เครื่องมือสุขภาพ

อ่านผลตรวจปัสสาวะ: ตารางค่า pH ความถ่วงจำเพาะ และความใส พร้อมข้อจำกัด

ผลตรวจปัสสาวะหนึ่งใบมีช่องให้อ่านราว 15 ช่อง แต่ช่องที่คนถามถึงมากที่สุดคือค่าความถ่วงจำเพาะ (specific gravity หรือ SG) ค่า pH และความใส บทนี้รวมช่วงค่าที่ห้องปฏิบัติการใช้จริง พร้อมบอกว่าค่าไหนเพี้ยนเพราะโรคและค่าไหนเพี้ยนเพราะวิธีเก็บ

คำตอบสั้นคือ SG ของผู้ใหญ่อยู่ราว 1.005 ถึง 1.030 ค่า pH อยู่ราว 4.5 ถึง 8.0 และความใสปกติคือใสหรือขุ่นเล็กน้อย แต่ตัวเลขเดียวไม่เคยบอกโรคได้ เพราะทั้งสามค่าเปลี่ยนตามน้ำที่ดื่ม อาหาร เวลาเก็บ และระยะเวลาที่เก็บตัวอย่าง

ผลตรวจปัสสาวะมี 3 ส่วนที่ต้องแยก

ส่วนกายภาพ (physical) คือสิ่งที่เห็นด้วยตาและการวัดพื้นฐาน สี ความใส กลิ่น ปริมาตร SG และ pH เป็นส่วนที่คลาดจากการอ่านด้วยตาได้มากที่สุด[1],[2]

ส่วนเคมี (chemical) คือแถบตรวจ 10 ช่องที่จุ่มแล้วเทียบสีกับแผงสี ได้แก่ leukocyte esterase, nitrite, protein, glucose, ketone, blood, bilirubin, urobilinogen, SG และ pH ผลออกมาเป็นระดับกึ่งปริมาณ ไม่ใช่ความเข้มข้นจริง

ส่วนตะกอน (microscopic) คือการปั่นแล้วส่องกล้องนับเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เซลล์บุผิว ผลึก แบคทีเรีย และ ตะกอนรูปหลอด (cast) ส่วนนี้ตอบคำถามที่แถบตรวจตอบไม่ได้ เช่น ขุ่นเพราะคริสตัลหรือเพราะเซลล์[1]

เหตุผลที่อ่านช่องเดียวไม่ได้คือแต่ละส่วนจับคนละปรากฏการณ์ แถบตรวจ blood เป็นบวกแต่กล้องไม่พบเม็ดเลือดแดงมักเกิดจาก hemoglobin หรือ myoglobin ที่ละลายอยู่ ขณะที่กล้องพบเม็ดเลือดแดงผิดรูปแต่แถบตรวจเป็นลบก็มี[1],[2]

ตารางที่ 1: ค่ากายภาพที่ปกติ และสิ่งที่ทำให้เพี้ยน

ค่าต่อไปนี้เป็นช่วงที่ห้องปฏิบัติการส่วนใหญ่รายงาน ไม่ใช่ค่าตายตัวระดับสากล เพราะแต่ละแล็บตั้งช่วงอ้างอิงจากเครื่องและประชากรของตัวเอง[1],[2]

องค์ประกอบ ช่วงที่มักรายงานว่าปกติ สิ่งที่ทำให้ค่านอกช่วง ต้องสนใจเมื่อไร
สี เหลืองอ่อนถึงเหลืองอำพัน ดื่มน้ำมากทำให้จาง วิตามินบีทำให้เหลืองเข้ม เม็ดสีจากอาหาร สีชาแก่ สีโคล่า หรือแดงคล้ายเลือด
ความใส ใส ฟอสเฟตคริสตัล เซลล์ เมือก แบคทีเรีย ไขมัน ขุ่นร่วมกับแสบ ขัด หรือมีไข้
กลิ่น ไม่มีกลิ่นหรือกลิ่นอ่อน ปัสสาวะเข้มข้น อาหารบางชนิด กลิ่นฉุนร่วมกับอาการติดเชื้อ
ปริมาตร ราว 800 ถึง 2,000 มล.ต่อวัน ปริมาณน้ำที่ดื่ม เหงื่อ ยาขับปัสสาวะ ต่ำกว่า 400 มล.ต่อวัน หรือน้อยกว่า 0.5 มล.ต่อกิโลกรัมต่อชั่วโมง[16]
SG 1.005 ถึง 1.030 น้ำที่ดื่ม เวลาตรวจ น้ำตาลและโปรตีนในปัสสาวะ สูงกว่า 1.030 ต่อเนื่องหรือต่ำกว่า 1.005 ซ้ำ ๆ
pH 4.5 ถึง 8.0 ชนิดอาหาร เวลาหลังมื้อ ยาต้านกรด การติดเชื้อบางชนิด เป็นด่างตลอดทั้งที่ไม่ได้กินอาหารพืชมาก

ช่วง pH กว้างเพราะปัสสาวะเปลี่ยนได้จริงภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังมื้ออาหาร ค่าใกล้กลางช่วงแทบไม่มีความหมาย ค่าที่ค้างปลายช่วงซ้ำหลายครั้งจึงบอกอะไรได้[1],[6]

ความถ่วงจำเพาะ (SG): อ่านภาวะขาดน้ำกับปัสสาวะเจือจาง

SG คือความหนาแน่นของปัสสาวะเทียบกับน้ำกลั่น ค่า 1.010 หมายถึงหนักกว่าน้ำร้อยละ 1 และตอบคำถามเดียวว่าไตกำลังประหยัดน้ำหรือทิ้งน้ำ

ค่า SG แปลความ สถานการณ์ที่พบบ่อย ข้อควรระวัง
1.000 ถึง 1.005 เจือจางมาก ดื่มน้ำมากก่อนตรวจ เบาจืด น้ำตาลคุมไม่ได้ ค่าอื่นอาจเจือจางจนอ่านไม่ออก
1.006 ถึง 1.020 ช่วงปกติทั่วไป การดื่มและการขับน้ำสมดุลกัน ค่ากลางไม่ได้แปลว่าไตแข็งแรง
1.021 ถึง 1.030 เข้มข้น ดื่มน้ำน้อย เหงื่อออกมาก ตรวจมื้อเช้า ควรดื่มน้ำแล้วตรวจซ้ำ
สูงกว่า 1.030 เข้มข้นมาก ขาดน้ำชัด ภาวะหัวใจล้มเหลว มีสาร osmotic สูง น้ำตาลและโปรตีนทำให้ค่าสูงเกินจริง

ความสัมพันธ์กับ osmolality คือจุดที่คนเข้าใจผิดมากที่สุด การศึกษาปัสสาวะ 504 ตัวอย่างพบว่า SG จากแถบตรวจและจากเครื่องหักเหแสงมีสหสัมพันธ์กับ osmolality เพียงประมาณ 0.75 ที่ pH 7 และ SG 1.010 ทำนายค่าได้ราว 300 mOsm/kg และทุก SG ที่เพิ่ม 0.010 ทำนายเพิ่มราว 182 mOsm/kg สำหรับแถบตรวจ และ 203 สำหรับเครื่องหักเหแสง[5] ตัวอย่างที่มีโปรตีนหรือน้ำตาลมากยิ่งสอดคล้องแย่ลง

ข้อจำกัดคือ SG จากแถบตรวจไวต่อโปรตีน น้ำตาล และ pH ส่วนเครื่องหักเหแสงได้ผลจากสารที่ละลายทุกชนิดรวมทั้งยาที่ทึบแสง ทั้งสองวิธีบอกภาวะน้ำ ณ ขณะเก็บ ไม่ได้บอกความสามารถของไตในการทำให้ปัสสาวะเข้มข้น

SG สูงเรื้อรังจึงไม่ได้หมายถึงไตแข็งแรง แต่หมายถึงร่างกายขาดน้ำบ่อยหรือมีตัวถูกละลายมากที่ไตต้องขับออก ผู้ที่ค่าเกิน 1.030 ซ้ำหลายครั้งควรหาสาเหตุร่วม เช่น ดื่มน้ำน้อยจากงานที่ไม่ได้เข้าห้องน้ำ

pH ปัสสาวะ: ช่วงปกติ อาหาร และโรคที่เปลี่ยนค่า

pH ของปัสสาวะสะท้อนอาหารเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า และการทำงานของไตในการดุลกรด-ด่าง คนที่กินเนื้อสัตว์มากมักอยู่ปลายกรด คนที่กินผักผลไม้มากมักอยู่ปลายด่าง

ค่า pH แปลความ สาเหตุที่พบบ่อย
ต่ำกว่า 5.0 เป็นกรดชัด อาหารโปรตีนสูง อดอาหาร ท้องเสีย เบาหวานที่คุมไม่ได้
5.0 ถึง 6.0 ค่อนไปทางกรด อาหารไทยทั่วไปที่กินเนื้อสัตว์และข้าวเป็นหลัก
6.5 ถึง 7.5 กลางถึงค่อนด่าง อาหารพืชสูง หลังมื้ออาหาร ยาลดกรดบางชนิด
สูงกว่า 7.5 เป็นด่างชัด ติดเชื้อที่สร้าง urease ภาวะ tubular acidosis ตัวอย่างค้างนาน

การศึกษาในคนกว่า 22,000 คนพบว่าผู้ที่กินผักผลไม้มากและเนื้อสัตว์น้อยมีปัสสาวะมีค่าความเป็นด่างสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ หลังปรับอายุ ดัชนีมวลกาย การสูบบุหรี่ และยาขับปัสสาวะแล้ว[6]

การติดเชื้อที่เปลี่ยน pH คือกลุ่มที่สร้างเอนไซม์ urease เช่น Proteus, Klebsiella และ Staphylococcus saprophyticus เชื้อเหล่านี้ย่อย urea เป็นแอมโมเนีย ทำให้ปัสสาวะเป็นด่างและตกผลึก สตรูไวท์ (struvite) ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับนิ่วติดเชื้อ[24]

pH ยังสัมพันธ์กับชนิดนิ่ว นิ่ว uric acid เกิดง่ายในปัสสาวะที่เป็นกรด และการทำให้เป็นด่างช่วยเพิ่มการขับกรดยูริก การศึกษาแบบสลับอาหารพบว่าปัสสาวะเข้าสู่สมดุลใหม่ภายใน 3 วัน และปัสสาวะที่เป็นด่างขับกรดยูริกได้ดีขึ้น[22] ส่วนนิ่ว struvite ชอบปัสสาวะเป็นด่าง

ความใสของปัสสาวะ: ขุ่นจากอะไร และทำไมต้องส่องกล้อง

ปัสสาวะขุ่นไม่ใช่โรค สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในคนสุขภาพดีคือคริสตัลฟอสเฟตที่ตกผลึกเมื่อปัสสาวะเป็นด่าง โดยเฉพาะหลังมื้ออาหารหรือหลังดื่มน้ำน้อย[2]

สาเหตุที่ทำให้ขุ่น ลักษณะที่เห็น สิ่งที่แยกได้ด้วยกล้อง
ฟอสเฟตคริสตัล ขุ่นขาวคล้ายน้ำนม หายเมื่อเติมกรด ผลึกทรงเข็มหรือแผ่น
urate คริสตัล ขุ่นสีชมพูอ่อน ผลึกทรงเข็มหรือถังเบียร์
เซลล์บุผิว ขุ่นเล็กน้อย มีตะกอนนุ่ม เซลล์แบนจำนวนมาก มักปนจากภายนอก
เม็ดเลือดขาว ขุ่นร่วมกับแสบ ขัด เม็ดเลือดขาวและแบคทีเรีย
แบคทีเรีย ขุ่นร่วมกับกลิ่น แท่งหรือกลม ต้องยืนยันด้วยการเพาะเชื้อ
ไขมัน ขุ่นคล้ายน้ำนม ลอยเป็นชั้น หยดไขมันหักเหแสง
เมือก ขุ่นเป็นเส้น เส้นเมือก ไม่ใช่เซลล์

การศึกษาในปี 2025 วัดความขุ่นด้วยสเปกโตรโฟโตมิเตอร์เทียบกับการมองด้วยตาในนักศึกษา 1,220 คน พบว่าความขุ่นสัมพันธ์กับค่าทางเคมีชัดเจน และการอ่านด้วยสายตาแปรปรวนสูงจนต้องสร้างวิธีวัดที่ทำซ้ำได้[19]

สิ่งที่ตาเปล่าแยกไม่ได้คือสาเหตุ ขุ่นเพราะฟอสเฟตกับขุ่นเพราะเม็ดเลือดขาวดูคล้ายกันบนใบผล การส่องกล้องจึงตอบว่าเป็นคริสตัลที่ไม่เป็นอันตรายหรือการอักเสบที่ต้องรักษา ถ้าขุ่นร่วมกับแสบ ขัด ปัสสาวะบ่อย หรือมีไข้ ควรตรวจเพิ่มทันที

ตารางที่ 2: อ่านแถบตรวจ 10 ช่อง

ตัวเลขหลังเครื่องหมายบวกไม่ใช่ความเข้มข้นเป็นมิลลิกรัม แต่เป็นขั้นคร่าว ๆ ที่ผู้ผลิตสอบเทียบไว้ให้ตัดสินที่จุดตัดทางคลินิก

ช่องบนแถบ ผลลบหมายถึง trace ถึง 1+ 2+ ถึง 3+ ข้อจำกัดสำคัญ
Leukocyte esterase ไม่พบเอนไซม์จากเม็ดเลือดขาว มีเม็ดเลือดขาวเล็กน้อย มีมาก มักร่วมกับการอักเสบ เป็นลบได้แม้มีเซลล์ เพราะเซลล์แตกหรือค้างนาน
Nitrite ไม่พบแบคทีเรียกลุ่มลดไนเตรต บวกหรือลบ ไม่มีระดับกลาง บวกชัด เชื้อ Enterococcus และ Pseudomonas ให้ผลลบ
Protein น้อยกว่าระดับที่ตรวจได้ trace พบบ่อยและมักหายเอง ควรตรวจซ้ำและวัดปริมาณ ไวต่อ albumin มากกว่าโปรตีนชนิดอื่น
Glucose ไม่พบน้ำตาล พบเล็กน้อย พบมาก กรดแอสคอร์บิกทำให้ผลลบปลอม
Ketone ไม่พบคีโตน พบเล็กน้อย พบมาก ไวต่อ acetoacetate มากกว่า beta-hydroxybutyrate
Blood ไม่พบ hemoglobin พบเล็กน้อย พบมาก บวกได้จาก hemoglobin ที่ละลายโดยไม่มีเม็ดเลือดแดง
Bilirubin ไม่พบ พบเล็กน้อย พบชัด สลายเร็วเมื่อถูกแสง
Urobilinogen ระดับปกติ สูงเล็กน้อย สูงชัด อ่านผิดง่ายถ้าเทียบสีคนละแสง
SG ราว 1.000 ถึง 1.010 1.015 ถึง 1.020 1.025 ขึ้นไป คลาดเมื่อมีโปรตีนหรือน้ำตาลมาก
pH ราว 5.0 6.0 ถึง 6.5 7.0 ขึ้นไป ตัวอย่างค้างนานทำให้เป็นด่างขึ้น

ความแม่นต่างกันมากในแต่ละช่อง การวิเคราะห์อภิมานในเด็ก 95 การศึกษารวม 95,703 คนพบว่าการพบ leukocyte esterase หรือ nitrite อย่างใดอย่างหนึ่งมีความไว (sensitivity) ร้อยละ 88 และความจำเพาะ (specificity) ร้อยละ 79 ขณะที่ nitrite อย่างเดียวมีความไวร้อยละ 49 แต่ความจำเพาะร้อยละ 98[8]

ในผู้หญิงที่มีอาการฉับพลัน การทบทวนอย่างเป็นระบบพบว่าแถบตรวจเพิ่มความน่าจะเป็นของโรคได้ชัด แต่ใช้ตัดโรคออกไม่ได้เมื่อผลเป็นลบ[7] ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่สงสัยครรภ์เป็นพิษ แถบตรวจโปรตีนที่ระดับ 1+ มีความไวร้อยละ 68 และความจำเพาะร้อยละ 85 เมื่อเทียบกับการวัดโปรตีน 24 ชั่วโมง[9] ในคลินิกจริง การวินิจฉัยจากอาการกับจากผลปัสสาวะไม่ตรงกันบ่อยครั้ง[20]

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): ห้ามกินยาปฏิชีวนะเองเพราะเห็น nitrite หรือ leukocyte เป็นบวก ผลบวกบอกเพียงว่าอาจมีการอักเสบ ไม่ได้บอกชนิดเชื้อหรือตำแหน่งของการติดเชื้อ และการกินยาเองทำให้เชื้อดื้อยา ผู้ที่ตั้งครรภ์ ผู้มีไข้สูง ปวดสีข้าง หรือมีโรคนิ่วและโรคไตควรพบแพทย์ก่อนใช้ผลแถบตรวจตัดสินใจใด ๆ

ค่าที่ “ผิด” แต่ไม่ใช่โรค: 6 สถานการณ์

หลังออกกำลังกายหนัก พบโปรตีนและเลือดได้บ่อย การศึกษาในผู้ชายที่ออกกำลังกายจนสุดพบโปรตีนในปัสสาวะเพิ่มภายใน 30 นาที กลับสู่ปกติใน 2 ถึง 8 ชั่วโมง แต่พบริูปแบบ glomerular ได้อีกที่ 24 ชั่วโมง[13] ถ้าผลผิดปกติให้พัก 48 ชั่วโมงแล้วตรวจซ้ำ

หลังกินวิตามินซีขนาดสูง แถบตรวจรุ่นเก่าอ่าน glucose และ blood เป็นลบปลอมได้ การทดสอบแถบ 10 ช่องจากหลายผู้ผลิตพบว่ากรดแอสคอร์บิกทำให้ผล glucose และ hemoglobin เป็นลบปลอมที่ความเข้มข้นถึง 400 มก.ต่อลิตร ขณะที่แถบที่ออกแบบให้ทนกรดแอสคอร์บิกอ่านได้ถูกต้อง[11] ส่วนการวัดเชิงปริมาณในตัวอย่างที่มีน้ำตาลหรือกรดแอสคอร์บิกสูงก็คลาดได้[12] ควรหยุดวิตามินซี 2 ถึง 3 วันก่อนตรวจ

ปัสสาวะเจือจางจากการดื่มน้ำมาก ทำให้ SG ต่ำ ค่า protein และ blood จางลง และเซลล์ถูกเจือจางจนนับคลาด การศึกษาในตัวอย่างที่เติมเลือดปริมาณเท่ากันพบว่ากล้องพลาดได้หลังภาวะน้ำเกิน ขณะที่แถบตรวจจับได้สม่ำเสมอกว่า[10]

การปนเปื้อนจากรอบเดือน ทำให้เลือดและโปรตีนบวกโดยไม่มีความผิดปกติของไต การศึกษาแบบสุ่มในห้องฉุกเฉินพบอัตราปนเปื้อนของตัวอย่าง midstream ในผู้ใหญ่ร้อยละ 22 ถึง 35 และการเปลี่ยนภาชนะหรือผ้าเช็ดไม่ได้ลดลง[14]

ตัวอย่างค้างนาน เปลี่ยนทั้ง pH และจำนวนเซลล์ การศึกษาในหลอดเก็บตัวอย่างพบว่าค่าส่วนใหญ่ยังตรงที่ 4 ถึง 8 ชั่วโมงในตู้เย็น แต่เม็ดเลือดขาวเริ่มคลาดที่ 24 ชั่วโมง และเม็ดเลือดแดงที่ 72 ชั่วโมง[4]

การอ่านสีคลาด เกิดจากการเทียบสีในแสงคนละชนิด และการอ่านที่ระดับ trace ซึ่งต่างกันเพียงเฉดเดียว เครื่องอ่านอัตโนมัติลดปัญหานี้ได้

อ่านค่าหลายช่องรวมกัน: 3 ชุดที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ

ชุดที่พบ ความหมายที่เป็นไปได้ สิ่งที่ต้องทำ
Leukocyte บวก และ nitrite บวก ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ พบแพทย์เพื่อยืนยันด้วยการเพาะเชื้อ
Protein บวก และ blood บวก โรคของไตหรือกรวยไต ตรวจซ้ำ วัด albumin ต่อ creatinine และพบแพทย์
Glucose บวก และ ketone บวก น้ำตาลในเลือดสูงจนล้นออกทางไต ตรวจน้ำตาลในเลือดและพบแพทย์โดยเร็ว

ชุดที่สองอันตรายที่สุดถ้ามองข้าม เพราะโปรตีนกับเลือดที่มาพร้อมกันชี้ไปที่หน่วยไตมากกว่าทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง แนวทาง KDIGO 2024 จัดชั้นความเสี่ยงด้วย eGFR ร่วมกับ albuminuria โดย albumin ต่อ creatinine ตั้งแต่ 30 มก.ต่อกรัมถือว่าผิดปกติ และตั้งแต่ 300 มก.ต่อกรัมถือว่าสูงมาก[16]

ชุดที่สามคือน้ำตาลกับคีโตน น้ำตาลเริ่มปรากฏในปัสสาวะเมื่อน้ำตาลในเลือดเกินระดับที่ไตดูดกลับได้ ราว 180 มก.ต่อดล. แต่ค่านี้ไม่คงที่ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ดื้ออินซูลินมีระดับนี้สูงกว่าได้[23]

เก็บปัสสาวะให้ถูก: midstream และเวลาส่งแล็บ

ขั้นตอนมาตรฐานคือล้างมือและทำความสะอาดบริเวณรอบปากท่อปัสสาวะ ปัสสาวะทิ้งช่วงแรกประมาณหนึ่งวินาที แล้วเก็บช่วงกลางจนได้ราวครึ่งกระป๋อง วิธีนี้เรียกว่า midstream clean catch และแนะนำสำหรับการตรวจหาการติดเชื้อในผู้ใหญ่[2]

ภาชนะต้องเป็นกระป๋อง sterile ที่แล็บให้ ไม่ใช่ขวดน้ำดื่มที่ล้างแล้ว เพราะสารเคลือบและเศษอาหารรบกวนการเพาะเชื้อและค่าเคมี ตัวอย่างตอนเช้าเหมาะกับการวัดโปรตีน การศึกษาในผู้ป่วยโรคไตที่เก็บตัวอย่างเช้าติดกันสามวันพบว่าการเฉลี่ยสองตัวอย่างแรกช่วยลดความแปรปรวนได้ราวร้อยละ 30[21]

เวลาส่งมีผลต่อค่าที่อ่านได้ ตัวอย่างที่ตั้งอุณหภูมิห้องจะเปลี่ยน pH ไปทางด่างขึ้น แบคทีเรียเพิ่มจำนวน และเซลล์แตกมากขึ้น การศึกษาในหลอดเก็บตัวอย่างพบว่าที่ 4 ถึง 8 ชั่วโมงในตู้เย็น ค่าส่วนใหญ่ยังตรงกับค่าเริ่มต้น แต่ที่ 24 ชั่วโมงเม็ดเลือดขาวเริ่มคลาด[4] ถ้าส่งไม่ได้ภายใน 2 ชั่วโมง ให้แช่เย็น 2 ถึง 8 องศา[3]

แถบตรวจปัสสาวะใช้เอง: ทำได้แค่ไหน

แถบตรวจที่ขายตามร้านขายยาตรวจได้หลายช่องเหมือนของแล็บ แต่ความแม่นต่ำกว่าเพราะอ่านด้วยตาและเก็บตัวอย่างเอง

สิ่งที่ทำได้ดีคือติดตามแนวโน้มในคนที่แพทย์สั่งให้ติดตาม เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการดูว่าน้ำตาลเริ่มล้นออกมาหรือไม่ สิ่งที่ทำไม่ได้คือใช้แทนการวินิจฉัย เพราะ leukocyte กับ nitrite มีความไวไม่พอสำหรับตัดการติดเชื้อออก[7],[8]

ควรไปแล็บเมื่อผลที่บ้านขัดกับอาการ ผลเป็นบวกซ้ำสองครั้งขึ้นไป เลือดออกทั้งที่ไม่มีประจำเดือน หรือมีไข้ ปวดสีข้าง ปัสสาวะน้อยลง หรือบวม แถบตรวจเป็นเครื่องคัดกรอง ไม่ใช่เครื่องยืนยัน

ข้อจำกัดของตัวเลข: ทำไมผลสองครั้งไม่เท่ากัน

ระดับน้ำที่ดื่ม เปลี่ยน SG ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง จาก 1.025 ตอนเช้าที่ไม่ได้ดื่มน้ำ เหลือ 1.008 หลังดื่มน้ำหนึ่งลิตร

เวลาเก็บ เปลี่ยนทั้ง SG และ pH ปัสสาวะเช้ามักเข้มข้นและเป็นกรดกว่า ปัสสาวะหลังมื้ออาหารเป็นด่างชั่วคราว

วิธีวิเคราะห์ SG จากเครื่องหักเหแสงกับจากแถบตรวจให้ค่าต่างกันได้ในตัวอย่างเดียวกัน[5] เช่นเดียวกับ pH ที่คลาดได้ถึง 0.5 หน่วย

ช่วงอ้างอิงต่างกัน แต่ละแล็บตั้งช่วงจากเครื่องและประชากรของตัวเอง ค่า 1.031 ของแล็บหนึ่งอาจอยู่ในช่วงของอีกแล็บ การเทียบข้ามแล็บจึงไม่ควรทำ[3]

การอ่านด้วยตา ทั้งสีของแถบและความใสขึ้นกับแสงและผู้อ่าน งานศึกษาในปี 2025 ยืนยันว่าการประเมินด้วยสายตาให้ผลซ้ำได้ต่ำกว่าการวัดด้วยเครื่องมาก[19]

ผลสองครั้งที่ไม่เท่ากันจึงเป็นเรื่องปกติ ถ้าความต่างเล็กน้อยและไม่ตรงกับอาการ ถือว่ายังไม่มีความหมายทางคลินิก แต่ถ้าค่าหนึ่งปกติและอีกค่าหนึ่งผิดชัด ให้ตรวจครั้งที่สามก่อนสรุป

เมื่อไรต้องพบแพทย์

พบเลือดในปัสสาวะ แม้เป็น microscopic hematuria ที่มองไม่เห็น แนวทาง AUA และ SUFU ให้นิยามว่าพบเม็ดเลือดแดงตั้งแต่ 3 ตัวต่อ high-power field ขึ้นไปในการตรวจสองครั้ง และแนะนำให้ประเมินสาเหตุ[17] ในผู้ใหญ่ การพบเลือดโดยไม่มีอาการร่วมมีความชุกของโรคร้ายแรงในทางเดินปัสสาวะร้อยละ 5 ถึง 22[2]

พบโปรตีนต่อเนื่อง ตั้งแต่สองครั้งขึ้นไป โดยเฉพาะเมื่อมาพร้อมเลือดหรือความดันสูง การศึกษาในคน 306,317 คนพบว่าผู้ที่พบ trace proteinuria สองครั้งจากสองครั้งมีความเสี่ยงโปรตีนออกมาชัดเจนเพิ่มขึ้น 5.14 เท่า[15]

พบน้ำตาลโดยไม่เป็นเบาหวาน อาจเป็นน้ำตาลในเลือดสูงที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย หรือความผิดปกติของการดูดกลับน้ำตาลที่ไต ซึ่งต้องแยกด้วยการตรวจเลือด

อาการติดเชื้อซ้ำหรือมีไข้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาจไม่มีอาการแสบขัดแต่มีอาการสับสน อ่อนเพลีย หรือปัสสาวะเล็ดใหม่ ในหญิงตั้งครรภ์ การคัดกรอง ภาวะแบคทีเรียในปัสสาวะ (bacteriuria) ที่ไม่มีอาการและการรักษาเป็นมาตรฐานที่แนะนำ ขณะที่คนทั่วไปไม่แนะนำ[18]

ปัสสาวะออกน้อยลง ต่ำกว่า 400 มล.ต่อวัน หรือน้อยกว่า 0.5 มล.ต่อกิโลกรัมต่อชั่วโมงติดกันหลายชั่วโมง ร่วมกับบวมหรือความดันสูง ต้องพบแพทย์ทันที[16]

คำถามที่พบบ่อย

ค่าความถ่วงจำเพาะปัสสาวะปกติเท่าไร

ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่อยู่ราว 1.005 ถึง 1.030[1] ค่าใกล้ 1.010 คือเจือจาง ค่าเกิน 1.030 คือเข้มข้นมาก ค่าเดียวบอกได้แค่ว่าร่างกายกำลังประหยัดน้ำหรือไม่

pH ปัสสาวะเท่าไรจึงปกติ

ช่วงปกติคือ 4.5 ถึง 8.0[1] คนที่กินเนื้อสัตว์มากมักอยู่ปลายกรด คนที่กินผักผลไม้มากมักอยู่ปลายด่าง ค่าที่ค้างปลายช่วงซ้ำหลายครั้งน่าสนใจกว่าค่าที่แกว่งในวันเดียว[6]

ปัสสาวะขุ่นผิดปกติไหม

ส่วนใหญ่ไม่ผิดปกติ สาเหตุที่พบบ่อยในคนสุขภาพดีคือคริสตัลฟอสเฟตที่ตกผลึกในปัสสาวะเป็นด่าง[2] แต่ถ้าขุ่นร่วมกับแสบ ขัด หรือมีไข้ ควรตรวจเพิ่ม

ค่า SG สูงแปลว่าอะไร

แปลว่าร่างกายขาดน้ำหรือมีสารที่ไตต้องขับออกมาก กินน้ำให้พอแล้วตรวจซ้ำ เพราะค่าเกิน 1.030 ซ้ำ ๆ อาจมาจากน้ำตาลหรือโปรตีน ไม่ใช่แค่ดื่มน้ำน้อย[5]

ต้องเก็บปัสสาวะอย่างไร

เก็บช่วงกลางในกระป๋อง sterile หลังทำความสะอาดบริเวณปากท่อ ส่งภายใน 2 ชั่วโมง หรือแช่เย็น 2 ถึง 8 องศาแล้วส่งโดยเร็ว หลีกเลี่ยงการเก็บหลังออกกำลังกายและช่วงมีประจำเดือน[2],[3]

แถบตรวจปัสสาวะใช้เองได้ไหม

ใช้ติดตามแนวโน้มได้ แต่ใช้แทนการวินิจฉัยไม่ได้ เพราะ leukocyte และ nitrite มีความไวไม่พอที่จะตัดการติดเชื้อออก[7],[8] ถ้าผลเป็นบวกซ้ำหรือมีไข้ ควรไปแล็บ

ค่า protein trace อันตรายไหม

trace ที่พบครั้งเดียวหลังออกกำลังกายหรือหลังมีไข้มักหายเอง[13] แต่ถ้าพบซ้ำสองครั้งขึ้นไปสัมพันธ์กับความเสี่ยงไตเสื่อมอย่างชัดเจน[15] ควรตรวจซ้ำและวัด albumin ต่อ creatinine

ผลตรวจปัสสาวะบอกโรคไตได้ไหม

บอกได้เพียงว่าไตอาจมีความผิดปกติที่ต้องตรวจต่อ ไม่สามารถวินิจฉัยด้วยใบเดียว การวินิจฉัยต้องอาศัย eGFR ร่วมกับ albuminuria ตามแนวทาง KDIGO[16]

สรุป

ใบผลตรวจปัสสาวะอ่านให้ถูกด้วยการแยกสามส่วนก่อน แล้วจึงดูค่าที่ผิดปกติร่วมกัน SG บอกภาวะน้ำ pH บอกทั้งอาหารและการติดเชื้อบางชนิด และความใสเป็นอาการที่ต้องอธิบายด้วยกล้อง

ตัวเลขทุกตัวมีช่วงอ้างอิงของแล็บผู้ออกและมีเงื่อนไขของการเก็บติดอยู่ ค่าเดียวที่หลุดช่วงจึงไม่ควรทำให้ตกใจ แต่ค่าที่ผิดซ้ำและมาพร้อมอาการคือสิ่งที่ต้องส่งต่อ

จุดที่ต้องระวังที่สุดคือการนำผลไปตัดสินใจรักษาเอง โดยเฉพาะการกินยาปฏิชีวนะจากค่า nitrite และการสรุปว่าไตดีเพราะดื่มน้ำมากจน SG ปกติ แถบตรวจเป็นเครื่องคัดกรอง การวินิจฉัยและรักษาเป็นงานของแพทย์

แหล่งอ้างอิง