ตัวเลขบนหลอดกันแดดตอบคำถามได้แค่บางส่วน และส่วนที่ตอบไม่ได้คือส่วนที่ทำให้คนทากันแดดทุกวันแล้วยังไหม้หรือยังคล้ำ ค่า SPF วัดเฉพาะรังสี UVB ที่ทำให้ผิวแดง ค่า PA วัดรังสี UVA ที่ทำให้ผิวหมองคล้ำและแก่ก่อนวัย และทั้งสองค่าวัดในห้องแล็บที่ความหนา 2 มก./ตร.ซม. ซึ่งมากกว่าที่คนส่วนใหญ่ทาจริงราวสองถึงห้าเท่า[1],[2]
บทนี้ไล่ทีละตัวเลขบนฉลาก ตั้งแต่ความยาวคลื่นของรังสี UV ค่าดัชนี UV ความหมายจริงของ SPF และ PA ไปจนถึงปริมาณและความถี่ที่ทำให้ค่าบนฉลากเป็นผลจริง
รังสี UV คืออะไร: UVA/UVB/UVC ต่างกันอย่างไร และอะไรมาถึงผิวเรา
รังสีอัลตราไวโอเลตอยู่ในช่วง 100–400 นาโนเมตร แบ่งเป็น UVC (100–280), UVB (280–315) และ UVA (315–400)[3] ตัวเลขนี้เป็นตัวกำหนดว่ารังสีชนิดใดผ่านบรรยากาศมาถึงผิวและลงได้ลึกแค่ไหน
UVC ทำลายดีเอ็นเอแรงที่สุดแต่ถูกบรรยากาศกรองจนหมด UVB ส่วนใหญ่ถูกกรองเช่นกัน ส่วนที่เหลือทำให้ผิวไหม้และคล้ำแบบล่าช้า และเป็นตัวกระตุ้นมะเร็งผิวหนังที่สำคัญ ขณะที่ UVA ผ่านมาได้เกือบทั้งหมดและคิดเป็นราว 95% ของรังสี UV ที่ถึงพื้นโลก[3] UVA ลงลึกถึงชั้นหนังแท้ จึงเกี่ยวกับริ้วรอยและเม็ดสีมากกว่า UVB
รังสี UV ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังทั้งชนิด basal cell, squamous cell และ melanoma และประมาณหนึ่งในสี่ของรังสีทั้งชีวิตได้รับก่อนอายุ 18 ปี[4]
UV index คืออะไร อ่านค่าอย่างไร และคนไทยควรใช้อย่างไร
ดัชนี UV (UVI) คือตัวเลขที่บอกระดับรังสี UV ที่พื้นผิวโลกและศักยภาพทำลายผิวกับดวงตา ค่าที่ประกาศคือค่าสูงสุดของวัน ซึ่งเกิดในช่วงสี่ชั่วโมงรอบเที่ยงวัน[6] หลายประเทศเริ่มออกคำแนะนำป้องกันเมื่อค่าตั้งแต่ 3 ขึ้นไป[6]
| ค่า UV index | ระดับ | ความหมายในทางปฏิบัติ |
|---|---|---|
| 1–2 | ต่ำ | ใช้ชีวิตกลางแจ้งได้ตามปกติ |
| 3–5 | ปานกลาง | ต้องป้องกัน หลบแดดช่วงเที่ยง |
| 6–7 | สูง | ลดเวลากลางแดด ใช้หมวกและแว่นกันแดด |
| 8–10 | สูงมาก | หลีกเลี่ยงแดดช่วง 10.00–16.00 น. |
| 11 ขึ้นไป | สูงจัด | ผิวไหม้ได้ในเวลาสั้น ต้องหลบแดดเป็นหลัก |
เกณฑ์ช่วงค่าตามคู่มือ Global Solar UV Index ของ WHO[7]
ค่า UVI ขึ้นกับมุมดวงอาทิตย์เป็นหลัก ปริมาณโอโซน เมฆ ความสูง และการสะท้อนจากพื้นผิว[8] กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่าความสูงที่เพิ่มทุก 1,000 เมตรทำให้รังสีเพิ่มราว 10–12% และทรายแห้งสะท้อนรังสีราว 15% ขณะที่ฟองทะเลสะท้อนราว 25%[8] ประเทศไทยอยู่ในละติจูดต่ำ ดวงอาทิตย์จึงเกือบตรงศีรษะในหลายเดือน ค่าจากแบบจำลอง Clear-Sky ของศูนย์โอโซนและรังสีจึงมักอยู่เกณฑ์สูงถึงสูงจัดในวันที่ฟ้าโปร่ง[8] การพยากรณ์รังสี UV ในไทยจึงต้องคิดจากมุมดวงอาทิตย์และบรรยากาศของแต่ละพื้นที่[9]
SPF วัดอะไร: ค่า SPF 30 กันได้ 96.7% ไม่ได้หมายถึงกันได้นานขึ้น 30 เท่า
SPF คืออัตราส่วนระหว่างปริมาณรังสี UVB ที่ทำให้ผิวแดงเมื่อทาครีม เทียบกับเมื่อไม่ทา วัดบนอาสาสมัครจริงตามมาตรฐาน ISO 24444 ที่ความหนา 2 มก./ตร.ซม.[10] เพราะเป็นอัตราส่วนของปริมาณรังสี ไม่ใช่ของเวลา SPF 30 จึงไม่ได้แปลว่าอยู่แดดได้นานขึ้น 30 เท่า องค์การอาหารและยาสหรัฐอธิบายว่าความเชื่อที่ว่าถ้าไหม้ในหนึ่งชั่วโมงแล้ว SPF 15 จะอยู่ได้ 15 ชั่วโมงนั้นไม่ถูก เพราะ SPF เกี่ยวกับปริมาณรังสี ไม่ใช่เวลา[11]
| ค่า SPF บนฉลาก | UVB ที่บล็อกได้ | UVB ที่ยังผ่านลงผิว |
|---|---|---|
| SPF 15 | 93.3% | 6.7% |
| SPF 30 | 96.7% | 3.3% |
| SPF 50 | 98.0% | 2.0% |
| SPF 50+ (ค่าวัด 60 ขึ้นไป) | 98.3% | 1.7% |
| SPF 100 | 99.0% | 1.0% |
คอลัมน์ที่สองคำนวณจากนิยามของ SPF คือ 1 ลบด้วย 1/SPF การเพิ่มจาก 15 เป็น 30 ตัดรังสีที่ผ่านลงผิวได้ครึ่งหนึ่ง แต่จาก 30 เป็น 50 ลดได้อีกเพียง 1.3 จุดเปอร์เซ็นต์ และจาก 50 เป็น 100 ลดได้อีกแค่ 1 จุด ประโยชน์จึงลดหลั่นเร็วเมื่อเทียบค่าใช้จ่าย
ป้าย SPF50+ ไม่ได้หมายถึง 50 ตามคำแนะนำสหภาพยุโรป ป้ายนี้ใช้ได้เมื่อค่าวัดตั้งแต่ 60 ขึ้นไป[12] คือกัน UVB ได้ราว 98.3% และเมื่อรวมกับข้อเท็จจริงที่ทุกค่าวัดที่ 2 มก./ตร.ซม. ช่องว่างระหว่างฉลากกับผิวจริงจึงอยู่ที่วิธีใช้
PA / PPD / UVA circle: ตัวเลขฝั่ง UVA ที่คนมักมองข้าม
ค่า PA คือระบบญี่ปุ่นที่แปลงค่า UVA protection factor (UVAPF) ซึ่งวัดจากการเกิดรอยคล้ำที่คงอยู่หลังฉาย UVA หรือวิธี persistent pigment darkening ให้เป็นเครื่องหมายบวก มาตรฐานของสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางญี่ปุ่นกำหนดช่วงไว้ชัดเจน[13] และวิธีวัดในคนอ้างอิง ISO 24442[14]
| ระดับ PA | ค่า UVAPF | UVA ที่บล็อกได้อย่างน้อย | ใช้เมื่อไร |
|---|---|---|---|
| PA+ | 2 ถึงน้อยกว่า 4 | 50% | อยู่ในที่ร่มเป็นหลัก |
| PA++ | 4 ถึงน้อยกว่า 8 | 75% | ทำงานในอาคาร ออกแดดเป็นครั้งคราว |
| PA+++ | 8 ถึงน้อยกว่า 16 | 87.5% | กลางแจ้งต่อเนื่อง |
| PA++++ | 16 ขึ้นไป | 93.75% | แดดจัด ผิวมีฝ้า กิจกรรมกลางแจ้ง |
ปัญหาคือ SPF ไม่ได้ทำนาย UVA การวัดครีม SPF 50 และ 50+ จำนวน 38 ตัวจากหลายทวีปด้วยวิธี ISO 24442 พบค่า UVA-PF กระจายตั้งแต่ 3.6 ถึง 46.6 และมีเพียง 26 ตัวที่ผ่านเกณฑ์สหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดให้ UVA-PF ไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสามของ SPF[15],[12] ที่เหลือมีอัตราส่วน SPF ต่อ UVA-PF สูงถึง 16.7 แปลว่าผลิตภัณฑ์ที่ระบุเลขเดียวกันอาจกัน UVA ต่างกันกว่าสิบเท่า
เครื่องหมายวงกลมที่มีคำว่า UVA คือป้ายยุโรปที่บอกว่าผ่านเกณฑ์หนึ่งในสามแล้ว ไม่ได้บอกค่าจริง ถ้าต้องการตัวเลขที่เทียบกันได้ ให้ดู UVA-PF หรือ PA แบบมีเครื่องหมายบวก
broad spectrum / water resistant: ฉลากเหล่านี้รับประกันอะไรได้จริงและไม่ได้
broad spectrum หมายถึงการป้องกันทั้ง UVA และ UVB แต่ไม่ได้แปลว่าป้องกัน UVA ได้เท่ากันทุกตัว การทดสอบครีม 32 ตัวที่ SPF 15 ถึง 70 ภายใต้แสงแดดจริงพบว่า 6 ตัวไม่ผ่านข้ออ้าง broad spectrum ของตัวเอง และราว 40% มีการป้องกัน UVA ต่ำกว่าเกณฑ์ ผลคือผู้บริโภคอาจได้รับ UVA มากกว่าอีกยี่ห้อที่ฉลากเหมือนกันถึง 36%[16]
water resistant คือข้ออ้างว่าครีมยังคงประสิทธิภาพหลังแช่น้ำตามวิธีทดสอบมาตรฐาน การแช่น้ำทำให้ฟิล์มครีมเรียงตัวใหม่ ค่าที่วัดได้จึงอาจเปลี่ยนโดยที่ปริมาณสารกรองไม่ได้เปลี่ยน[17] แต่ฉลากนี้ไม่ได้บอกว่าคุณลงน้ำนานแค่ไหนหรือทาหนาพอหรือไม่
อีกจุดที่ฉลากมองข้ามคือแสงที่มองเห็นได้ UVA1 และแสง 400–700 นาโนเมตรทำให้เกิดเม็ดสีที่เข้มและอยู่นานกว่าในคนผิวสีเข้ม[18] ครีมที่ป้องกัน UV ได้ดีไม่ได้ป้องกันแสงช่วงนี้ เพราะอนุภาคซิงก์ออกไซด์และไทเทเนียมไดออกไซด์ที่เล็กจนใสกันไม่ได้ ต้องเป็นสูตรที่มี iron oxide หรือเนื้อสี (tinted) จึงช่วยเรื่องฝ้าได้จริง[19],[18]
ปริมาณที่ต้องทา: 2 มก./ตร.ซม. แปลว่าเท่าไรบนใบหน้าและลำตัว
2 มก./ตร.ซม. คือความหนาที่ใช้ทดสอบ SPF ทุกตัว[10] ถ้าคิดพื้นที่หน้าและคอรวมกันราว 600 ตร.ซม. ปริมาณนี้เท่ากับเนื้อครีมราว 1.2 กรัม หรือสองข้อนิ้วชี้ที่บีบยาวตลอดข้อ และถ้าคิดทั้งตัวที่ผิวราว 1.8 ตร.ม. จะได้ราว 36 กรัมต่อครั้ง
| วิธีกะที่คนใช้ | ปริมาณโดยประมาณ | เพียงพอสำหรับ |
|---|---|---|
| เม็ดถั่วหนึ่งเม็ด | 0.3–0.5 กรัม | ไม่พอสำหรับหน้าและคอ |
| บีบยาวหนึ่งข้อนิ้ว | ประมาณ 0.6 กรัม | ครึ่งเดียวของที่ต้องการ |
| สองข้อนิ้วชี้ | ประมาณ 1.2 กรัม | หน้าและคอ |
| ช้อนชาหนึ่งช้อน | ประมาณ 5 กรัม | หน้า คอ และแขนท่อนล่าง |
| ฝ่ามือหนึ่งฝ่า | ประมาณ 30–36 กรัม | ทั้งตัวผู้ใหญ่ |
ตัวเลขในตารางคำนวณจาก 2 มก./ตร.ซม. ไม่ใช่ค่าที่วัดจากคนจริง จึงใช้กะได้แต่ไม่แม่นเท่าชั่ง
งานวัดปริมาณที่ใช้จริงพบว่าคนทั่วไปทาอยู่ที่ 0.39–1.0 มก./ตร.ซม.[1] และในการทดลองกับนักศึกษา 124 คน ค่ากลางอยู่ที่ 0.39 เท่านั้น[2] การสำรวจงานวิจัย 38 ค่าที่ตีพิมพ์ระหว่างปี 1985–2020 พบ 36 ค่าต่ำกว่า 2 มก./ตร.ซม.[20] งานที่วัดบนใบหน้าโดยตรงพบค่ากลาง 1.33 มก./ตร.ซม. และคำนวณว่าถ้าต้องการผลเท่ากับ SPF 15, 30 และ 50 ที่ความหนามาตรฐาน ต้องซื้อครีมที่ระบุ SPF 23.8, 47.5 และ 79.2 ตามลำดับ[21]
ทาซ้ำทุกกี่ชั่วโมง และทำไมเหงื่อ/น้ำ/ผ้าเช็ด ทำให้ค่าจริงต่ำกว่าฉลาก
คำแนะนำที่ได้ยินบ่อยคือทาซ้ำทุกสองถึงสามชั่วโมง แต่แบบจำลองการรับรังสีพบว่าการทาซ้ำเร็วให้ผลดีกว่า คือทาครั้งแรกให้หนา 15–30 นาทีก่อนออกแดด แล้วทาซ้ำอีกครั้งภายใน 15–30 นาทีหลังเริ่มรับแดด การทาซ้ำที่ 20 นาทีทำให้รับรังสีได้เพียง 60–85% ของกรณีที่ทาซ้ำตอนสองชั่วโมง[22] หลังจากนั้นจึงทาซ้ำเมื่อมีกิจกรรมที่ล้างครีมออก เช่น ว่ายน้ำหรือเหงื่อออกมาก
การทดลองที่จำลองการใช้จริง 8 ชั่วโมงโดยมีออกกำลังกาย 30 นาทีและแช่น้ำ 80 นาทีพบว่าค่า SPF ลดลงเพียง 15–40% จากค่าเริ่มต้น[23] ฟังดูดี แต่ฐานเริ่มต้นต่ำอยู่แล้ว เมื่อทาครีม SPF 70 ที่ความหนา 1 มก./ตร.ซม. ค่าที่เหลือตอน 8 ชั่วโมงคือราว 26 และครีม SPF 15 ที่ความหนาเดียวกันเหลือราว 7[23] ปัญหาจึงไม่ใช่ครีมเสื่อมเร็ว แต่คือเราเริ่มต้นด้วยปริมาณที่ไม่ถึงมาตรฐาน
ผ้าเช็ดตัวคือตัวทำลายฟิล์มครีมที่คนประเมินต่ำที่สุด การเช็ดเบา ๆ ครั้งเดียวดึงครีมออกได้มากกว่าที่คิด
กันแดดเคมี vs กายภาพ (mineral): ข้อดี-ข้อจำกัด และความเข้าใจผิดเรื่อง «ปลอดภัยกว่า»
ตัวกรองอนินทรีย์หรือที่เรียกกันว่ากายภาพ คือซิงก์ออกไซด์และไทเทเนียมไดออกไซด์ กลไกคือสร้างฟิล์มอนุภาคบนผิวแล้วสะท้อน กระจาย และดูดกลืนรังสี อนุภาคเหล่านี้นิ่งและไม่ค่อยระคายเคือง จึงเหมาะกับผิวแพ้ง่ายและเด็ก[24] ข้อจำกัดคือเนื้อขาวและหนักกว่า
ตัวกรองอินทรีย์หรือเคมี ดูดกลืนแสงแล้วปล่อยเป็นความร้อน เนื้อบางกว่าและเนียนกว่า แต่มีโอกาสก่อภูมิแพ้และบางตัวสลายตัวเมื่อโดนแดดหากไม่มีตัวช่วย stabilize[24] สารกรองถูกทาเข้มข้นถึง 25% การประเมินศักยภาพก่อภูมิแพ้จึงเป็นหัวใจของความปลอดภัย[25]
คำว่า «กายภาพปลอดภัยกว่า» จึงไม่จริงโดยอัตโนมัติ งานขององค์การอาหารและยาสหรัฐพบว่าสารกรองอินทรีย์ 4 ตัวดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเกิน 0.5 ng/mL เมื่อทาวันละ 4 ครั้งในสภาพการใช้สูงสุด[26] นี่ไม่ใช่หลักฐานว่าอันตราย แต่การอ้างว่าปลอดภัยสนิทก็เกินหลักฐาน
หลักที่ใช้ได้จริงคือ ผิวแพ้ง่ายหรือเด็กให้เริ่มจากสูตรที่ไม่มีน้ำหอมและมีส่วนผสมน้อย ทดสอบที่กราม 24–48 ชั่วโมงก่อนใช้ทั้งหน้า และใช้เฉพาะสารกรองในบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข[27]
คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): กันแดดไม่ใช่เกราะกันแดดทั้งวัน การทาครั้งเดียวแล้วอยู่กลางแดดต่อเนื่องยังทำให้ไหม้ได้ ต้องทาซ้ำหลังเหงื่อออกมาก ว่ายน้ำ หรือเช็ดตัว ในทารกต่ำกว่า 6 เดือนควรเลี่ยงแดดและใช้เสื้อผ้าปกคลุมเป็นหลัก ปรึกษากุมารแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ กับผิวเด็ก ถ้ามีผื่น แสบ หรือบวมหลังทา ให้หยุดใช้และพบแพทย์ เพราะอาจเป็นปฏิกิริยาแพ้ต่อสารกรอง
SPF สูงกว่าคุ้มไหม: ราคา vs ผลต่างจริง และผลข้างเคียงที่มากขึ้นหรือไม่
ในทางตัวเลข SPF 50 กับ 100 ต่างกันแค่ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ของ UVB แต่ในการใช้จริงส่วนต่างกว้างกว่านั้นมาก เพราะครีมที่ตั้งต้นสูงกว่าจะเหลือกำลังป้องกันมากกว่าเมื่อทาบาง การทดลองแบบแบ่งหน้าซ้ายขวาในคน 199 คนพบว่า 55.3% ไหม้มากกว่าฝั่ง SPF 50+ เทียบกับ 5% ในฝั่ง SPF 100+[28] และการทดลอง 5 วันที่ชายหาดในคน 55 คนพบ 56% ต่อ 7%[29]
ผลข้างเคียงที่มากขึ้นตามค่า SPF มาจากสูตรที่ใส่สารกรองเข้มข้นขึ้น ซึ่งมักหนักขึ้น แพงขึ้น และระคายเคืองง่ายขึ้น
คุณค่าที่วัดได้ชัดที่สุดของการใช้เป็นประจำไม่ได้อยู่ที่ค่า SPF สูงสุด แต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอ การทดลองแบบสุ่มในคน 903 คนเป็นเวลา 4.5 ปีพบว่ากลุ่มที่ทาทุกวันมีผิวเสื่อมจากแสงน้อยกว่ากลุ่มที่ทาเมื่อรู้สึกว่าจำเป็น 24% (relative odds 0.76, 95% CI 0.59–0.98)[30] และการติดตามต่อ 10 ปีพบ melanoma ลดลง โดยพบ 11 รายเทียบกับ 22 ราย (HR 0.50, 95% CI 0.24–1.02)[31]
ผลเรื่อง melanoma มีค่าความเชื่อมั่นคาบเกี่ยวกับ 1 พอดี และเป็นการศึกษาในคนออสเตรเลียที่แดดจัดตลอดปี จึงควรพูดว่า «หลักฐานเอนไปในทางป้องกันได้» ไม่ใช่ «พิสูจน์แล้ว»[5],[31] ส่วนวิตามินดี งานทบทวนสรุปว่าครีม broad spectrum ที่ป้องกันการไหม้ไม่ได้ลดระดับวิตามินดีอย่างมีนัยสำคัญ[32]
คำว่า «กันแดด» ในเครื่องสำอาง (BB/รองพื้น): ค่าที่ได้จริงเมื่อทาบาง ๆ
BB cream รองพื้น และครีมบำรุงที่มีค่า SPF ผ่านการทดสอบแบบเดียวกับกันแดด แต่ปริมาณที่ทาจริงแทบไม่เคยถึง 2 มก./ตร.ซม. รองพื้นถูกออกแบบให้ทาบางเพื่อให้ผิวดูเรียบ จึงมักอยู่ที่ราว 0.5–1 มก./ตร.ซม.[1],[20] เมื่อค่าที่วัดได้ลดลงตามความหนาที่บางลง ชั้นที่บางครึ่งหนึ่งจึงเหลือการป้องกันราวครึ่งเดียวหรือน้อยกว่า
ทางใช้ที่สมเหตุสมผลคือถือว่าเครื่องสำอางที่มี SPF เป็นของแถม ไม่ใช่กันแดดหลัก ทาครีมกันแดดปริมาณเต็มก่อน แล้วค่อยทับด้วยรองพื้นหรือแป้ง ถ้าคุมฝ้าให้เลือกที่มี iron oxide เพราะกันแสงช่วงนั้นได้จริง[19]
ตารางสรุป: กิจกรรม + ชนิดผิว → ค่า SPF/PA ที่พอเพียง
| สถานการณ์ | SPF ขั้นต่ำ | PA ขั้นต่ำ | จุดที่ต้องระวัง |
|---|---|---|---|
| ในบ้าน ห่างหน้าต่าง | SPF 15–30 | PA++ | ไม่ต้องทาซ้ำถ้าไม่ได้ออกแดด |
| โต๊ะติดหน้าต่างหรือขับรถกลางวัน | SPF 30 | PA+++ | UVA ผ่านกระจกได้ ต้องกัน UVA |
| เดินทางในเมือง กลางแดดเป็นช่วง ๆ | SPF 30–50 | PA+++ | ทาซ้ำก่อนออกช่วงเที่ยง |
| กลางแจ้งต่อเนื่องมากกว่า 2 ชั่วโมง | SPF 50 | PA++++ | ทาปริมาณเต็มและทาซ้ำ |
| กีฬา ว่ายน้ำ เหงื่อมาก | SPF 50 ทนน้ำ | PA++++ | ทาซ้ำหลังทุกครั้งที่เช็ดตัว |
| ผิวมีฝ้า กระ หรือหลังเลเซอร์ | SPF 50 | PA++++ และ tinted | ต้องกันแสงที่มองเห็นด้วย |
| ผิวแพ้ง่ายหรือเป็นสิว | SPF 30–50 | PA+++ | สูตรไม่มีน้ำหอม ทดสอบก่อน |
| เด็กโต | SPF 30–50 | PA+++ | ผู้ใหญ่ต้องเป็นคนทาให้ทั่ว |
ตารางนี้เป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่การรับประกัน ถ้าทาไม่ถึงปริมาณหรือไม่ทาซ้ำ ค่าที่สูงกว่านี้ก็ไม่ได้ช่วยมากนัก และถ้าอยู่นอกบ้านทั้งวัน การหลบแดดกับเสื้อผ้าปิดผิวมีผลมากกว่าการเปลี่ยนจาก SPF 30 เป็น 50
คำถามที่พบบ่อย
SPF คืออะไร
SPF คืออัตราส่วนระหว่างปริมาณรังสี UVB ที่ทำให้ผิวแดงเมื่อทาครีม เทียบกับเมื่อไม่ทา วัดตามมาตรฐาน ISO 24444[10] ค่า SPF 30 จึงหมายถึงกัน UVB ได้ 96.7% ไม่ได้หมายถึงทนแดดได้นานขึ้น 30 เท่า[11]
SPF50 กันได้กี่ชั่วโมง
ตอบเป็นชั่วโมงไม่ได้ เพราะ SPF ไม่ได้วัดเวลา ให้ทาก่อนออกแดด 15–30 นาที ทาซ้ำอีกครั้งในชั่วโมงแรก และทาซ้ำเมื่อเหงื่อออกมาก ว่ายน้ำ หรือเช็ดตัว[22] ครีมส่วนใหญ่ยังเหลือค่า SPF 60–85% ของเดิมหลัง 8 ชั่วโมง แต่ฐานเริ่มต้นต่ำกว่าฉลากหากทาบาง[23]
PA++++ ต่างจาก PA+++ อย่างไร
ต่างที่ช่วงค่า UVAPF คือ PA+++ ครอบคลุม 8 ถึงน้อยกว่า 16 และ PA++++ คือ 16 ขึ้นไป[13] ที่ขอบเขตนี้กำลังป้องกันเพิ่มหนึ่งเท่าตัว แต่ภายในช่วงเดียวกันอาจต่างกันมากจนดูจากเครื่องหมายบวกไม่ออก
ต้องทากันแดดปริมาณเท่าไร
ความหนามาตรฐานคือ 2 มก./ตร.ซม.[10] หน้าและคอคิดเป็นเนื้อครีมราว 1.2 กรัม หรือสองข้อนิ้วชี้ และทั้งตัวราว 36 กรัม[21] คนทั่วไปทาเพียง 0.39–1.0 มก./ตร.ซม. จึงได้การป้องกันต่ำกว่าฉลากมาก[1],[2]
กันแดดกายภาพดีกว่าเคมีไหม
ไม่ได้ดีกว่าโดยอัตโนมัติ ตัวกรองอนินทรีย์นิ่งกว่าและระคายเคืองน้อยกว่า จึงเหมาะกับผิวแพ้ง่ายและเด็ก[24] แต่เนื้อหนักและกันแสงที่มองเห็นไม่ได้ถ้าอนุภาคเล็กจนใส[19] ตัวกรองอินทรีย์บางกว่าแต่มีโอกาสก่อภูมิแพ้และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้[25],[26]
UV index เท่าไรต้องทากันแดด
ตั้งแต่ 3 ขึ้นไปถือว่าต้องป้องกัน[6] ค่า 8 ขึ้นไปคือสูงมากถึงสูงจัด ควรหลบแดดช่วง 10.00–16.00 น. เป็นหลัก ไม่ใช่พึ่งครีมอย่างเดียว[8] ค่าที่ประกาศคือค่าสูงสุดของวัน
ทากันแดดแล้วยังไหม้ เพราะอะไร
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือทาบางเกินไป รองลงมาคือทาไม่ทั่วโดยเฉพาะขอบหน้า ใบหู และหลังคอ และทาไม่ซ้ำหลังเหงื่อหรือน้ำ[1],[22] อีกข้อคือออกแดดก่อนครีมเซ็ตตัว จึงควรทาก่อนออกแดด 15–30 นาที[22]
กันแดดในรองพื้นใช้แทนกันแดดได้ไหม
ใช้แทนได้ไม่เต็มที่ เพราะรองพื้นถูกทาบางกว่าระดับที่ใช้ทดสอบมาก ค่าจริงจึงต่ำกว่าฉลากหลายเท่า[1],[20] ให้ทาครีมกันแดดปริมาณเต็มก่อนแล้วใช้รองพื้นทับ ถ้าคุมฝ้าให้เลือกที่มี iron oxide[19]
สรุป
ตัวเลขบนฉลากบอกได้แค่ความสามารถของผลิตภัณฑ์ในห้องแล็บที่ความหนา 2 มก./ตร.ซม. ไม่ได้บอกว่าจะเกิดอะไรบนผิวคุณ สิ่งที่ต้องอ่านให้เป็นมีสามชั้น คือ SPF ที่บอก UVB และไม่ได้บอกเวลา[11] PA หรือ UVA-PF ที่บอก UVA และมักถูกมองข้าม[15] และคำว่า broad spectrum ที่บอกเพียงว่าผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ[16]
สิ่งที่เปลี่ยนผลจริงมากกว่าตัวเลขคือปริมาณและความถี่ ทาให้ได้ 1.2 กรัมสำหรับหน้าและคอ ทาซ้ำในชั่วโมงแรก และทาซ้ำเมื่อมีเหงื่อหรือน้ำ[21],[22] ถ้าต้องเลือกระหว่าง SPF 50 ที่ทาหนาพอกับ SPF 100 ที่ทาบาง ให้เลือกอย่างแรก และถ้าผิวมีฝ้า ให้เพิ่มผลิตภัณฑ์ที่มี iron oxide[19]
แหล่งอ้างอิง
- . Petersen B, Wulf HC. Application of sunscreen—theory and reality. Photodermatol Photoimmunol Photomed. 2014;30(2-3):96-101. doi:10.1111/phpp.12099. https://pu ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Autier P, Boniol M, Severi G, Doré JF. Quantity of sunscreen used by European students. Br J Dermatol. 2001;144(2):288-291. doi:10.1046/j.1365-2133.2001.04016 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . World Health Organization. Radiation: Ultraviolet (UV) radiation. Geneva: WHO. https://www.who.int/news-room/questions-and-answers/item/radiation-ultraviolet- ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Balk SJ; Council on Environmental Health, Section on Dermatology. Ultraviolet radiation: a hazard to children and adolescents. Pediatrics. 2011;127(3):e791-e8 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . doi:10.1542/peds.2010-3502. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/21357345/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Diffey B. Sunscreens: expectation and realization. Photodermatol Photoimmunol Photomed. 2009;25(5):233-236. doi:10.1111/j.1600-0781.2009.00459.x. https://pubm ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . World Health Organization. Radiation: The ultraviolet (UV) index. Geneva: WHO; 2022. https://www.who.int/news-room/questions-and-answers/item/radiation-the-ul ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . World Health Organization, United Nations Environment Programme, World Meteorological Organization, ICNIRP. Global solar UV index: a practical guide. Geneva: ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . https://www.who.int/publications/i/item/9241590076 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . กรมอุตุนิยมวิทยา. UV Index — ดัชนีรังสีอัลตราไวโอเลต (ศูนย์โอโซนและรังสี). กรุงเทพฯ: กรมอุตุนิยมวิทยา. https://ozone.tmd.go.th/UV_index.htm ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Sudhibrabha S, Exell RHB, Sukawat D. Ultraviolet forecasting in Thailand. ScienceAsia. 2006;32(2):107-114. http://www.scienceasia.org/2006.32.n2/v32_107_114.p ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . International Organization for Standardization. ISO 24444:2019 Cosmetics — Sun protection test methods — In vivo determination of the sun protection factor (S ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . https://www.iso.org/standard/72250.html ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . U.S. Food and Drug Administration. Sunscreen: How to help protect your skin from the sun. Silver Spring: FDA. https://www.fda.gov/drugs/understanding-over-cou ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . European Commission. Commission Recommendation of 22 September 2006 on the efficacy of sunscreen products and the claims made relating thereto (2006/647/EC). ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;L265:39-43. https://eur-lex.europa.eu/eli/reco/2006/647/oj ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Japan Cosmetic Industry Association. JCIA notifications on SPF, PA and water resistance labelling. Tokyo: JCIA. https://www.jcia.org/en/common/download/top/jc ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . International Organization for Standardization. ISO 24442:2011 Cosmetics — Sun protection test methods — In vivo determination of sunscreen UVA protection. Ge ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . https://www.iso.org/standard/46521.html ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Young A, Tricaud C, Bernerd F, et al. In vivo measurement of UVA protection factor (ISO 24442:2011) across 38 different SPF 50 and SPF 50+ sunscreens reveals ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;42(3):e70092. doi:10.1111/phpp.70092. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/41968398/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Coelho SG, Rua D, Miller SA, Agrawal A. Suboptimal UVA attenuation by broad spectrum sunscreens under outdoor solar conditions contributes to lifetime UVA bur ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;36(1):42-52. doi:10.1111/phpp.12503. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31376300/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Pissavini M, Pouradier F, Wiener G, et al. A new in vitro approach for determining the water resistance of sunscreen products, validated by a blinded ring tes ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;47(5):851-863. doi:10.1111/ics.13074. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/40390693/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Mahmoud BH, Ruvolo E, Hexsel CL, et al. Impact of long-wavelength UVA and visible light on melanocompetent skin. J Invest Dermatol. 2010;130(8):2092-2097. doi ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- .1038/jid.2010.95. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/20410914/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Lyons AB, Trullas C, Kohli I, Hamzavi IH, Lim HW. Photoprotection beyond ultraviolet radiation: a review of tinted sunscreens. J Am Acad Dermatol. 2021;84(5): ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- -1397. doi:10.1016/j.jaad.2020.04.079. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/32335182/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Carrao AM, Coleman JC 2nd, Guo JJ, Kumari H. A novel online survey approach designed to measure consumer sunscreen application thickness—implications for esti ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;34(6):1064-1071. doi:10.1038/s41370-023-00608-z. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/37898625/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Fujiwara R, Muta K, Izutsu Y, Hatao M. The effect of on-site application density on the UV protection efficacy of sunscreens. Photodermatol Photoimmunol Photo ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;38(3):259-265. doi:10.1111/phpp.12747. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/34695251/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Diffey BL. When should sunscreen be reapplied? J Am Acad Dermatol. 2001;45(6):882-885. doi:10.1067/mjd.2001.117385. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/11712033/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Ouyang H, Meyer K, Maitra P, et al. Realistic sunscreen durability: a randomized, double-blinded, controlled clinical study. J Drugs Dermatol. 2018;17(1):116- ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/29320597/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Nery ÉM, Martinez RM, Velasco MVR, Baby AR. A short review of alternative ingredients and technologies of inorganic UV filters. J Cosmet Dermatol. 2021;20(4): ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- -1065. doi:10.1111/jocd.13694. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/32858778/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Stiefel C, Schwack W. Photoprotection in changing times — UV filter efficacy and safety, sensitization processes and regulatory aspects. Int J Cosmet Sci. 201 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;37(1):2-30. doi:10.1111/ics.12165. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/25256657/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Matta MK, Zusterzeel R, Pilli NR, et al. Effect of sunscreen application under maximal use conditions on plasma concentration of sunscreen active ingredients: ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;321(21):2082-2091. doi:10.1001/jama.2019.5586. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31058986/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . กระทรวงสาธารณสุข. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดสารป้องกันแสงแดดที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง พ.ศ. 2562. ราชกิจจานุเบกษา; 2562. https://ratch ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Williams JD, Maitra P, Atillasoy E, et al. SPF 100+ sunscreen is more protective against sunburn than SPF 50+ in actual use: results of a randomized, double-b ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;78(5):902-910.e2. doi:10.1016/j.jaad.2017.12.062. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/29291958/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Kohli I, Nicholson CL, Williams JD, et al. Greater efficacy of SPF 100+ sunscreen compared with SPF 50+ in sunburn prevention during 5 consecutive days of sun ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- ;82(4):869-877. doi:10.1016/j.jaad.2019.09.018. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31542406/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Hughes MC, Williams GM, Baker P, Green AC. Sunscreen and prevention of skin aging: a randomized trial. Ann Intern Med. 2013;158(11):781-790. doi:10.7326/0003- ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- -158-11-201306040-00002. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/23732711/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Green AC, Williams GM, Logan V, Strutton GM. Reduced melanoma after regular sunscreen use: randomized trial follow-up. J Clin Oncol. 2011;29(3):257-263. doi:1 ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- .1200/JCO.2010.28.7078. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/21135266/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed
- . Passeron T, Bouillon R, Callender V, et al. Sunscreen photoprotection and vitamin D status. Br J Dermatol. 2019;181(5):916-931. doi:10.1111/bjd.17992. https:/ ค้นงานวิจัยนี้บน PubMed