณน้อยและช่วงสั้น พร้อมจดวันที่ ปริมาณ และอาการทุกวัน เพราะผลข้างเคียงที่เกิดช้าสังเกตได้ยาก
  4. ไม่ใช้ร่วมกับสมุนไพรหลายชนิด และไม่ใช้ร่วมกับยาที่ออกฤทธิ์ต่อเซโรโทนินหรือความดัน [19],[20]
  5. แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง รวมถึงก่อนผ่าตัดและก่อนตรวจเลือด เพราะสมุนไพรหลายชนิดรบกวนผลตรวจ

สัญญาณที่ต้องหยุดและไปพบแพทย์มีสองกลุ่ม กลุ่มแรกคืออาการทางตับ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องด้านขวาบน ตัวเหลือง ตาเหลือง และปัสสาวะสีเข้ม [22],[23] กลุ่มที่สองคืออาการทางระบบประสาทและความดัน ได้แก่ ปวดหัวรุนแรง ใจสั่น กระวนกระวาย ตัวสั่น เหงื่อออกมาก และนอนไม่หลับ [19],[20]

ถ้าอาการเกิดหลังกินครั้งแรก ให้หยุดและเก็บตัวอย่างพืชไว้ด้วย เพราะการระบุชนิดช่วยให้แพทย์รักษาได้ตรง

คำถามที่พบบ่อย

เกล็ดปลาช่อนคืออะไร

ไม้พุ่มวงศ์ถั่วชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllodium pulchellum (L.) Desv. ช่อดอกมีใบประดับกลมแบนเรียงซ้อนคล้ายเกล็ดปลา [1],[2]

เกล็ดปลาช่อนกับหูปลาช่อนต่างกันไหม

ต่างกันทั้งวงศ์และรูปร่าง หูปลาช่อน (Emilia sonchifolia) เป็นไม้ล้มลุกวงศ์ Asteraceae ที่กินเป็นผักได้ ส่วนเกล็ดปลาช่อนเป็นไม้พุ่มวงศ์ Fabaceae และหูปลาช่อนมีรายงานพิษต่อตับ [26],[27]

เกล็ดปลาช่อนแก้ปวดได้จริงไหม

ยังไม่มีหลักฐานในคน คำอ้างมาจากบันทึกตำราเท่านั้น [4] งานที่มีเป็นการทดลองในหลอดทดลองและในหนู ซึ่งไม่ได้วัดความปวด [6],[11]

เกล็ดปลาช่อนกินส่วนไหน

ตำราบันทึกว่าส่วนเหนือดิน ราก และใบ ใช้ต้ม แช่เหล้า หรือตำพอก [2],[4],[5] แต่การบันทึกวิธีเตรียมไม่ใช่คำแนะนำว่าปลอดภัย

เกล็ดปลาช่อนมีพิษไหม

ไม่มีรายงานผู้ป่วยว่าตับเสียจากพืชนี้ แต่พืชมีอัลคาลอยด์อินโดลที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทและยับยั้งโมโนเอมีนออกซิเดส [11],[18] ตำราจีนจึงจัดเป็นยาพิษน้อย [4]

คนท้องใช้ได้ไหม

ไม่แนะนำ เพราะไม่มีข้อมูลความปลอดภัยในคนตั้งครรภ์ ขณะที่งานรีวิวพบว่าสมุนไพรบางชนิดมีสัญญาณเสี่ยงต่อทารก [24] และพืชนี้มีสารออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท [11]

เกล็ดปลาช่อนปลูกเป็นไม้ประดับได้ไหม

ได้ ต้องการแสงเต็มวันและน้ำปานกลาง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และออกดอกกรกฎาคมถึงธันวาคมในไทย [1],[5] แต่ต้นไม้ประดับอาจมีสารกำจัดศัตรูพืชตกค้าง [25]

เกล็ดปลาช่อนชื่อวิทยาศาสตร์อะไร

Phyllodium pulchellum (L.) Desv. วงศ์ Fabaceae ชื่อพ้องที่ยังพบในเอกสารเก่าคือ Desmodium pulchellum, Hedysarum pulchellum และ Dicerma pulchellum [1],[2]

สรุป

เกล็ดปลาช่อนเป็นไม้พุ่มวงศ์ถั่วที่ขึ้นเองทั่วประเทศไทย ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Phyllodium pulchellum และมีชื่อพ้องเก่าที่ทำให้ค้นข้อมูลสับสน [1],[2] ตำราใช้ส่วนเหนือดิน ราก และใบ แก้ไข้ แก้ปวด และอ้างเรื่องตับ แต่หลักฐานหยุดอยู่ที่หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ไม่มีการทดลองในคน [6],[11] สารสำคัญคือฟลาโวนอยด์ที่ต้านอนุมูลอิสระได้ดี และอัลคาลอยด์อินโดลที่ยับยั้งโมโนเอมีนออกซิเดส ซึ่งเป็นทั้งเหตุผลที่พืชนี้น่าสนใจและเหตุผลที่ต้องระวัง [6],[11],[18]

ความเสี่ยงที่ต้องคิดถึงมีสามข้อ ข้อแรกคือปฏิกิริยากับยาจิตเวชและยาความดัน ซึ่งนำไปสู่กลุ่มอาการเซโรโทนินและความดันสูงวิกฤต [19],[20] ข้อที่สองคือตับ เพราะพืชนี้ยังไม่ถูกตรวจความปลอดภัยระยะยาว [22] ข้อที่สามคือการเก็บพืชผิดต้น เพราะชื่อ เกล็ดปลาช่อน ถูกใช้กับพืชหลายชนิด และหูปลาช่อนที่ชื่อคล้ายกันก็มีรายงานพิษตับของตัวเอง [1],[26],[27] ถ้าจะใช้ ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรที่เห็นยาทั้งหมดที่กินอยู่

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): เกล็ดปลาช่อนมีสารกลุ่มอินโดลอัลคาลอยด์ที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทและยับยั้งเอนไซม์โมโนเอมีนออกซิเดส [11],[18] ผู้ที่กินยาต้านซึมเศร้ากลุ่มเอสเอสอาร์ไอ ยับยั้งเอ็มเอโอไอ หรือยาแก้ปวดบางชนิดไม่ควรใช้พร้อมกัน เพราะเสี่ยงกลุ่มอาการเซโรโทนินและความดันโลหิตสูงวิกฤต [19],[20] ผู้ตั้งครรภ์และให้นมบุตร เด็ก ผู้มีโรคตับ และผู้ที่ต้องผ่าตัดไม่ควรใช้ บทความนี้ไม่ให้ขนาดยาและไม่ใช่คำแนะนำให้ใช้แทนการรักษา

แหล่งอ้างอิง