พืช

ขิง สรรพคุณจากงานวิจัย แยกชนิดขิง ปริมาณ ข้อควรระวัง


ขิง (Zingiber officinale) คือสมุนไพรเครื่องเทศที่นักวิจัยรวบรวมเป็น meta-analysis มากกว่า 30 งาน ครอบคลุมผู้ทดลองราว 43,000 คน — หลักฐานแน่นที่สุดคือการลดคลื่นไส้-อาเจียน ตามด้วยปวดข้อเสื่อมและโปรไฟล์ไขมัน พร้อมปริมาณและข้อควรระวังที่ควรรู้

บทความนี้รวบรวมงานวิจัยจาก PubMed/PMC 27 งาน มาเรียบเรียงเป็นภาษาไทย พร้อมอ้างอิงทุกประโยคสำคัญ และเปิดหัวข้อที่บทความสมุนไพรไทยส่วนใหญ่กระโดดข้าม — ขิงมีหลายชนิดและหลายรูปแบบสาร ซึ่งให้ผลวิจัยไม่เหมือนกัน เราจึงแยกให้ชัดก่อนอ่านสรรพคุณ พร้อมแสดงทั้งงานบวกและงานที่ผลลบโดยตรง

ขิง คืออะไร — แยกชนิดขิงให้ชัดก่อนพูดถึงสรรพคุณ

ขิง (ชื่อวิทยาศาสตร์ Zingiber officinale Roscoe — ชื่อ EN: Ginger; ชื่อท้องถิ่น: ขิงแกลง, ขิงหอม, ขิงเงี้ยว) คือพืชล้มลุกในตระกูลขิง-ข่า เหง้าต่อปล้องแตกต่างกันตามสายพันธุ์ กลิ่นเผ็ดร้อนจากกลุ่มสาร pungent compounds เป็นสมุนไพรที่ทุกซีกโลกใช้ทั้งอาหารและยานานนับพันปี[24]

แยกชนิดขิงที่ใช้กันในไทย — และต่างกันตรงไหน

ชนิด ลักษณะ/สารหลัก ลักษณะการใช้ งานวิจัยที่เกี่ยว
ขิงหอม/ขิงจันทร์ (ขิงอ่อน) เหง้าอ่อน น้ำมันหอมระเหยมาก รสไม่เผ็ดมาก — 6-gingerol เด่น อาหาร ผัด-ผัดหอม, ชงชาอ่อน (เช่น น้ำซาจิ) ชา/อาหาร
ขิงแกลง/ขิงแดง (สายพันธุ์ไทย) เมื่อแก่ เหง้าแก่เนื้อแห้งกว่า เผ็ดชัด — gingerol + เมื่อต้ม/แห้งจะแปลงเป็น shogaol มากขึ้น ชงชาเครื่องดื่มร้อน, ยาไทย ชา/ยาไทย — งานวิจัยส่วนใหญ่ใช้ขิงแก่
ขิงเก่า/ขิงหุ้มแห้ง (ใต้วิจัย) เหง้าแห้ง/ผง — shogaol สูงขึ้นหลังความร้อน ผง/แคปซูลสารสกัด รูปแบบที่งาน RCT/meta ส่วนใหญ่ใช้

จุดนี้สำคัญเพราะอธิบายว่าทำไมผลวิจัยอาจต่างกัน: 6-gingerol (ตัวหลักในขิงสด) จะแปลงเป็น 6-shogaol เมื่อผ่านการหน่วง/ตาก/แปรรูป — 6-shogaol มีฤทธิ์ต้านอักเสบที่แข็งแรงกว่าในหลายแบบจำลอง เพราะมีกลุ่ม α,β-unsaturated ketone ที่โต้ตอบกับสารสื่อสารอักเสบตรงกว่า[21] งาน RCT ในคนเรื่องคลื่นไส้และปวดข้อส่วนใหญ่ใช้ผงขิงแห้งมาตรฐาน ไม่ใช่ขิงสดหั่นชิ้น — ความแตกต่างนี้ทำให้ผู้อ่านที่ชงขิงสดเองที่เพิ่ง “ชงขิงสด 3 ชิ้น” อาจได้ปริมาณสารหลักน้อยกว่างานวิจัยหลายเท่า

สรรพคุณของขิง และงานวิจัยที่รองรับ

1. คลื่นไส้-อาเจียน — งาน RCT ในมนุษย์ที่แน่นที่สุดของสมุนไพรทั้งหมวด

กลุ่มที่ขิงมีหลักฐานครบทุกระดับ และเป็นข้อมูลที่คณะกรรมการสมุนไพรแห่งยุโรป (HMPC) รับรองเป็น “well-established use” สำหรับป้องกันเวียนศีรษะจากการเดินทางแล้ว[21]:

  • เคมีบำบัด: งานใหญ่ URCC CCOP — RCT double-blind ในผู้ป่วยมะเร็ง 576 คนและ 23 สายที่รักษา พบว่าขิง 0.5–1.0 ก./วัน ที่เริ่ม 3 วันก่อนเคมีบำบัด ลดความรุนแรงคลื่นไส้เฉียบพลันวันแรกได้ชัดเจน[13] งานเด็กและวัยรุ่นที่เคมีความเข้มสูง พบลดคลื่นไส้และอาเจียนทั้งระยะเฉียบพลันและระยะหลัง[15] เทียบกับงาน double-blind ปี 2017 ที่วัดผลเป็นคุณภาพชีวิต พบผลดีขึ้นต่อ nausea-related QoL และ fatigue แต่ไม่ชัดเมื่อวัดคลื่นไส้ตรง ๆ[14] — ผลผสมที่ควรรู้ทั้งสองฝั่ง
  • คลื่นไส้ตั้งครรภ์ (NVP): SR meta-analysis สรุปว่าขิงลดคลื่นไส้เทียบยาหลอกได้ชัด (MD 1.20; 95% CI 0.56–1.84) ที่ปริมาณ 500–1,500 มก./วัน และไม่พบความเสี่ยงต่อทารกในงานรวบรวม[16],[17] งาน SR อีกชุดหนึ่งพบว่าปลอดภัยในขนาด 500–1,050 มก./วันโดยไม่พบความผิดปกติของทารก[18] — ปริมาณสำคัญคือ ไม่เกิน 1,500 มก./วัน ในกรณีตั้งครรภ์และควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • หลังผ่าตัด/เวียนศีรษะจากเดินทาง: ข้อมูลเสริมจากกลุ่มงานเดียวกันรองรับการใช้เป็นตัวเสริม — ปริมาณที่งานใช้ทั่วไป 1–2 ก./วัน[1]

เทคนิค: ใช้ตามก่อน เช่น เริ่มก่อนเคมีบำบัด/เดินทาง 3 วัน ดีกว่ากินหลังมีอาการ — รูปแบบที่งานใช้คือผงหรือแคปซูลมาตรฐาน ไม่ใช่น้ำขิงชงเฉย ๆ[13],[15]

2. ปวดข้อเสื่อมและปวดกล้ามเนื้อจากออกกำลังกาย — มีงานขัดแย้งที่ควรเห็นทั้งสองฝั่ง

  • ข้อเสื่อม: meta-analysis ของ Bartels et al. (5 RCT, 593 คน) สรุปว่าขิงลดปวดได้ SMD -0.30 และลดความพิการ -0.22 ระดับเบา-ปานกลาง แต่ผู้กินขิงมีอัตราหยุดกินเพราะอาการไม่พึงประสงค์มากกว่ายาหลอก 2 เท่า (RR 2.33)[7] งาน meta ปี 2020 ที่หัวข้อเดียวกันสรุปตรงข้ามว่า หลักฐานยังไม่พอ สำหรับข้อเสื่อมหัวเข่า[8] — งาน RCT ต้นแบบ Altman & Marcussen (261 คน สารสกัดมาตรฐาน 6 สัปดาห์) พบผู้ที่ปวดลดมากกว่ายาหลอก (63% vs 50%)[9]
  • ปวดกล้ามเนื้อจากออกกำลังกาย: งาน RCT ที่ให้ 2 ก./วัน 11 วัน พบลดปวดหลังออกกำลังกายแบบ eccentric 25% (ขิงดิบ) และ 23% (ขิงร้อน) ที่ 24 ชั่วโมง[10] ต่างกับงานที่ให้ single dose 2 ก. ซึ่งไม่พบผลใน 45 นาทีแรก[11] และงาน 4 ก. ก่อนออกกำลังกายที่พบผลต่อฟื้นฟูแรงกล้ามเนื้อ แต่ไม่เปลี่ยน DOMS/ตัวชี้วัดเส้นใยสร้างเม็ดเลือด CK[12] — สรุปปฏิบัติ: ต้องกินต่อเนื่องหลายวันก่อนให้เห็นผล ไม่ใช่กินเฉพาะหน้า

3. ต้านอักเสบเชิงระบบ — CRP, TNF-α, IL-6

meta-analysis ของ RCT พบว่า รับประทานขิงต่อเนื่องลด CRP/hs-CRP และ TNF-α ในเลือด แต่ไม่เปลี่ยน IL-6 ชัดเจน[3] umbrella review ปี 2025 ที่รวบรวม 36 บทรีวิว/296 RCT/43,570 คน ยืนยันแนวโน้มเดียวกัน[2] — เป็นหลักฐานระดับ “ปรับตัวชี้วัดสอดคล้องอาการอักเสบเรื้อรังแบบบางเบา” ไม่ใช่การรักษาโรคอักเสบเรื้อรังโดยตรง

4. เมตาบอลิก: ไขมัน น้ำตาล และความดัน — ขนาด ≤2 ก./วัน เด่นกว่า

  • ไขมัน: meta-analysis 12 RCT/586 คน: ลด TG -17.59 มก./ดล (95% CI -29.32 ถึง -5.87) และลด LDL; การแยกกลุ่มพบว่าปริมาณ ≤2 ก./วัน ใช้ผลลด TC/TG ชัดกว่าขนาดสูง[4]
  • น้ำตาล: meta-analysis เบาหวานชนิด 2 (8 RCT/454 คน) — HbA1c ลดจาก baseline ชัดสถิติ แต่ FBG ไม่ชัด[5] meta เทียบเคียงอีกชุดรายงานการลด TG/TC/FBG ตรงกัน[6] umbrella review ปี 2026 ระบุผลรวมลด HOMA-IR/HbA1c/insulin ระดับปานกลาง[2]
  • กลไกระดับเซลล์: 6-gingerol ยับยั้งเส้นทาง TLR4/NF-κB ที่ถูกกระตุ้นด้วยน้ำตาลสูงในเซลล์ THP-1 (2025)[22] — อธิบายเชื่อมกับข้อมูลในคนได้

5. ทางเดินอาหาร — การคายอาหารจากกระเพาะในคน dyspepsia

งาน double-blind crossover ในผู้ป่วย functional dyspepsia ให้แคปซูลขิงผง 1.2 ก. พบว่าการเคลื่อนอาหารออกจากกระเพาะเร็วขึ้น (T50 12.3 นาที เทียบ 16.1 นาทีของยาหลอก)[19] งานก่อนหน้าในผู้มีสุขภาพดีให้ผลเดียวกัน พร้อมเพิ่มความถี่การบีบตัวของช่องทางปากกระเพาะ[20] — เป็นกลไกรูปธรรมที่อธิบายการใช้ขิงเรื่องท้องอืดดีขึ้นได้ (ตัวอย่างเล็ก จึงเป็น “หลักฐานแนวทาง” ไม่ใช่ยาโปรโมเตอร์)

6. กลไกระดับโมเลกุล — 6-shogaol เหนือ 6-gingerol

บทความทบทวนวรรณกรรมระดับระบบ[21],[24] รวบรวมว่าสารสำคัญของขิงออกฤทธิ์ผ่านเส้นทาง NF-κB, COX-2, MAPK และกระตุ้น HO-1 — โดย 6-shogaol (ตัวหลักในขิงแห้ง/ร้อน) แรงกว่า 6-gingerol (ขิงสด) ในแบบจำลองอักเสบหลายเส้นทาง[21] งานเปรียบเทียบตรง ๆ ในข้ออักเสบหนูพบ 6-shogaol ดีกว่าทั้ง 6-gingerol และ curcumin ที่ขนาดที่เทียบกันได้[21] งานอีกชุดในทางเดินประสาทรายงานการยับยั้ง neuroinflammation ที่ถูก LPS กระตุ้น[23] — ข้อมูลเซลล์/สัตว์ทั้งหมด ยังไม่ถึงระดับคลินิก

ตารางสรุป: สรรพคุณ → สารหลัก/กลไก → ระดับหลักฐาน

สรรพคุณ หลักฐานที่พบ สาร/กลไก ระดับหลักฐาน
คลื่นไส้-อาเจียน (เคมีบำบัด) ลดความรุนแรง วันแรก ผงขิง 0.5–1 ก./วัน RCT ในคน (ตัวอย่างใหญ่)
คลื่นไส้ตั้งครรภ์ MD 1.20 เทียบยาหลอก 500–1,500 มก./วัน meta-analysis ในคน
ปวดข้อเสื่อม SMD -0.30 / หลักฐานยังไม่พอ (งานขัดแย้ง) สารสกัดมาตรฐาน meta (ผลผสม) + RCT
ปวดกล้ามเนื้อออกกำลังกาย ลด 23-25% ที่ 24 ชม. (ต้องกินต่อเนื่อง) 2 ก./วัน ×11 วัน RCT
ลด CRP/TNF-α ลดชัด / IL-6 ไม่ชัด 1–3 ก./วัน meta-analysis
ไขมัน/น้ำตาล/HbA1c/HOMA-IR ลด TG, LDL, HbA1c ≤2 ก./วัน เด่น meta-analysis
เร่งการคายอาหารจากกระเพาะ T50 เร็วขึ้นชัด 1.2 ก. ผง RCT crossover
ต้านอักเสบระดับกลไก NF-κB/COX-2/MAPK/HO-1 6-shogaol > 6-gingerol เซลล์+สัตว์

ใครควรศึกษาข้อมูลเรื่องขิง

บทความนี้รวบรวมข้อมูลสำหรับผู้อ่านต่อไปนี้: คนที่รับเคมีบำบัด/ตั้งครรภ์และกังวลคลื่นไส้[13],[16] นักออกกำลังกายที่เจ็บกล้ามเนื้อหลังฝึก[10] คนวัยกลางคนที่เริ่มปวดข้อเสื่อม[7],[9] ผู้ที่มีค่าไขมัน/น้ำตาลระดับชายขอบที่อยากเสริมจากอาหาร[4],[5] และคนที่อาหารไม่ย่อย/ย่อยช้า[19] — ทั้งหมดโยงต่อไปยังหน้า “อาการ” และหมวด “สารสกัดสมุนไพร” ของเว็บ

วิธีกินขิงและปริมาณที่งานวิจัยใช้

  1. ชาขิง/น้ำซาจิ: ขิงสดหั่น 10–20 ก. ต้มน้ำ 1–2 แก้ว ชมขมิ้น/น้ำมะนาว — ปริมาณสารหลักจะต่ำกว่าผง แต่ใช้ได้ทุกวันและอยู่ในระดับที่งานความปลอดภัยสนับสนุน
  2. ผงขิง/แคปซูลสารสกัด: ระดับงานวิจัย — คลื่นไส้ 500–1,500 มก. (ตั้งครรภ์) หรือ 0.5–1.0 ก./วัน (เคมีบำบัด)[13],[16]; ปวดข้อ 0.25–1 ก. ×2-3 ครั้ง/วัน รวม 1–3 ก.[7],[9]; เมตาบอลิก/ไขมัน ปริมาณที่เห็นผลจะอยู่ราว ≤2 ก./วัน[4]; ปวดกล้ามเนื้อ 2 ก./วัน ต่อเนื่อง[10]
  3. ในอาหาร: ขิงสด/หั่นใส่แกงผัด-ผัดหอมตามประเพณีไทย — ใช้เป็นพื้นฐานอาหาร ไม่สามารถเทียบตรงกับปริมาณงานวิจัยได้

ข้อควรรู้: งาน meta ระบุชัดว่าอาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการเรอ (belching) มากกว่าอื่น[1] และงานข้อเสื่อมพบอัตราหยุดกินสูงกว่ายาหลอกจากอาการทางเดินอาหาร[7] — ถ้ามีอาการแน่นจุกเสียดหลังกินขิง ควรลดปริมาณ

ข้อควรระวัง ผลข้างเคียง และผู้ที่ไม่ควรกิน

  • ยาละลายลิ่มโลหิต/ตัวต้านการแข็งตัวของเลือด (warfarin ฯลฯ): งานเคสรายงาน INR สูงในคนที่ใช้ phenprocoumon ร่วมกับผลิตภัณฑ์ขิง[25] แต่งาน controlled ในอาสาสมัครสุขภาพดีที่ให้ 3.6 ก./วัน 5 วัน + warfarin แรงให้เห็นว่าไม่พบปฏิกิริยา[26] และรีวิวรวบรวม 38 สมุนไพรจัดขิงไว้ในกลุ่มความสัมพันธ์ไม่ชัด (ไม่เข้ากลุ่ม 4 สมุนไพรที่หลักฐานแน่น คือ cranberry ถั่วเหลือง ไฮเพอริคัม ดานเชน)[27] — ข้อสรุปปฏิบัติ: ผู้ที่รับประทานยากลุ่มนี้ควรปรึกษาแพทย์และวัด INR ก่อนเริ่มและหลังใช้ต่อเนื่อง ไม่ใช่หยุดขิงเหมือนหยุดขนม
  • สตรีตั้งครรภ์: หลักฐานปลอดภัยพอสมควรที่ ≤1,500 มก./วัน[16],[18] — แต่ไม่ควรเกินและควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เป็นรูปแบบเสริม
  • ผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัด: ได้กลุ่มงาน “ขิงทำงานเหมือนยาต้านการแข็งตัวเบา ๆ” — ควรหยุดผลิตภัณฑ์เข้มข้นอย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัดตามคำแนะนำแพทย์
  • อาการทางเดินอาหาร: แสบร้อนกลางอก เรอ แน่นจุกเสียด — พบบ่อยที่ขนาดสูง ลดปริมาณเมื่อเกิด[1],[7]
  • นิ่ว/โรคตับ/Hyperacidity: ตำราแนะการระวัง — งานรองรับโดยตรงน้อย ควรปรึกษาแพทย์
  • ห้ามใช้แทนการรักษา: จากทุกข้อมูลงานวิจัยขิงเป็น “ตัวเสริมที่มีหลักฐานระดับ X” ไม่ใช่ยาตัวหลักสำหรับโรคใด

วิธีเลือกผลิตภัณฑ์ขิงให้ได้คุณภาพ

4 จุดยึดตามแนวทาง อย./กฎหมายอาหารเสริมไทยและงานวิจัย:

  1. เลข อย. — ยืนยันความปลอดภัยพื้นฐานของสูตร
  2. มาตรฐาน GMP/HACCP — พื้นฐานของโรงงานที่จริงจัง
  3. ปริมาณสารสกัดจริง/ชนิดสารหลักบนฉลาก — ควรระบุปริมาณ 6-gingerol / 6-shogaol ต่อเม็ด — เพราะต่างให้ผลทาง_bioavailability_และฤทธิ์ไม่เหมือนกัน[21]
  4. รูปแบบที่ตรงเป้าหมาย — ชาเพื่อดื่มประจำ; แคปซูลผงสำหรับคลื่นไส้/ข้อ; งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นผงแห้งและต้องกินต่อเนื่องหลายวัน ไม่ใช่ single dose แล้วดูผลทันที

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถาม 1: กินขิงทุกวันได้หรือไม่ เท่าไรปลอดภัย?

ได้ — งาน meta-analysis ใช้ปริมาณ 1–3 ก./วัน ในบทสรุปความปลอดภัย[1] และมีงานระบุว่า ปริมาณที่ได้ผลด้วยมือสำหรับไขมัน/น้ำตาลอยู่ราว ≤2 ก./วัน[4] อาการไม่พึงประสงค์ที่พบมากสุดคือ belching

ถาม 2: ขิงช่วยแก้คลื่นไส้ตั้งครรภ์จริงหรือแค่รู้สึก?

มีงาน meta-analysis ของ RCT ที่พบการลดคลื่นไส้เทียบยาหลอกได้ชัด (MD 1.20) ที่ปริมาณ 500–1,500 มก./วัน และไม่พบความเสี่ยงต่อทารก[16],[17],[18] — ควรปรึกษาแพทย์ก่อนและไม่เกินปริมาณนี้

ถาม 3: ขิงกับยาละลายลิ่มโลหิต (warfarin) กินร่วมได้หรือไม่?

มี case report ประจักษ์ INR สูง[25] แต่งาน PK ในผู้มีสุขภาพดีไม่พบปฏิกิริยา[26] — การกินขิงในระดับอาหารปกติมักไม่มีปัญหา แต่ผู้ที่ทาน warfarin ควรปรึกษาแพทย์และวัด INR ก่อนใช้สารสกัด/ปริมาณสูงต่อเนื่อง

ถาม 4: ขิงแดงต่างจากขิงหอมอย่างไร?

ขิงแดงจะมีเนื้อมากกว่าและเผ็ดชัดกว่า — หลังแห้ง/ต้ม สาร gingerol จะแปลงเป็น shogaol มากขึ้น ซึ่งเป็นตัวที่ฤทธิ์ต้านอักเสบแรงกว่าในกลุ่มงานวิจัยในเซลล์[21] ขิงหอม (หรือขิงอ่อน) น้ำมันหอมระเหยมากกว่า จึงเหมาะใช้ทำอาหาร

ถาม 5: ขิงช่วยลดไขมัน/หรือเบาหวานจริงหรือไม่?

meta-analysis ในคนพบการลด TG/LDL และ HbA1c แต่ผลลัพธ์แปรสัมพันธ์ไปที่ขนาดสาร/ระยะเวลาของงาน[4],[5],[2] — ใช้เป็นตัวเสริมได้ แต่ไม่ใช่การรักษาโรค

ถาม 6: ขิงช่วยปวดข้อเสื่อมจริงเพียงใด?

meta-analysis หนึ่งสรุปว่าลดปวด SMD -0.30 (แต่ต้องกิน 4–36 สัปดาห์และมีอาการทางเดินอาหารบ่อยกว่ายาหลอก)[7] งาน meta ปี 2020 สรุปตรงข้ามว่าหลักฐานยังไม่พอ[8] — จึงควรเห็นว่าการพิสูจน์ยังไม่ถึงจุดเห็นพ้อง

ถาม 7: เด็กเล็ก/สูงวัยกินได้หรือไม่?

งานเด็กที่เคมีบำบัดมี RCT ที่ให้ผลลัพธ์ปลอดภัย[15] สำหรับผู้สูงวัยที่รับประทานยาหลายชนิด ควรเริ่มปริมาณต่ำและปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อน

ถาม 8: น้ำซาจิชงกับแคปซูลสารสกัดต่างกันอย่างไร?

แคปซูลเป็นรูปแบบที่งานวิจัยใช้ (ผงแห้งมาตรฐาน — shogaol สูงกว่า)[21] น้ำซาจิชงจากขิงสดเป็นรูปแบบที่อ่อนกว่าและใช้ทุกวันได้ เหมาะสำหรับเริ่มต้น — ไม่ควรเทียบปริมาณตรงกันจากขนิดของสูตรที่ผลิตขึ้น

สรุป

ขิงคือสมุนไพรที่มีหลักฐานคลินิกระดับ meta-analysis มากที่สุดในหมวดสมุนไพรไทย — เด่นเรื่อง คลื่นไส้-อาเจียน (มี RCT ในคนหลายพันคน) ตามด้วย ปวดข้อเสื่อม/กล้ามเนื้อ และ ไขมัน/น้ำตาล ในระดับผลปานกลาง ประเด็นสำคัญที่บทความอื่นมองข้ามคือ (1) ขิงมีหลายชนิดและสารหลักเปลี่ยนจาก 6-gingerol เป็น 6-shogaol เมื่อแปรรูป (2) งานบางข้อขัดแย้งกันเอง โดยเฉพาะปวดข้อ (3) ผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มโลหิตควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ปริมาณเข้มข้น

บทความนี้เรียบเรียงจากงานวิจัยเพื่อความรู้ทั่วไป ไม่ได้ให้บริการวินิจฉัยหรือรักษาโรค ผู้อ่านที่ต้องการใช้เป็นอาหารเสริมหรือยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

แหล่งอ้างอิง

  • 1 Ginger (Zingiber officinale): An alternative for the prevention of postoperative nausea and vomiting — Diaz-Soriano EM et al. 2018 (Surg Open Sci) อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 2 A Study to Explore the Effect of Vitex Negundo and Zingiber Officinale on Non-specific Chronic Low Back Pain Due to Sedentary Lifestyle — Vedic Lifesciences Pvt Ltd — ลงทะเบียน NCT04980469 (2022) (ClinicalTrials.gov (NCT04980469)) อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 3 Paudel KR, Orent JP. “Pharmacological properties of ginger (Zingiber officinale): what do meta-analyses say? a systematic review”. Front Pharmacol 16:1619655. 2025. https://www.frontiersin.org/journals/pharmacology/articles/10.338 อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 4 Musazadeh V et al. “Ginger supplementation and metabolic health: an umbrella review of meta-analyses of randomized trials”. Diabetol Metab Syndr. 2026. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/42178586/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 5 Morvaridzadeh M et al. “Effect of ginger (Zingiber officinale) on inflammatory markers: a systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials”. Int Immunopharmacol. 2020. https://www.sciencedirect.com/science/artic อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 6 Pourmasoumi M et al. “The effect of ginger supplementation on lipid profile: a systematic review and meta-analysis of clinical trials”. Phytomedicine 43:28–36. 2018. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/29747751/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 7 Huang FY et al. “Dietary ginger as a traditional therapy for blood sugar control in patients with type 2 diabetes mellitus: a systematic review and meta-analysis”. Medicine 98(13):e15054. 2019. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/3092 อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 8 Jafarnejad S et al. “Effect of ginger (Zingiber officinale) on blood glucose and lipid concentrations in diabetic and hyperlipidemic subjects: a meta-analysis of randomized controlled trials”. J Funct Foods 29. 2017. https://www.s อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 9 Bartels EM et al. “Efficacy and safety of ginger in osteoarthritis patients: a meta-analysis of randomized placebo-controlled trials”. Osteoarthritis Cartilage 23(1):13–21. 2015. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/25300574/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 10 Araya-Quintanilla F et al. “Effectiveness of Ginger on Pain and Function in Knee Osteoarthritis: A PRISMA Systematic Review and Meta-Analysis”. Pain Physician 23(2):E151–E161. 2020. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/32214292/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 11 Altman RD, Marcussen KC. “Effects of a ginger extract on knee pain in patients with osteoarthritis”. Arthritis Rheum 44(11):2531–2538. 2001. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/11710709/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 12 Black CD, O’Connor AM. “Ginger (Zingiber officinale) reduces muscle pain caused by eccentric exercise”. J Pain 11(9):894–903. 2010. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/20418184/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 13 Black CD, O’Connor AM. “Acute effects of dietary ginger on muscle pain induced by eccentric exercise”. Phytother Res 24(11):1620–1626. 2010. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/21031618/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 14 “The Effects of Pre-Exercise Ginger Supplementation on Muscle Damage and Delayed Onset Muscle Soreness”. Phytother Res 29(6):887–893. 2015. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/25787877/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 15 Ryan JL et al. “Ginger (Zingiber officinale) reduces acute chemotherapy-induced nausea: a URCC CCOP study of 576 patients”. Support Care Cancer 20(7):1479–1489. 2012. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/21818642/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 16 “The Effect of a Standardized Ginger Extract on Chemotherapy-Induced Nausea-Related Quality of Life: A Double Blind, Randomized, Placebo Controlled Trial”. Support Care Cancer 25(8):2483–2490. 2017. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 17 Pillai AK et al. “Anti-emetic effect of ginger powder versus placebo as an add-on therapy in children and young adults receiving high emetogenic chemotherapy”. Pediatr Blood Cancer 56(2):234–238. 2011. https://pubmed.ncbi.nlm.nih. อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 18 Viljoen E et al. “A systematic review and meta-analysis of the effect and safety of ginger in the treatment of pregnancy-associated nausea and vomiting”. Nutr J 13:20. 2014. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/24642205/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 19 Ding M et al. “Effect of ginger in the treatment of nausea and vomiting compared with vitamin B6 and placebo during pregnancy: a meta-analysis”. Front Pharmacol. 2020. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31937153/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 20 “The effectiveness and safety of ginger for pregnancy-induced nausea and vomiting: a systematic review”. Women Birth. 2014. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/22951628/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 21 Zhu J et al. “Effect of ginger on gastric motility and symptoms of functional dyspepsia”. World J Gastroenterol 17(1):105–110. 2011. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/21218090/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 22 Wu KL et al. “Effects of ginger on gastric emptying and motility in healthy humans”. Eur J Gastroenterol Hepatol 20(5):436–440. 2008. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/18403946/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 23 “Benefits of Ginger and Its Constituent 6-Shogaol in Inhibiting Inflammatory Processes”. PMC8232759. 2021. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8232759/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 24 “6-Gingerol alleviates high glucose-induced inflammation and cytotoxicity in THP-1 cells by inhibiting TLR4 signaling”. PMC12855174. 2025. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC12855174/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 25 “6-Gingerol attenuates LPS-induced neuroinflammation and cognitive impairment”. 2018. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/30257370/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 26 “Revisiting the therapeutic potential of gingerols against different pharmacological activities”. PMC9803890. 2022. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9803890/ อ่านงานวิจัยเต็ม
  • 27 Krüth P et al. “Ginger-associated overanticoagulation by phenprocoumon”. Ann Pharmacother 38(2):257–260. 2004. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/14742762/ อ่านงานวิจัยเต็ม