ไบโพลาร์ (bipolar disorder) คือโรคทางอารมณ์ที่มีช่วงอารมณ์สูงผิดปกติ (แมเนียหรือไฮโปแมเนีย) สลับกับช่วงอารมณ์ต่ำ (ซึมเศร้า) ไม่ใช่แค่อารมณ์แปรปรวนหรือบุคลิกภาพแปรปรวน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ พลังงาน และการนอนที่กระทบงาน ความสัมพันธ์ และความปลอดภัยของผู้ป่วย[1][2]
บทนี้ตอบว่าไบโพลาร์ต่างจากซึมเศร้าอย่างไร วินิจฉัยและรักษาด้วยอะไร และอยู่กับโรคได้อย่างไรไม่ให้กำเริบซ้ำ รวมถึงเกณฑ์ที่ต้องพบจิตแพทย์ทันที เพราะโรคนี้ควบคุมได้ แต่การหยุดยาเองเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการกลับเป็นซ้ำรุนแรงขึ้น[1][6]
ไบโพลาร์คืออะไร
ไบโพลาร์ครอบคลุมพลังงาน การนอน ความคิด และพฤติกรรม ไม่ใช่แค่อารมณ์ ช่วงอารมณ์สูงผู้ป่วยอาจนอนน้อยแต่ไม่เพลีย พูดมาก และตัดสินใจเสี่ยง ช่วงอารมณ์ต่ำจะเศร้า หมดความสนใจ และอ่อนเพลีย ระหว่างสองช่วงหลายคนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งทำให้โรคนี้ถูกมองข้ามง่าย[1][2]
คำว่าไบโพลาร์หมายถึงสองขั้ว แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนมีสองขั้วเท่ากัน บางคนมีแมเนียชัดแต่ซึมเศร้าน้อย บางคนซึมเศร้าหนักและมีเพียงช่วงอารมณ์ขึ้นเล็กน้อยที่คนรอบข้างมองว่าเป็น “ช่วงที่ขยันและมีความสุข” การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยประวัติระยะยาว ไม่ใช่การประเมินในวันเดียว[2][3]
ชนิดของไบโพลาร์: type I, type II และ cyclothymia ต่างกันตรงไหน
เกณฑ์ที่ใช้แยกชนิดคือความรุนแรงและระยะเวลาของช่วงอารมณ์ขึ้น ไม่ใช่ความรุนแรงของซึมเศร้า
| ประเด็น | ไบโพลาร์ชนิดที่ 1 | ไบโพลาร์ชนิดที่ 2 | Cyclothymia |
|---|---|---|---|
| ช่วงอารมณ์ขึ้น | แมเนียเต็มรูปแบบ นานอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หรือสั้นกว่านั้นถ้าต้องนอนโรงพยาบาล | ไฮโปแมเนีย นานอย่างน้อย 4 วัน รุนแรงน้อยกว่า และไม่มีอาการหลงผิด | อาการไฮโปแมเนียและซึมเศร้าที่ไม่ครบเกณฑ์ episode เต็ม |
| อาการทางจิต | อาจมีหูแว่ว หลงผิด หรือต้องนอนโรงพยาบาล | ไม่มี และไม่กระทบจนต้องนอนโรงพยาบาล | ไม่มี |
| ผลต่อชีวิต | กระทบงาน การเงิน ความสัมพันธ์ชัดเจน | กระทบน้อยกว่าแต่เรื้อรังและกลับเป็นซ้ำบ่อย | ความผันผวนต่อเนื่อง แต่รุนแรงน้อย |
| เกณฑ์ระยะเวลา | แมเนีย ≥1 สัปดาห์ (หรือต้องรักษาในโรงพยาบาล) | ไฮโปแมเนีย ≥4 วัน และมีซึมเศร้า ≥2 สัปดาห์ | ต่อเนื่อง ≥2 ปี ในผู้ใหญ่ (≥1 ปี ในเด็กและวัยรุ่น) |
ชนิดที่ 2 ไม่ใช่ “ไบโพลาร์เบา” ผู้ป่วยมีสัดส่วนวันที่ป่วยด้วยซึมเศร้ามาก และมีความเสี่ยงฆ่าตัวตายที่ต้องระวังเช่นกัน การแยกชนิดมีผลต่อการเลือกยา เพราะยาบางกลุ่มเหมาะกับแมเนียมากกว่า ขณะที่บางกลุ่มเด่นเรื่องป้องกันซึมเศร้า[6][7]
rapid cycling คือมี episode อย่างน้อย 4 ครั้งใน 12 เดือน พบราว 22–36% และสัมพันธ์กับการตอบสนองต่อยาที่แย่ลง[10]
อาการช่วงแมเนีย/ไฮโปแมเนีย: 7 ข้อที่ต้องรู้
แมเนียไม่ได้แปลว่า “อารมณ์ดี” อย่างเดียว บางคนหงุดหงิดมากและทะเลาะกับคนรอบข้างง่าย
- นอนน้อยแต่ไม่เพลีย นอน 2–3 ชั่วโมงแล้วยังมีพลัง หรือนอนไม่หลับหลายวันโดยไม่รู้สึกง่วง
- พูดเร็ว พูดมาก พูดเร็วจนคนฟังตามไม่ทัน หรือพูดข้ามเรื่อง
- ความคิดแล่น วางแผนหลายเรื่องพร้อมกันแต่ทำไม่จบ
- รู้สึกว่าตัวเองเก่งหรือพิเศษเกินจริง เชื่อว่ามีความสามารถที่คนอื่นไม่เห็น
- ใช้จ่ายเกินตัวหรือตัดสินใจเสี่ยง ซื้อของราคาสูง ลงทุนเกินตัว หรือขับรถเร็ว
- ความต้องการทางเพศเพิ่มชัดเจน อาจมีพฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงกว่าปกติ
- หงุดหงิด วุ่นวาย อยู่ไม่นิ่ง โกรธง่าย และทำกิจกรรมตลอดเวลาโดยไม่หยุด
การจะเรียกช่วงนี้ว่าเป็น episode ต้องมีอาการอย่างน้อย 3 ข้อ (หรือ 4 ข้อ ถ้าอารมณ์หลักคือหงุดหงิด) ต่อเนื่องเกือบทุกวัน นานอย่างน้อย 1 สัปดาห์สำหรับแมเนีย หรือ 4 วันสำหรับไฮโปแมเนีย[3]
ไฮโปแมเนียรุนแรงน้อยกว่า ไม่มีอาการทางจิต และไม่ถึงขั้นทำให้งานหรือความสัมพันธ์พังทลาย ถ้ารุนแรงจนต้องนอนโรงพยาบาลหรือมีอาการหลงผิด ให้ถือว่าเป็นแมเนีย[3]
อาการช่วงซึมเศร้าในไบโพลาร์ ต่างจากโรคซึมเศร้าธรรมดา
ช่วงซึมเศร้าของไบโพลาร์หน้าตาเหมือนซึมเศร้าทั่วไป ความแตกต่างอยู่ที่ประวัติและรูปแบบระยะยาว
| ประเด็น | ซึมเศร้าในไบโพลาร์ | โรคซึมเศร้าทั่วไป |
|---|---|---|
| ประวัติอารมณ์ขึ้น | เคยมีช่วงอารมณ์สูง พลังงานเยอะ หรือนอนน้อยโดยไม่เพลีย | ไม่เคยมี |
| จำนวน episode | มักกลับเป็นซ้ำบ่อย และช่วงปกติอาจสั้น | เป็น episode เดียวยาวหรือกลับเป็นซ้ำได้ |
| อาการ atypical | พบบ่อย เช่น นอนมาก กินมาก แขนขาหนัก | พบได้แต่น้อยกว่า |
| ประวัติครอบครัว | พบไบโพลาร์หรือซึมเศร้าในญาติได้บ่อย | พบได้เช่นกัน แต่ไม่จำเพาะ |
| การตอบสนองต่อยา | ยาแก้ซึมเศร้าตัวเดียวอาจไม่พอหรือกระตุ้นอารมณ์ขึ้น | ยาแก้ซึมเศร้าเป็นหลัก |
| ช่วงหลังคลอด | เสี่ยงกำเริบสูงกว่ามาก | เสี่ยงแต่ต่ำกว่า |
จุดที่ช่วยแยกมากที่สุดคือการถามย้อนหลังว่าผู้ป่วยเคยมีช่วงอารมณ์สูง พลังงานเยอะ หรือใช้จ่ายมากเกินปกติหรือไม่ เพราะคำตอบเปลี่ยนการรักษาทั้งแผน ผู้ป่วยจำนวนมากจำช่วงนั้นได้แต่ไม่คิดว่าเป็นอาการ[2][8]
ความเสี่ยงหลังคลอดเป็นจุดที่ต้องเน้น งานศึกษาในหญิงตั้งครรภ์ 2,252 ครั้งพบว่าผู้ป่วยไบโพลาร์มี episode ระหว่างตั้งครรภ์ 23% และหลังคลอด 52% เทียบกับ 4.6% และ 30% ในผู้ป่วยซึมเศร้าทั่วไป[22]
ทำไมวินิจฉัยช้าและผิดบ่อย
การวินิจฉัยใช้เวลาหลายปี งานสำรวจผู้ป่วย 600 คนพบว่า 69% เคยได้การวินิจฉัยผิด โดยผิดเป็นซึมเศร้าบ่อยที่สุด ผู้ป่วยปรึกษาแพทย์เฉลี่ย 4 คนก่อนได้การวินิจฉัยที่ถูก และกว่าหนึ่งในสามรอ 10 ปีขึ้นไป[8]
สาเหตุแรกคือผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ตอนซึมเศร้า ไม่ได้บอกว่ามีช่วงอารมณ์สูง เพราะช่วงไฮโปแมเนียหลายคนรู้สึกดีและไม่คิดว่าเป็นปัญหา สาเหตุที่สองคืออาการอื่นบดบัง เช่น โรควิตกกังวล การใช้สารเสพติด หรือสมาธิสั้น[1][5] สาเหตุที่สามคือโรคทางกายที่ทำให้อารมณ์และพลังงานเปลี่ยน เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ การใช้สเตียรอยด์ และสารกระตุ้น ต้องถูกตัดออกก่อน[2]
ยาแก้ซึมเศร้าอาจกระตุ้นอารมณ์ขึ้นหรือวงจรที่เร็วขึ้นได้ งานวิเคราะห์เครือข่ายล่าสุดไม่พบความเสี่ยงชัดเจนเมื่อเทียบกับยาหลอก แต่คุณภาพหลักฐานต่ำ และแนวทางยังไม่แนะนำให้ใช้เดี่ยว[6][16][17]
การรักษาหลักคือยา “ปรับอารมณ์” ไม่ใช่ยาแก้ซึมเศร้า
ยาหลักคือ mood stabilizer และยาต้านจิตเภทบางตัวที่ออกฤทธิ์คงอารมณ์ ส่วนยาแก้ซึมเศร้าเป็นตัวเสริมในบางกรณี ไม่ใช่แกนหลัก
| กลุ่มยา | ใช้ในช่วงไหน | สิ่งที่ต้องตรวจติดตาม |
|---|---|---|
| Lithium | แมเนีย ป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ลดความเสี่ยงฆ่าตัวตาย | ระดับยาในเลือด การทำงานของไตและไทรอยด์ สมดุลน้ำและเกลือ |
| Valproate | ช่วงแมเนีย และบางกรณีใช้ป้องกัน | การทำงานของตับ ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตับอ่อน และความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ |
| Lamotrigine | ป้องกันซึมเศร้าและคงอารมณ์ระยะยาว | ผื่นผิวหนัง โดยเฉพาะช่วงเพิ่มขนาดยา ต้องเพิ่มช้า ๆ ตามแพทย์สั่ง |
| ยาต้านจิตเภทกลุ่ม atypical | แมเนีย ซึมเศร้าในไบโพลาร์ และคงอารมณ์ | น้ำหนัก รอบเอว น้ำตาลในเลือด ไขมัน และอาการทางระบบประสาท |
การเลือกใช้ขึ้นกับว่าอยู่ในช่วงใด อารมณ์หลักเอียงไปทางใด มีโรคไตหรือไทรอยด์หรือไม่ และเคยตอบสนองต่อยาตัวใดมาก่อน แนวทาง CANMAT และสมาคมเภสัชกรรมจิตเวชอังกฤษจัด lithium เป็นตัวเลือกแรกในการคงอารมณ์[6][7][9]
lithium: ยาที่เก่าแก่ที่สุดแต่ยังเป็นมาตรฐาน
lithium ถูกใช้มานานกว่าครึ่งศตวรรษและยังมีหลักฐานแข็งแรงที่สุดตัวหนึ่งในการป้องกันการกลับเป็นซ้ำและลดความเสี่ยงฆ่าตัวตาย การวิเคราะห์อภิมานของการทดลองแบบสุ่ม 48 การศึกษาพบว่า lithium ลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายได้ชัดเจนเมื่อเทียบกับยาหลอก (odds ratio 0.13, 95% CI 0.03–0.66)[13] และในการศึกษา BALANCE การใช้ lithium ร่วมกับ valproate ลดการกลับเป็นซ้ำได้ดีกว่าการใช้ยาเดี่ยว[14]
ข้อแลกเปลี่ยนคือ lithium มีช่วงการรักษาแคบ ระดับยาที่สัมพันธ์กับการป้องกันการกลับเป็นซ้ำอยู่ราว 0.4–0.8 mmol/L โดยแนวทางปฏิบัติมักใช้ 0.6–0.8 mmol/L และต้องเจาะเลือดตามนัดสม่ำเสมอ[6][12] ต้องตรวจการทำงานของไตและไทรอยด์ก่อนเริ่มและเป็นระยะ ๆ เพราะ lithium ขับออกทางไตและรบกวนฮอร์โมนไทรอยด์[6][11]
ระดับยาเพิ่มจนเป็นพิษได้เมื่อขาดน้ำ อากาศร้อน ท้องเสีย อาเจียน หรือใช้ยาบางกลุ่ม เช่น thiazide, NSAIDs และ ACE inhibitor จึงต้องบอกแพทย์ทุกครั้งที่มียาใหม่ และดื่มน้ำให้พอในวันอากาศร้อน[11]
อาการเป็นพิษที่ต้องไปโรงพยาบาลทันทีคือมือสั่นรุนแรง อาเจียน ท้องเสีย เดินเซ พูดไม่ชัด สับสน ง่วงซึม หรือชัก ซึ่งอาจเริ่มทีละน้อยและถูกมองข้ามว่าเป็นอาการของโรค[11]
สิ่งที่ห้ามทำที่สุดคือหยุด lithium เองเพราะรู้สึกว่าปกติแล้ว การศึกษาพบว่าหลังหยุดยาเร็ว ค่ามัธยฐานเวลากลับเป็นซ้ำสั้นเพียง 4 เดือน เทียบกับ 20 เดือนเมื่อหยุดแบบค่อยเป็นค่อยไป และมีเพียง 1.8% ของผู้ที่หยุดเร็วที่ยังคงคงที่ครบ 3 ปี เทียบกับ 37% ในกลุ่มที่หยุดช้า[15] การเปลี่ยนแปลงใด ๆ จึงต้องอยู่ภายใต้แผนของแพทย์
ยาแก้ซึมเศร้าในไบโพลาร์ใช้คนเดียวไม่ได้
ยาแก้ซึมเศร้าเป็นยาที่คนไข้มักได้มาก่อนการวินิจฉัยไบโพลาร์ เพราะมาด้วยอาการซึมเศร้า แนวทางไม่แนะนำให้ใช้เป็นยาเดี่ยว เพราะเสี่ยงต่อการกระตุ้นอารมณ์ขึ้นและวงจรที่เร็วขึ้น หากจำเป็นต้องใช้ ควรใช้ร่วมกับ mood stabilizer ภายใต้การดูแลของจิตแพทย์[6][16]
งานทดลองในผู้ป่วยไบโพลาร์ชนิดที่ 1 พบว่าการใช้ยาแก้ซึมเศร้าเสริมต่อเนื่อง 52 สัปดาห์ไม่ได้ลดการกลับเป็นซ้ำโดยรวมเมื่อเทียบกับการหยุดที่ 8 สัปดาห์ (31% เทียบกับ 46%) แต่กลุ่มที่ใช้ยาต่อมีอารมณ์ขึ้นหรือไฮโปแมเนีย 12% เทียบกับ 6% ขณะที่ซึมเศร้ากลับเป็นซ้ำน้อยกว่า (17% เทียบกับ 40%)[18] จึงเป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างการป้องกันซึมเศร้ากับความเสี่ยงอารมณ์ขึ้น
ข้อปฏิบัติที่ปลอดภัยคือ ห้ามหยุดยาเอง ห้ามซื้อยาแก้ซึมเศร้ากินเอง ห้ามเพิ่มขนาดเองเมื่อรู้สึกแย่ลง และหากเริ่มกระวนกระวาย นอนไม่หลับ ความคิดแล่น หรืออารมณ์พลุ่งพล่านหลังเริ่มยา ให้โทรปรึกษาแพทย์ทันทีโดยไม่หยุดยาเอง
การรักษาที่ไม่ใช่ยา: จิตบำบัดเฉพาะทางและ “การนอนคือยา”
ยาเป็นแกนหลัก แต่การรักษาที่ไม่ใช่ยาช่วยลดการกลับเป็นซ้ำได้จริง จิตบำบัดที่ได้รับการศึกษามากที่สุดคือ interpersonal and social rhythm therapy (IPSRT) ซึ่งเน้นการรักษาจังหวะชีวิตให้สม่ำเสมอ ทั้งเวลาเข้านอน เวลาตื่น เวลากิน และเวลาออกกำลังกาย งานทดลองแบบสุ่มพบว่าผู้ที่ได้ IPSRT มีระยะเวลาก่อนเกิด episode ใหม่นานกว่ากลุ่มควบคุม และจังหวะสังคมที่สม่ำเสมอขึ้นสัมพันธ์กับโอกาสกลับเป็นซ้ำที่ลดลง[19]
family-focused therapy (FFT) เน้นการให้ความรู้แก่ครอบครัว การฝึกสื่อสาร และการแก้ปัญหาร่วมกัน งานทดลองแบบสุ่มในผู้ป่วย 101 คนพบว่ากลุ่มที่ได้ FFT ร่วมกับยามีการกลับเป็นซ้ำ 35% เทียบกับ 54% (hazard ratio 0.38)[20] ส่วน group psychoeducation ก็ลดจำนวนการกลับเป็นซ้ำและจำนวนครั้งที่นอนโรงพยาบาล[21]
สิ่งที่ทำได้เองคือรักษาเวลานอนและเวลาตื่นให้ตรงกันทุกวันรวมถึงวันหยุด เพราะการนอนน้อยเป็นตัวกระตุ้นที่พบบ่อยที่สุดของ episode ใหม่ ควรรับแสงแดดตอนเช้า หลีกเลี่ยงการงีบยาวกลางวัน และเลี่ยงงานกะกลางคืนหากทำได้[19]
ใช้ชีวิตกับไบโพลาร์: ตัวกระตุ้นที่ต้องระวังและแผนล่วงหน้า
ไบโพลาร์เป็นโรคที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของจังหวะชีวิต ตัวกระตุ้นที่พบบ่อยคือการนอนน้อย แอลกอฮอล์และสารกระตุ้น การเดินทางข้ามเขตเวลา ฤดูกาลที่เปลี่ยน ความเครียดครั้งใหญ่ และการคลอดบุตร แอลกอฮอล์มีปัญหาสองชั้นในผู้ที่ใช้ lithium คือทำให้ขาดน้ำและระดับยาเพิ่มขึ้น และรบกวนการนอนซึ่งเป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ขึ้น[11][15]
แผนที่ช่วยได้จริงคือแผนดูแลตนเองที่เขียนไว้ล่วงหน้าขณะอาการยังปกติ ประกอบด้วยสามช่อง คือสัญญาณเตือนของฉัน คนที่ต้องโทร และสิ่งที่ต้องทำ
| สัญญาณเตือนของฉัน | คนที่ต้องโทร | สิ่งที่ต้องทำ |
|---|---|---|
| นอนน้อยลง 2 คืนติด แต่ไม่รู้สึกเพลีย | ชื่อคู่สมรสหรือญาติที่รู้โรค | โทรแจ้งแพทย์ที่รักษา ลดภาระงาน และเข้านอนตามเวลาเดิม |
| เริ่มใช้จ่ายเกินหรือวางแผนหลายอย่างพร้อมกัน | เพื่อนสนิทที่กล้าเตือน | ให้คนนั้นช่วยตรวจบัญชีและเตือนเมื่อเริ่มผิดปกติ |
| เศร้า ไม่อยากลุกจากเตียงติดกันหลายวัน | ชื่อแพทย์หรือคลินิก | นัดพบแพทย์เร็วขึ้น ไม่รอให้ครบเดือน และไม่เพิ่มยาเอง |
| คิดทำร้ายตัวเองหรือเห็นสิ่งที่ไม่จริง | 1323 หรือ 1669 | ไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่อยู่คนเดียว |
แผนนี้ควรเขียนตอนอาการคงที่ และให้คนในครอบครัวถือสำเนาไว้ด้วย เพราะในช่วงกำเริบผู้ป่วยอาจไม่เห็นว่าตัวเองผิดปกติ ซึ่งเป็นธรรมชาติของโรค ไม่ใช่การเสแสร้ง[2]
ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และการวางแผนยา
การตั้งครรภ์ต้องวางแผนล่วงหน้ากับจิตแพทย์ ไม่ใช่หยุดยาเองเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ เพราะทั้งการหยุดยาและการกำเริบมีอันตรายทั้งคู่ งานศึกษาพบว่าหญิงที่หยุด lithium ระหว่างตั้งครรภ์มีอัตรากลับเป็นซ้ำ 52% ภายใน 40 สัปดาห์ เทียบกับ 21% ในปีก่อนหยุดยา และหลังคลอดกลับเป็นซ้ำ 70% เทียบกับ 24% ในกลุ่มที่ไม่ตั้งครรภ์[24]
การวิเคราะห์อภิมานพบความเสี่ยงกำเริบหลังคลอดโดยรวม 35% และเพิ่มเป็น 66% ในผู้ที่ไม่ได้กินยาระหว่างตั้งครรภ์ เทียบกับ 23% ในผู้ที่ใช้ยาป้องกันต่อเนื่อง[23] แนวทางจึงแนะนำให้คงยาที่จำเป็นภายใต้การดูแลของแพทย์ และวางแผนติดตามใกล้ชิดหลังคลอด รวมถึงจัดเวรช่วยดูแลทารกเพื่อให้แม่ได้นอนเป็นช่วง ๆ
ยาบางตัวมีข้อห้ามรุนแรงในตั้งครรภ์ โดยเฉพาะ valproate ซึ่งสัมพันธ์กับความผิดปกติของทารกในครรภ์ แพทย์จึงมักหลีกเลี่ยงในหญิงวัยเจริญพันธุ์ ส่วน lithium มีข้อมูลเรื่องความเสี่ยงความผิดปกติของหัวใจแต่พบได้น้อย ต้องชั่งน้ำหนักกับความเสี่ยงกำเริบหากหยุดยา การตัดสินใจจึงเป็นการเฉพาะราย[6][7][25]
ระหว่างให้นมบุตร ยาบางตัวผ่านน้ำนมในปริมาณที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะ lithium ซึ่งต้องวางแผนกับจิตแพทย์และกุมารแพทย์ก่อนคลอด
เมื่อไรต้องพบจิตแพทย์
การพบจิตแพทย์ไม่จำเป็นต้องรอให้อาการหนัก และไม่ใช่การยอมรับว่าตัวเองล้มเหลว แต่มีสถานการณ์ที่ต้องไปทันทีและที่ควรนัดล่วงหน้า
ไปทันทีหรือไปห้องฉุกเฉิน หากนอนไม่ได้ต่อเนื่องหลายวันร่วมกับพูดเร็วหรือใช้จ่ายหนัก หากมีความคิดทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น หากหูแว่ว เห็นภาพ หรือมีความเชื่อที่คนอื่นมองว่าไม่จริง หากหยุดยาเองแล้วอาการกำเริบ หรือมีอาการเป็นพิษจาก lithium ให้โทร 1669 หรือไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด และโทร 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง[26][27]
ควรนัดพบจิตแพทย์โดยไม่ต้องรอให้ถึงขั้นฉุกเฉิน หากสงสัยว่าเป็นไบโพลาร์แต่ยังไม่เคยประเมิน หากมีผลข้างเคียงจากยาที่รบกวนชีวิต เช่น สั่น ง่วง หรือมีผื่น หากกำลังวางแผนตั้งครรภ์ และหากอาการคงที่แต่อยากลดยาหรือปรับแผนการรักษา การปรับยาต้องทำกับแพทย์เท่านั้น[6][25]
การวินิจฉัยต้องแยกโรคทางกายก่อน เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ การใช้สารเสพติด และผลข้างเคียงของยา การพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ จึงทำให้ได้การรักษาที่ตรงกับโรคเร็วขึ้น[2]
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ไบโพลาร์กับอารมณ์แปรปรวนต่างกันอย่างไร
อารมณ์แปรปรวนคือการเปลี่ยนแปลงตามเหตุการณ์หรือความเครียด ซึ่งมักกลับมาปกติเมื่อเหตุการณ์จบ ส่วนไบโพลาร์คือ episode ของอารมณ์สูงหรือต่ำที่ครบเกณฑ์ระยะเวลาและจำนวนอาการ และกระทบงานหรือความสัมพันธ์[1][3]
ไบโพลาร์รักษาหายไหม
เป็นโรคเรื้อรังที่ควบคุมได้ แต่ไม่ได้หายขาดในความหมายที่หยุดยาแล้วไม่กลับมาเป็นอีก ผู้ป่วยจำนวนมากใช้ชีวิตปกติได้เมื่อรักษาต่อเนื่อง แต่การหยุดยาเองเพิ่มความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำสูง[1][15]
ไบโพลาร์ต้องกินยาตลอดชีวิตไหม
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องใช้ยาระยะยาวเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องกินขนาดเดิมตลอดชีวิต การลดหรือหยุดยาทำได้ในบางกรณีภายใต้แผนของแพทย์[6][15]
lithium อันตรายไหม
ปลอดภัยเมื่อใช้ขนาดเหมาะสมและติดตามระดับยา ไต และไทรอยด์สม่ำเสมอ ความเสี่ยงสำคัญคือภาวะเป็นพิษเมื่อขาดน้ำหรือใช้ยาร่วมบางชนิด ซึ่งอาจทำให้สั่น อาเจียน เดินเซ หรือชัก[11][12]
เป็นไบโพลาร์แล้วทำงานได้ไหม
ได้ ผู้ป่วยจำนวนมากทำงานได้ตามปกติเมื่ออาการอยู่ในระยะสงบ การรักษาต่อเนื่องและการจัดการการนอนช่วยให้อารมณ์มั่นคงขึ้น[2][6]
ไบโพลาร์กับซึมเศร้าต่างกันตรงไหน
ไบโพลาร์มีช่วงอารมณ์สูงร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นแมเนียหรือไฮโปแมเนีย ขณะที่โรคซึมเศร้าไม่มีช่วงอารมณ์สูง จุดที่ช่วยแยกคือประวัติอารมณ์ขึ้น ประวัติครอบครัว และอาการนอนมากกินมาก[2][8]
หยุดยาไบโพลาร์เองได้ไหม
ไม่ได้ การหยุดเองทำให้กลับเป็นซ้ำเร็วและรุนแรงขึ้น หลังหยุด lithium แบบเร็ว ค่ามัธยฐานเวลากลับเป็นซ้ำสั้นเพียง 4 เดือน หากต้องการลดหรือหยุดยาต้องปรึกษาแพทย์เท่านั้น[15]
ไบโพลาร์กำเริบตอนไหนบ่อยที่สุด
พบบ่อยหลังหยุดยาหรือลดยาเอง หลังนอนน้อยติดกันหลายคืน ช่วงหลังคลอด ช่วงเปลี่ยนฤดูกาล และช่วงที่มีความเครียดครั้งใหญ่หรือดื่มแอลกอฮอล์[15][19][23]
สรุป
ไบโพลาร์คือโรคทางอารมณ์ พลังงาน และการนอนที่มีทั้งช่วงขึ้นและช่วงลง ไม่ใช่แค่อารมณ์แปรปรวนหรือบุคลิกภาพแปรปรวน โรคนี้พบราว 2.4% ของประชากร และกว่าจะวินิจฉัยถูกต้องผู้ป่วยจำนวนมากต้องผ่านการวินิจฉัยผิดและการรอหลายปี[4][8]
การรักษาที่ได้ผลคือยา mood stabilizer เป็นแกนหลัก โดย lithium ยังเป็นมาตรฐานที่มีหลักฐานแข็งแรงทั้งการป้องกันการกลับเป็นซ้ำและการลดความเสี่ยงฆ่าตัวตาย ร่วมกับการจัดการจังหวะชีวิตและการนอนให้ตรงเวลา[6][13][19]
สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าหยุดยาเอง อย่ารอให้อาการหนักก่อนขอความช่วยเหลือ และอย่ามองข้ามความเสี่ยงช่วงหลังคลอด หากต้องการคำปรึกษา โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และในกรณีฉุกเฉินให้โทร 1669[26][27]
คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): บทความนี้ให้ความรู้ ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยตัวเองจากรายการอาการ ห้ามหยุด ลด หรือปรับยาจิตเวชเองแม้รู้สึกปกติแล้ว เพราะการหยุดกะทันหันทำให้กลับเป็นซ้ำเร็วและรุนแรงขึ้น ถ้ามีความคิดทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น เห็นภาพหรือได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ ไม่นอนติดกันหลายวันร่วมกับพูดเร็วหรือใช้จ่ายหนัก หรือสงสัยว่ายาเป็นพิษ (สั่นมาก อาเจียน เดินเซ สับสน) ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669 ทันที และโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
แหล่งอ้างอิง
- . Grande I, Berk M, Birmaher B, Vieta E. Bipolar disorder. Lancet. 2016;387(10027):1561–1572. doi:10.1016/S0140-6736(15)00241-X. PMID: 26388529. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Carvalho AF, Firth J, Vieta E. Bipolar disorder. N Engl J Med. 2020;383(1):58–66. doi:10.1056/NEJMra1906193. PMID: 32609982. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . American Psychiatric Association. Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, Fifth Edition, Text Revision (DSM-5-TR). Washington, DC: American Psy ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . doi:10.1176/appi.books.9780890425787. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Merikangas KR, Jin R, He JP, et al. Prevalence and correlates of bipolar spectrum disorder in the world mental health survey initiative. Arch Gen Psychiatry. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;68(3):241–251. doi:10.1001/archgenpsychiatry.2011.12. PMID: 21383262. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Rowland TA, Marwaha S. Epidemiology and risk factors for bipolar disorder. Ther Adv Psychopharmacol. 2018;8(9):251–269. doi:10.1177/2045125318769235. PMID: 30 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Yatham LN, Kennedy SH, Parikh SV, et al. Canadian Network for Mood and Anxiety Treatments (CANMAT) and International Society for Bipolar Disorders (ISBD) 2018 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;20(2):97–170. doi:10.1111/bdi.12609. PMID: 29536616. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Goodwin GM, Haddad PM, Ferrier IN, et al. Evidence-based guidelines for treating bipolar disorder: revised third edition recommendations from the British Asso ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;30(6):495–553. doi:10.1177/0269881116636545. PMID: 26979387. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Hirschfeld RM, Lewis L, Vornik LA. Perceptions and impact of bipolar disorder: how far have we really come? Results of the national depressive and manic-depre ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- survey of individuals with bipolar disorder. J Clin Psychiatry. 2003;64(2):161–174. PMID: 12633125. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Geddes JR, Miklowitz DJ. Treatment of bipolar disorder. Lancet. 2013;381(9878):1672–1682. doi:10.1016/S0140-6736(13)60857-0. PMID: 23663953. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Miola A, Fountoulakis KN, Baldessarini RJ, et al. Prevalence and outcomes of rapid cycling bipolar disorder: mixed method systematic meta-review. J Psychiatr ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;164:404–415. doi:10.1016/j.jpsychires.2023.06.021. PMID: 37429185. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . McKnight RF, Adida M, Budge K, Stockton S, Goodwin GM, Geddes JR. Lithium toxicity profile: a systematic review and meta-analysis. Lancet. 2012;379(9817):721– ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . doi:10.1016/S0140-6736(11)61516-X. PMID: 22265699. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Hsu CW, Carvalho AF, Tsai SY, et al. Lithium concentration and recurrence risk during maintenance treatment of bipolar disorder: multicenter cohort and meta-a ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;144(4):368–378. doi:10.1111/acps.13346. PMID: 34227095. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Cipriani A, Hawton K, Stockton S, Geddes JR. Lithium in the prevention of suicide in mood disorders: updated systematic review and meta-analysis. BMJ. 2013;34 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- :f3646. doi:10.1136/bmj.f3646. PMID: 23814104. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Geddes JR, Goodwin GM, Rendell J, et al. Lithium plus valproate combination therapy versus monotherapy for relapse prevention in bipolar I disorder (BALANCE): ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;375(9712):385–395. doi:10.1016/S0140-6736(09)61828-6. PMID: 20092882. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Baldessarini RJ, Tondo L, Faedda GL, Suppes TR, Floris G, Rudas N. Effects of the rate of discontinuing lithium maintenance treatment in bipolar disorders. J ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;57(10):441–448. doi:10.4088/jcp.v57n1001. PMID: 8909329. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Gitlin MJ. Antidepressants in bipolar depression: an enduring controversy. Int J Bipolar Disord. 2018;6(1):25. doi:10.1186/s40345-018-0133-9. PMID: 30506151. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Oliva V, De Prisco M, La Spina E, et al. Switch to mania after acute antidepressant treatment for bipolar depression: a systematic review and network meta-ana ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;87:103413. doi:10.1016/j.eclinm.2025.103413. PMID: 40823496. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Yatham LN, Arumugham SS, Kesavan M, et al. Duration of adjunctive antidepressant maintenance in bipolar I depression. N Engl J Med. 2023;389(5):430–440. doi:1 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- .1056/NEJMoa2300184. PMID: 37530824. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Frank E, Kupfer DJ, Thase ME, et al. Two-year outcomes for interpersonal and social rhythm therapy in individuals with bipolar I disorder. Arch Gen Psychiatry ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;62(9):996–1004. doi:10.1001/archpsyc.62.9.996. PMID: 16143731. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Miklowitz DJ, George EL, Richards JA, Simoneau TL, Suddath RL. A randomized study of family-focused psychoeducation and pharmacotherapy in the outpatient mana ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;60(9):904–912. doi:10.1001/archpsyc.60.9.904. PMID: 12963672. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Colom F, Vieta E, Martinez-Aran A, et al. A randomized trial on the efficacy of group psychoeducation in the prophylaxis of recurrences in bipolar patients wh ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;60(4):402–407. doi:10.1001/archpsyc.60.4.402. PMID: 12695318. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Viguera AC, Tondo L, Koukopoulos AE, Reginaldi D, Lepri B, Baldessarini RJ. Episodes of mood disorders in 2,252 pregnancies and postpartum periods. Am J Psych ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;168(11):1179–1185. doi:10.1176/appi.ajp.2011.11010148. PMID: 21799064. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Wesseloo R, Kamperman AM, Munk-Olsen T, Pop VJ, Kushner SA, Bergink V. Risk of postpartum relapse in bipolar disorder and postpartum psychosis: a systematic r ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;173(2):117–127. doi:10.1176/appi.ajp.2015.15010124. PMID: 26514657. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Viguera AC, Nonacs R, Cohen LS, Tondo L, Murray A, Baldessarini RJ. Risk of recurrence of bipolar disorder in pregnant and nonpregnant women after discontinui ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;157(2):179–184. doi:10.1176/appi.ajp.157.2.179. PMID: 10671384. ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . National Institute for Health and Care Excellence. Bipolar disorder: assessment and management. NICE guideline NG185. London: NICE; 2020. https://www.nice.org ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- 26. กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. สายด่วนสุขภาพจิต 1323. https://1323alltime.camri.go.th/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.). สายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669. https://www.niems.go.th/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed