เครื่องมือสุขภาพ

ชื่อย่อสารในอาหารเสริม: ตารางถอดรหัส A–Z และวิธีอ่านฉลากให้ไม่ซื้อผิด

ALA บนกระปุกหนึ่งอาจหมายถึงกรดอัลฟา-ไลโปอิก (alpha-lipoic acid) ที่ขายเป็นยารักษาอาการปลายประสาทในหลายประเทศ แต่อีกกระปุกหนึ่งกลับหมายถึงกรดอัลฟา-ลิโนเลนิก (alpha-linolenic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ได้จากน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ (Flaxseed oil) สองตัวนี้ชื่อย่อเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแค่คำที่ซ่อนอยู่ในวงเล็บ และผลต่อร่างกายต่างกันคนละเรื่อง

บทนี้คือตารางถอดรหัสชื่อย่อที่พบบ่อยบนฉลากอาหารเสริม พร้อมบอกว่าชื่อเต็มไหนคือสารอะไร รูปแบบใดที่ออกฤทธิ์ และปริมาณที่เห็นสมเหตุสมผลหรือเกินเพดานที่กฎหมายไทยกำหนด เป้าหมายไม่ใช่ให้คุณจำศัพท์ทั้งภาษาอังกฤษ แต่ให้คุณตัดสินใจได้ภายในไม่กี่นาทีที่ถือกระปุกอยู่ในมือ

ทำไมฉลากอาหารเสริมเต็มไปด้วยชื่อย่อ และทำไมอ่านผิดมีผลจริง

พื้นที่บนฉลากมีจำกัดและมีข้อบังคับให้ใส่หลายอย่างพร้อมกัน กฎหมายไทยกำหนดให้แสดงชื่ออาหารที่มีคำว่า “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” ปริมาณที่บรรจุ และชื่อกับปริมาณของส่วนประกอบสำคัญโดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย[1] เมื่อต้องยัดชื่อสารเคมีลงในพื้นที่เท่ากล่องไม้ขีด ผู้ผลิตจึงใช้ชื่อย่อหรือชื่อทางการค้าที่สั้นกว่า และมักพิมพ์ชื่อเต็มในวงเล็บด้วยตัวอักษรเล็กกว่าครึ่ง

ปัญหาคือชื่อย่อไม่ได้ถูกควบคุมให้ไม่ซ้ำกันระหว่างสาร ตัวอักษรสามถึงห้าตัวจึงชนกันบ่อย โดยเฉพาะกรดไขมันที่ได้จากการสกัดน้ำมันและอนุพันธ์ของกรดอะมิโนที่ต่างกันแค่หมู่เดียว

ผลของการอ่านผิดมีสามระดับ ระดับแรกคือซื้อซ้ำซ้อน คุณอาจกินมัลติวิตามินที่เติมสังกะสีอยู่แล้วพร้อมสังกะสีเม็ดแยก และได้ปริมาณรวมเกินเพดานต่อวันของไทย ระดับที่สองคือเข้าใจสรรพคุณผิด คิดว่า ALA คือกรดไขมันโอเมก้า 3 แต่ได้สารต้านอนุมูลอิสระแทน ระดับที่สามคือความเสี่ยงจริงในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และผู้ที่จะผ่าตัด ซึ่งกฎหมายไทยบังคับให้มีคำเตือนเฉพาะสารบางกลุ่มอยู่แล้ว[1]

วิธีใช้ตารางนี้ใน 30 วินาที

ลำดับที่หนึ่ง จับคู่ชื่อย่อบนฉลากก่อน อย่าเพิ่งอ่านสรรพคุณด้านหน้า เพราะด้านหน้าถูกออกแบบมาให้ขาย ไม่ใช่ให้บอกส่วนประกอบ

ลำดับที่สอง ดูชื่อเต็มและรูปแบบสารในวงเล็บ ทั้งเกลือ ซัลเฟต เอสเทอร์ หรือสารสกัดมาตรฐาน เพราะตัวเลขปริมาณที่พิมพ์มาอ้างถึงรูปนั้น ไม่ใช่ตัวสารบริสุทธิ์

ลำดับที่สาม ดูปริมาณต่อหนึ่งหน่วยบริโภคและจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะ กฎหมายไทยบังคับให้แสดงจำนวนเม็ดที่บรรจุและปริมาณส่วนประกอบสำคัญ[1] แต่ไม่ได้บังคับว่าหนึ่งหน่วยบริโภคเท่ากับหนึ่งเม็ด กระปุกที่เขียนว่ากินครั้งละสองแคปซูลจึงให้สารเป็นสองเท่าของตัวเลขที่เพิ่งอ่าน

ลำดับที่สี่ เทียบกับเพดานต่อวันของไทย แล้วจึงเทียบราคาต่อหน่วยสารจริง หัวข้อที่ 8 และ 9 อธิบายละเอียด

ตารางที่ 1: วิตามินและแร่ธาตุ ชื่อย่อที่เจอบ่อยที่สุด

กลุ่มนี้เสี่ยงสับสนน้อยที่สุด เพราะตัวอักษรและตัวเลขมักตรงกับชื่อวิตามิน แต่จุดที่พลาดคือรูปแบบสารซึ่งเปลี่ยนปริมาณที่ได้จริง

ชื่อย่อบนฉลาก ชื่อเต็มและรูปแบบ หน่วยที่ฉลากมักใช้
D3 Cholecalciferol (วิตามินดี3) IU หรือ µg
D2 Ergocalciferol (วิตามินดี2 จากยีสต์) IU หรือ µg
K2 (MK-7) Menaquinone-7 µg
B1 Thiamine (thiamine HCl / benfotiamine) mg
B2 Riboflavin (riboflavin 5-phosphate) mg
B3 Niacin (nicotinic acid) หรือ nicotinamide mg NE
B5 Pantothenic acid (d-calcium pantothenate) mg
B6 Pyridoxine HCl หรือ pyridoxal-5-phosphate mg
B7 Biotin (d-biotin) µg
B9 Folic acid หรือ 5-MTHF (methylfolate) µg DFE
B12 Cyanocobalamin หรือ methylcobalamin µg
C Ascorbic acid หรือ sodium ascorbate mg
Mg Magnesium citrate / oxide / glycinate mg
Zn Zinc picolinate / gluconate / oxide mg
Se Selenium (selenomethionine / sodium selenite) µg
Cr Chromium (picolinate / chloride) µg
I Iodine (potassium iodide / kelp) µg

วิตามินดีคือตัวอย่างที่ชัดที่สุด D3 กับ D2 ไม่ใช่สารเดียวกัน และ MK-7 กับ MK-4 ก็ไม่ใช่สารเดียวกัน แม้อยู่ใต้ชื่อวิตามินเค 2 เหมือนกัน กฎหมายไทยมีคำเตือนเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มี MK-7 ว่าต้องแสดงข้อควรระวังสำหรับผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด[1] ส่วน MK-4 ไม่ถูกระบุในบัญชีเดียวกัน

ฝั่งแร่ธาตุ ปริมาณบนฉลากคือน้ำหนักของเกลือทั้งโมเลกุล ไม่ใช่น้ำหนักธาตุที่ร่างกายได้รับ หัวข้อที่ 8 มีตัวอย่างการคำนวณ

ตารางที่ 2: กรดไขมันและอนุพันธ์

กลุ่มนี้ตัวเลขบนฉลากหลอกคนมากที่สุด เพราะน้ำหนักแคปซูลกับน้ำหนักกรดไขมันจริงไม่เท่ากัน

ชื่อย่อ ชื่อเต็ม หมายเหตุการอ่านฉลาก
EPA Eicosapentaenoic acid (C20:5 n-3) ต้องมีตัวเลข mg แยกจาก DHA
DHA Docosahexaenoic acid (C22:6 n-3) ตัวเลข mg แยกเช่นกัน
ALA Alpha-linolenic acid (ALA) (ALA) (C18:3 n-3) คนละตัวกับ alpha-lipoic acid
GLA Gamma-linolenic acid (GLA) (C18:3 n-6) จากอีฟนิงพริมโรสหรือโบราจ
CLA Conjugated linoleic acid (CLA) กลุ่ม trans-10, cis-12 หรือ cis-9, trans-11
MCT Medium-chain triglycerides C8 (caprylic) และ C10 (capric)
n-3 / O3 Omega-3 fatty acids ชื่อกลุ่ม ไม่ใช่สารเดี่ยว
n-6 / O6 Omega-6 fatty acids ชื่อกลุ่มเช่นกัน

ความต่างระหว่าง “fish oil 1,000 mg” กับ “EPA+DHA 600 mg” คือความต่างระหว่างน้ำหนักสินค้ากับน้ำหนักสารออกฤทธิ์ แคปซูล 1,000 มก. อาจมี EPA กับ DHA รวมเพียง 300 มก. กฎหมายไทยจึงบังคับให้ผลิตภัณฑ์น้ำมันปลาระบุปริมาณ EPA และ DHA ต่อหนึ่งแคปซูล พร้อมกรดไขมันอิ่มตัว[1] ถ้าฉลากไม่มีสามตัวเลขนี้ ก็ไม่ใช่ฉลากที่ทำตามข้อกำหนดไทย

CLA มีหลายไอโซเมอร์และงานศึกษาแต่ละชิ้นใช้ไอโซเมอร์ต่างกัน ชื่อนี้จึงยังไม่บอกว่าคุณได้อะไร

ตารางที่ 3: กรดอะมิโนและอนุพันธ์

กรดอะมิโนมีจุดพลาดเรื่องรูป L กับ D ซึ่งร่างกายใช้ต่างกัน ฉลากที่ดีจะระบุ L- ไว้ชัด

ชื่อย่อ ชื่อเต็ม จุดที่ต้องอ่านเพิ่ม
BCAA Branched-chain amino acids (leucine, isoleucine, valine) อัตราส่วน 2:1:1 และปริมาณรวม
EAA Essential amino acids จำนวนชนิดที่ระบุ (ปกติ 9 ชนิด)
ALCAR Acetyl-L-carnitine คนละตัวกับ L-carnitine ธรรมดา
NAC N-acetylcysteine เป็นยาในโรงพยาบาล ไม่ใช่แค่อาหารเสริม
NAG N-acetylglucosamine คนละตัวกับ NAC
5-HTP 5-hydroxytryptophan สารตั้งต้นเซโรโทนิน
GABA Gamma-aminobutyric acid สารสื่อประสาท ไม่ใช่วิตามิน
TMG Trimethylglycine (betaine) มีผลต่อระดับโฮโมซิสเทอีน
L-theanine L-theanine (จากชา) มักอยู่คู่กับคาเฟอีน
L-tyrosine L-tyrosine สารตั้งต้นโดปามีน
Taurine 2-aminoethanesulfonic acid ไม่ใช่กรดอะมิโนเชิงโปรตีน

สถานะทางกฎหมายของสารกลุ่มนี้ต่างกันมาก NAC ถูกใช้เป็นยาในโรงพยาบาลทั้งในบทบาทยาแก้พิษพาราเซตามอลและยาละลายเสมหะ และมีงานทบทวนหลักฐานทางจิตเวชที่สรุปว่าผลยังไม่แน่นอน เพราะการศึกษาเล็กและชี้เฉพาะบางโรค[13] การที่สารหนึ่งเป็นทั้งยาและอาหารเสริมทำให้ NAC บนฉลากไม่ได้บอกอะไรเรื่องคุณภาพหรือข้อบ่งใช้ ต้องอ่านขนาดและคำเตือนเอง

ตารางที่ 4: สารสกัดและสารพฤกษเคมี

กลุ่มนี้ตัวเลขที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ปริมาณ แต่อัตราส่วนสารมาตรฐาน เพราะสารสกัด 500 มก. ที่ระบุ 95% กับ 500 มก. ที่ไม่ระบุมาตรฐานคือของคนละระดับ

ชื่อย่อ ชื่อเต็ม สิ่งที่ต้องเห็นบนฉลาก
CoQ10 Coenzyme Q10 (ubiquinone หรือ ubiquinol) รูปแบบออกซิไดซ์หรือรีดิวซ์ + mg
EGCG Epigallocatechin-3-gallate % catechin ในสารสกัดชาเขียว
Curcumin Curcuminoids จากขมิ้นชัน % curcuminoids และมี piperine หรือไม่
ASTA Astaxanthin mg และแหล่งที่มา
SOD Superoxide dismutase แหล่งที่มา (melon extract / gliadin)
PQQ Pyrroloquinoline quinone mg
NR Nicotinamide riboside mg และรูปแบบเกลือ
NMN Nicotinamide mononucleotide mg และความบริสุทธิ์
NAD+ Nicotinamide adenine dinucleotide มักเป็นคำโฆษณา ไม่ใช่วัตถุดิบ
Quercetin Quercetin (หรือ quercetin phytosome) รูปแบบและ mg

Curcumin คือกรณีที่ควรรู้มากที่สุด เพราะ curcumin ธรรมชาติดูดซึมได้แย่มาก การศึกษาในคนพบว่าเมื่อให้ piperine 20 มก. พร้อม curcumin 2 กรัม ระดับ curcumin ในเลือดสูงขึ้นราว 20 เท่า[11] ฉลากที่เขียน curcumin 500 มก. โดยไม่บอกว่ามีสารช่วยดูดซึมหรือทำ phytosome จึงเทียบกับอีกยี่ห้อไม่ได้ และกฎหมายไทยมีคำเตือนสำหรับสารสกัดขมิ้นชันว่าห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน[1]

CoQ10 มีสองรูปคือ ubiquinone และ ubiquinol งานเปรียบเทียบในผู้สูงอายุพบว่าการดูดซึมต่างกันตามสูตรและตัวพาสาร ไม่ได้ขึ้นกับชื่อรูปใดรูปหนึ่ง[15] คำว่า ubiquinol จึงไม่ใช่สัญญาณว่าดีกว่าโดยอัตโนมัติ

ชื่อย่อที่ทำให้เข้าใจผิดบ่อย: ตัวอักษรเดียวกันคนละสาร

ตารางที่ 5 ควรถ่ายรูปเก็บไว้ เพราะเกิดซ้ำทุกครั้งที่ซื้อข้ามแบรนด์

ชื่อที่เห็น ความหมายที่ 1 ความหมายที่ 2 วิธีเช็ก
ALA Alpha-lipoic acid Alpha-linolenic acid อ่านคำในวงเล็บและหน่วย mg ต่อแคปซูล
NAC N-acetylcysteine N-acetylglucosamine (NAG) ตัวสะกดต่างกันหนึ่งตัว
K1 / K2 Phylloquinone Menaquinone-4 หรือ -7 ดู MK ต่อท้าย
B3 Nicotinic acid (niacin) Nicotinamide ดูคำว่า acid หรือ amide
B9 Folic acid (สังเคราะห์) 5-MTHF / folinic acid ดูคำว่า methyl หรือ calcium salt
D2 / D3 Ergocalciferol Cholecalciferol D3 มาจากแลโนลินหรือไลเคน
NR / NMN Nicotinamide riboside Nicotinamide mononucleotide ทั้งคู่เป็นสารตั้งต้น NAD+ คนละโมเลกุล

ALA สองความหมายนี้สร้างความเสียหายมากที่สุด กรดอัลฟา-ไลโปอิกมีข้อบ่งใช้ทางยาในผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการปลายประสาท โดยการศึกษา SYDNEY 2 พบว่าขนาด 600 มก. ต่อวันนาน 5 สัปดาห์ช่วยลดอาการได้[12] ขณะที่กรดอัลฟา-ลิโนเลนิกเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายนำไปสร้าง EPA และ DHA ใครที่ซื้อเพราะอ่านเจอว่ารักษาปลายประสาทจึงอาจได้กรดไขมันไปแทน

วิตามินเค 1 กับเค 2 แยกยากเพราะทั้งคู่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด แต่ K2 โดยเฉพาะ MK-7 ถูกใช้ในบริบทเรื่องกระดูกมากกว่า และมีงานทดลอง 3 ปีในหญิงหลังวัยหมดประจำเดือนที่พบว่า MK-7 ขนาด 180 ไมโครกรัมต่อวันช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูกได้[18] ทั้งสองรูปมีปฏิกิริยากับยาต้านการแข็งตัวของเลือด และกฎหมายไทยบังคับให้ MK-7 ต้องมีคำเตือนเฉพาะ[1]

folate กับ folic acid ต่างกันเชิงเคมี folic acid เป็นรูปสังเคราะห์ที่ต้องผ่านเอนไซม์ก่อนใช้งาน ขณะที่ 5-MTHF พร้อมใช้ งานเภสัชจลนศาสตร์พบว่าเกลือ 5-MTHF เพิ่มระดับโฟเลตในเลือดได้เทียบเท่าหรือดีกว่า folic acid ในขนาดที่เหมาะสม[19] คำถามจึงไม่ใช่ว่ารูปไหนดีกว่า แต่คือคุณมีข้อบ่งชี้ที่ต้องใช้รูปใด

ชื่อย่อไม่เท่ากับปริมาณ: แปลงหน่วยก่อนเทียบราคา

ตารางที่ 6 รวมกฎแปลงหน่วยที่ใช้บ่อยที่สุด

หน่วยบนฉลาก แปลงเป็น ตัวอย่าง
IU วิตามินดี 1 µg = 40 IU 25 µg = 1,000 IU[8]
IU วิตามินเอ 1 IU retinol = 0.3 µg RAE 800 µg RAE ≈ 2,667 IU[7]
IU วิตามินอี 1 IU ธรรมชาติ = 0.67 mg 10 mg α-TE ≈ 15 IU[9]
mg / µg 1 mg = 1,000 µg 0.4 mg = 400 µg
zinc oxide ธาตุสังกะสี ≈ 80% ของน้ำหนัก 50 mg = 40 mg Zn[10]
zinc gluconate ธาตุสังกะสี ≈ 14% 50 mg = 7 mg Zn[10]
zinc picolinate ธาตุสังกะสี ≈ 21% 50 mg = 10.5 mg Zn[10]
สารสกัด 10:1 10 ส่วนสมุนไพร = 1 ส่วนสารสกัด 500 mg = สมุนไพร 5,000 mg

บรรทัดที่ควรจำคือสังกะสี เพราะเพดานของไทยอยู่ที่ 15 มก. ต่อวัน[1] ฉลากที่เขียน zinc gluconate 100 มก. ให้ธาตุสังกะสี 14 มก. เกือบชนเพดาน ขณะที่ zinc oxide 100 มก. ให้ถึง 80 มก. เกินเพดานเกือบห้าเท่า ตัวเลขบนฉลากจึงเอามาเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้

เรื่องที่สองคือราคาต่อหน่วยสารจริง ให้หารราคากระปุกด้วยจำนวนมิลลิกรัมของสารที่ออกฤทธิ์ ไม่ใช่จำนวนแคปซูล สองยี่ห้อราคาเท่ากันอาจต่างกันสองเท่าเมื่อคิดต่อ 100 มก. ของ EPA+DHA

เรื่องที่สามคือ IU แปลงข้ามชนิดไม่ได้ วิตามินเอจากเบต้าแคโรทีนใช้ตัวคูณต่างจากเรตินอล[7] ฉลากที่เขียน 10,000 IU โดยไม่บอกว่าเป็นรูปใดจึงตอบไม่ได้ว่าคุณได้วิตามินเอเท่าไร

กฎหมายไทยบังคับให้ฉลากเขียนอะไร

ฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในไทยต้องปฏิบัติตามกฎหมายฉลากอาหารทั่วไป และแสดงรายละเอียดเพิ่มเติมสามข้อ คือชื่ออาหารที่มีคำว่า “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” ปริมาณที่บรรจุแยกตามรูปแบบสินค้า และชื่อกับปริมาณของส่วนประกอบสำคัญเรียงจากมากไปน้อย[1] ประกาศฉบับที่ 405 พ.ศ. 2562 แก้ข้อกำหนดเรื่องคำเตือนและหลักเกณฑ์คุณภาพมาตรฐาน[2] คำว่า “อาหารเสริม” เฉย ๆ ไม่ใช่ชื่อที่กฎหมายรับรอง

ก่อนจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ต้องมีเลขสารบบอาหารที่ตรวจสอบได้จากฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และต้องมีคำเตือนตามบัญชีแนบท้าย ซึ่งมีสี่ข้อที่บังคับกับผลิตภัณฑ์ทุกชนิด[1],[3]

คำเตือนด้านความปลอดภัย (อ่านก่อนใช้): ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ หากใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือมีโรคตับ ไต หรือกำลังจะผ่าตัด ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน และห้ามใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแทนยาที่แพทย์สั่ง

ถ้าฉลากที่ถืออยู่ไม่มีข้อความ “ไม่มีผลในการป้องกัน หรือรักษาโรค” ในกรอบสี่เหลี่ยมตัวหนา นั่นคือสัญญาณว่าฉลากไม่ผ่านข้อกำหนดไทย[1]

ตารางที่ 7 คือเพดานที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ต่อวัน

สาร เพดานต่อวันตามกฎหมายไทย ขนาดที่มักเห็นบนสินค้านำเข้า
วิตามินดี 15 µg (600 IU) 1,000–5,000 IU
วิตามินเอ 800 µg RAE 10,000 IU
วิตามินอี 10 mg α-TE 400 IU
วิตามินบี 12 600 µg 1,000–5,000 µg
ไบโอติน 900 µg 5,000–10,000 µg
วิตามินซี 1,000 mg 1,000–2,000 mg
เหล็ก 15 mg 18–65 mg
สังกะสี 15 mg 30–50 mg
แมกนีเซียม 350 mg 400–500 mg
ซีลีเนียม 70 µg 200 µg
ไอโอดีน 150 µg 150–300 µg
โครเมียม 500 µg 200–1,000 µg

ตัวเลขคอลัมน์ขวาคือสิ่งที่พบบ่อยบนฉลากนำเข้าและสินค้าออนไลน์ เมื่อเทียบกับเพดานไทยจะเห็นว่าหลายตัวเกินตั้งแต่หนึ่งเท่าตัวขึ้นไป สินค้าที่ขายได้ในต่างประเทศไม่ได้แปลว่าอยู่ในกรอบกฎหมายไทย และการเกินเพดานไม่ได้แปลว่าอันตรายทันที แต่แปลว่าคุณบริโภคนอกขอบเขตที่หน่วยงานไทยประเมิน

อีกข้อคือผลิตภัณฑ์ที่มุ่งให้วิตามินหรือแร่ธาตุ ต้องมีปริมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของค่าอ้างอิงสารอาหารต่อวันสำหรับคนไทย[1] ฉลากที่เขียน “วิตามินซี 10 มก.” จึงต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ

ตารางที่ 8: ชื่อย่อที่ยังมีหลักฐานจำกัดและข้อควรระวัง

ตารางนี้ไม่ได้บอกว่าให้เลี่ยงทั้งหมด แต่บอกว่าอย่าจ่ายเงินโดยคาดหวังผลเกินหลักฐาน

ชื่อย่อ สถานะหลักฐาน กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
GABA การทดลองในคนส่วนเล็ก ผลยังขัดแย้ง และยังถกเถียงกันว่าผ่านตัวกั้นระหว่างเลือดกับสมองได้มากน้อยเพียงใด[16] ผู้ใช้ยานอนหลับหรือยากล่อมประสาท
5-HTP งานวิจัยส่วนใหญ่เล็ก หลักฐานด้านอารมณ์ยังอ่อน และมีรายงานกลุ่มอาการเซโรโทนินเมื่อใช้ร่วมยายับยั้งการเก็บเซโรโทนิน[14] ผู้ใช้ยาแก้ซึมเศร้ากลุ่ม SSRI, ตั้งครรภ์
NMN / NR มีงานทดลองขนาดเล็กที่วัดตัวชี้วัดทางเมตาบอลิก ไม่ใช่ผลลัพธ์ทางคลินิก[17] ผู้ป่วยมะเร็ง, ตั้งครรภ์
ALA (lipoic) มีหลักฐานในข้อบ่งใช้ปลายประสาทจากเบาหวาน แต่ขนาดที่ศึกษาเป็นขนาดยา ไม่ใช่ขนาดอาหารเสริม[12] ผู้ใช้ยาลดน้ำตาล (อาจทำให้น้ำตาลต่ำ)
Berberine มีหลักฐานด้านเมตาบอลิกบ้าง แต่มีปฏิกิริยากับยาผ่าน CYP3A4 และ P-glycoprotein ชัดเจน[22] ผู้ใช้สแตติน, cyclosporine, ยาความดัน
ชาเขียวเข้มข้น (EGCG) มีรายงานตับอักเสบจากสารสกัดขนาดสูง โดยเฉพาะเมื่อกินตอนท้องว่าง[20] ผู้มีโรคตับ, ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์
SOD หลักฐานในคนน้อยและขนาดเล็กมาก ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในหลอดทดลอง ผู้มีโรคภูมิคุ้มกัน
Astaxanthin ข้อมูลความปลอดภัยระยะสั้นดี แต่หลักฐานผลลัพธ์ทางคลินิกยังจำกัด ตั้งครรภ์และให้นมบุตร

สิ่งที่ทุกตัวในตารางนี้มีร่วมกันคือคำโฆษณามักไปไกลกว่าหลักฐาน คุณจะเห็นคำว่า “ฟื้นฟูสมอง” “ต้านวัย” “ปรับสมดุล” ซึ่งกฎหมายไทยไม่อนุญาตให้กล่าวอ้างว่าป้องกันหรือรักษาโรค[1] การอ่านฉลากจึงต้องแยกสองชั้น คือข้อความที่กฎหมายบังคับ กับข้อความที่การตลาดเลือกเอง

หลักฐานจำกัดไม่ได้แปลว่าเป็นอันตราย แต่แปลว่าคุณยังไม่รู้ว่าจะได้ประโยชน์อะไร และเมื่อต้องจ่ายเดือนละหลายพันบาท ความไม่รู้นั้นมีต้นทุน

5 จุดที่คนอ่านฉลากพลาดมากที่สุด

จุดแรก น้ำหนักแคปซูลกับน้ำหนักสาร แคปซูลขนาด 1,000 มก. คือน้ำหนักผงที่บรรจุ ซึ่งรวมสารเพิ่มปริมาณและสารต้านการเกาะตัว สารออกฤทธิ์อาจมีเพียง 300 มก.

จุดที่สอง หน่วยบริโภคไม่เท่ากับหนึ่งแคปซูล ฉลากที่เขียนว่าหนึ่งหน่วยบริโภคคือ 2 แคปซูล และกระปุกมี 60 แคปซูล จะให้เพียง 30 วัน ไม่ใช่ 60 วัน ตัวเลขนี้เปลี่ยนราคาต่อเดือนทันที

จุดที่สาม proprietary blend หรือ “สูตรผสมเฉพาะ” กฎฉลากของสหรัฐอนุญาตให้ระบุเพียงน้ำหนักรวมโดยไม่แยกปริมาณรายตัว[24] รูปแบบนี้แพร่มาถึงสินค้าไทยมาก ผลคือคุณรู้ว่ามี 8 ชนิดรวมกัน 800 มก. แต่ไม่รู้ว่าแต่ละชนิดเท่าไร จึงตรวจสอบไม่ได้เลย

จุดที่สี่ %DV บนฉลากอเมริกันคิดจากฐานคนอเมริกัน ไม่ใช่ค่าอ้างอิงไทย ค่าอ้างอิงวิตามินดีของสหรัฐคือ 20 ไมโครกรัมต่อวัน[8] ขณะที่ฉลากไทยใช้ค่าอ้างอิงคนไทยอีกชุด[4] ตัวเลขร้อยละจึงเทียบข้ามฉลากไม่ได้

จุดที่ห้า IU แปลงผิด วิตามินดี 1 ไมโครกรัมเท่ากับ 40 IU[8] คนจำนวนมากอ่าน 5,000 IU เป็น 5,000 ไมโครกรัม ซึ่งผิดไป 40 เท่า และเมื่อเทียบกับเพดานไทยที่ 15 ไมโครกรัมต่อวัน จะเห็นว่าขนาดที่โฆษณาว่าเป็นเรื่องปกติในต่างประเทศนั้นสูงกว่าเพดานไทยหลายเท่า

เช็กลิสต์ 6 ข้อก่อนกดซื้อ

  1. อ่านชื่อเต็มในวงเล็บ ถ้าไม่มี ให้ข้ามสินค้านั้น
  2. ดูรูปแบบสารให้ครบ ทั้งเกลือ เอสเทอร์ และค่ามาตรฐานสารสกัด
  3. ดูปริมาณต่อหน่วยบริโภคและจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะ แล้วคูณเป็นปริมาณต่อวันของคุณเอง
  4. เทียบกับเพดานต่อวันตามกฎหมายไทย ไม่ใช่เทียบกับขนาดที่โฆษณา
  5. ตรวจเลขสารบบอาหารและคำเตือนทั้งสี่ข้อบนฉลาก
  6. ปฏิเสธทุกข้อความที่บอกว่าป้องกันหรือรักษาโรค เพราะกฎหมายไทยห้าม และมันคือสัญญาณของคุณภาพฉลาก

คำถามที่พบบ่อย

ALA คืออะไร และทำไมมีสองความหมาย

ALA ย่อได้ทั้ง alpha-lipoic acid ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและใช้เป็นยาในข้อบ่งใช้ปลายประสาท และ alpha-linolenic acid ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นกลุ่มโอเมก้า 3 ต้องดูคำในวงเล็บและหน่วย mg ต่อแคปซูลเพื่อแยกสองตัวนี้[11],[12]

NAC คืออะไร กินตอนไหน

N-acetylcysteine เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโน cysteine ใช้เป็นยาในโรงพยาบาล และขายเป็นอาหารเสริมในรูปสารต้านอนุมูลอิสระ หลักฐานทางจิตเวชยังไม่แน่นอน ผลการศึกษาเล็กและชี้เฉพาะบางโรค[13] ควรกินตามที่ฉลากระบุ และปรึกษาเภสัชกรหากใช้ยาอื่น

5-HTP คืออะไร ปลอดภัยไหม

5-hydroxytryptophan เป็นสารตั้งต้นของเซโรโทนิน หลักฐานด้านอารมณ์ยังอ่อน และมีความเสี่ยงกลุ่มอาการเซโรโทนินเมื่อใช้ร่วมกับยาต้านซึมเศร้ากลุ่ม SSRI จึงไม่ควรใช้เองในผู้ที่กินยาดังกล่าวหรืออยู่ในระหว่างตั้งครรภ์[14]

CoQ10 กับ ubiquinol ต่างกันอย่างไร

เป็นสารเดียวกันในสองสถานะ คือ ubiquinone ซึ่งเป็นรูปออกซิไดซ์ และ ubiquinol ซึ่งเป็นรูปรีดิวซ์ งานเปรียบเทียบในผู้สูงอายุพบว่าการดูดซึมต่างกันตามสูตรสำเร็จและตัวพาสาร ไม่ได้ขึ้นกับชื่อรูปใดรูปหนึ่งเพียงอย่างเดียว[15] ให้ดูที่ปริมาณ mg และหลักฐานของสูตรนั้น

mg กับ mcg ต่างกันอย่างไร

mg คือมิลลิกรัม เท่ากับหนึ่งในพันกรัม ส่วน mcg คือไมโครกรัม เท่ากับหนึ่งในล้านกรัม ดังนั้น 1 mg เท่ากับ 1,000 mcg ฉลากที่สลับสองหน่วยนี้ทำให้ปริมาณผิดไปพันเท่า

IU แปลงเป็น mcg อย่างไร

แล้วแต่ชนิดวิตามิน วิตามินดี 1 mcg เท่ากับ 40 IU[8] วิตามินอี 1 IU รูปธรรมชาติเท่ากับ 0.67 mg[9] และวิตามินเอ 1 IU เรตินอลเท่ากับ 0.3 mcg RAE[7] จึงใช้ตัวคูณตัวเดียวกับทุกวิตามินไม่ได้

ชื่อย่อบนฉลากเชื่อถือได้แค่ไหน

ชื่อย่อบอกได้แค่ว่าผู้ผลิตเรียกสารนั้นว่าอะไร ไม่ได้บอกความบริสุทธิ์หรือปริมาณ งานตรวจสอบกัมมี่เมลาโทนิน 25 ผลิตภัณฑ์ในสหรัฐพบว่าส่วนใหญ่มีปริมาณไม่ตรงกับฉลาก และบางตัวสูงกว่าที่ระบุหลายเท่า[23] ฉลากจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบ ไม่ใช่หลักประกัน

proprietary blend คืออะไร ทำไมอ่านปริมาณไม่ได้

คือการรวมส่วนผสมหลายชนิดแล้วระบุเพียงน้ำหนักรวม โดยไม่แยกปริมาณรายตัว วิธีนี้ได้รับอนุญาตในกฎฉลากอาหารเสริมของสหรัฐ[24] ผลคือผู้บริโภคตรวจสอบไม่ได้ว่าสารที่ต้องการมีอยู่เท่าไร จึงควรเลือกสินค้าที่แยกปริมาณทุกตัว

สรุป

การอ่านฉลากอาหารเสริมให้เป็นมีแกนเดียว คืออย่าหยุดที่ชื่อย่อ ให้ไปถึงชื่อเต็ม รูปแบบสาร และปริมาณต่อหน่วยบริโภคให้ได้ทุกครั้ง ชื่อย่อเป็นเพียงป้ายบอกทาง ไม่ใช่ข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจ

กฎหมายไทยให้เครื่องมือที่ช่วยได้มากกว่าที่คนส่วนใหญ่ใช้ คือเพดานปริมาณวิตามินและแร่ธาตุต่อวัน คำเตือนบังคับสี่ข้อ และข้อห้ามกล่าวอ้างรักษาโรค[1],[2] ใครที่อ่านสามอย่างนี้เป็น จะกรองสินค้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์ออกได้ทันทีโดยไม่ต้องรู้เภสัชวิทยาเลย

และเมื่อเจอชื่อย่อที่ยังไม่แน่ใจ ให้ถือว่ายังไม่รู้ ดีกว่าเดาแล้วจ่ายเงินกับความเสี่ยงที่วัดไม่ได้

แหล่งอ้างอิง