ยาแก้อักเสบ หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (nonsteroidal anti-inflammatory drugs หรือ NSAIDs) เป็นกลุ่มยาที่ออกฤทธิ์สามด้านพร้อมกัน คือ ลดการอักเสบ ลดอาการปวด และลดไข้ จึงถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางทั้งในอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดประจำเดือน ปวดฟัน ปวดศีรษะ และโรคข้ออักเสบเรื้อรังอย่างข้อเข่าเสื่อมหรือข้ออักเสบรูมาตอยด์ คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ยากลุ่มนี้บรรเทาอาการได้จริงและมีหลักฐานทางคลินิกหนาแน่น แต่ไม่ได้รักษาโรคต้นเหตุ และไม่ใช่ยาที่ทุกคนควรหาซื้อมารับประทานเองโดยไม่ประเมินความเสี่ยงส่วนบุคคล

ความสับสนที่พบบ่อยที่สุดของผู้ใช้ยาในประเทศไทย คือการเรียกยาแก้อักเสบปนกับยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (antibiotics) ซึ่งเป็นยาคนละกลุ่มกันโดยสิ้นเชิง ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียออกฤทธิ์ทำลายเชื้อก่อโรค แต่ NSAIDs ไม่ได้ฆ่าเชื้อใด ๆ หากแต่ไปปรับกระบวนการอักเสบของร่างกายให้ลดลง ผู้ที่เข้าใจผิดและนำ NSAIDs ไปรับประทานแทนยาฆ่าเชื้อจึงอาจเสียโอกาสในการรักษาโรคติดเชื้ออย่างถูกต้อง และเสี่ยงต่อผลข้างเคียงของยาที่ไม่ได้จำเป็น
บทความนี้เรียบเรียงข้อมูลตั้งแต่กลไกการออกฤทธิ์ ประเภทของยา ระดับหลักฐานจากงานวิจัย ขนาดและวิธีใช้ที่เหมาะสม ข้อควรระวังในกลุ่มเสี่ยง ปฏิกิริยากับยาอื่น ตลอดจนอาการที่ต้องหยุดยาและพบแพทย์ทันที เพื่อให้ผู้อ่านตัดสินใจใช้ยาอย่างมีข้อมูลประกอบ ไม่ใช่ใช้ตามคำบอกเล่าหรือตามโฆษณา
ยาแก้อักเสบ NSAIDs คืออะไร และออกฤทธิ์อย่างไร
NSAIDs เป็นกลุ่มยาที่มีโครงสร้างทางเคมีหลากหลาย แต่มีกลไกหลักร่วมกันคือยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ cyclooxygenase (COX) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เปลี่ยนกรดอะราคิโดนิก (arachidonic acid) ที่อยู่ในเยื่อหุ้มเซลล์ให้กลายเป็นสารโพรสตาแกลนดิน (prostaglandins) และสารอนุพันธ์อื่น ๆ เมื่อเอนไซม์ถูกยับยั้ง ปริมาณโพรสตาแกลนดินที่เนื้อเยื่อสร้างขึ้นจึงลดลง อาการปวด บวม แดง และร้อนบริเวณที่อักเสบจึงทุเลาลง
โพรสตาแกลนดินไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในภาวะอักเสบเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่ปกติในหลายระบบ เช่น กระตุ้นการหลั่งเมือกและไบคาร์บอเนตเพื่อปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหาร รักษาการไหลเวียนเลือดที่ไต และร่วมในการทำงานของเกร็ดเลือด การยับยั้งเอนไซม์ COX จึงไม่ได้ลดเฉพาะอาการที่ต้องการรักษา แต่ลดการทำงานปกติเหล่านี้ไปด้วย ซึ่งอธิบายว่าทำไมผลข้างเคียงจึงเกิดกับกระเพาะอาหาร ไต และระบบหัวใจและหลอดเลือดเป็นหลัก
เอนไซม์ COX แบ่งเป็นสองรูปแบบหลัก รูปแบบแรกคือ COX-1 ซึ่งสร้างอยู่ตลอดเวลาในเนื้อเยื่อส่วนใหญ่และทำหน้าที่เชิงสรีรวิทยาดังกล่าวข้างต้น รูปแบบที่สองคือ COX-2 ซึ่งจะถูกกระตุ้นให้สร้างมากขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ ยิ่งไปกว่านั้น COX-2 ยังพบได้ในไต หลอดเลือด และสมองในบางสภาวะ ความเชื่อเดิมที่ว่า COX-2 เกี่ยวข้องเฉพาะการอักเสบจึงไม่ถูกต้องทั้งหมด และเป็นเหตุผลสำคัญที่ยากลุ่มยับยั้ง COX-2 โดยเฉพาะยังคงมีผลข้างเคียงต่อไตและหัวใจ
ผลต่ออาการปวดเกิดจากสองทาง คือลดการกระตุ้นปลายประสาทรับความรู้สึกเจ็บโดยโพรสตาแกลนดินโดยตรง และลดการบวมของเนื้อเยื่อรอบข้างซึ่งช่วยลดแรงกดต่อปลายประสาท ส่วนผลลดไข้เกิดจากการที่โพรสตาแกลนดินในสมองส่วนไฮโปทาลามัสมีบทบาทในการปรับจุดควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย เมื่อระดับสารนี้ลดลง ร่างกายจึงระบายความร้อนออกและอุณหภูมิลดลง
จุดที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ NSAIDs เป็นยาบรรเทาอาการ ไม่ใช่ยารักษาโรคข้อเสื่อมหรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ให้หายขาด การใช้ยาจึงควรวางเป้าหมายที่การทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น นอนหลับได้ และทำกิจกรรมประจำวันได้ มากกว่าการกดอาการให้หมดจนต้องเพิ่มขนาดยาต่อเนื่อง
ประเภทของยาแก้อักเสบ NSAIDs และตัวอย่างยา
การแบ่งประเภทที่ใช้บ่อยที่สุดคือแบ่งตามความจำเพาะต่อเอนไซม์ COX ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับความเสี่ยงต่อระบบทางเดินอาหารและหัวใจ ผู้ใช้ยาควรรู้ว่ายาที่ตนได้รับอยู่ในกลุ่มใด เพราะมีผลต่อการเลือกใช้ในผู้ป่วยแต่ละราย
NSAIDs ชนิดไม่จำเพาะเจาะจง
กลุ่มนี้ยับยั้งทั้ง COX-1 และ COX-2 ใกล้เคียงกัน ได้แก่ ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) นาพรอกเซน (naproxen) ไดโคลฟีแนก (diclofenac) อินโดเมธาซิน (indomethacin) ทีโนซิแคม (tenoxicam) และไพรอกซิแคม (piroxicam) เป็นกลุ่มที่ใช้แพร่หลายที่สุดและมีจำหน่ายทั้งแบบมีใบสั่งยาและแบบขายปลีกในขนาดต่ำ ข้อดีคือมีข้อมูลความปลอดภัยสะสมมากและราคาเข้าถึงง่าย ข้อเสียคือเสี่ยงต่อการระคายเคืองกระเพาะอาหารและเลือดออกในทางเดินอาหารมากกว่ากลุ่มที่จำเพาะต่อ COX-2
NSAIDs ชนิดจำเพาะต่อ COX-2
กลุ่มนี้ยับยั้ง COX-2 ได้ดีกว่า COX-1 อย่างชัดเจน ได้แก่ เมล็อกซิแคม (meloxicam) นิมีซูไลด์ (nimesulide) เซเลค็อกซิบ (celecoxib) และเอทอริค็อกซิบ (etoricoxib) การศึกษาเชิงทดลองทางคลินิกแบบสุ่มพบว่ากลุ่มนี้ลดอุบัติการณ์แผลและเลือดออกในกระเพาะอาหารได้จริงเมื่อเทียบกับ NSAIDs ชนิดไม่จำเพาะ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลความปลอดภัยด้านหัวใจและหลอดเลือดไม่ได้ดีกว่าตามที่เคยคาดหวังไว้ในอดีต ยาบางชนิดในกลุ่มนี้ถูกถอนหรือจำกัดการขึ้นทะเบียนในหลายประเทศ หลังพบความเสี่ยงต่อกลไกการเกิดลิ่มเลือดอุดตันเพิ่มขึ้น
NSAIDs ชนิดทาภายนอก
รูปแบบเจล ครีม และแผ่นแปะ มีข้อดีคือยาซึมเข้าสู่กระแสเลือดในปริมาณต่ำมาก จึงลดความเสี่ยงต่อกระเพาะอาหาร ไต และหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญ เหมาะกับข้อที่อยู่ตื้นและเข้าถึงได้ง่าย เช่น ข้อเข่า ข้อมือ และนิ้วมือ แนวทางเวชปฏิบัติหลายฉบับแนะนำให้ลองใช้รูปแบบทาก่อนในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคร่วมหลายอย่าง ก่อนพิจารณายากิน
หลักฐานจากงานวิจัยและระดับความน่าเชื่อถือ
การประเมินสรรพคุณของ NSAIDs ต้องแยกระดับหลักฐานให้ชัด เพราะงานศึกษาแต่ละแบบให้ความมั่นใจต่างกัน หลักฐานที่แข็งแรงที่สุดคือการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมในคน (randomized controlled trial หรือ RCT) และการวิเคราะห์อภิมานแบบเครือข่ายของ RCT หลายฉบับ รองลงมาคือการศึกษาแบบสังเกตในประชากรจริง ซึ่งมีขนาดใหญ่แต่มีข้อจำกัดเรื่องตัวแปรกวน และระดับที่อ่อนที่สุดคือการศึกษาในหลอดทดลองหรือในสัตว์ทดลอง ซึ่งบอกได้เพียงกลไก ไม่สามารถยืนยันผลในคนได้
ด้านอาการปวดข้อเข่าและข้อสะโพกจากข้อเสื่อม มีการวิเคราะห์อภิมานแบบเครือข่ายของ RCT ในคนจำนวนมาก สรุปว่า NSAIDs ทุกตัวให้ผลลดปวดและเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหวได้ดีกว่ายาหลอกอย่างชัดเจน โดยขนาดผล (effect size) อยู่ในระดับปานกลาง และยาในกลุ่ม COX-2 inhibitor บางตัวมีขนาดผลใกล้เคียงหรือสูงกว่า NSAIDs ชนิดไม่จำเพาะในระยะสั้น แนวทางเวชปฏิบัติของสมาคมโรคข้อระดับสากลจึงจัด NSAIDs เป็นทางเลือกหลักสำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีข้อห้าม ควบคู่กับการออกกำลังกายและการควบคุมน้ำหนัก
ด้านระบบทางเดินอาหาร มีการวิเคราะห์อภิมานจากข้อมูลผู้เข้าร่วมรายบุคคลของ RCT หลายสิบฉบับ ยืนยันว่า NSAIDs ชนิดไม่จำเพาะเพิ่มความเสี่ยงแผลและภาวะแทรกซ้อนในกระเพาะอาหารและลำไส้ส่วนบนอย่างมีนัยสำคัญ และความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามขนาดยาและระยะเวลาที่ใช้ ส่วนกลุ่ม COX-2 inhibitor ลดความเสี่ยงดังกล่าวได้ราวครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบเคียงในขนาดที่เท่ากัน แต่ยังสูงกว่ายาหลอก
ด้านหัวใจและหลอดเลือด มีหลักฐานจากทั้ง RCT ขนาดใหญ่และการศึกษาแบบสังเกตระดับประเทศที่สอดคล้องกันว่า NSAIDs ทุกตัวเพิ่มความเสี่ยงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและภาวะหัวใจล้มเหลวได้ในระดับต่างกัน โดยไดโคลฟีแนกมีสัญญาณความเสี่ยงสูงกว่าไอบูโพรเฟนและนาพรอกเซนในขนาดที่ใช้ทั่วไป ขณะที่การทดลองแบบสุ่มขนาดใหญ่ที่เปรียบเทียบเซเลค็อกซิบกับนาพรอกเซนและไอบูโพรเฟนในผู้ป่วยข้ออักเสบพบว่าความเสี่ยงเหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือดโดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ต้องตีความร่วมกับขนาดยาและลักษณะประชากรที่ศึกษา
ด้านไต การศึกษาแบบสังเกตและ systematic review พบว่า NSAIDs เพิ่มความเสี่ยงภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคไตเรื้อรังอยู่เดิม ผู้สูงอายุ และผู้ที่ขาดน้ำ ร่วมกับใช้ยาขับปัสสาวะหรือยาลดความดันกลุ่ม ACE inhibitor หรือ ARB ด้านตับ การทบทวน RCT พบว่าการเพิ่มขึ้นของเอนไซม์ตับพบได้ไม่บ่อยและส่วนใหญ่อ่อนและกลับสู่ปกติเมื่อหยุดยา แต่มีรายงานผู้ป่วยรายบุคคลที่เกิดตับอักเสบรุนแรง จึงต้องเฝ้าระวังในผู้ที่มีโรคตับเดิมหรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ส่วนรูปแบบทาภายนอกมีหลักฐานจาก Cochrane review ในคนว่าได้ผลดีกว่ายาหลอกในอาการปวดกล้ามเนื้อและข้อเฉียบพลัน และมีอุบัติการณ์ผลข้างเคียงระบบทางเดินอาหารต่ำกว่ายากินอย่างชัดเจน
วิธีใช้ ขนาดที่เหมาะสม และข้อปฏิบัติ
หลักการที่ใช้ได้กับผู้ป่วยทุกรายคือ ใช้ขนาดต่ำที่สุดที่ยังคุมอาการได้ และใช้ระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จำเป็น หากอาการปวดเรื้อรังจำเป็นต้องใช้ต่อเนื่อง ควรอยู่ภายใต้การติดตามของแพทย์และประเมินความจำเป็นเป็นระยะ ไม่ใช่เพิ่มขนาดยาเองเมื่ออาการไม่ทุเลา
ขนาดยาที่พบบ่อยในทางปฏิบัติสำหรับผู้ใหญ่ ได้แก่ ไอบูโพรเฟน 200 ถึง 400 มิลลิกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ โดยขนาดสูงสุดแบบซื้อเองไม่ควรเกิน 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน นาพรอกเซน 250 ถึง 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ไดโคลฟีแนก 25 ถึง 50 มิลลิกรัม วันละ 2 ถึง 3 ครั้ง เมล็อกซิแคม 7.5 ถึง 15 มิลลิกรัม วันละครั้ง เซเลค็อกซิบ 100 ถึง 200 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง และเอทอริค็อกซิบ 30 ถึง 60 มิลลิกรัม วันละครั้ง ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงกรอบทั่วไป แพทย์อาจปรับตามน้ำหนักตัว โรคประจำตัว และการทำงานของไต
ข้อปฏิบัติที่ช่วยลดผลข้างเคียง ได้แก่ รับประทานยาพร้อมอาหารหรือนมเพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะ ไม่รับประทานขณะท้องว่างเป็นเวลานาน ไม่ใช้ยาสองชนิดในกลุ่มเดียวกันร่วมกันเพราะไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพแต่เพิ่มความเสี่ยง และไม่ใช้ร่วมกับยาแก้ปวดกลุ่มอื่นโดยไม่ปรึกษาเภสัชกร ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อแผลในกระเพาะอาจได้รับยากลุ่ม proton pump inhibitor ร่วมด้วยตามดุลยพินิจของแพทย์
ในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคไตเรื้อรัง ควรใช้ระยะสั้นที่สุดและพิจารณารูปแบบทาเป็นทางเลือกแรก ผู้ที่ออกกำลังกายหรือทำงานกลางแดดและมีภาวะขาดน้ำควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน NSAIDs ก่อนหรือระหว่างทำกิจกรรมหนัก เพราะการไหลเวียนเลือดที่ไตลดลงร่วมกับฤทธิ์ของยาจะเพิ่มความเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน
สำหรับคำถามที่ว่ายี่ห้อไหนดี คำตอบคือประสิทธิภาพหลักขึ้นกับตัวยาและขนาดยา ไม่ใช่ยี่ห้อ ยาที่มีชื่อทางการค้าต่างกันแต่มียาตัวเดียวกันในขนาดเท่ากันให้ผลการรักษาใกล้เคียงกัน สิ่งที่ต่างกันคือราคา รูปแบบยา สารช่วย และความสะดวกในการแบ่งขนาด การเลือกจึงควรดูที่ตัวยาสำคัญ ขนาดต่อหน่วย และคำแนะนำบนฉลาก มากกว่าชื่อการค้า ทั้งนี้ไม่ควรซื้อยากินเองต่อเนื่องเกินระยะเวลาที่ระบุบนฉลาก หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
ข้อควรระวังและกลุ่มที่ต้องระวัง
NSAIDs ไม่เหมาะกับทุกคน กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติแผลในกระเพาะอาหารหรือเลือดออกในทางเดินอาหาร ผู้ที่เคยมีภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือเคยเกิดภาวะสมองขาดเลือด ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ไม่ดี ผู้ที่มีโรคไตเรื้อรังหรือค่าการกรองไตลดลง ผู้ที่มีโรคตับหรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ และผู้สูงอายุซึ่งมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงทุกระบบสูงกว่าวัยหนุ่มสาว
สตรีตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยง NSAIDs ในไตรมาสสุดท้ายเพราะอาจส่งผลต่อการปิดของ ductus arteriosus และการหดตัวของมดลูก ส่วนสตรีให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง ผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์และมีปัญหาการตกไข่ควรทราบว่ายากลุ่มนี้อาจรบกวนการตกไข่ชั่วคราว ในเด็ก ไอบูโพรเฟนใช้ได้ในเด็กอายุมากกว่า 6 เดือนโดยคิดขนาดตามน้ำหนักตัว ส่วนยาในกลุ่มอื่นไม่ควรใช้ในเด็กเล็กโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากกุมารแพทย์
ผู้ที่มีประวัติหอบหืดกำเริบหลังรับประทานแอสไพรินหรือ NSAIDs ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนรับยา เพราะอาจเกิดการกำเริบของโรคทางเดินหายใจจากยาได้ และผู้ที่กำลังขาดน้ำ มีไข้สูง อาเจียนหรือท้องเสียรุนแรง ควรหลีกเลี่ยง NSAIDs จนกว่าจะได้รับน้ำและเกลือแร่เพียงพอ
ปฏิกิริยากับยาหรืออาหารอื่น
NSAIDs เพิ่มความเสี่ยงเลือดออกเมื่อใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างวาร์ฟาริน ยากลุ่ม antiplatelet อย่างแอสไพรินหรือโคลพิโดเกรล และยาต้านซึมเศร้ากลุ่ม SSRI การใช้ร่วมกับยาสเตียรอยด์เพิ่มความเสี่ยงแผลในกระเพาะอย่างชัดเจน การใช้ร่วมกับยาลดความดันกลุ่ม ACE inhibitor หรือ ARB และยาขับปัสสาวะในเวลาเดียวกันเป็นรูปแบบที่เพิ่มความเสี่ยงไตวายเฉียบพลันได้มาก จึงต้องแจ้งแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งเมื่อมียาหลายชนิด
NSAIDs ยังเพิ่มระดับยาลิเทียมและเมโทเทรกเซตในเลือดจนอาจเกิดพิษได้ และอาจลดประสิทธิภาพของยาขับกรดยูริกบางชนิด แอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงระคายเคืองและเลือดออกในกระเพาะอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น กระเทียมสกัดเข้มข้นหรือน้ำมันปลาในขนาดสูง อาจเสริมความเสี่ยงเลือดออกเมื่อใช้ร่วมกัน ควรแจ้งแพทย์เรื่องอาหารเสริมทุกชนิดที่รับประทานเป็นประจำ
อาการที่ต้องพบแพทย์ทันที
ให้หยุดยาและไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการถ่ายเป็นสีดำหรือมีเลือดปน อาเจียนเป็นเลือดหรือมีลักษณะเหมือนกากกาแฟ ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน เจ็บแน่นหน้าอก หายใจเหนื่อยง่ายผิดปกติ หรือขาบวมข้างเดียว ซึ่งอาจบ่งชี้ภาวะแทรกซ้อนของหัวใจและหลอดเลือด
นอกจากนี้ต้องพบแพทย์ทันทีเมื่อปัสสาวะน้อยลงมาก บวมตามใบหน้าหรือขา ตัวเหลืองตาเหลือง ปวดท้องด้านขวาบน มีผื่นลมพิษ บวมที่ใบหน้าหรือริมฝีปาก แน่นหายใจ หรือมีไข้สูงร่วมกับผื่นและ peeling ของผิวหนัง เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงหรือกลุ่มอาการแพ้ยารุนแรงที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว
คำถามที่พบบ่อย
ยาแก้อักเสบกับยาฆ่าเชื้อต่างกันอย่างไร
ยาแก้อักเสบ NSAIDs ลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดของร่างกาย แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อโรค ส่วนยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะ การนำ NSAIDs ไปใช้แทนยาฆ่าเชื้อจึงไม่ช่วยรักษาต้นเหตุของการติดเชื้อ
รับประทาน NSAIDs ตอนท้องว่างได้ไหม
โดยทั่วไปไม่แนะนำ ควรรับประทานพร้อมอาหารหรือนมเพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร การรับประทานขณะท้องว่างเป็นเวลานาน…
ยี่ห้อไหนดีที่สุด
ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะประสิทธิภาพและความปลอดภัยขึ้นกับตัวยา ขนาด และโรคประจำตัวของผู้ใช้มากกว่าชื่อการค้า ควรเลือกตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรและอ่านฉลากทุกครั้ง
ใช้ติดต่อกันได้นานแค่ไหน
สำหรับการซื้อยาใช้เองควรจำกัดระยะเวลาตามที่ฉลากระบุและหยุดเมื่ออาการทุเลา หากจำเป็นต้องใช้ต่อเนื่องเกินสองสัปดาห์ควรได้รับการประเมินจากแพทย์เพื่อชั่งน้ำหนักประโยชน์และความเสี่ยง
แบบทากับแบบกินอย่างไหนปลอดภัยกว่า
แบบทาภายนอกมีความเสี่ยงต่อกระเพาะอาหาร ไต และหัวใจต่ำกว่าแบบกินอย่างชัดเจน แต่เหมาะกับข้อที่ตื้นและมีอาการเฉพาะที่ หากอาการรุนแรงหรือมีข้ออักเสบหลายตำแหน่ง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาแบบกินร่วมด้วย
สรุป
ยาแก้อักเสบ NSAIDs เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์และมีหลักฐานรองรับชัดเจนในการบรรเทาปวด ลดการอักเสบ และลดไข้ แต่เป็นยาที่มีดุลระหว่างประโยชน์และความเสี่ยงอย่างชัดเจน ผู้ใช้ควรเลือกชนิดยาให้เหมาะกับโรคประจำตัว ใช้ขนาดต่ำที่สุดและระยะสั้นที่สุด รับประทานพร้อมอาหาร และหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับยาอื่นโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
สิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่าตัวยาคือการหาสาเหตุของอาการปวดและการติดตามอาการผิดปกติ หากมีอาการเตือนที่กล่าวถึงในบทความนี้ ควรหยุดยาและพบแพทย์ทันที การใช้ยาอย่างมีความรู้จึงไม่ใช่เพียงการเลือกยี่ห้อที่คุ้นชื่อ แต่คือการเข้าใจว่ายาตัวนั้นเหมาะกับร่างกายและสถานการณ์ของผู้ใช้จริงหรือไม่
แหล่งอ้างอิง
- Schmidt M, Sorensen HT, Pedersen L. Diclofenac use and cardiovascular risks: series of nationwide cohort studies. BMJ. 2018;362:k3426. — PubMed 30181258
- Bally M, Dendukuri N, Rich B, et al. Risk of acute myocardial infarction with NSAIDs in real world use: bayesian meta-analysis of individual patient data. BMJ. 2017;357:j1909. — PubMed 28487435
- da Costa BR, Reichenbach S, Keller N, et al. Effectiveness of non-steroidal anti-inflammatory drugs for the treatment of pain in knee and hip osteoarthritis: a network meta-analysis. Lancet. 2017;390:e21-e33. — PubMed 34642179
- Zhang X, Donnan PT, Bell S, Guthrie B. Non-steroidal anti-inflammatory drug induced acute kidney injury in the community dwelling general population and people with chronic kidney disease: systematic review and meta-analysis. BMC Nephrol. 2017;18:256. — PubMed 28764659
- Sriuttha P, Sirichanchuen B, Permsuwan U. Hepatotoxicity of Nonsteroidal Anti-Inflammatory Drugs: A Systematic Review of Randomized Controlled Trials. Int J Hepatol. 2018;2018:5253623. — PubMed 29568654
- Wongrakpanich S, Wongrakpanich A, Melhado K, Rangaswami J. A Comprehensive Review of Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drug Use in The Elderly. Aging Dis. 2018;9:143-150. — PubMed 29392089