สุขภาพจิต

อารมณ์แปรปรวน: แค่ไหนปกติ แค่ไหนต้องพบจิตแพทย์

อารมณ์แปรปรวน (mood swings) คือการที่อารมณ์เปลี่ยนขึ้นลงบ่อยหรือรุนแรงกว่าที่เคยเป็น จนบางครั้งเจ้าตัวก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงหงุดหงิด ร้องไห้ หรือหมดแรงภายในวันเดียว สิ่งที่ต้องแยกให้ออกตั้งแต่ต้นคือ การแกว่งของอารมณ์ไม่ใช่โรคในตัวเอง แต่เป็นอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การนอนไม่พอ สารที่กิน ฮอร์โมน ไปจนถึงโรคทางจิตเวช[1][2]

บทนี้ให้กรอบว่าแค่ไหนเรียกว่าปกติ แค่ไหนควรได้รับการประเมิน ห้าสาเหตุที่ควรตัดออกก่อน เส้นแบ่งกับไบโพลาร์ ผลของฮอร์โมนก่อนประจำเดือน หลังคลอด และวัยทอง วิธีบันทึกอารมณ์ 14 วัน วิธีดูแลที่มีหลักฐานรองรับ และเกณฑ์ที่ต้องพบจิตแพทย์ พร้อมสายด่วน 1323 และ 1669

อารมณ์คืออะไร และแปรปรวนนับจากตรงไหน

อารมณ์คือสภาวะภายในที่เกิดจากสามอย่างประกอบกัน คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การตีความเหตุการณ์นั้น และสัญญาณร่างกาย เช่น หัวใจเต้น เกร็งกล้ามเนื้อ หรือท้องไส้ปั่นป่วน อารมณ์จึงไม่ใช่สิ่งคงที่ แต่เป็นระบบปรับตัวที่ขึ้นลงตามสถานการณ์ คนที่มีสุขภาพจิตดีก็มีวันที่อารมณ์เสียได้[1]

คำว่าแปรปรวนไม่ได้นับจากการที่วันหนึ่งรู้สึกไม่ดี แต่ต้องมีสามองค์ประกอบร่วมกัน หนึ่งคือถี่ คือเกิดหลายครั้งต่อสัปดาห์หรือแทบทุกวัน สองคือรุนแรง คือเปลี่ยนเร็วและแรงจนเจ้าตัวควบคุมไม่ได้หรือรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปจากเดิม สามคือกระทบชีวิต คือมีผลต่องาน การเรียน ความสัมพันธ์ การนอน หรือการกิน[1][2] ถ้าครบสามข้อนี้ควรได้รับการประเมิน

คนมักเข้าใจผิดว่าอารมณ์แปรปรวนต้องมีโรคทางจิตเวชเสมอ ความจริงคือสาเหตุที่พบบ่อยเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน เช่น นอนไม่พอ ดื่มกาแฟมาก หรือทำงานกะ ซึ่งแก้ที่ต้นเหตุแล้วอาการดีขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้ยา[4][5]

อารมณ์ขึ้นลงแบบปกติ vs ที่ควรได้รับการประเมิน

ตารางต่อไปนี้เป็นกรอบสังเกต ไม่ใช่เกณฑ์วินิจฉัย ใช้เพื่อตัดสินใจว่าควรเล่าให้แพทย์ฟังหรือยัง[1][2]

ประเด็น ขึ้นลงแบบปกติ ควรได้รับการประเมิน
ระยะเวลาต่อหนึ่ง episode ไม่กี่ชั่วโมงถึง 1–2 วัน แล้วกลับมาเป็นตัวเอง ต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ หรือแกว่งซ้ำหลายรอบในหนึ่งเดือน
ตัวกระตุ้น มีเหตุชัด เช่น นอนน้อย ทะเลาะ งานหนัก บางครั้งไม่มีเหตุ หรือเหตุเล็กน้อยทำให้อารมณ์เปลี่ยนมาก
การกลับสู่ปกติ กลับได้เองเมื่อเหตุการณ์จบ หรือหลังได้พัก กลับยาก ต้องใช้เวลานาน หรือยังหงุดหงิดต่อเนื่อง
ผลต่อชีวิต ยังทำงานและดูแลตัวเองได้ ขาดงาน เรียนแย่ลง ความสัมพันธ์มีปัญหา หรือใช้จ่ายเกินตัว
อาการร่วม อาจหงุดหงิดหรือเศร้าชั่วคราว นอนไม่หลับหรือนอนมากผิดปกติ กินไม่ได้หรือกินมาก น้ำหนักเปลี่ยน หมดความสนใจ
รูปแบบเวลา กระจายตามเหตุการณ์ เป็นรอบเดิมทุกเดือน เปลี่ยนตามฤดู หรือเกิดหลังเริ่มยาใหม่

จุดที่ช่วยแยกได้ดีที่สุดคือกลับสู่ปกติได้เองไหม และกระทบชีวิตแค่ไหน อารมณ์ที่รุนแรงแต่สั้นและมีเหตุชัดมักดีขึ้นด้วยการปรับกิจวัตรและการพักผ่อน ส่วนอารมณ์ที่ต่อเนื่องและกระทบงานควรได้รับการประเมิน[2]

5 สาเหตุที่พบบ่อย เรียงตามความถี่ที่ควรตัดออกก่อน

เมื่ออารมณ์แกว่ง การไล่หาสาเหตุควรเริ่มจากสิ่งที่แก้ได้ง่ายและพบบ่อยก่อน ก่อนจะสรุปว่าเป็นโรค

  1. การนอน การอดนอนหรือนอนไม่สม่ำเสมอเป็นตัวกระตุ้นที่พบบ่อยและแรงที่สุดตัวหนึ่ง การวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis)ของการทดลอง 154 การศึกษาพบว่าการอดนอนทุกรูปแบบลดอารมณ์ด้านบวกและเพิ่มอาการวิตกกังวลอย่างชัดเจน[4] ขณะที่การบำบัดด้วยความคิดและพฤติกรรมสำหรับอาการนอนไม่หลับลดความรุนแรงของอาการนอนไม่หลับได้ดี[6]
  2. สาร คาเฟอีนมีค่าครึ่งชีวิต 3–7 ชั่วโมงในผู้ใหญ่ จึงยังอยู่ในร่างกายข้ามคืนได้หากดื่มช่วงบ่าย[5][7] แอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงซึมเศร้าเกือบสองเท่า[8] และกัญชาสัมพันธ์กับความเสี่ยงซึมเศร้าและวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้หนัก[9]
  3. ฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิงอธิบายอารมณ์แปรปรวนในช่วงก่อนประจำเดือน หลังคลอด และวัยทองได้มาก แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องรักษา[10][11]
  4. ยา สเตียรอยด์เป็นกลุ่มยาที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้อารมณ์เปลี่ยน โดยอาการรุนแรงพบราว 6% และเล็กน้อยถึงปานกลางราว 28%[12] ยาไทรอยด์และยาคุมกำเนิดก็เกี่ยวข้อง[13][14]
  5. โรคทางจิตเวช ซึมเศร้า วิตกกังวล ไบโพลาร์ และสมาธิสั้นล้วนทำให้อารมณ์แกว่งได้ แต่เป็นการวินิจฉัยที่ต้องตัดสี่ข้อข้างบนออกก่อน[1][2]

อารมณ์แปรปรวนกับไบโพลาร์: เส้นแบ่งที่สำคัญ

ภาวะแมเนีย (Mania) และไฮโปแมเนีย (Hypomania)ไม่ใช่แค่อารมณ์ดีอย่างเดียว อาการที่ต้องสังเกตคือ นอนน้อยลงชัดเจนเช่น 2–3 ชั่วโมงแต่ไม่รู้สึกเพลีย พูดเร็วจนคนฟังตามไม่ทัน ความคิดแล่นและวางแผนหลายเรื่องพร้อมกัน รู้สึกว่าตัวเองเก่งหรือพิเศษเกินจริง ใช้จ่ายเกินตัวหรือตัดสินใจเสี่ยง หงุดหงิดและอยู่ไม่นิ่ง รวมถึงความต้องการทางเพศที่เพิ่มขึ้น[1][2]

การจะเรียกช่วงนี้ว่าเป็น episode ต้องมีอาการอย่างน้อย 3 ข้อ หรือ 4 ข้อถ้าอารมณ์หลักคือหงุดหงิด ต่อเนื่องเกือบทุกวัน นานอย่างน้อย 7 วันสำหรับแมเนีย หรือ 4 วันสำหรับไฮโปแมเนีย และต้องกระทบงานหรือความสัมพันธ์ หรือถึงขั้นต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล[1]

กลุ่มโรคไบโพลาร์ซึ่งรวมชนิดที่ไม่รุนแรงพบได้ตลอดชีวิตราว 2.4% ของประชากร และในรอบ 12 เดือนราว 1.5%[15] ปัญหาคือโรคนี้ถูกวินิจฉัยช้าและผิดบ่อย งานสำรวจผู้ป่วยพบว่า 69% เคยได้รับการวินิจฉัยผิด ผู้ป่วยปรึกษาแพทย์เฉลี่ย 4 คนก่อนได้การวินิจฉัยที่ถูก และกว่าหนึ่งในสามรอ 10 ปีขึ้นไป[16]

แบบคัดกรอง Mood Disorder Questionnaire มีความไว 73% และความจำเพาะ 90% ที่จุดตัด 7 คะแนนขึ้นไป[17] แต่เครื่องมือนี้ใช้เพื่อชวนสงสัย ไม่ใช่ยืนยัน เพราะการวินิจฉัยต้องแยกไทรอยด์เป็นพิษ การใช้สาร และผลข้างเคียงของยาออกก่อน[2][13] และห้ามวินิจฉัยตัวเองว่าเป็นไบโพลาร์จากบทความ เพราะการรักษาไบโพลาร์ต่างจากซึมเศร้า และยาแก้ซึมเศร้าตัวเดียวอาจกระตุ้นอารมณ์ขึ้นได้[3]

ซึมเศร้าและโรควิตกกังวลก็ทำให้หงุดหงิด

คนจำนวนมากที่มาพบแพทย์ด้วยอาการหงุดหงิดง่าย แท้จริงมีซึมเศร้าหรือวิตกกังวลอยู่เบื้องหลัง ในการติดตามผู้ป่วยซึมเศร้าระยะยาว 536 คน พบว่าอาการหงุดหงิดหรือโกรธแสดงออกชัดถึง 54.5% และกลุ่มนี้มีอาการรุนแรง เรื้อรัง และกระทบชีวิตมากกว่า[18]

ในวัยรุ่น อาการหงุดหงิดเป็นอาการนำที่พบบ่อยของทั้งซึมเศร้า วิตกกังวล และภาวะหงุดหงิดเรื้อรัง จึงถูกเข้าใจผิดว่าเป็นวัยต่อต้านได้ง่าย และเป็นเหตุผลที่ผู้ใหญ่ควรมองหาความทุกข์ที่ซ่อนอยู่ ไม่ใช่มุ่งไปที่พฤติกรรมที่แสดงออก[19]

การคัดกรองเร็วทำได้ด้วยคำถามสั้น ๆ สองชุด ชุดแรกถามเรื่องอารมณ์เศร้าและความสนใจที่หายไปในสองสัปดาห์ ที่จุดตัด 3 คะแนนขึ้นไปมีความไว 83% และความจำเพาะ 92%[20] ชุดที่สองถามเรื่องกังวลและควบคุมความกังวลไม่ได้ ซึ่งแยกโรควิตกกังวลได้ดี[21] ทั้งสองเป็นเครื่องมือคัดกรอง ไม่ใช่การวินิจฉัย คะแนนสูงหมายถึงควรได้รับการประเมินต่อ ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคแล้ว

ฮอร์โมนกับอารมณ์: PMDD, หลังคลอด, วัยทอง

ภาวะ ช่วงเวลา อาการเด่น ระดับที่ถือว่าปกติ เมื่อไรต้องรักษา
PMS และ PMDD 7–14 วันก่อนประจำเดือน หงุดหงิด เศร้า ร้องไห้ เต้านมคัด ท้องอืด อาการเล็กน้อย ทนได้ และหายเมื่อประจำเดือนมา กระทบงานหรือความสัมพันธ์ หรืออาการรุนแรงจนรับไม่ได้
หลังคลอด 2–6 สัปดาห์หลังคลอด อาจถึง 1 ปี เศร้า ร้องไห้ นอนไม่หลับ กังวลเรื่องลูก อาการเศร้าหลังคลอดชนิดเบาหายเองภายใน 2 สัปดาห์ เกิน 2 สัปดาห์ มีความคิดทำร้ายตัวเองหรือลูก หรือดูแลลูกไม่ได้
วัยทอง ช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนหมดประจำเดือน อารมณ์แปรปรวน นอนไม่หลับ เหงื่อออกกลางคืน แกว่งตามฮอร์โมนและปัจจัยชีวิต กระทบชีวิตหรือมีอาการซึมเศร้าชัด

กลุ่มอาการก่อนประจำเดือนชนิดรุนแรงหรือ PMDD พบราว 5.8% ในรอบ 12 เดือน และมีผู้มีอาการใกล้เกณฑ์อีก 18.6%[22] ขณะที่ PMS ที่รุนแรงพอจะกระทบชีวิตพบราว 5–8% ของหญิงวัยเจริญพันธุ์[10] เกณฑ์ของ PMDD ต่างจาก PMS ตรงที่ต้องมีอาการอย่างน้อย 5 ข้อในสัปดาห์สุดท้ายก่อนประจำเดือน อาการดีขึ้นภายในไม่กี่วันหลังประจำเดือนมา และต้องกระทบชีวิตจริง[1][10]

หลังคลอด ภาวะซึมเศร้าระดับรุนแรงและระดับเล็กน้อยมีความชุกในช่วงระหว่างตั้งครรภ์และปีแรกหลังคลอดราว 6.5–12.9% และในช่วง 3 เดือนแรกหลังคลอดอาจสูงถึง 19.2%[23] ส่วนโรคจิตหลังคลอดพบราว 0.89–2.6 ต่อ 1,000 การคลอด แม้พบน้อยแต่เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาทันที[24]

วัยทองมีความเสี่ยงซึมเศร้าเพิ่มขึ้นทั้งช่วงเปลี่ยนผ่านและช่วงต้นหลังหมดประจำเดือน การคัดกรองและการรักษาตามความรุนแรงจึงสำคัญ[11] ยาคุมกำเนิดก็มีส่วน ทำให้ความเสี่ยงเริ่มใช้ยากลุ่มต้านเศร้าเพิ่มราว 1.23 เท่าในกลุ่มคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม และสูงขึ้นในวัยรุ่น[14]

สารและยาที่ทำให้อารมณ์แกว่ง และต้องหยุดนานแค่ไหนจึงรู้ผล

สารหรือยา ผลต่ออารมณ์และการนอน ระยะที่ต้องหยุดจึงรู้ผล สิ่งที่ควรทำ
คาเฟอีน กระสับกระส่าย ใจสั่น นอนหลับยาก ค่าครึ่งชีวิต 3–7 ชั่วโมง จึงใช้เวลาราว 1–2 วัน ลดทีละแก้ว เลี่ยงหลังเที่ยง
แอลกอฮอล์ ซึมเศร้า วิตกกังวล อาการถอนสั่นและนอนไม่หลับ อาการถอนเริ่มภายในวันแรกและกินเวลาหลายวัน ไม่หยุดเองหากดื่มหนักมานาน ปรึกษาแพทย์
กัญชา หงุดหงิด นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร เริ่ม 1–3 วัน พีค 2–6 วัน หายใน 4–14 วัน ลดแบบมีแผนและขอคำปรึกษา
นิโคติน หงุดหงิด กระสับกระส่าย สมาธิแย่ลง พีคในสัปดาห์แรก หายใน 2–4 สัปดาห์ ใช้วิธีช่วยเลิก ไม่หักดิบคนเดียว
สเตียรอยด์ อารมณ์ขึ้น วิตกกังวล นอนไม่หลับ ออกฤทธิ์ช่วงสัปดาห์แรก และลดเมื่อลดขนาดยา ห้ามหยุดเอง ต้องปรึกษาแพทย์ผู้สั่ง

คาเฟอีนเป็นสารที่คนมักไม่คิดว่าเป็นยา ค่าครึ่งชีวิต 3–7 ชั่วโมงหมายความว่าร่างกายใช้เวลาราว 1–2 วันกว่าจะกำจัดหมดฤทธิ์ จึงไม่แปลกที่กาแฟแก้วสุดท้ายตอนบ่ายสามยังรบกวนการนอนตอนสี่ทุ่ม[5][7] และการนอนที่ไม่พอคือตัวกระตุ้นอารมณ์ที่แรงที่สุดตัวหนึ่ง[4]

แอลกอฮอล์มีปัญหาสองชั้น คือทำให้อารมณ์ต่ำลงและรบกวนการนอน และเมื่อหยุดหนัก ๆ ก็เกิดอาการถอนที่ทำให้กระสับกระส่ายและนอนไม่หลับมากขึ้น[8][25] กัญชาก็มีอาการถอนชัดเจน โดยเริ่มภายใน 1–3 วัน พีคในช่วงวันที่ 2–6 และอาการส่วนใหญ่หายภายใน 4–14 วัน[26] ส่วนนิโคตินทำให้หงุดหงิดและสมาธิแย่ลงโดยพีคในสัปดาห์แรกและกินเวลา 2–4 สัปดาห์[27]

สเตียรอยด์เป็นยาที่ขาดไม่ได้ในหลายโรค แต่อาจทำให้อารมณ์ขึ้น วิตกกังวล หรือนอนไม่หลับ โดยมักเกิดในช่วงสัปดาห์แรกและสัมพันธ์กับขนาดยา ห้ามหยุดยาด้วยตัวเองเพราะอาจทำให้โรคหลักกำเริบ ต้องแจ้งแพทย์เพื่อปรับขนาดหรือวางแผนร่วมกัน[12]

บันทึกอารมณ์ 14 วัน: สิ่งที่แพทย์อยากเห็นแต่คนไข้มักไม่ได้เตรียม

การจดบันทึกช่วยให้เห็นรูปแบบที่การนึกย้อนหลังมองไม่เห็น เพราะความจำมักเก็บวันที่แย่ที่สุดหรือดีที่สุดไว้ ไม่ได้เก็บค่าเฉลี่ย ตัวอย่างตารางที่ใช้ได้จริงมีดังนี้

วันที่ ชั่วโมงนอน อารมณ์ 0–10 ตัวกระตุ้น ยา คาเฟอีน แอลกอฮอล์ รอบเดือน
จันทร์ 5.5 3 ทะเลาะกับเพื่อน กาแฟ 3 แก้ว –
อังคาร 8 7 ออกกำลังกายตอนเย็น กาแฟ 1 แก้ว –
พุธ 4 2 ประชุมดึก กาแฟ 2 แก้ว เบียร์ 2 ขวด วันที่ 24

วิธีอ่านกราฟของตัวเองมีสามขั้น ดูความสัมพันธ์ระหว่างชั่วโมงนอนกับอารมณ์ในวันถัดไป ดูว่าวันที่แย่ที่สุดตรงกับช่วงใดของรอบเดือนหรือไม่ และดูว่ามีสารหรือยาที่เพิ่งเริ่มใช้ก่อนอาการเปลี่ยนหรือเปล่า อย่าตีความจากวันเดียวและอย่าปรับยาตามตัวเลขที่จดเอง การบันทึกอารมณ์รายวันด้วยสมาร์ตโฟนทำได้จริงและช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น[28]

วิธีดูแลที่มีหลักฐานรองรับ

วิธีที่หลักฐานแข็งแรงที่สุดคือการจัดการการนอนและการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม รองลงมาคือการออกกำลังกายและการจัดการแสง

  • เวลานอนและเวลาตื่นคงที่ทุกวัน รวมถึงวันหยุด งานทดลองในไบโพลาร์พบว่าการรักษาจังหวะชีวิตและสังคมให้สม่ำเสมอทำให้ผู้ป่วยอยู่ได้นานขึ้นโดยไม่เกิด episode ใหม่ และการเพิ่มความสม่ำเสมอของจังหวะชีวิตสัมพันธ์กับโอกาสกลับเป็นซ้ำที่ลดลง[29]
  • การบำบัดด้วยความคิดและพฤติกรรม ลดอาการซึมเศร้าได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม (ขนาดผลเฉลี่ย 0.71) และลดความรุนแรงของอาการนอนไม่หลับ[30][6]
  • ออกกำลังกายแบบแอโรบิก จากการทดลอง 35 การศึกษามีขนาดผลปานกลาง แต่เมื่อเลือกเฉพาะงานคุณภาพสูงสุดผลกลับไม่ชัดเจน ดังนั้นควรถือเป็นตัวเสริม ไม่ใช่ทางเดียว[31]
  • แสงตอนเช้า การรับแสงสว่างตอนเช้าช่วยปรับนาฬิกาชีวิต ในผู้ที่มีอาการซึมเศร้าพบว่าการใช้กล่องแสงเพียงอย่างเดียวมีอัตราตอบสนอง 50% เทียบกับ 33% ในกลุ่มหลอก และการใช้ร่วมกับยาสูงถึง 75.9%[32] ขณะที่แสงจ้าตอนกลางคืนรบกวนการนอนและจังหวะชีวิตจึงควรลด[33]
  • ลดแอลกอฮอล์และคาเฟอีน ช่วยให้การนอนดีขึ้นและลดตัวกระตุ้นอารมณ์[8][5]

อารมณ์แปรปรวนกับงานและความสัมพันธ์: สิ่งที่ช่วยได้ทันที

การบอกคนใกล้ตัวล่วงหน้าช่วยลดการตีความผิด ประโยคที่ใช้ได้จริง เช่น “ช่วงนี้ฉันอารมณ์ขึ้นลงเร็ว ถ้าฉันพูดเสียงแข็งไม่ใช่เพราะโกรธเธอ ขอเวลาฉันสิบนาทีแล้วเราคุยกันใหม่” “ถ้าฉันเงียบหรือตอบสั้นอาจเป็นวันที่พลังงานต่ำ ไม่ใช่เพราะเธอทำอะไรผิด” และ “ช่วยเตือนฉันเมื่อเริ่มซื้อของเกินหรือนอนดึกติดกันหลายคืนได้ไหม”[1]

การวางแผนงานช่วงอารมณ์ต่ำทำได้โดยย้ายงานที่ต้องตัดสินใจหนักไปช่วงที่พลังงานดี เผื่อเวลาเพิ่ม และแบ่งงานใหญ่เป็นชิ้นเล็ก การขอพักที่ถูกวิธีคือบอกหัวหน้าว่าขอพักสั้น ๆ หรือขอลดภาระชั่วคราว โดยไม่ต้องเล่ารายละเอียดสุขภาพ[34]

ในที่ทำงาน หลักฐานระดับปานกลางชี้ว่าการเพิ่มการควบคุมงานและการส่งเสริมการออกกำลังกายช่วยลดอาการได้ และมีหลักฐานแข็งแรงสำหรับโปรแกรมกลับสู่การทำงานที่เน้นงานจริง[34]

เมื่อไรต้องพบจิตแพทย์

ไม่จำเป็นต้องรอให้อาการหนักหรือรอให้ได้การวินิจฉัยก่อนจึงจะพบจิตแพทย์ สถานการณ์ที่ควรนัดพบโดยไม่ต้องรอคือ อารมณ์แกว่งต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ กระทบงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์ มีช่วงอารมณ์ขึ้นสูงผิดปกติ เช่น นอนน้อยแต่ไม่เพลีย พูดเร็ว หรือใช้จ่ายหนัก ดื่มหรือใช้สารเพิ่มขึ้นเพื่อจัดการอารมณ์ หรือมีอาการทางกายที่ตรวจแล้วไม่พบสาเหตุ[2][3]

สถานการณ์ที่ต้องไปทันทีหรือไปห้องฉุกเฉินคือ มีความคิดทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น เห็นภาพหรือได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ ไม่นอนติดกันหลายวันร่วมกับพูดเร็วหรือสับสน มีอาการถอนรุนแรง หรือมีอาการเป็นพิษจากยา ให้โทร 1669 หรือไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด และโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง[35][36]

การพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ ยังช่วยให้แยกโรคทางกายที่รักษาได้ เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ หรือผลข้างเคียงของยา ออกจากโรคทางจิตเวชได้เร็วขึ้น[13][12]

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

อารมณ์แปรปรวนเกิดจากอะไร

ส่วนใหญ่มาจากการนอนไม่พอ สารอย่างคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ฮอร์โมนก่อนประจำเดือน หลังคลอดและวัยทอง ยาโดยเฉพาะสเตียรอยด์ และโรคทางจิตเวชอย่างซึมเศร้าหรือไบโพลาร์[4][8][12]

อารมณ์ขึ้นลงแค่ไหนถึงเรียกว่าไบโพลาร์

ไม่ใช่แค่ขึ้นลงวันเดียว แต่ต้องมีช่วงอารมณ์สูงที่ครบจำนวนอาการและระยะเวลา อย่างน้อย 3 ข้อ หรือ 4 ข้อถ้าอารมณ์หลักคือหงุดหงิด ต่อเนื่องเกือบทุกวัน นานอย่างน้อย 7 วันสำหรับแมเนีย หรือ 4 วันสำหรับไฮโปแมเนีย และกระทบงานหรือความสัมพันธ์ การวินิจฉัยต้องให้แพทย์ทำ[1][2]

อารมณ์แปรปรวนก่อนประจำเดือนปกติไหม

อาการเล็กน้อยก่อนประจำเดือนพบได้บ่อยและถือว่าปกติ แต่ถ้ามีอาการอย่างน้อย 5 ข้อในสัปดาห์สุดท้ายก่อนประจำเดือน กระทบชีวิต และดีขึ้นหลังประจำเดือนมา อาจเข้าเกณฑ์ PMDD ซึ่งพบราว 5.8% และรักษาได้[22][10]

วัยทองทำให้อารมณ์แปรปรวนไหม

ได้ ความเสี่ยงซึมเศร้าเพิ่มขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านและช่วงต้นหลังหมดประจำเดือน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การนอน และปัจจัยชีวิต หากอารมณ์แปรปรวนกระทบชีวิตควรได้รับการประเมินและรักษาตามความรุนแรง[11]

นอนไม่พอทำให้อารมณ์เสียจริงหรือ

จริง การวิเคราะห์อภิมานของการทดลอง 154 การศึกษาพบว่าการอดนอนทุกรูปแบบลดอารมณ์ด้านบวกและเพิ่มอาการวิตกกังวล การรักษาอาการนอนไม่หลับจึงเป็นส่วนสำคัญของการดูแลอารมณ์[4][6]

กาแฟทำให้อารมณ์แปรปรวนไหม

ได้หากดื่มมากหรือดื่มใกล้เวลานอน คาเฟอีนมีค่าครึ่งชีวิต 3–7 ชั่วโมง และทำให้กระสับกระส่าย ใจสั่น และนอนหลับยาก การลดปริมาณและเลี่ยงหลังเที่ยงช่วยได้มากในคนที่ไวต่อคาเฟอีน[5][7]

อารมณ์แปรปรวนต้องกินยาตลอดชีวิตไหม

ไม่เสมอ ขึ้นกับสาเหตุ หากเกิดจากการนอน สาร หรือฮอร์โมน การปรับกิจวัตรอาจเพียงพอ แต่ถ้าเป็นโรคทางจิตเวชอาจต้องใช้ยาระยะยาว การลดหรือหยุดยาต้องอยู่ภายใต้แผนของแพทย์[2][3]

อารมณ์แปรปรวนต้องพบจิตแพทย์เมื่อไร

เมื่ออารมณ์แกว่งต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ กระทบงานหรือความสัมพันธ์ มีช่วงอารมณ์ขึ้นสูงผิดปกติ หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง อย่ารอให้อาการหนัก โทร 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และโทร 1669 หากฉุกเฉิน[35][36]

สรุป

อารมณ์แปรปรวนเป็นอาการ ไม่ใช่โรคในตัวเอง และส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุที่แก้ได้ คือการนอน สาร ฮอร์โมน ยา และความเครียด การแยกว่าปกติหรือไม่ให้ดูที่ความถี่ ความรุนแรง และผลกระทบต่อชีวิต ไม่ใช่ดูจากวันเดียว[1][2]

ไบโพลาร์ต้องแยกให้ชัดเพราะการรักษาต่างจากซึมเศร้า และการวินิจฉัยต้องอาศัยประวัติระยะยาว การแยกโรคทางกายและสารออกก่อน รวมถึงการประเมินโดยแพทย์ ไม่ใช่การทดสอบตัวเองจากรายการอาการ[3][16]

สิ่งที่ทำได้ทันทีคือรักษาเวลานอนให้คงที่ ลดคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ บันทึกอารมณ์ 14 วัน และบอกคนใกล้ตัวว่าต้องการอะไร หากอาการยังต่อเนื่องหรือกระทบชีวิต ควรพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ และหากมีความคิดทำร้ายตัวเองให้โทร 1323 หรือ 1669 ทันที[29][35]

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): บทความนี้ให้ความรู้ ไม่ใช่แบบประเมินเพื่อวินิจฉัยตัวเอง ห้ามหยุดหรือปรับยาจิตเวชเองเพื่อดูว่าอารมณ์มาจากยาหรือเปล่า เพราะการหยุดกะทันหันทำให้อาการกำเริบและอาจอันตราย ถ้ามีความคิดทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น เห็นภาพหรือได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ หรือมีอาการฉุกเฉิน ให้โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที และโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากสงสัยว่าอาการมาจากไทรอยด์ ยา หรือสาร ต้องให้แพทย์ตรวจแยกก่อนเสมอ[1][3]

แหล่งอ้างอิง