สุขภาพ

ผิวหน้าเด็กแห้งลอก ทาอะไรดี แยกกลากและครีมที่ใช้ได้

ผิวหน้าเด็กแห้งลอก: แค่ผิวแห้งหรือกลาก และครีมแบบไหนใช้กับหน้าเด็กได้

ผิวหน้าเด็กที่แห้งเป็นขุยหรือลอกเป็นแผ่นที่แก้ม เกือบทั้งหมดเกิดจากชั้นนอกของผิวสูญเสียน้ำเร็วเกินไป สิ่งที่ได้ผลที่สุดจึงไม่ใช่ครีมราคาแพง แต่คือหยุดสิ่งที่ดึงน้ำออกจากผิว ทั้งน้ำร้อน ฟองสบู่ และการถูเช็ดแรง แล้วปิดผิวด้วยครีมที่ไม่มีน้ำหอมทาหนาพอให้เห็นเป็นมันวาว

แต่ถ้าผื่นนั้นคันและแดง เป็นแล้วหายแล้วกลับมา คำตอบเปลี่ยน ผื่นแบบนี้คือผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้หรือกลาก ซึ่งครีมบำรุงอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีสเตียรอยด์ความแรงต่ำใช้ระยะสั้นควบคู่กัน

ผิวหน้าเด็กแห้งลอกคืออะไร และทำไมพบบ่อยที่แก้ม

ผิวแห้งคือภาวะที่ชั้นนอกสุดของผิวมีน้ำน้อยกว่าปกติจนเซลล์เรียงตัวไม่สนิทและลอกออกเป็นแผ่น สาเหตุไม่ได้อยู่ที่ขาดน้ำมันอย่างเดียว แต่อยู่ที่การระเหยออกจากผิวมากกว่าที่ผิวเก็บไว้ได้

ผิวเด็กยังไม่เหมือนผู้ใหญ่ การศึกษาในเด็กเอเชียตะวันออกอายุ 3–24 เดือนพบว่าการสูญเสียน้ำทางผิวสูงกว่าและกระจายตัวกว้างกว่ามาก ขณะที่ชั้น stratum corneum และชั้นหนังกำพร้าบางกว่าชัดเจน[2] ผิวเด็กเป็นเกราะได้ดีตั้งแต่แรกเกิด แต่ยังพัฒนาอยู่และตอบสนองต่อสารระคายได้ไว[3]

แก้มเป็นตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดเพราะรับภาระซ้อนกัน ทั้งน้ำลายตอนกินนม น้ำมูกจากการเป็นหวัด การเช็ดด้วยผ้าเปียกซ้ำ ๆ และการถูกับหมอนหรือเสื้อผ้า

จุดที่ต้องแยกให้ออกคือผิวแห้งไม่มีอาการคัน ไม่แดง ไม่นูน และดีขึ้นชัดใน 2–3 วันเมื่อทาครีม แต่ถ้าเด็กคันและเกาจนแดง มีผื่นนูนขอบชัด และเป็นซ้ำที่เดิม แปลว่ามีการอักเสบใต้ผิวที่ต้องรักษาด้วยยา

ผิวแห้ง กลาก และรังแค: แยกกันอย่างไร

หัวข้อ ผิวแห้ง (xerosis) กลาก (atopic dermatitis) ผิวอักเสบจากรังแค (seborrheic)
ตำแหน่งที่พบบ่อย แก้ม คิ้ว หลังมือ ข้อศอก แก้มในทารก ข้อพับแขนขาในเด็กโต หนังศีรษะ คิ้ว ไรผม รอบจมูก
อายุที่เริ่ม พบได้ทุกวัย มากขึ้นในหน้าหนาว ครึ่งหนึ่งเริ่มก่อน 1 ปี 2–12 สัปดาห์แรกหลังเกิด
อาการคัน คันเล็กน้อยหรือไม่คัน คันมาก เกาจนนอนไม่หลับ ทารกมักไม่คัน
ลักษณะผื่น แห้งด้าน เป็นขุยละเอียด ไม่นูน แดง นูน มีขุยหรือตุ่มน้ำเล็ก ขอบไม่ชัด แผ่นมันวาว มีสะเก็ดเหลือง
ขอบเขต กระจายไม่เป็นวง เป็นวงหรือแผ่นชัด มักสมมาตรสองข้าง ลามตามแนวต่อมไขมัน
ตอบสนองต่อมอยส์เจอไรเซอร์ ดีขึ้นชัดใน 2–3 วัน ดีขึ้นบางส่วน ต้องมียาร่วม ไม่ค่อยตอบสนอง
สิ่งที่ต้องส่งต่อ ผิวแตกเป็นแผลหรือเลือดออก ผื่นลาม คันมาก ติดเชื้อซ้ำ ผื่นลามลงคอหรือข้อพับ

เกณฑ์ที่ใช้กันแพร่หลายคือของ UK Working Party ซึ่งเริ่มจากอาการคันเป็นเงื่อนไขบังคับ แล้วต้องมีอย่างน้อย 3 ข้อจาก 5 ข้อ คือ ประวัติผื่นที่ข้อพับ ประวัติหอบหืดหรือเยื่อบุจมูกอักเสบ ผิวแห้งทั่วไป ผื่นที่ข้อพับชัดเจนจากการตรวจ และเริ่มมีอาการก่อนอายุ 2 ปี[4] แนวปฏิบัติของไทยย้ำว่าการวินิจฉัยอาศัยลักษณะผื่นกับประวัติ ไม่ใช่ผลตรวจภูมิแพ้[1]

ข้อมูลจากไทยช่วยให้เห็นธรรมชาติของโรคชัดขึ้น การติดตามเด็กที่วินิจฉัยโดยแพทย์ผิวหนังเด็กที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 205 คน พบว่าร้อยละ 64.4 มีอาการครั้งแรกในช่วง 2 ปีแรก และร้อยละ 49.8 หายสนิทเมื่ออายุราว 3.5 ปี[5]

สาเหตุที่แก้ได้จริงในบ้าน: น้ำร้อน ฟองสบู่ ผ้า และน้ำลาย

ข้อแนะนำที่ตรงกันคืออาบน้ำอุ่นไม่ร้อนจัดและใช้เวลา 5–10 นาที งานทบทวนเรื่องการอาบน้ำในเด็กที่เป็นกลากชี้ว่าคำแนะนำเรื่องความถี่และอุณหภูมิยังต่างกันมากจนพ่อแม่สับสน[7] แนวปฏิบัติของสถาบันผิวหนังสหรัฐจึงให้การอาบน้ำเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลแบบมีเงื่อนไข ไม่ได้บอกว่ายิ่งอาบบ่อยยิ่งดี[6]

ฟองมากไม่ใช่สัญญาณว่าสะอาด แต่คือสารทำความสะอาดที่แรงเกินไป สบู่ก้อนทั่วไปมีค่าความเป็นกรด-ด่างสูงและดึงไขมันออกจากผิว งานทบทวนเรื่องเกราะผิวในทารกเน้นว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเด็กควรออกแบบไม่ให้รบกวนค่าความเป็นกรด-ด่างของผิว[3] ให้เลือกสูตรที่ไม่มีน้ำหอมและล้างออกง่าย

น้ำยาปรับผ้านุ่มและผงซักฟอกที่แรงมักตกค้างในเส้นใยและสัมผัสผิวตลอดคืน ให้ซักด้วยน้ำยาสูตรเด็กและตั้งรอบล้างน้ำเพิ่มหนึ่งรอบ

น้ำลายเป็นสาเหตุที่คนมักมองข้ามในเด็กที่กำลังฟันขึ้นหรือเป็นหวัด เพราะมีเอนไซม์ย่อยโปรตีนและมีค่าเป็นด่าง เมื่อเปียกค้างที่แก้มและคางซ้ำ ๆ จะเกิดผื่นแดงรอบปาก ให้ใช้ผ้านุ่มซับให้แห้งบ่อย ๆ แทนการถู แล้วปิดด้วยปิโตรเลียมเจลลี่บาง ๆ

มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับเด็ก: อ่านส่วนผสมอย่างไร

แนวปฏิบัติล่าสุดของสถาบันผิวหนังสหรัฐให้คำแนะนำระดับแข็งแรงว่าให้ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ในเด็กที่เป็นกลากทุกราย[6] แต่หลักฐานที่วัดผลได้จริงยังเจียมตัว งานรีวิวของ Cochrane ซึ่งรวบรวมการทดลอง 77 งาน ผู้เข้าร่วม 6,603 คน พบว่ามอยส์เจอไรเซอร์ลดคะแนนความรุนแรงของกลากได้ 2.42 คะแนน ซึ่งน้อยกว่าเกณฑ์ 8.7 คะแนนที่ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าอาการดีขึ้น[8]

ฝั่งไทยมีข้อมูลที่ตรงประเด็นกว่า การทดลองแบบสุ่มในทารกแรกเกิดไทยที่ความเสี่ยงสูงพบว่าการทามอยส์เจอไรเซอร์ตั้งแต่สัปดาห์แรกช่วยลดอุบัติการณ์สะสมของกลากที่ 6 เดือน (ความเสี่ยงสัมพัทธ์ 0.39, ช่วงความเชื่อมั่น 95% 0.24–0.64) แต่ก็พบผดร้อนและการติดเชื้อที่ผิวหนังมากขึ้น[9]

ส่วนผสมที่ควรมีมีไม่กี่กลุ่ม คือสารปิดผิวประเภทปิโตรเลียมเจลลี่หรือน้ำมันแร่ซึ่งกันน้ำระเหยได้ดี เซราไมด์ซึ่งเป็นไขมันตามธรรมชาติในช่องว่างระหว่างเซลล์ผิว กลีเซอรีนที่ดึงน้ำจากชั้นล่างขึ้นมา และข้าวโอ๊ตคอลลอยด์ที่ช่วยเรื่องคัน[11]

ส่วนผสมที่ควรเลี่ยงคือนวัตกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงแพ้โดยไม่จำเป็น ได้แก่ น้ำหอมทั้งสังเคราะห์และน้ำมันหอมระเหย สารสกัดจากพืชหลายชนิดผสมกัน และสารกันเสียกลุ่ม methylisothiazolinone ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นของการแพ้สัมผัส และความชุกยังสูงถึงร้อยละ 15 ของผู้ที่ตรวจแพ้ในอเมริกาเหนือช่วงปี 2017–2018[10]

เนื้อผลิตภัณฑ์ให้เลือกตามความแห้งของผิว ไม่ใช่ตามอายุ

เนื้อผลิตภัณฑ์ เหมาะกับ ข้อควรรู้
ขี้ผึ้ง (ointment) ผิวแห้งมากหรือผิวแตก กันน้ำได้ดีที่สุด แต่เหนียวและอาจอุดตันในหน้าร้อน
ครีม (cream) ผิวแห้งปานกลาง ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของใบหน้าเด็ก ใช้ง่าย ซึมเร็วปานกลาง
โลชั่น (lotion) ผิวแห้งเล็กน้อย เกลี่ยง่ายแต่ระเหยเร็วและมีสารกันเสียมากกว่า

ครีมหรือขี้ผึ้งที่มีพาราฟินมาก เมื่อติดผ้าแล้วแห้งจะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งไฟ จึงควรระวังเปลวไฟหลังทาครีม[12]

ทายาอย่างไรให้ได้ผล: ปริมาณ เวลา และลำดับ

จังหวะที่ดีที่สุดคือหลังอาบน้ำทันที เพราะผิวที่ยังชื้นกักน้ำได้ดีกว่าผิวแห้ง แนวปฏิบัติแนะนำให้ทาภายใน 3 นาทีหลังอาบน้ำ[6] ถ้าผิวแห้งมากให้ทาซ้ำได้อีก 2–3 ครั้งระหว่างวัน

ปริมาณวัดด้วย fingertip unit หรือ FTU ซึ่งคือนิ้วชี้ของผู้ใหญ่ที่ปาดครีมจนเต็มข้อแรกถึงปลายนิ้ว หนึ่ง FTU หนักราว 0.5 กรัม และทาได้พื้นที่ประมาณฝ่ามือผู้ใหญ่สองฝ่ามือ[13] ใบหน้าทารกเล็กกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า จึงเริ่มจากเม็ดถั่วเขียวสำหรับแก้มสองข้าง

ลำดับมีสองแนวที่ใช้ได้ คือทายาก่อนแล้วตามด้วยครีมบำรุง หรือทาครีมบาง ๆ ก่อน รอให้ซึม 15–20 นาทีจึงทายาเฉพาะรอย สิ่งที่ต้องเลี่ยงคือการผสมครีมกับยาในมือก่อนทา เพราะการเจือจางจะลดความแรงของยา กรณีผื่นแห้งหนาและดื้อ แพทย์อาจแนะนำการแช่น้ำแล้วทายาทับบนผิวเปียก ซึ่งต้องทำภายใต้คำแนะนำเท่านั้น[14]

สเตียรอยด์ทาหน้าเด็ก: ใช้ได้ แต่ต้องมีกติกา

สเตียรอยด์ทาภายนอกเป็นยาหลักของกลาก และแนวปฏิบัติให้คำแนะนำระดับแข็งแรงว่าให้ใช้ในเด็ก[6] ปัญหาที่พบบ่อยไม่ใช่การใช้มากเกินไป แต่คือการใช้ไม่พอเพราะกลัวยา ข้อมูลจากโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น ซึ่งสำรวจผู้ปกครอง 320 คนด้วยแบบประเมิน TOPICOP พบว่าคะแนนความกลัวสเตียรอยด์มัธยฐานอยู่ที่ร้อยละ 52.78 และสูงถึงร้อยละ 63.89 ในกลุ่มที่ลูกเป็นกลาก[15]

กติกาที่ใช้กับใบหน้าเด็กมีสี่ข้อ ข้อแรก ใช้ความแรงต่ำที่สุดที่คุมอาการได้ ข้อสอง ทาเฉพาะรอยที่อักเสบ ไม่ทาเป็นครีมบำรุงทั้งหน้า ข้อสาม ทาบางพอเห็นเป็นมันวาวและล้างมือหลังทา ข้อสี่ ให้แพทย์กำหนดระยะเวลาและนัดประเมินซ้ำ

ผลข้างเคียงแบ่งเป็นสองชั้น ชั้นแรกคือผลเฉพาะที่ ซึ่งพบเมื่อใช้ความแรงสูงหรือนานเกินไป ได้แก่ ผิวบางลง เส้นเลือดฝอยเห็นชัด ผิวขาวผิดปกติเป็นหย่อม รอยแตก และสิวผด อย. ระบุอาการเหล่านี้ไว้ชัดเจนพร้อมภาวะดื้อสเตียรอยด์เมื่อใช้ติดต่อกันนาน[16] ชั้นที่สองคือผลทั้งร่างกาย มีรายงานทารกที่ได้ครีม clobetasol ทาบริเวณผ้าอ้อมต่อเนื่อง 2 เดือนโดยไม่ได้สั่งจากแพทย์แล้วเกิดกลุ่มอาการคุชชิง[18]

ครีมสมุนไพรและครีมตลาดที่อ้าง “ไร้สเตียรอยด์”: กับดักที่พบบ่อย

งานตรวจวิเคราะห์เครื่องสำอาง 47 ตัวอย่างที่เก็บจากตลาดในประเทศและร้านออนไลน์ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาใช้กับผิวอักเสบและผิวแห้งโดยไม่แจ้งส่วนผสม พบ clobetasol propionate ในผลิตภัณฑ์ 5 รายการที่ระดับ 32–96.4 ไมโครกรัมต่อกรัม และพบ betamethasone dipropionate อีกหนึ่งรายการที่ 195.1 ไมโครกรัมต่อกรัม[17] ทั้งสองตัวเป็นสเตียรอยด์ความแรงสูงที่ไม่ควรอยู่บนใบหน้าเด็ก

ฝั่งไทย อย. ออกคำเตือนเรื่องสเตียรอยด์ลักลอบผสมในเครื่องสำอาง โดยระบุว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มักไม่มีฉลากภาษาไทย ไม่มีเลขที่ใบรับจดแจ้ง แนะนำให้ตรวจสอบการจดแจ้งที่เว็บไซต์ อย. หรือไลน์ @FDAThai[16] และงานสำรวจในอินเดียพบผู้ป่วยใช้สเตียรอยด์ผิดวิธีถึงร้อยละ 29.2 จาก 723 คน[19]

อาการที่บอกว่าผิวบางลงจากการใช้ครีมผิดคือ ผิวเป็นมันวาวคล้ายกระดาษ เส้นเลือดฝอยเห็นชัดเป็นเส้นแตกแขนง ขุยขาวเป็นหย่อมที่สีต่างจากผิวรอบข้าง เกิดรอยช้ำง่าย และเมื่อหยุดครีมจะมีอาการแดง แสบ และร้อนกว่าตอนเริ่มใช้ ถ้าเจออาการแบบนี้ให้หยุดผลิตภัณฑ์นั้นและไปพบแพทย์ผิวหนังเด็กพร้อมนำผลิตภัณฑ์ไปให้ตรวจ

ปัจจัยกระตุ้นที่ต้องตัดออก: อาหาร ไรฝุ่น เหงื่อ และการเกา

อาหารเป็นเรื่องที่ทำให้เข้าใจผิดมากที่สุด งานรีวิวของ Cochrane ซึ่งรวบรวมการทดลอง 9 งาน ผู้เข้าร่วม 421 คน สรุปว่าไม่พบประโยชน์ของการตัดนมและไข่ออกจากอาหารในเด็กที่ไม่ได้คัดเลือก แต่มีบางกรณีที่ได้ผล คือทารกที่สงสัยแพ้ไข่และมีผลตรวจ IgE ต่อไข่เป็นบวก การตัดไข่ช่วยให้พื้นที่ผื่นดีขึ้นร้อยละ 51 (ความเสี่ยงสัมพัทธ์ 1.51, ช่วงความเชื่อมั่น 95% 1.07–2.11)[22]

การตัดอาหารกลุ่มใหญ่ในเด็กโดยไม่มีการวินิจฉัยเสี่ยงกว่าที่คิด เพราะเด็กที่กำลังโตต้องการสารอาหารครบถ้วน การขาดนมหรือโปรตีนจากสัตว์ระยะยาวส่งผลต่อการเจริญเติบโตได้ ถ้าสงสัยให้บันทึกอาการและอาหารร่วมกับภาพถ่ายผื่น แล้วให้แพทย์ตัดสินใจ

ไรฝุ่นก็ไม่ได้เป็นคำตอบที่ชัดเจน งานรีวิวของ Cochrane ที่รวบรวมการทดลอง 7 งาน ประเมินว่าหลักฐานมีคุณภาพต่ำมากจนสรุปไม่ได้ว่าการลดไรฝุ่นด้วยผ้าคลุมที่นอนหรือเครื่องดูดฝุ่นกรองละเอียดช่วยให้ผื่นดีขึ้นจริง[21]

เหงื่อเป็นตัวกระตุ้นที่ควบคุมได้ ผื่นกำเริบชัดในวันที่อากาศร้อนหรือหลังเล่นจนเหงื่อออกมาก ให้ใส่เสื้อผ้าฝ้ายบาง ไม่ห่มหนาจนเกิน เช็ดตัวเร็วหลังเหงื่อออก และเปิดพัดลมให้อากาศถ่ายเท

อาการคันคือตัวที่ทำให้วงจรแย่ลง เพราะการเกาทำให้ผิวแตกและเชื้อแบคทีเรียเข้าซอกได้ งานวิเคราะห์เครือข่ายของการทดลอง 47 งาน ผู้เข้าร่วม 6,230 คน พบว่าการเพิ่มยาแก้แพ้ชนิดกินลดความรุนแรงของกลากได้ 1.87 คะแนน และลดความคันได้ 0.89 คะแนน ซึ่งน้อยกว่าเกณฑ์ที่ผู้ป่วยจะรู้สึกได้[20] ยาแก้แพ้จึงไม่ใช่ตัวรักษาหลัก และกลุ่มที่ทำให้ง่วงเพิ่มความเสี่ยงเรื่องการหายใจในเด็กเล็ก

สิ่งที่ได้ผลกว่าคือตัดเล็บให้สั้นทุกสัปดาห์และใส่ถุงมือผ้าฝ้ายบาง ๆ ตอนกลางคืนในวันที่คันมาก

ผิวแห้งแบบไหนที่ต้องพบแพทย์ผิวหนังเด็ก

ถ้าทาครีมสม่ำเสมอ 2 สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการต่อไปนี้ ควรพบแพทย์ผิวหนังเด็ก

  • มีหนอง มีสะเก็ดสีเหลืองหรือสีน้ำผึ้ง หรือผิวเป็นแผลเปื่อย ซึ่งบ่งชี้การติดเชื้อแบคทีเรีย
  • มีตุ่มน้ำใสขึ้นเป็นกลุ่มบนผื่นเดิม ต่อมาแตกเป็นแผลตื้นขอบชัด และมีไข้หรือซึม ซึ่งเป็นเริมที่ผิวและถือเป็นภาวะฉุกเฉิน[23]
  • ผื่นลามเร็วมากภายในไม่กี่วัน หรือลามไปรอบตาและเปลือกตา
  • คันจนนอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืน หรือเกาจนผิวแตกเป็นแผลมีเลือดออก

แผนดูแล 7 วันแรกที่ทำได้เลย

แผนนี้ใช้กับการดูแลพื้นฐาน ไม่ใช่การรักษาแทนแพทย์ ถ้าลูกมีผื่นแดงและคันชัด ควรให้แพทย์กำหนดยาก่อนเริ่มนับวันที่ 1

วันที่ สิ่งที่ทำ เป้าหมาย
1 อาบน้ำอุ่น 5–10 นาทีด้วยผลิตภัณฑ์ไม่มีน้ำหอม ซับให้แห้ง ทาครีมหนาภายใน 3 นาทีและก่อนนอน ถ่ายภาพผื่นไว้ หยุดตัวกระตุ้นและเริ่มปิดผิว
2 ทำแบบวันที่ 1 ซักผ้าปูที่นอนและเสื้อผ้าด้วยน้ำยาสูตรเด็กและล้างน้ำเพิ่ม ตัดเล็บ ลดการระคายและลดการเกา
3 ทายาเฉพาะรอยตามที่แพทย์สั่ง ทายาก่อนแล้วรอ 15–20 นาทีจึงทาครีม เริ่มคุมการอักเสบ
4 สังเกตว่าแดงและคันลดลงหรือไม่ บันทึกจำนวนครั้งที่เด็กเกาและคุณภาพการนอน เก็บข้อมูลไว้เทียบผล
5 ถ่ายภาพที่มุมและแสงเดิม เปรียบเทียบกับวันที่ 1 ลดการเช็ดแรงและเพิ่มการซับน้ำลาย ประเมินแนวโน้มจริง
6 ถ้าผิวยังแห้งมากให้เพิ่มความถี่ในการทาครีม ไม่ใช่เพิ่มความแรงของยา ปรับปริมาณ ไม่เพิ่มความแรง
7 ถ้าดีขึ้นเกินครึ่งให้ทำต่อจนครบ 2 สัปดาห์ ถ้าไม่ดีขึ้นให้นัดแพทย์พร้อมภาพถ่าย ตัดสินใจขั้นถัดไป

เกณฑ์ประเมินผลมีสี่ข้อ คืออาการคัน สีแดงและความนูนของผื่น ขุยและการลอก และการนอนหลับ ถ้าสามในสี่ข้อดีขึ้นชัดใน 1 สัปดาห์ ให้ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ก่อนประเมินใหม่

คำถามที่พบบ่อย

ผิวหน้าเด็กแห้งลอก ทาอะไรดี

เริ่มจากครีมหรือขี้ผึ้งที่ไม่มีน้ำหอม ไม่มีน้ำมันหอมระเหย และไม่มีสารกันเสียกลุ่ม isothiazolinone ทาหนาพอให้ผิวเป็นมันวาว วันละ 2 ครั้งขึ้นไป และทาซ้ำหลังอาบน้ำภายใน 3 นาที[6]

ทาครีมสเตียรอยด์ที่หน้าเด็กได้ไหม

ได้ แต่ใช้ความแรงต่ำที่สุดที่คุมอาการได้ ทาเฉพาะรอยที่อักเสบและทาบาง ๆ ใบหน้าดูดซึมยาได้ดี จึงต้องให้แพทย์กำหนดระยะเวลาและนัดประเมินซ้ำ[15]

ผิวลูกแห้งเพราะอาบน้ำบ่อยหรือเปล่า

ไม่ใช่เพราะความถี่อย่างเดียว แต่เพราะวิธีอาบมากกว่า น้ำร้อนจัด อาบนานเกิน 10 นาที ใช้สบู่ฟองมาก และถูตัวแรง ล้วนดึงน้ำมันออกจากผิว ควรอาบวันละครั้งด้วยน้ำอุ่น 5–10 นาที[7]

น้ำมันมะพร้าวทาผิวเด็กได้ไหม

ทาได้ แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอในเด็ก การทดลองในผู้ใหญ่ 26 คนพบว่าน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันมะกอกช่วยลดความรุนแรงของผื่นได้ทั้งคู่[24] จึงใช้เป็นตัวเสริม ไม่ใช่แทนครีมมาตรฐาน

ผื่นแห้งที่แก้มเด็กคือกลากไหม

ไม่เสมอไป ถ้าแห้งอย่างเดียว ไม่คัน ไม่แดง และดีขึ้นใน 2–3 วัน ก็เป็นเพียงผิวแห้ง แต่ถ้าคันและเกา แดง เป็นซ้ำที่เดิม หรือมีผื่นที่ข้อพับ ให้สงสัยกลากตามเกณฑ์ UK Working Party[4]

ครีมเด็กที่ขายออนไลน์ปลอดภัยแค่ไหน

เชื่อถือได้น้อยกว่าที่คิด ผลตรวจเครื่องสำอางที่ขายในตลาดและร้านออนไลน์ 47 ตัวอย่างพบสเตียรอยด์ความแรงสูงลักลอบผสมใน 6 รายการโดยไม่แจ้งบนฉลาก[17] ให้ตรวจเลขที่ใบรับจดแจ้งกับฐานข้อมูลของ อย.[16]

ต้องเปลี่ยนนมให้ลูกไหมถ้าเป็นกลาก

ไม่ควรเปลี่ยนเองจากการคาดเดา งานรีวิวของ Cochrane ไม่พบประโยชน์ของการตัดนมและไข่ในเด็กกลากทั่วไป และพบประโยชน์เฉพาะในทารกที่สงสัยแพ้ไข่และมีผล IgE ต่อไข่เป็นบวก[22]

ผิวแห้งแบบนี้ต้องพบแพทย์เมื่อไร

เมื่อผื่นมีหนองหรือสะเก็ดเหลือง เมื่อมีตุ่มน้ำใสขึ้นกลุ่มร่วมกับไข้ ซึ่งอาจเป็นเริมที่ผิวและต้องรักษาเร็ว[23] เมื่อผื่นลามรอบตา หรือเมื่อทาครีม 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น

สรุป

ผิวหน้าเด็กแห้งลอกส่วนใหญ่ตอบสนองต่อการดูแลที่ถูกวิธี คืออาบน้ำสั้นด้วยน้ำอุ่น ใช้ผลิตภัณฑ์ไม่มีน้ำหอม ซับแทนถู และทาครีมหนาภายใน 3 นาทีหลังอาบน้ำ ผิวเด็กบางกว่าและสูญเสียน้ำเร็วกว่าผู้ใหญ่จริง[2]

เมื่อผื่นคันและแดงเป็นซ้ำ ต้องถือว่าเป็นการอักเสบและรักษาให้ตรง คือใช้สเตียรอยด์ความแรงต่ำในระยะสั้นภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และไม่แก้ปัญหาด้วยครีมจากออนไลน์ที่อ้างว่าไร้สเตียรอยด์ เพราะผลตรวจจริงยังพบสเตียรอยด์ความแรงสูงในกลุ่มนี้[17]

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): ห้ามใช้ครีมที่ไม่มีเลขที่ใบรับจดแจ้งของ อย. หรือครีมที่โฆษณาว่า “ไร้สเตียรอยด์” จากร้านออนไลน์กับใบหน้าของเด็ก เพราะผลตรวจพบสเตียรอยด์ลักลอบผสมบ่อยครั้ง และใช้ต่อเนื่องทำให้ผิวบางลงถาวรได้ ถ้าผื่นมีหนอง มีสะเก็ดเหลือง มีตุ่มน้ำใสขึ้นกลุ่ม หรือลามเร็วร่วมกับไข้ ให้ไปพบแพทย์ทันที

แหล่งอ้างอิง