สุขภาพ

ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ขาบวมข้างเดียวที่อาจจบที่ปอด

ขาข้างหนึ่งบวมขึ้นมาโดยไม่มีอุบัติเหตุ ไม่ได้ชน ไม่ได้เดินมาก แต่พอกดที่น่องก็เจ็บและอุ่นกว่าอีกข้าง ภาพนี้คือสิ่งที่ต้องคิดถึงภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก (DVT) ก่อนโรคอื่น เพราะถ้าปล่อยไว้ ลิ่มเลือดอาจหลุดไปอุดหลอดเลือดที่ปอด (PE) ซึ่งคร่าชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

ลิ่มเลือดอุดตัน (VTE) เป็นชื่อรวมของ DVT ที่ขาหรืออุ้งเชิงกราน และ PE ที่ลิ่มเลือดไปอุดปอด พบราว 1–2 รายต่อประชากร 1,000 คนต่อปี และเพิ่มตามอายุ[1] หลักที่ต้องจำคือ ขาบวมข้างเดียวที่ไม่มีสาเหตุชัดเจนต้องได้รับการตรวจ ไม่ใช่การนวดหรือประคบร้อน และถ้ามีเหนื่อยเฉียบพลันหรือเจ็บอกตอนหายใจ ต้องพบแพทย์ทันทีหรือโทร 1669

ลิ่มเลือดเกิดได้ที่ไหน: จากขาถึงปอด

การเกิดลิ่มเลือดอธิบายด้วย Virchow’s triad คือ เลือดไหลช้า ผนังหลอดเลือดดำเสียหาย และเลือดแข็งตัวง่าย สามอย่างนี้มักเกิดพร้อมกันหลังผ่าตัดใหญ่ที่ผู้ป่วยนอนนิ่ง

ลิ่มเลือดมักเริ่มในกระเปาะลิ้นหลอดเลือดดำที่น่อง ข้อพับขา ต้นขา และอุ้งเชิงกราน ลิ่มเลือดตั้งแต่ข้อพับขาขึ้นไป (proximal) อันตรายกว่าเพราะก้อนใหญ่และหลุดง่าย ส่วนลิ่มเลือดน่องส่วนปลายคิดเป็นได้ถึงครึ่งหนึ่งของ DVT ทั้งหมด และส่วนใหญ่ไม่ลุกลาม[13]

เมื่อหลุด ลิ่มเลือดจะไหลเข้าหัวใจห้องขวาแล้วอุดหลอดเลือดแดงปอด เลือดไปเลี้ยงปอดลดลงและหัวใจห้องขวาต้องสูบต้านความดันสูงขึ้น ในทะเบียนผู้ป่วย PE 2,454 ราย อัตราตาย 3 เดือนอยู่ที่ร้อยละ 17.4[10] แนวทาง ESC แบ่งกลุ่มเสี่ยงตามความดันและสมรรถภาพหัวใจห้องขวา[3]

อาการ DVT: บวมข้างเดียว เจ็บน่อง

อาการหลักคือขาบวมข้างเดียว โดยวัดรอบน่องหรือต้นขาแล้วต่างจากอีกข้างชัดเจน ร่วมกับปวดหรือกดเจ็บตามแนวหลอดเลือดดำด้านในขา ผิวอาจอุ่นและแดงเล็กน้อย อาการมักค่อยเป็นค่อยไปใน 1–3 วัน ไม่ปวดแปลบเฉียบพลันเหมือนกล้ามเนื้อฉีก ถ้าบวมสองข้างให้คิดถึงหัวใจหรือไตก่อน

อาการเหล่านี้แยกด้วยตาเปล่าไม่ได้ แบบประเมิน Wells จึงให้คะแนนหลายองค์ประกอบ เช่น มะเร็งที่กำลังรักษา อัมพาตหรือใส่เฝือก นอนติดเตียงเกิน 3 วันหรือผ่าตัดใหญ่ภายใน 12 สัปดาห์ กดเจ็บตามแนวหลอดเลือดดำ น่องโตกว่าอีกข้างตั้งแต่ 3 เซนติเมตร และเคยเป็น DVT มาก่อน[6]

ถ้าบวมข้างเดียวแต่ไม่เจ็บเลย ให้คิดถึงน้ำเหลืองอุดตันหรือก้อนในอุ้งเชิงกราน

อาการ PE: เหนื่อยเฉียบพลัน เจ็บอก

อาการพบบ่อยของ PE คือเหนื่อยขึ้นเฉียบพลันโดยไม่มีสาเหตุ หายใจเร็วแม้พัก เจ็บอกแปลบเวลาหายใจเข้าลึก ไอแห้ง และใจสั่น บางรายไอเป็นเลือด ค่าออกซิเจนในเลือดมักต่ำลง แต่ค่าปกติก็ตัด PE ไม่ได้

สัญญาณอันตรายคือความดันต่ำ หน้ามืด เป็นลม หรือหมดสติ การวิเคราะห์อภิมานในผู้ป่วย PE 21,956 รายพบว่ากลุ่มที่หมดสติก่อนถึงโรงพยาบาลเสี่ยงตายภายใน 30 วันสูงกว่า (odds ratio 1.73) และพบความดันต่ำร่วมบ่อยกว่าถึง 3.5 เท่า[11] อาการแบบนี้ต้องเข้าระบบฉุกเฉินทันที ถ้าสงสัย PE ให้โทร 1669 แจ้งว่าเป็นไปได้ว่าเป็นลิ่มเลือดอุดตันที่ปอด และไม่ขับรถเอง

แยกให้ออก: DVT กับเซลล์เนื้อเยื่ออักเสบและขาบวมจากน้ำ

คนที่มาด้วยขาแดง บวม ร้อน เจ็บ มักได้ยาปฏิชีวนะในฐานะเซลลูไลติสโดยยังไม่ได้ตัด DVT ออก การรวบรวมผู้ป่วยเซลลูไลติสและ ไฟลามทุ่ง 1,054 รายพบ DVT ร่วมร้อยละ 3.1 ซึ่งต่ำแต่ไม่ใช่ศูนย์[12] จึงควรตรวจอัลตราซาวด์เมื่อมีปัจจัยเสี่ยงหรืออาการไม่ตรงกับเซลลูไลติส

ลักษณะ DVT เซลลูไลติส ขาบวมจากน้ำ/ยา กล้ามเนื้อฉีก
การเริ่ม ค่อยเป็น 1–3 วัน เร็ว เป็นชั่วโมง เป็นสัปดาห์ ทันทีหลังออกแรง
ข้างที่บวม ข้างเดียว ข้างเดียว มักสองข้าง ข้างเดียว
ผิวหนัง ตึง อุ่น แดงเล็กน้อย แดงชัด ขอบไม่เรียบ ร้อน บวมกดบุ๋ม ไม่แดง อาจช้ำภายหลัง
อาการร่วม ปวดน่อง กดเจ็บตามแนวหลอดเลือด ไข้ หนาวสั่น เหนื่อย น้ำหนักขึ้น เจ็บเฉพาะจุด
ต้องทำ อัลตราซาวด์หลอดเลือดดำ อัลตราซาวด์ถ้าไม่แน่ใจ + ยาฆ่าเชื้อ ตรวจหัวใจ ไต ยา พัก ประคบเย็น

ข้อห้ามสำคัญคือ ห้ามนวดหรือประคบร้อนขาที่สงสัย DVT เพราะแรงกดอาจทำให้ลิ่มเลือดที่เกาะไม่แน่นหลุด และความร้อนทำให้เข้าใจผิดว่าอาการดีขึ้น หลอดเลือดดำอักเสบผิวเผินก็ลุกลามได้ จึงควรให้แพทย์ประเมินและพิจารณายา เช่น fondaparinux[35]

ใครเสี่ยง: ผ่าตัดใหญ่ นอนติดเตียง ตั้งครรภ์ มะเร็ง

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดคือการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ทั้งผ่าตัดใหญ่ โรคเฉียบพลันที่นอนติดเตียง และโรคระบบประสาทที่ทำให้ขาขยับไม่ได้[4] รองลงมาคือมะเร็งที่ยังรักษาอยู่ การบาดเจ็บหรือกระดูกหัก ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ และยาฮอร์โมน

ในผู้หญิง ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยคือการตั้งครรภ์และ 6 สัปดาห์หลังคลอด การใช้ยาคุมกำเนิดแบบรวมฮอร์โมนโดยเฉพาะเมื่อสูบบุหรี่หรือน้ำหนักมาก และฮอร์โมนทดแทนในวัยหมดประจำเดือน ประวัติครอบครัวที่เป็นลิ่มเลือดก่อนอายุ 50 ปีก็เพิ่มความเสี่ยง แต่แนวทาง ASH ไม่แนะนำให้ตรวจ thrombophilia แบบเหมารวมเพราะไม่เปลี่ยนการรักษา[18]

ข้อมูลเอเชียสำคัญกับผู้อ่านไทย ในทะเบียน GARFIELD-VTE ที่มีผู้ป่วยไทย 337 ราย ผู้ป่วยเอเชียเป็นมะเร็งร่วมมากกว่า (ร้อยละ 19.8 เทียบกับ 8.1) และมีอัตราตาย 12 เดือนสูงกว่าชัดเจน คือ 15.2 เทียบกับ 5.9 ต่อ 100 คน-ปี[5]

การตรวจ: D-dimer และอัลตราซาวด์ Doppler

เริ่มจากการประเมินความน่าจะเป็นทางคลินิกก่อน ถ้าอยู่กลุ่มต่ำหรือปานกลางและ D-dimer ลบ ตัด DVT ออกได้โดยไม่ต้องอัลตราซาวด์ การทดลองแบบสุ่มพบอัตราเกิดลิ่มเลือดตามหลังใน 3 เดือนเพียงร้อยละ 0.4 และลดจำนวนการตรวจอัลตราซาวด์ได้ร้อยละ 39[7]

D-dimer ไวสูงแต่จำเพาะต่ำ ผลบวกจึงไม่แปลว่าเป็น DVT เพราะการติดเชื้อ ผ่าตัด และอายุมากก็ทำให้สูงได้ ในผู้สูงอายุใช้ค่าตัดตามอายุ (อายุคูณ 10) การศึกษาในผู้ป่วย 3,346 รายพบว่าวิธีนี้เพิ่มสัดส่วนผู้สูงอายุที่ตัด PE ออกได้จากร้อยละ 6.4 เป็น 29.7 โดยอัตราล้มเหลวร้อยละ 0.3[9]

อัลตราซาวด์แบบกดทับเป็นการตรวจหลักเพราะเห็นลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำโดยตรง การวิเคราะห์อภิมานเทียบกับ venography พบความไวร้อยละ 94.2 สำหรับลิ่มเลือดตั้งแต่ข้อพับขาขึ้นไป แต่เหลือร้อยละ 63.5 สำหรับลิ่มเลือดน่องส่วนปลาย[8] ผู้ที่ตรวจครั้งแรกไม่พบแต่ยังสงสัยสูงจึงอาจต้องตรวจซ้ำใน 5–7 วัน หากสงสัย PE การตรวจหลักคือ CT pulmonary angiography

การรักษา: ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและระยะเวลา

ยาต้านการแข็งตัวของเลือดไม่ได้ละลายลิ่มเลือด แต่หยุดการขยายตัวและปล่อยให้ร่างกายละลายเอง ระยะแรกใช้ยาฉีดหรือยากินกลุ่มใหม่เพียงอย่างเดียว แนวทาง CHEST และ ASH แนะนำยากลุ่ม direct oral anticoagulant (DOAC) เป็นทางเลือกแรกในผู้ป่วยส่วนใหญ่[2][1] บางกรณีรักษาที่บ้านได้ ซึ่ง Cochrane พบว่าความปลอดภัยไม่ต่างจากการนอนโรงพยาบาล[24]

กลุ่มยา ตัวอย่าง ข้อดี ข้อจำกัด
LMWH enoxaparin ฉีดใต้ผิวหนัง ใช้ได้ในตั้งครรภ์และมะเร็ง ต้องฉีดเอง ราคาสูง สะสมในไตเสื่อม
Vitamin K antagonist warfarin ราคาถูก ข้อมูลยาวนาน ต้องตรวจ INR และคุมอาหาร
Factor Xa inhibitor apixaban, rivaroxaban, edoxaban กินวันละ 1–2 ครั้ง ไม่ต้องตรวจ INR ราคาสูง ห้ามใช้บางกลุ่ม
Direct thrombin inhibitor dabigatran มียาต้านเฉพาะ ระคายกระเพาะ ต้องเช็กไต

ในผู้ป่วย 5,395 ราย apixaban ได้ผลไม่ด้อยกว่า enoxaparin ตามด้วย warfarin (กลับเป็นซ้ำร้อยละ 2.3 เทียบกับ 2.7) และเลือดออกรุนแรงน้อยกว่าชัดเจน คือร้อยละ 0.6 เทียบกับ 1.8[14] ยา DOAC ตัวอื่นก็ให้ผลไม่ด้อยกว่า warfarin[16][15] แต่ในมะเร็งทางเดินอาหารและทางเดินปัสสาวะ DOAC เพิ่มความเสี่ยงเลือดออกเมื่อเทียบกับ LMWH แนวทาง ASCO จึงให้เลือกยาเป็นราย ๆ[34]

ระยะรักษาคืออย่างน้อย 3 เดือน แล้วตัดสินจากสาเหตุที่กระตุ้น ผู้ที่เกิดจากปัจจัยชั่วคราว เช่น ผ่าตัดใหญ่ มีอัตรากลับเป็นซ้ำ 0.7 ต่อ 100 คน-ปี จึงหยุดยาได้ แต่ผู้ที่เกิดโดยไม่มีสาเหตุชัดเจนมีอัตราสูงถึง 7.4 ต่อ 100 คน-ปี และมักได้ประโยชน์จากการกินต่อเนื่องโดยประเมินความเสี่ยงเลือดออกทุกปี[17] ผู้ที่ยังมีปัจจัยเสี่ยงถาวร เช่น มะเร็ง แนวทางแนะนำให้รักษาต่อ[2]

ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด: เลือดออก อาหาร และ INR

ผลข้างเคียงที่ต้องระวังที่สุดคือเลือดออก สัญญาณที่ต้องไปโรงพยาบาลได้แก่ อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระดำ ปัสสาวะเป็นเลือด ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน และเลือดออกที่หยุดไม่ลง ผู้ที่ศีรษะกระแทกแม้เล็กน้อยก็ควรได้รับการตรวจ

ผู้ที่กิน warfarin ต้องรักษาปริมาณวิตามินเคจากอาหารให้สม่ำเสมอ ไม่ใช่ตัดผักออก การวัดวิตามินเคจากบันทึกอาหาร 3 วันในผู้ป่วย 66 รายพบว่ากลุ่มที่ได้เกิน 195.7 ไมโครกรัมต่อวันมีค่าความแปรปรวนของ INR ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้ต่ำกว่า 126.5 ไมโครกรัมต่อวัน[19] แปลว่ากินผักใบเขียวปริมาณใกล้เคียงกันทุกวันคุม INR ง่ายกว่างดผักสลับกินครั้งละมาก ๆ

ยาที่ตีกันบ่อยคือ NSAIDs เช่น ibuprofen และ diclofenac ซึ่งเพิ่มเลือดออกในกระเพาะ ร่วมกับยาปฏิชีวนะและยากันชักบางชนิด และสมุนไพรอย่างกระเทียมเข้มข้นและโสม ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งที่ซื้ออาหารเสริม และห้ามหยุดยาเอง

ผู้ที่ใช้ DOAC ไม่ต้องตรวจ INR เป็นประจำ แต่ต้องตรวจการทำงานของไตอย่างน้อยปีละครั้ง หรือบ่อยขึ้นในผู้สูงอายุและผู้มีโรคไต หากเลือดออกรุนแรง แพทย์มียาต้านเฉพาะสำหรับ dabigatran และ andexanet alfa สำหรับยากลุ่มต้าน factor Xa[20] การรู้ว่าตัวเองกินยาตัวใดจึงสำคัญเมื่อถึงห้องฉุกเฉิน

กรณีรุนแรง: ยาละลายลิ่มเลือดและตัวกรอง

ผู้ป่วย PE ที่ความดันต่ำหรือหัวใจล้มเหลวต้องได้ยาละลายลิ่มเลือดซึ่งได้ผลจริงแต่เพิ่มความเสี่ยงเลือดออก ในงานทดลอง PEITHO การให้ tenecteplase ลดการตายหรือความดันตกใน 7 วันจากร้อยละ 5.6 เหลือ 2.6 แต่เลือดออกนอกร่างกายเพิ่มจากร้อยละ 1.2 เป็น 6.3 และเกิด stroke ร้อยละ 2.4 เทียบกับ 0.2[21] แนวทางจึงจำกัดการใช้ไว้ในกลุ่มนี้เท่านั้น

สำหรับลิ่มเลือดก้อนใหญ่ที่เสี่ยงทำให้เสียขา การสอดสายสวนไปให้ยาละลายลิ่มเลือดหรือดูดลิ่มเลือดออกลดขาบวมระยะสั้นได้จริง แต่ไม่ลด post-thrombotic syndrome (ร้อยละ 47 เทียบกับ 48)[22] จึงเป็นทางเลือกเฉพาะราย

ตัวกรองในหลอดเลือดดำใหญ่ (IVC filter) ใช้เมื่อมีข้อห้ามให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยังเกิด PE ซ้ำทั้งที่ให้ยาแล้ว การติดตาม 8 ปีในผู้ป่วย 400 รายพบว่าตัวกรองลด PE จากร้อยละ 15.1 เหลือ 6.2 แต่เพิ่ม DVT จากร้อยละ 27.5 เป็น 35.7 และอัตราตายไม่ต่างกัน[23] จึงควรนำออกเมื่อหมดข้อบ่งชี้

ป้องกัน: ขยับหลังผ่าตัด ถุงน่อง และยาในกลุ่มเสี่ยง

หลังผ่าตัด การลุกเดินเร็วที่สุดเท่าที่ปลอดภัยได้ผลที่สุด ผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า 122 ข้อที่เริ่มเดินภายใน 24 ชั่วโมงมีอัตรา DVT ต่ำกว่ากลุ่มที่เริ่มเดินวันที่ 2[26] การบริหารข้อเท้าขึ้นลง 10–20 ครั้งทุกชั่วโมงขณะนั่งนานช่วยให้กล้ามเนื้อน่องสูบเลือด

ถุงน่องแบบ graduated compression ใช้กันมานานแต่หลักฐานไม่สนับสนุนให้พึ่งอย่างเดียว การทดลองในผู้ป่วย stroke 2,518 รายที่ขยับไม่ได้พบว่าถุงน่องไม่ลด DVT (ร้อยละ 10.0 เทียบกับ 10.5) แต่ทำให้เกิดแผลและผิวถลอกมากขึ้น (ร้อยละ 5 เทียบกับ 1)[25] ปัจจุบันจึงให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือเครื่องปั๊มลมเป็นหลัก โดยชั่งกับความเสี่ยงเลือดออก ส่วนความคุ้มค่าในผู้ป่วยไทยยังติดเรื่องต้นทุน[37]

DVT เรื้อรัง: post-thrombotic syndrome

ผู้เคยเป็น DVT ประมาณหนึ่งในห้าจะมีอาการหลงเหลือ เรียกว่า post-thrombotic syndrome จากลิ้นหลอดเลือดดำเสียหายและความดันค้าง อาการคือขาบวมเป็น ๆ หาย ๆ หลังยืนนาน รู้สึกหนัก ผิวแข็งและสีเข้มขึ้นบริเวณข้อเท้า การศึกษาในผู้ป่วย DVT 1,657 รายพบอุบัติการณ์สะสมภายใน 1 ปีร้อยละ 21.8 โดยเป็นชนิดรุนแรงร้อยละ 5.6[27]

ความเชื่อที่ว่าใส่ถุงน่องตั้งแต่แรกจะป้องกันภาวะนี้ถูกทดสอบในงานทดลองปกปิดที่ให้ถุงน่อง placebo 806 ราย ผลคือเกิดภาวะนี้ร้อยละ 14.2 ในกลุ่มถุงน่องจริง เทียบกับ 12.7 ในกลุ่ม placebo[28] ถุงน่องจึงมีบทบาทบรรเทาอาการบวมและความหนักขา ไม่ใช่การป้องกันที่พิสูจน์แล้ว

การดูแลระยะยาวที่ได้ผลคือออกกำลังกายแบบมีแรงต้านและการเดิน งานทดลองแบบสุ่ม 6 เดือนพบว่ากลุ่มที่ฝึกกับผู้ฝึกสอนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นและคะแนนความรุนแรงลดลง[36] ควรร่วมกับยกขาเมื่อพักและลดน้ำหนักหากอ้วน อีกภาวะที่ต้องรู้จักคือ chronic thromboembolic pulmonary hypertension จากลิ่มเลือดเก่าที่ไม่ละลายจนหลอดเลือดปอดตีบถาวร ผู้ป่วยจะเหนื่อยเมื่อออกแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ การศึกษาในผู้รอดชีวิตจาก PE 290 รายพบอุบัติการณ์สะสม 2 ปีร้อยละ 8.6[29] ผู้ที่ยังเหนื่อยผิดปกติเกิน 3 เดือนจึงควรได้รับการตรวจซ้ำ

ตั้งครรภ์ หลังคลอด และผู้ที่วางแผนมีบุตร

การตั้งครรภ์เพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือดราว 4–5 เท่า และสูงที่สุดในช่วง 6 สัปดาห์หลังคลอด โดยพบ VTE ประมาณ 1.2 รายต่อการคลอด 1,000 ครั้ง แต่ภาวะนี้เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของมารดา[31] อาการที่ต้องระวังคือขาบวมข้างเดียวหรือเหนื่อยและเจ็บอก ซึ่งมักถูกอธิบายว่าเป็นอาการปกติจนวินิจฉัยช้า

ยาที่ปลอดภัยที่สุดในครรภ์คือ LMWH ซึ่งโมเลกุลใหญ่ไม่ผ่านรก แนวทาง ASH แนะนำ LMWH เหนือ heparin ชนิดอื่นอย่างชัดเจน[31] ส่วน warfarin ห้ามใช้เพราะผ่านรกและก่อความผิดปกติแต่กำเนิดที่เรียกว่า warfarin embryopathy[30] ยา DOAC ยังมีข้อมูลความปลอดภัยในครรภ์ไม่พอ

ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดและวางแผนตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ล่วงหน้าเพื่อเปลี่ยนยาเป็น LMWH ไม่ใช่หยุดยาเองเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ หลังคลอดยังต้องให้ยาต่ออย่างน้อย 6 สัปดาห์ เพราะเป็นช่วงเสี่ยงสูงสุด ผู้ที่ให้นมบุตรใช้ LMWH และ warfarin ได้ แต่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน

คำถามที่พบบ่อย

ขาบวมข้างเดียว ต้องไปหาหมอไหม

ต้องไป ขาบวมข้างเดียวที่กดเจ็บบริเวณน่องต้องตรวจอัลตราซาวด์หลอดเลือดดำในวันนั้น ยิ่งถ้าเพิ่งผ่าตัด นอนติดเตียง หรือมีมะเร็ง ถ้ามีเหนื่อย เจ็บอก หรือเป็นลมร่วมด้วยให้โทร 1669

DVT กับ PE ต่างกันอย่างไร

DVT คือลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำส่วนลึกของขา ทำให้ขาบวมข้างเดียวและเจ็บ ส่วน PE คือภาวะที่ลิ่มเลือดนั้นหลุดไปอุดหลอดเลือดที่ปอด ทำให้เหนื่อยเฉียบพลัน เจ็บอก และอาจเสียชีวิต

นั่งเครื่องบินนานทำให้ลิ่มเลือดได้ไหม

ได้ แต่ความเสี่ยงต่ำ อุบัติการณ์ประมาณ 1 ใน 4,656 เที่ยวบิน และสูงขึ้นในผู้มีปัจจัยเสี่ยงเดิม[33] ลดความเสี่ยงด้วยการลุกเดินทุก 2–3 ชั่วโมง และใส่ถุงน่อง compression หากเสี่ยงสูง[32]

ปวดน่องข้างเดียว อันตรายไหม

อาจอันตราย เพราะเป็นอาการนำของ DVT ที่พบบ่อย แต่ก็เกิดจากกล้ามเนื้อฉีกหรือตะคริวได้ ถ้าปวดร่วมกับบวมและกดเจ็บ ให้ไปตรวจ และห้ามนวดหรือประคบร้อนก่อนวินิจฉัย

กินยาละลายลิ่มเลือด ต้องระวังอะไร

ระวังเลือดออกเป็นหลัก สังเกตอุจจาระดำ อาเจียนเป็นเลือด หรือช้ำที่โตเร็ว หลีกเลี่ยง NSAIDs แจ้งแพทย์ก่อนซื้ออาหารเสริม อย่าหยุดยาเอง

DVT รักษากี่เดือน

อย่างน้อย 3 เดือน หลังจากนั้นขึ้นกับสาเหตุ ถ้าเกิดจากปัจจัยชั่วคราวเช่นผ่าตัดใหญ่ ความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำ 0.7 ต่อ 100 คน-ปี และหยุดยาได้ แต่ถ้าไม่มีสาเหตุชัดเจน ความเสี่ยงสูงถึง 7.4 ต่อ 100 คน-ปี และมักต้องกินต่อเนื่อง[17]

หลังผ่าตัด ป้องกันลิ่มเลือดอย่างไร

ลุกเดินให้เร็วที่สุดตามที่แพทย์อนุญาต บริหารข้อเท้าขณะนอน และใช้ยาป้องกันหรือเครื่องปั๊มลมตามที่แพทย์สั่ง แจ้งพยาบาลทันทีถ้าขาบวมข้างเดียวหรือเจ็บบริเวณน่อง

เป็น DVT แล้วกลับเป็นซ้ำไหม

กลับเป็นซ้ำได้ ผู้ที่เกิดจากปัจจัยชั่วคราวเสี่ยงราว 0.7 ต่อ 100 คน-ปี ส่วนผู้ที่ไม่มีสาเหตุชัดเจนสูงถึง 7.4 ต่อ 100 คน-ปี[17] การกินยาต่อเนื่องช่วยลดความเสี่ยงนี้

สรุป

ภาวะลิ่มเลือดอุดตันเริ่มจากลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำขาที่อาจไม่สร้างอาการมากนัก แต่หลุดไปอุดหลอดเลือดปอดและทำให้เสียชีวิตได้ โดยอัตราตายของผู้ป่วย PE ที่ 3 เดือนสูงถึงร้อยละ 17.4[10] ขาบวมข้างเดียวที่กดเจ็บบริเวณน่องจึงต้องตรวจ ไม่ใช่เรื่องที่นวดหรือประคบร้อนแล้วรอดู

การวินิจฉัยอาศัยการประเมินความน่าจะเป็นทางคลินิก ร่วมกับ D-dimer และอัลตราซาวด์ การรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือดปลอดภัยขึ้นมากในยุค DOAC แต่ต้องกินให้ครบระยะ อย่างน้อย 3 เดือน และตัดสินเรื่องการกินต่อจากสาเหตุและความเสี่ยงเลือดออก[1][2] สิ่งที่ผู้อ่านทำได้คือรู้จักอาการ ไม่นวดขาที่สงสัย และไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): ขาบวมข้างเดียวร่วมกับกดเจ็บบริเวณน่อง ต้องพบแพทย์ทันทีในวันนั้นเพื่อตรวจอัลตราซาวด์หลอดเลือดดำ ห้ามนวด ประคบร้อน หรือใช้เครื่องปั๊มนวดขาเอง เพราะอาจทำให้ลิ่มเลือดหลุดไปปอด ถ้ามีเหนื่อยเฉียบพลัน เจ็บอกเวลาหายใจ ใจสั่น ไอเป็นเลือด หรือเป็นลม ให้โทร 1669 และห้ามหยุดหรือปรับขนาดยาต้านการแข็งตัวของเลือดด้วยตัวเอง

แหล่งอ้างอิง